ทั้งนี้ แก้วมังกร เป็นพืชตระกูลกระบองเพชร ถือได้ว่าเป็นพืช

เศรษฐกิจที่น่าสนใจ ให้ผลตอบแทนดี ขยายพันธุ์ได้ง่ายการเพาะปลูกและดูแลรักษาไม่ยุ่งยากรวมทั้งสามารถแปรรูปได้ด้วย เกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นสินค้าทางเลือกที่น่าสนใจในการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมสำหรับการปลูกข้าว โดยนำแนวคิดตลาดนำการผลิตมาปรับใช้ อีกทั้งยังสอดรับกับแผนพัฒนาจังหวัดแพร่ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองแพร่ให้เป็นเมืองต้นแบบสุขภาวะผู้สูงวัยได้อีกด้วย สำหรับเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่สนใจปลูกและแปรรูปแก้วมังกร

คุณจิม ครุฑฉ่ำ อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 2 ตำบลทรายมูล อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงปลาแบบบ่อรวมมาหลายสิบปี ซึ่งการเลี้ยงด้วยวิธีนี้ทำให้เธอสามารถจำหน่ายปลาได้หลากหลายชนิด จึงทำให้การเลี้ยงปลาแบบบ่อรวมเป็นงานที่สร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี

คุณจิม เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนมีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดอื่น ต่อมาเมื่อย้ายมาอยู่ที่จังหวัดนครนายก จึงได้บุกเบิกมาปลูกบ้านอยู่ที่นี่และขุดบ่อเพื่อเลี้ยงปลาทันที โดยในช่วงแรกที่มาทำก็ไม่ได้เลี้ยงปลาแบบเชิงเดี่ยว แต่เลี้ยงแบบบ่อรวม ซึ่งใน 1 บ่อ จะประกอบด้วย ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ และปลาจีน

“เนื้อที่ทั้งหมดที่มีอยู่ประมาณ 7 ไร่ เราก็แบ่งทำเป็นบ่อเลี้ยงปลา 6 ไร่ และอีก 1 ไร่ ก็แบ่งเป็นพื้นที่ปลูกบ้าน ซึ่งเท่านี้ก็ถือว่าพอเหมาะ เพราะบริเวณบ้านไม่ต้องมีพื้นที่มาก เอาตรงอื่นมาทำบ่อเลี้ยงปลา ส่วนคันบ่อและบริเวณบ้านที่เหลือ ก็แบ่งเป็นเนื้อที่ปลูกพืชผักสวนครัว ก็ทำให้มีรายได้อีกทางในช่วงที่รอปลาโตจนกว่าจะขายได้” คุณจิม เล่าถึงที่มา

เน้นเลี้ยงแบบประหยัดต้นทุน

ในช่วงแรกก่อนที่จะนำปลามาปล่อยลงบ่อ คุณจิม บอกว่า จะเตรียมบ่อ ขนาด 6 ไร่ ให้มีความพร้อมสำหรับเลี้ยงปลาทั้ง 5 ชนิด ด้วยการสูบน้ำให้แห้งบ่อ จากนั้นโรยปูนขาวให้ทั่วบริเวณบ่อที่มีความลึก 1.5 เมตร จากนั้นพักบ่อต่อไปอีกประมาณ 7 วัน จึงจะนำมาใส่บ่อและเตรียมปล่อยลูกปลาลงมาเลี้ยง

“ลูกปลาที่มาปล่อยเลี้ยงแต่ละชนิด ก็มีขนาดไซซ์ที่แตกต่างกันไป ไซซ์ใบมะขามบ้าง ไซซ์นิ้วบ้าง โดยปล่อยปลานิลปลาตะเพียน อย่างละ 15,000 ตัว ส่วนปลายี่สก ปลานวลจันทร์ และปลาจีน อย่างละ 5,000 ตัว ซึ่งในช่วงแรกที่เป็นลูกปลาตัวเล็กก็จะเลี้ยงด้วยอาหารจำพวกรำละเอียด และอาหารเม็ดเล็กที่มีโปรตีน ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงด้วยอาหารเหล่านี้จนกว่าลูกปลาจะมีอายุประมาณ 3 เดือน” คุณจิม อธิบาย

