ทั้งนี้ แม็คโคร เป็นศูนย์ค้าส่งระบบสมาชิกที่มีนโยบายชัดเจน

ในเรื่องการไม่ให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้าผู้ประกอบการมืออาชีพ เพื่อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมตั้งแต่เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ผลิตและพัฒนาบรรจุภัณฑ์อาหารจากวัสดุธรรมชาติ ทดแทนโฟมและพลาสติก อาทิ ผลิตภัณฑ์จากชานอ้อย เส้นใยพืช กระดาษ และเส้นใยยูคาลิปตัส จำหน่ายภายใต้ตราสินค้า aro พร้อมการจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษ 10-40% อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างแรงจูงใจ

ขณะเดียวกัน แม็คโครได้ลดพื้นที่การขายของสินค้าพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง และเพิ่มปริมาณการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้มากขึ้น ตามความต้องการของตลาด และแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม

นางศิริพร กล่าวอีกว่า “แม็คโคร มีกำหนดการจัดกิจกรรม Say Hi to Bio, Say No to Foam on tour ต่อเนื่องในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ รวมถึงรณรงค์ในตลาดสด มหาวิทยาลัย ตลาดนัดขนาดใหญ่ ควบคู่ไปด้วยจนถึงสิ้นปี 2562 ซึ่งแม็คโคร หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสร้างการตระหนักรู้และสร้างทางเลือกในการหาซื้อบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในราคาที่เป็นมิตรต่อผู้ประกอบการ ช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อหยุดวิกฤติสิ่งแวดล้อมกันเถอะค่ะ”

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ได้เข้าดูแลพื้นที่ ส.ป.ก. ที่ถูกบุกรุกอย่างผิดกฎหมายเพื่อนำมาจัดที่ดินให้แก่เกษตรกรและผู้ยากไร้ตามโครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) แล้ว ส.ป.ก. ยังมีภารกิจในการพัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในพื้นที่ให้มีความพร้อมสำหรับการอยู่อาศัยและการทำการเกษตร โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคมขนส่งในแปลงเกษตร เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่เกษตรกรในการขนย้ายผลผลิตทางการเกษตรออกสู่ตลาด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกรไปแล้ว 7 จังหวัด

โดยพื้นที่ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของ ส.ป.ก. มีเนื้อที่ 972 ไร่ โดยที่ดินนี้ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ซึ่ง ส.ป.ก.ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นการทำงานแบบบูรณาการหลายหน่วยงานระหว่างภาครัฐ อาทิ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมชลประทาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) รวมไปถึงภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่

สำหรับผลการดำเนินการที่ผ่านมาได้ออกแบบวางผังพื้นที่โครงการไปแล้ว 2 แปลง ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์จำนวนทั้งสิ้น 96 ราย มีการจัดตั้งสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อขอใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินโดยยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งภายในแปลงได้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่างๆ เช่น การขุดสระน้ำสาธารณะขนาดบรรจุ 1.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ก่อสร้างสถานีสูบน้ำ จำนวน 1 แห่ง และถังพักน้ำ จำนวน 2 ถัง ขุดบ่อบาดาล การปรับปรุงถนนสายหลัก/สายซอยเพื่อเข้าแปลงเกษตรกรรม

การก่อสร้างอาคารสำนักงานสหกรณ์จำนวน 1 หลัง รวมไปถึงการส่งเสริมพัฒนาอาชีพเกษตรกร แบ่งเป็น 3 กิจกรรม ได้แก่ การลดรายจ่ายเพื่อเสริมความมั่นคงในด้านอาหารของครอบครัว การพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะสั้น เช่น การปลูกพืชผสมผสาน และการพัฒนาอาชีพสร้างรายได้ระยะยาวเพื่อเป็นรายได้หลักของครอบครัว อาทิ การปลูกกล้วยหอมทอง ด้วยระบบการตลาดนำการผลิต ซึ่งได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการค้าครบวงจรระหว่างสหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด ซึ่งเข้ามาส่งเสริมองค์ความรู้เรื่องการปลูกกล้วยหอมทอง พร้อมรับซื้อผลผลิตจากสหกรณ์การเกษตรไทรทอง จำกัด เพื่อทำตลาดส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น นอกจากนั้น ยังมีโกโก้และพืชผัก ที่จะใช้ระบบตลาดนำการผลิตเช่นเดียวกับกล้วยหอมทอง

ส่วนความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันมีการดำเนินการโครงการสำรวจและออกแบบงานก่อสร้าง ถนนลูกรังสายซอยในแปลงชุมชนที่อยู่อาศัย แปลงที่ดินเลขที่ No 44 ตำบลไทรทอง อำเภอชัยบุรี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผิวจราจรกว้าง 4 เมตร จำนวน 5 สาย ระยะทางรวม 2.096 กิโลเมตร ประกอบด้วย การก่อสร้างถนนลูกรังสายซอย สายที่ 1 ระยะทางรวม 0.187 กิโลเมตร การก่อสร้างถนนลูกรังสายซอย สายที่ 2 ระยะทางรวม 0.181 กิโลเมตร การก่อสร้างถนนลูกรังสายซอย สายที่ 3 ระยะทางรวม 0.700 กิโลเมตร การก่อสร้างถนนลูกรังสายซอย สายที่ 4 ระยะทางรวม 0.818 กิโลเมตร และการก่อสร้างถนนลูกรังสายซอย สายที่ 5 ระยะทางรวม 0.210 กิโลเมตร ทั้งนี้ ก็เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินทำกินมีความสะดวกในการเดินทางเข้าไปอยู่อาศัยและประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสามารถเข้าทำประโยชน์ในแปลงที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

ดร.วิณะโรจน์ กล่าวต่อถึงผลดำเนินงานส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ในพื้นที่ ส.ป.ก.จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่า ในส่วนของแปลงใหญ่ที่อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น มีพื้นที่ดำเนินการในเขตปฏิรูปที่ดินในพื้นที่ตำบลต้นยวน อำเภอพนม จังหวัดสุราษฏร์ธานี (หมู่ที่ 8 หมู่ที่ 9 และหมู่ที่ 11) เนื้อที่ 500 ไร่เป็นพื้นที่ S1 ทั้งหมด ทุกแปลงอยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งได้รวมตัวกันเป็นแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการจำนวน 100 ราย Smart Farmer จำนวน 83 ราย โดยเน้นการปลูกพืชสมุนไพรที่เป็นพืชประเภทหัวเพื่อสร้างรายได้ในชุมชน ได้แก่ ขมิ้นชัน/ขมิ้นทอง/ขมิ้นอ้อย/ขมิ้นด้วง/ไพลดำ/ไพลเหลือง/กระชายดำ/ว่านชักมดลูก/ว่านมหาเมฆ/พญาว่าน/ว่านนางคำและตะไคร้ หลักจากการรวมกลุ่มกันได้ไม่นาน เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์ปลูกกลุ่มพืชสมุนไพร จากเดิมต้นทุนการผลิต 12,000 บาท/ไร่ เหลือเพียง 9,600 บาท/ไร่ ลดลงร้อยละ 20

ทั้งนี้ ผลผลิตสมุนไพรส่วนใหญ่จะส่งขายให้กับตลาดโพหวาย จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 3,000 กิโลกรัม/เดือน ราคา 30-35 บาท ตลาดหัวอิฐ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 2,000 กิโลกรัม/เดือน ราคา 30-35 บาท วิสาหกิจชุมชนเครือข่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และขายขมิ้นชันให้แก่โรงพยาบาลท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีละ 40 ตัน (กลุ่มเกษตรกรอยู่ระหว่างเจรจากับโรงพยาบาลท่าฉาง) นอกจากขายผลผลิตสมุนไพรสดแล้ว กลุ่มแปลงใหญ่ดังกล่าวยังแปรรูปสมุนไพรเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ อาทิ ครีมนวดคลายเส้น ลูกประคบ สบู่ เป็นต้น สำหรับแผนต่อไปในอนาคตจะเน้นไปที่การสร้างมาตรฐานแปลงปลูกสมุนไพรเข้าสู่ระบบ GAP จากนั้นก็วางแผนการผลิตให้ผลผลิตเพียงพอความต้องการของตลาด และส่งเสริมการทำบัญชีครัวเรือน/บัญชีฟาร์ม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร

จะเห็นได้ว่า ส.ป.ก. ไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดสรรพื้นที่ทำการเกษตรให้กับเกษตรกรเข้าทำประโยชน์เท่านั้น แต่ยังดูแลเกษตรกรหลังจากได้เข้าไปอยู่ในพื้นที่ ช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการปรับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ เส้นทางคมนาคม จัดสรรสาธารณูปโภคพื้นฐานที่จำเป็น และส่งเสริมอาชีพและการรวมกลุ่มสหกรณ์โดยอาศัยหลักการตลาดนำการผลิต ทำให้ผลผลิตที่ออกมามีตลาดรองรับ เกษตรกรมีรายได้และสามารถทำกินอยู่ในพื้นที่ ส.ป.ก. ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

นายชาญชัย ศศิธร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงโครงการพัฒนายกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักให้เกษตรกร ลานเท และโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม พัฒนาการผลิตและซื้อขายปาล์มน้ำมันคุณภาพ เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรจากการจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้นและเป็นธรรม โดยมีสำนักงานพาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ตุลาคม 2561 – กันยายน 2562

การดำเนินโครงการ ได้มีการจัดประกวดโรงงานการพัฒนาคุณภาพปาล์มน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยโรงงานที่เข้าประกวดจะต้องพัฒนาคุณภาพสกัดน้ำมันปาล์มดิบให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด คือ อัตราน้ำมัน ร้อยละ 18 ขึ้นไป (ปาล์มน้ำมัน 100 กิโลกรัม สามารถสกัดน้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO ได้ 18 กิโลกรัม) ซึ่งทางคณะกรรมการโครงการฯ ได้ประเมินโรงงานที่สมัครเข้าร่วมประกวด จำนวน 20 โรงงาน ในช่วงเดือนธันวาคม 2561- มกราคม 2562 พบว่า มีโรงงานที่สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตรา ร้อยละ 18 – 18.99 จำนวน 16 ราย และโรงงานที่สกัดน้ำมันปาล์มดิบได้ อัตราร้อยละ 19 จำนวน 2 ราย นอกจากนี้ ได้มีการติดตามผลต่อเนื่อง พบว่า มีโรงงานสกัดที่พัฒนาการผลิตน้ำมันปาล์มดิบให้มีคุณภาพอย่างต่อเนื่องภายในระยะเวลา 6 เดือน (มกราคม – มิถุนายน 2562) สามารถสกัดน้ำมันปาล์มดิบได้อัตราร้อยละ 18 จำนวน 2 ราย และโรงสกัดที่สามารถผลิตน้ำมันปาล์มดิบได้ในอัตราร้อยละ 19 จำนวน 4 ราย

ผลจากการประกวดตามโครงการฯ ทางจังหวัดได้มีพิธีมอบเกียรติบัตรให้ผู้ประกอบการโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันในจังหวัดที่เข้าประกวด ณ โรงแรมไดมอนด์พลาซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2562 โดยมี นายธีระ อนันตเสรีวิทยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีและมอบเกียรติบัตร ซึ่งการจัดประกวดโครงการในครั้งนี้ ส่งผลให้เกิดการตื่นตัวและสร้างความตระหนักร่วมกันในการผลิตปาล์มน้ำมันคุณภาพ

สำหรับการดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ตามโครงการ ขณะนี้เสร็จสิ้นตามเป้าหมายแล้ว โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีทั้งจากโรงงาน เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ลานเทในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการตัดและซื้อขายปาล์มน้ำมันที่เน้นคุณภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นับเป็นแหล่งปลูกปาล์มน้ำมันที่สำคัญของประเทศ โดยมีเนื้อที่ให้ผลและผลผลิตมากที่สุดในประเทศ ซึ่งปี 2562 (ข้อมูล ณ วันที่ 26 กรกฎาคม 2562) จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีเนื้อที่ให้ผล 1.219 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 4 ล้านตัน หรือคิดเป็น ร้อยละ 24 ของผลผลิตรวมทั้งประเทศ โดยจังหวัดมีเป้าหมายที่จะขับเคลื่อนและพัฒนาปาล์มน้ำมันไปสู่ Oil Palm City ซึ่ง สศท.8 ได้ร่วมเป็นคณะกรรมการฯ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วย ดังนั้น หากมีการพัฒนายกระดับคุณภาพปาล์มน้ำมัน

และสามารถสกัดน้ำมันได้อัตราเพิ่มขึ้น ร้อยละ 1 จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้น 0.15 – 0.20 บาท/กิโลกรัม ส่งผลทำให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีรายได้เพิ่มขึ้นในภาพรวมอย่างน้อยประมาณ 809 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ต้องให้ความความสำคัญในการตัดปาล์มน้ำมันที่สุก สด และมีคุณภาพ ควบคู่ไปกับการลดต้นทุนและเพิ่มผลิตภาพการผลิตในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมให้บริการและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน

วันที่ 30 สิงหาคม 2562 สํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) นําสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตาม ความก้าวหน้าผลการดําเนินการเกษตรแบบแปลงใหญ่ที่อยู่ภายในพื้นที่ ส.ป.ก. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งประสบความสําเร็จในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่เป็นอย่างดี

จุดเริ่มต้นของกลุ่มเกิดมาจากการรวมตัวของเกษตรกรในพื้นที่ซึ่งแต่เดิมรวมกลุ่มกันในนามกลุ่มแม่บ้านเขานาใน และเริ่มสนใจในประโยชน์จากสมุนไพร จึงรวมกลุ่มกันจดทะเบียนเป็นกลุ่ม OTOP และเปลี่ยนชื่อกลุ่มเป็นกลุ่มสมุนไพรนางไพร จากนั้นได้จดทะเบียนกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนลูกประคบสมุนไพร ตั้งเป็นศูนย์ต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง ส.ป.ก. ในปี 2552 และก่อตั้งเป็นกลุ่มแปลงใหญ่สมุนไพรเมื่อปี 2559 ซึ่งการผลิตสมุนไพรของกลุ่มนั้นใช้วิธีการปลูกแซมพืชหลักเดิมอย่างยางพาราและปาล์มน้ำมัน โดยเน้นพืชสมุนไพรประเภทหัว ประกอบไปด้วย ขมิ้นชัน ขมิ้นทอง ขมิ้นอ้อย ขมิ้นด้วง ไพลดํา ไพลเหลือง กระชายดํา ว่านชักมดลูก ว่านมหาเมฆ พญาว่าน ว่านนางคํา และตะไคร้ ซึ่งทุกแปลงเป็นพื้นที่ S1

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสํานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ก่อนที่เกษตรกรจะรวมกลุ่มกันเป็นแปลงใหญ่ ต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์ปลูกสูงถึง 12,000 บาท ต่อไร่ หลังจากรวมกลุ่มกันเป็นเกษตรแปลงใหญ่แล้วสามารถลดรายจ่ายทําให้เหลือต้นทุนการผลิตในด้านพันธุ์เพียง 9,600 บาท ต่อไร่ ลดลงจากเดิมร้อยละ 20 และช่วยเพิ่มปริมาณของผลผลิตให้มากขึ้นอีกด้วย ในปัจจุบันผลผลิตของกลุ่มสมุนไพรนางไพร ได้รับรองมาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP: Good Agricultural Practice) จํานวน 74 แปลง คิดเป็นร้อยละ 74 แปลง ซึ่งการได้รับมาตรฐานดังกล่าวทําให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้จากแปลงจะมีความสะอาด ปลอดภัย และไร้สารพิษ อีกทั้งยังทําเกษตรแบบผสมผสานเป็นการน้อมนําศาสตร์ของพระราชาตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในพื้นที่อีกด้วย

นายวิมล์ อินทปัชฌาย์ ปฏิรูปที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลผลิตสมุนไพรจากกลุ่มเกษตรกรแบบสด มีตลาดรองรับผลผลิตในปัจจุบัน 2 แห่งด้วยกันคือ ตลาดโพหวาย อําเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขายได้ 3,000 กิโลกรัม ต่อเดือน ราคาประมาณ 30-35 บาท และตลาดหัวอิฐ อําเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ขายได้ 2,000 กิโลกรัม ต่อเดือน ราคากิโลกรัมละ 30-35 บาทเช่นกัน อีกทั้งยังจัดจําหน่ายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด และในอนาคตจะมีการขายขมิ้นชันให้กับโรงพยาบาลท่าฉาง

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ปีละถึง 40 ตัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการเจรจาทําข้อตกลง ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปแล้วมีการส่งผลิตภัณฑ์ไปขายตามวิสาหกิจชุมชนเครือข่ายและสถานที่ต่างๆ อาทิ ครีมนวดคลายเส้น ขายได้ประมาณ 100 ขวด ต่อเดือน ราคา 350 บาท ต่อขวด ซึ่งนําไปฝากขายที่วิสาหกิจชุมชนจังหวัดนราธิวาส ลูกประคบสมุนไพรขายได้ประมาณ 200 ลูก ต่อเดือน ราคา 80 บาท ต่อลูก ซึ่งนําไปขายที่โรงพยาบาลกะเปอร์ จังหวัดระนอง อีกทั้งยังมีตลาดสําหรับผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรทั้งแบบสดและแบบแปรรูปแล้ว ตามงานแสดงสินค้า OTOP ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในและนอกจังหวัด สถานบริการสปา ในอําเภอเกาะสมุย ตามโรงพยาบาลต่างๆ ในจังหวัด สํานักงานสาธารณสุขจังหวัด และการจัดจําหน่ายสินค้าออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียต่างๆ