เมื่อปลาทั้ง 5 ชนิด มีขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นจะเปลี่ยนอาหารเป็นของสด จำพวกไส้หมู ไส้ไก่ ที่คัดตกเกรดจากโรงงานมาให้ปลาในบ่อกิน สลับกับการให้อาหารเม็ดที่มีขนาดเบอร์ใหญ่ขึ้นสลับกันไป และอาจมีการเสริมด้วยการหาเศษผักเศษหญ้าที่อยู่ในท้องถิ่นมาสับให้กินไปด้วยอีกทาง เพื่อเป็นการประหยัดต้นทุนในเรื่องของอาหาร

จากนั้นเลี้ยงต่อไปอีกประมาณ 5-7 เดือน ปลาทั้ง 5 ชนิด ที่เลี้ยงทั้งหมดก็จะเริ่มเจริญเติบโตเต็มที่พร้อมที่จะจับจำหน่ายได้

“ในเรื่องของโรคที่เกิดกับปลา ส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยมีปัญหา แต่จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศมากกว่า ถ้าช่วงไหนที่อากาศเปลี่ยนแปลง ก็จะมีปลาตะเพียนกับปลาจีน ที่จะมีอัตราการตายบ้าง แต่ตัวอื่นก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร พอช่วงที่ฝนตกหนักมากๆ เราก็จะหว่านด้วยเกลือกับปูนขาว เพื่อช่วยปรับสภาพน้ำ ไม่ให้ปลารู้สึกช็อกตายได้ไปกับอากาศหรือสภาพน้ำที่เปลี่ยนไป” คุณจิม บอก

เน้นส่งจำหน่ายให้กับแพปลา ที่ตลาดไท

ในเรื่องของการทำตลาดนั้น คุณจิม บอกว่า เมื่อปลาภายในบ่อเจริญเติบโตจนจำหน่ายได้ ก็จะวิดน้ำออกให้หมดบ่อ จากนั้นก็จะคัดปลาแต่ละชนิดแยกออกตามขนาดไซซ์ที่ลูกค้ากำหนด แล้วก็จะนำปลาทั้งหมดส่งจำหน่ายยังแพปลาที่อยู่ในตลาดไท โดยเป็นเจ้าประจำที่ติดต่อกันไว้ตั้งแต่ครั้งที่เริ่มเลี้ยงปลาในช่วงแรก

“ช่วงที่ปลาขายได้ เราก็จะจ้างคนให้มาจับปลาในบ่อทั้งหมด เพื่อส่งขายไปยังแพปลา ราคาที่ได้ก็แตกต่างกันไป อย่างปลานิล ก็อยู่ที่กิโลกรัมละ 30-35 บาท ปลาตะเพียน กิโลกรัมละ 40-45 บาท ส่วนปลาจีน ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ ราคาก็จะใกล้เคียงกัน อยู่ที่กิโลกรัมละ 25-30 บาท ซึ่งถ้าปลาได้กินอาหารทั่วถึง ไซซ์ส่วนใหญ่มันก็จะเสมอกัน ราคาที่เราขายได้ก็จะไม่ค่อยแตกต่างกัน โดยเราจะดูว่าช่วงไหนราคาปลาที่แพขึ้น เราก็จะจับขายในช่วงนั้น เราสามารถรอได้เวลา เพื่อดูช่วงราคาที่ดีจับขาย” คุณจิม บอกถึงการจำหน่าย

คุณจิม บอกว่า การเลี้ยงปลาแบบบ่อรวมสามารถทำรายได้เลี้ยงครอบครัวให้กับเธอได้ เพราะอย่างน้อยก็เป็นงานให้เธอสามารถทำในช่วงแก้เหงาได้ เพราะอย่างน้อยก็ได้มีกำลังเหมือนได้ออกกำลังกาย เวลาที่เดินไปให้อาหารปลา หรือตัดหญ้าตามข้างขอบบ่อให้ปลากิน เธอจึงแนะนำว่า สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยเกษียณการเลี้ยงปลาก็อาจจะเป็นงานที่สร้างรายได้เป็นอาชีพเสริมได้ และขอบบ่อก็ปลูกพืชผักสวนครัวไป อย่างน้อยการทำเกษตรก็ช่วยให้มีความสุขในแต่ละวันที่ได้ลงมือทำ และดูสิ่งที่รักและชอบไปพร้อมกับความภูมิใจ

ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า วว. และบริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมจัดโครงการประกวดนวัตกรรมความงาม “Beauty Innovation Awards 2019” เพื่อยกระดับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมงาน “ASEAN Beauty 2019 : จุดประกายความงาม โอกาสของธุรกิจความงามของไทยในตลาดโลก” ซึ่ง บริษัท ยูบีเอ็ม เอเชีย (ประเทศไทย) ร่วมกับ วว. และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ จัดขึ้นเมื่อวันที่ 2-4 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา ณ ไบเทค บางนา เพื่อสนับสนุนการใช้นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการ และเสริมศักยภาพให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

โดยผลการคัดเลือกจาก 10 กว่าผลงานที่เข้าร่วมประกวดโครงการดังกล่าว มีผู้ประกอบการ 3 รายที่ได้รับรางวัล (Top 3 Beauty Innovation) ในครั้งนี้ ได้แก่รางวัลชนะเลิศ บริษัท One-Stop Service OEM/ODM จากผลงาน “Morning & Night Cleansing” คลีนซิ่งที่ใช้ได้ทั้งสองช่วงเวลาในกระปุกเดียว ใช้งานง่าย พกพาสะดวก ควบคุมปริมาณการใช้ต่อครั้งได้ดี โดย Morning Cleansing ทำความสะอาดและบำรุงผิวหน้าด้วยวิตามิน ทำให้ผิวหน้าสดชื่นพร้อมรับการตกแต่งในยามเช้า ส่วน Night Cleansing สำหรับชำระล้างเครื่องสำอางได้อย่างหมดจด สะอาด ปลอดภัย ไม่มีสารตกค้าง ช่วยให้ใบหน้าสะอาดรับความสบายในยามค่ำคืน

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 บริษัท BIC Chemical แบรนด์ dhavi (ดาวี่) จากผลงาน “RED JASMINE RICE EXTRA REJUVENATING SERIES” ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าจากสารสกัดข้าวหอมมะลิสีแดง ผลงานการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีคุณสมบัติลบเลือนริ้วรอยเหี่ยวย่น ปรับความไม่สม่ำเสมอของสีผิว ลดขนาดรูขุมขน ลบเลือนรอยแดงบนใบหน้า ลบเลือนจุดด่างดำบนใบหน้า และลบเลือนกระฝ้าจากการสะสมของเมลานิน
รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 บริษัท Gemini Organic & Natural Care จากผลงาน “สบู่ล้างหน้าซูเปอร์ฟู้ด” พัฒนาไขมันธรรมชาติของเมล็ดโกโก้ผลิตเป็นสบู่ที่ให้ความชุ่มชื้น มีส่วนผสมของวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ เพิ่มทางเลือกดูแลผิวด้วยความโดดเด่นที่แตกต่างกันถึง 4 รูปแบบ ทั้ง Spirulina Detoxifying, Perilla-Chia, Tri-Color Quinoa และ Maca Cacao Vitality

ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับสิทธิ์เข้าเยี่ยมชมงานแสดงสินค้าความงามระดับโลก Cosmoprof Asia 2019 ที่ประเทศฮ่องกง และได้รับสิทธิ์ใช้บริการงานวิจัย วิเคราะห์ ทดสอบ เพื่อพัฒนาคุณค่าผลิตภัณฑ์กับ วว. มูลค่า 1 แสนบาท รวมทั้งผู้ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 และ 2 ได้รับสิทธิ์ มูลค่า 6 หมื่นบาท และ 4 หมื่นบาท ตามลำดับ โดยผลงาน Top 3 Beauty Innovation จะเป็นเครื่องหมายยืนยันถึงศักยภาพระดับผู้นำในตลาดเครื่องสำอางไทยและจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับผู้ประกอบการเครื่องสำอางรายอื่น ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย พร้อมชูจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ความเป็นประเทศไทย เพื่อก้าวสู่เวทีความงามของโลกต่อไป

“…สำหรับผู้ประกอบการที่ชนะเลิศ ซึ่งจะได้เข้ามาร่วมทำงานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณค่าผลิตภัณฑ์กับ วว. นั้น จะทำให้ท่านมีความเข้มแข็งและได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้นในการดำเนินธุรกิจ เนื่องจาก วว. เป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เวชสำอาง เราสามารถช่วยท่านพัฒนาสูตรและวิเคราะห์ทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยของนวัตกรรมเครื่องสำอางที่ได้มาตรฐานระดับสากล ได้แก่ การทดสอบประสิทธิภาพของเวชสำอาง เช่น ทดสอบฤทธิ์ชะลอวัยและต้านริ้วรอย ทดสอบฤทธิ์การรักษาแผลเป็น ทดสอบฤทธิ์ช่วยให้ผิวกระจ่างใส ทดสอบฤทธิ์ขจัดไขมันส่วนเกิน ทดสอบฤทธิ์ช่วยให้ผมดำ ประสิทธิภาพการซึมผ่านผิวหนัง การทดสอบการระคายเคืองโดยใช้เซลล์ เป็นต้น นอกจากนี้ วว. ยังมีเครื่องมือสำหรับพัฒนานวัตกรรมเครื่องสำอาง ได้แก่ เครื่องปั่นผสมภายใต้ความดันสูง เครื่องเตรียมนาโนแคปซูล เครื่องผสมในระดับ 20-50 ลิตร และเครื่องวัดการซึมผ่านผิวหนัง เป็นต้น

วว. มุ่งเป็นองค์กรบริการด้านการวิจัยและพัฒนาแก่ผู้ประกอบการ ทั้งในระดับ SMEs ผู้ผลิตสินค้าโอท็อป วิสาหกิจชุมชน ตลอดจนเกษตรกร (STI total service solution) เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิต ปิดช่องความเสี่ยงงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง สร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจสังคมของประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการท่านอื่นๆ ที่สนใจพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือเวชสำอาง สามารถเข้ามาใช้บริการต่างๆ ของ วว.ได้ เรามีความยินดีพร้อมนำองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญช่วยพัฒนาและเสริมแกร่งให้กับผู้ประกอบการไทยอย่างเต็มที่…” ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวสรุป

“ส้มโอทับทิมสยาม” เป็นไม้ผลประจำถิ่นของอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช แตกต่างจากส้มโอพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน เพราะมีลักษณะประจำพันธุ์ที่โดดเด่น คือเนื้อผลหรือที่เรียกว่า กุ้ง มีสีชมพูเข้มจนถึงแดงเหมือนสีทับทิม ผิวผลส้มโอมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมคล้ายกำมะหยี่ มีเนื้อสีแดงเข้ม (สีทับทิม) รสชาติหวาน หอม นุ่ม น่ารับประทาน ปัจจุบันปลูกมากกว่า 2,000 ไร่ ในพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลคลองน้อย ตำบลเกาะทวด และตำบลปากพนังฝั่งตะวันตก จำหน่ายได้ราคาสูง ประมาณ ผลละ 200-300 บาท เกษตรกรผู้ปลูกส้มโอทับทิมสยามมีรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตไม่ต่ำกว่าไร่ละ 100,000 บาท ทีเดียว

ปัจจุบัน “ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” กลายเป็นไม้ผลเศรษฐกิจตัวใหม่ของจังหวัดระยอง เจ้าของสวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามแปลงใหญ่ 100 ไร่ คือ กำนันประยุทธ์ พานทอง หรือที่หลายคนเรียกกันติดปากว่า “กำนันตุ๊ก” เจ้าของรางวัลกำนันยอดเยี่ยม (กำนันแหนบทอง) เล่าเกี่ยวกับเทคนิคการปลูก ดูแล และช่องทางการจำหน่ายส้มโอสายพันธุ์ทับทิมสยามในภาคตะวันออก ให้ได้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพในระดับส่งออกให้ฟังได้อย่างน่าสนใจ

กำนันตุ๊ก รักอาชีพเกษตรกรรม เขามีสวนทุเรียนแปลงใหญ่ ปลูกทุเรียนพันธุ์หมอนทองไปแล้ว 10,000 ต้น สำหรับ “สวนส้มโอพันธุ์ทับทิมสยาม” เป็นธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นในช่วง 2 ปีหลังนี้เอง กำนันตุ๊กทุ่มเงินทุนหลักล้าน ( ไม่รวมค่าที่ดิน ) ทำสวนส้มโอทับทิมสยาม 100 ไร่ ในพื้นที่ตำบลกองดิน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง โดยมุ่งเป้าผลิตส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามส่งออกไปขายตลาดจีน

กำนันตุ๊ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการลงทุนในครั้งนี้ว่า เกิดจากพื้นที่ทำการเกษตรส่วนหนึ่งมีสภาพเป็นที่ลุ่ม น้ำกร่อย เหมือนอย่างปากพนัง กำนันตุ๊กจึงตัดสินใจลงทุนปลูกส้มโอพันธุ์นี้ โดยเดินทางไปซื้อกิ่งพันธุ์ส้มโอพันธุ์ทับทิมสยามทั้งหมดมาจากอำเภอปากพนัง ในราคากิ่งละ 250 บาท จำนวนกว่า 3,000 ต้น นำมาปลูกในพื้นที่ 100 ไร่ ในระยะห่าง 7×7 เมตร ปลูกส้มโอได้จำนวน 150 ต้น ต่อไร่ โดยวางแผนเก็บผลผลิตส่งขายตลาดจีน ภายใน 2 ปีข้างหน้า

“การลงทุนทำสวนส้มโอทับทิมสยามในครั้งนี้ ใช้เงินลงทุนหลักล้าน การปลูกส้มโอทับทิมสยามแต่ละต้นใช้เงินทุนไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะต้องขายสินค้าได้ราคาเท่ากับส้มโอปากพนัง แค่ขายได้กิโลกรัมละ 50-100 บาท ผมก็พอใจแล้ว เพราะส้มโอทับทิมสยามจะให้ผลผลิตปีละ 2 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 3,000 ตัน มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 14,000บาท ต่อตัน สามารถคืนทุนได้ในระยะเวลาไม่นาน หลังจากนั้น ก็เก็บผลกำไรแบบเต็มๆ การลงทุนทำสวนส้มโอทับทิมสยามมีโอกาสสร้างผลกำไรที่ดี คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว” กำนันตุ๊ก กล่าวในที่สุด

ก่อนมันจะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนค่อนโลก จนไม่รู้ว่าจะจัดวางมันไว้ในหมวดไหน ระหว่างเครื่องดื่ม อาหาร หรือวัฒนธรรม กาแฟเป็นพืชที่ใช้เป็นยามานับพันปี และเป็นยาอยู่อย่างเดียวเช่นนั้นเรื่อยมา จนเมื่อสักร้อยกว่าปีมานี่เอง ที่เราเสพมันในเวลาปกติไม่เจ็บป่วย

ประโยชน์ของกาแฟ พูดกันมานาน มีหมอมีงานวิจัยยืนยันว่ามีผลดีต่อสุขภาพจริง เรื่องลดความดัน เรื่องลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ อะไรต่อมิอะไรนั้น มีผลการวิจัยเกิน 10 ปีแล้ว ผลเสียของกาแฟที่มีคนพูดถึงส่วนใหญ่มาจากคนที่ไม่ชอบกาแฟ หรือแพ้กาแฟ คือกินแล้วใจสั่น ซึ่งเกิดขึ้นกับสารอื่นด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องแปลกที่กาแฟยังคงเป็นเครื่องดื่มมีราคา ทั้งที่มันควรจะเป็นเครื่องดื่มปกติ เครื่องดื่มราคาถูกสำหรับทุกคน แม้ในประเทศที่ผลิตกาแฟ คนที่กินกาแฟได้คือ ต้องมีรายได้พอควร กระทั่งกาแฟถ้วยริมถนน ก็ใช่ว่าคนหาเช้ากินค่ำจะกินได้ทุกวัน

คนเถียงว่า อเมริกามีกาแฟถูกๆ แก้วละเหรียญไง แต่ 1 เหรียญ สำหรับคนจนในอเมริกา ก็ไม่ใช่น้อย หรือถ้าเขามี 1เหรียญ เขาก็เอาไปหาซื้ออย่างอื่นที่กินแล้วอิ่มฉันเห็นกาแฟริมทางแถวอเมริกา ขายถูกแสนถูก ก็ยังมีคนเข้าไม่ถึงมันอยู่ดี จำนวนเงินเท่ากันกับกาแฟแสนถูกนั้น ซื้อข้าวได้ 1 มื้ออยู่ดี

เช่นเดียวกัน ข้อเสียชัดเจนของกาแฟสำหรับคนไทยคือ ราคามันแพง คนหาเช้ากินค่ำไม่อาจจิบกาแฟแก้วละหลายสิบบาทได้ ไม่ต้องพูดถึงแก้วละร้อยกว่าในร้านอื่นใด

ประเทศไทย ก็ปลูกกาแฟเองมาได้จะร้อยปีแล้ว แต่กาแฟยังคงแพง คนทำงานหาเช้ากินค่ำกินกาแฟดีๆ ไม่ได้ เพราะอะไร?พอฉันมาทำสวนกาแฟเองจึงรู้ ต้นทุนของกาแฟส่วนใหญ่อยู่ที่ค่าแรง ยิ่งทำกาแฟดี ยิ่งต้องใช้แรงงานมาก อย่างกาแฟในสวนฉันซึ่งไม่ใช้สารเคมี ก็จะต้องใช้แรงงานมากมายในการดูแลไม่ให้กาแฟเป็นโรค หรือตกเป็นเหยื่อของศัตรูพืชและเชื้อโรค

เวลาเก็บผลกาแฟ สวนฉันใช้วิธีเก็บด้วยมือ เก็บแต่เมล็ดที่สุกและเก็บทีละเมล็ด ไม่รูดกิ่ง ไม่เก็บเมล็ดเขียว นี่ถือเป็นวิธีเก็บที่ดีนุ่มนวลที่สุด แต่ก็ใช้แรงงานจำนวนมาก แรงงานคนหนึ่งเก็บเต็มที่ได้ 8 กิโล ค่าแรงวันละ 300 บาท กาแฟ 8 กิโล นี่ตากแล้วได้ไม่ถึง 2 กิโล ขายกิโลละ 350 บาท ไม่คุ้มค่าแรงงาน แต่ต้องขายเท่านี้ ราคาที่ใครๆ ก็บ่นว่าแพง ราคาที่คนจนเข้าถึงไม่ได้

งานวิจัยล่าสุดในอเมริกา เขาทดสอบกับคน 20,000 คน จำนวนตัวอย่างขนาดนี้ จัดเป็นงานวิจัยขนาดใหญ่ทีเดียว เขาพบว่าเมื่อให้คนพวกนี้ดื่มกาแฟ วันละอย่างน้อย 4 แก้ว ทุกวัน คนพวกนี้ลดความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เมื่อเทียบกับคนที่ไม่ค่อยดื่มหรือดื่มกาแฟ

อันว่าลดความเสี่ยงนี่ เขาว่ายิ่งอายุมากขึ้น ความเสี่ยงยิ่งลด คือถ้าอายุเกิน 45 ขึ้นไป ฤทธิ์ของการลดความเสี่ยงที่จะตายเร็วนี่ยิ่งแรงขึ้น ยิ่งแก่ยิ่งตายช้าไปอีกหน่อย ว่าง่ายๆ แบบนั้น กาแฟ มีฤทธิ์ช่วยลดความดัน โรคตับ มะเร็งลำไส้ อัลไซเมอร์ และมะเร็งผิวหนัง สาเหตุหลักคือ กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือสารต้านความเสื่อมโทรมของร่างกาย แต่ถ้าพูดว่ากินกาแฟแล้วไม่แก่ หรือยิ่งกินยิ่งหน้าอ่อน อันนั้นก็เกินไป

ในเมล็ดกาแฟมีสารกระตุ้นการทำงานของอินซูลิน และมีฤทธิ์ลดการติดเชื้อ อันนี้คือ มหาวิทยาลัยในอเมริกาเขาวิจัยมา อาจารย์บางคนถึงขั้นเขียนหนังสือว่า กาแฟ มีผลต่อการมีอายุยืน อันนี้ฉันว่าฟันธงไม่ได้ มันคงต้องมีเรื่องอื่นด้วย อย่างคนแถวอเมริกาใต้ กินกาแฟกันเยอะแยะ แต่อายุก็ไม่ยืน เพราะความยากจนทำให้สุขภาพอ่อนแอ

คนตั้งครรภ์ มักจำกัดการจิบกาแฟ เพราะกลัวจะมีผลต่อทารกในครรภ์ งานวิจัยบอกว่า ถ้าบริโภคกาเฟอีนในปริมาณเหมาะสม คือราว 20 มิลลิกรัม ต่อวัน หรือแก้วเดียว ไม่มีผลต่อการแท้งบุตร อาจารย์หมอบางคนบอกว่า ถึงมากกว่านั้นก็ไม่มีผล แต่คนที่เขาเถียง เขาบอกเขาไม่ได้กลัวแท้ง แต่เขาไม่อยากให้มีผลต่อเด็กในท้อง อันนี้ฉันว่าถามหมอให้แน่นอนก่อนก็ดีนะ โลกนี้มันมีเสียงค้านกันไปค้านกันมาตลอดเวลา ถ้าอีกฝ่ายเจอหลักฐานเพิ่มก็จะมีข้อถกเถียงที่แข็งแรงขึ้น เราอยู่ระหว่างกลาง รักษาตัวไว้ให้ปลอดภัยเป็นดีที่สุด

แต่ถ้าเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ก็ต้องลดปริมาณการดื่ม ไม่ถึงกับไม่ดื่มเลย จะดื่มก็ได้แต่ต้องควบคุมปริมาณ เพราะกาแฟมีผลต่อการเต้นของหัวใจ คนที่มีอาการไฮเปอร์ก็ควรดื่มให้น้อย

สำหรับกาแฟที่เรียกกันว่า กาแฟปลอดกาเฟอีน หรือ decaffeinated coffee ที่จริงมันไม่ได้ปลอดกาเฟอีนจริงๆ นะ เพียงแต่มันมีปริมาณกาเฟอีนน้อย ปกติกาแฟ 1 แก้ว จะมีกาเฟอีน 75-165 มิลลิกรัม ส่วนเจ้า decaffeinated coffee มีกาเฟอีนราว 2-7 มิลลิกรัม

เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจว่า มันไม่มีกาเฟอีนแล้วดื่มไม่แล้วไม่เลิก ไม่ดีผลเสียของกาแฟที่วิจัยพบคือ มันลดแคลเซียมในกระดูก คนจึงกลัวว่ามันจะทำให้กระดูกผุ แต่หมอกระดูกที่ทำงานวิจัยกาแฟค้านว่า ผลมันน้อยมาก เพราะในทางหนึ่งมันอาจลดแคลเซียมเรา แต่ฤทธิ์ของมันอีกทางคือ ทำให้ประสิทธิภาพในการดูดซึมแคลเซียมของร่างกายเราดีขึ้น หมายถึง ถ้าเรากินแคลเซียมอย่างอื่น กาแฟจะช่วยดูดให้มันมาทำงานได้เร็วขึ้นมากขึ้น

อันนี้ก็งงอยู่ แต่หมอกระดูกเขาว่ามา

ร่ายความดีงามมามาก แต่ที่จริงกาแฟเป็นยานพาหนะของพิษร้ายหลายอย่าง เพราะคนส่วนใหญ่กินกาแฟใส่น้ำตาล และครีมเทียม เวลากินกาแฟที่ว่าดีแสนดี ก็เอาเจ้าพวกร้ายแสนร้ายนี่เข้าไปด้วย

ถ้าจะกินกาแฟเป็นยา ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้กาแฟกลายเป็นตัวร้าย อย่างเช่น เลิกกินมันกับครีมเทียม ที่รังแต่จะทำให้เส้นเลือดอุดตัน หรือกินแบบประโคมน้ำตาล เพราะกาแฟไม่สามารถช่วยให้รอดจากฤทธิ์ร้ายของน้ำตาล หรือครีมเทียมได้

ถ้ามีไขมันในเลือดสูง เขาให้กินกาแฟที่ผ่านเครื่องกรองจนไม่มีกาก กากกาแฟมีสารบางอย่างทำให้ไขมันในเลือดสูงขึ้นในบางคน

และถ้าเป็นคนนอนยากอยู่แล้ว ก็ควรอยู่ให้ไกลจากกาแฟข้อดีของการปลูกผักสวนครัวแบบผสม คือไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จะเลือกปลูกที่ไหนก็ได้ขอเพียงแต่มีดินและน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ขณะที่ผักแต่ละชนิดมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ผู้ปลูกจึงต้องอาศัยทักษะบริหารจัดการวิธีปลูกแบบหมุนเวียนเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ก็สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี

คุณสำรวย แตงขาว บ้านเลขที่ 30 หมู่ที่ 3 ตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ความจริงแล้วชายผู้นี้เป็นคนทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ แหล่งปลูกมะพร้าวแห่งใหญ่ แต่กลับมายึดอาชีพปลูกผักขาย ด้วยการตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ที่มีแหล่งดินและน้ำอุดมสมบูรณ์ มีถนนสะดวกต่อการสัญจร มีแหล่งความเจริญที่มีผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันมากเพื่อหาทำเลปักหลักปลูกผักขาย

กระทั่งล่าสุดตอนนี้กลับมาปักหลักยังพื้นที่อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ที่มีเนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ ซึ่งเคยปลูกผักขายมาแล้วเป็นเวลานานกว่า 7 ปีได้เงินทุนเป็นล้าน ส่งลูกเรียนจนจบปริญญาตรี

ปรับพื้นที่ยกแปลงปลูกเป็นร่อง

ผักที่ปลูก ได้แก่ คะน้า ขึ้นฉ่าย ผักชี พริก มะระจีน ซึ่งผักเหล่านี้ล้วนได้รับความสนใจจากตลาดผู้บริโภค ลักษณะการปลูกแบบยกร่องสวน โดยจะปรับพื้นที่ดินจากเดิมให้เป็นร่องสวนที่มีขนาดแต่ละแปลงกว้าง 3-3.5 เมตร ยาว 80 เมตร

สวนผักแบบผสมของคุณสำรวยดูแลปรับปรุงดินด้วยการใส่ปุ๋ยแบบผสมเช่นกัน โดยมีทั้งปุ๋ยสูตรและอินทรีย์ เริ่มด้วยการใส่ปุ๋ยคอกชนิดเม็ด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยมูลวัว มูลหมู มูลไก่ แล้วแต่ว่าจะหาซื้อชนิดใดได้ก็ใช้แบบนั้น นำไปใส่ไร่ละ 40-100 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยหมัก ลงในแปลงปลูก ผสมให้เข้ากันด้วยการไถพรวน จากนั้นหว่านปูนขาวแปลงละ 5 กระสอบ ขนาดกระสอบละ 20 กิโลกรัมเพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคแล้วใช้ฟางคลุม ก่อนที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์

เมล็ดพันธุ์จะหาซื้อตามร้านเกษตรที่เป็นที่เชื่อถือของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นนั้น โดยใช้เกณฑ์การเลือกซื้อจากยี่ห้อที่มีชื่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นเจียไต๋หรือศรแดง เป็นต้น คุณสำรวยใช้วิธีเลือกเมล็ดพันธุ์ด้วยการศึกษาข้อมูลคุณสมบัติจากผู้ผลิตก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของขนาด ความแข็งแรง ความทนทานต่อโรค/แมลง จำนวนผลผลิต พร้อมกับไปดูของจริงจากแปลงปลูกของชาวบ้านในพื้นที่เพื่อประกอบการตัดสินใจ อย่างผักชีต้องเลือกแบบที่มีต้นเขียว แข็งแรง ขนาดต้นใหญ่ ทนต่อโรคและสภาพอากาศ อีกทั้งยังต้องปลอดภัยไม่เน่าเสียระหว่างขนส่ง

แปลงปลูกผักมีจำนวนทั้งหมด 8 แปลง แบ่งประเภทผักที่จะปลูกไปตามแปลงต่างๆ ด้วยการคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นหลักก่อน เพราะมีส่วนสำคัญต่อการกำหนดราคาขาย อย่างในช่วงนั้นถ้าตลาดต้องการผักคะน้าก็จะปลูกสัก 2-3 ร่อง ที่เหลือปลูกผักที่มีความต้องการรองลงมา อย่างกวางตุ้ง ขึ้นฉ่าย เป็นต้น