ในอนาคต กลุ่มสมุนไพรนางไพรมีเป้าหมายที่จะยกระดับผลผลิตทุกแปลงให้เข้าสู่มาตรฐานเกษตรเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (GAP) ยกระดับการแปรรูปให้ได้มาตรฐานอาหารและยา (อย.) เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตด้วยการแปรรูปด้วยการสกัดน้ำมันหอมระเหยจากสมุนไพร รวมถึงแปรรูปสินค้าให้มีความหลากหลาย เพื่อยกระดับชีวิตของสมาชิกของกลุ่มให้มีความอยู่ดีกินดี และรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญาด้านสมุนไพรของท้องถิ่นบนพื้นที่ของ ส.ป.ก. สืบต่อไป

“มกอช.”โหมประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรภายใต้สัญลักษณ์ Q เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าเกษตรคุณภาพให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ(มกอช.) กล่าวว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านความปลอดภัยทางอาหารและการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ผลิต ด้วยการยกระดับราคาสินค้าเกษตรและอาหารให้สูงขึ้นจากการผลิตที่มีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐานสากล มกอช.ได้ขานรับนโยบายดังกล่าวด้วยการเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เพื่อให้ผู้บริโภคมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร Q ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหาร ใช้แสดงกับสินค้าเกษตรและอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน มีคุณภาพ และปลอดภัย

รวมทั้งได้ขอความร่วมมือกับทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการค้าประเภท Modern trade เช่น ท็อปส์ บิ๊กซี เดอะมอลล์ แม็คโครรวมถึงตลาดสดต่าง ๆ ผ่านทางสมาคมตลาดสด ฯลฯ เพื่อให้ช่วยกันสนับสนุนส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรและอาหารที่มีเครื่องหมาย Q โดยเปิดให้มีมุมจำหน่ายสินค้าที่มีเครื่องหมาย Q ซึ่งนับว่าเป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับสินค้าดีมีคุณภาพให้มากยิ่งขึ้นและผู้บริโภคก็สามารถเลือกหาซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยและมีมาตรฐานได้มากขึ้นและง่ายขึ้น

ทั้งนี้ ผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้ “Q” ต้องรักษาคุณภาพ ความปลอดภัย และได้มาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ เพราะหน่วยงานที่ให้การรับรองจะทำการติดตามตรวจสอบเป็นระยะ หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือไม่รักษาคุณภาพ ความปลอดภัย ตามมาตรฐาน จะถูกยกเลิกการใช้ “Q” ฉะนั้นสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการเลือกหาสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน ต้องเลือกสินค้าที่มี Q เท่านั้น.

นางสาวจูอะดี กล่าวด้วยว่า สำหรับเครื่องหมาย Q มี 2 แบบคือ 1.Q สีเขียวทรงกลมอยู่ในกรอบหกเหลี่ยมสีเขียวเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานบังคับ และ 2. Q สีเขียวทรงกลมเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานทั่วไป สำหรับมาตรฐานบังคับปัจจุบันมีจำนวน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.หลักปฏิบัติสาหรับกระบวนการรมผลไม้ สดด้วยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 2.เมล็ดถั่วลิสง: ข้อกำหนดปริมาอะฟลาทอกซิน 3.การปฏิบัติที่ดีสาหรับการผลิตทุเรียนแช่เยือกแข็ง 5.การปฏิบัติที่ดีสาหรับศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และ 6.การปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีสำหรับฟาร์มผลิตลูกกุ้งขาวแวนนาไมปลอดโรค นอกจากนี้ มกอช.ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตร ตาม พ.ร.บ. มาตรฐานสินค้าเกษตร พ.ศ. 2551แล้ว จำนวนทั้งสิ้น 322 เรื่อง ได้แก่ มาตรฐานสินค้า 117 เรื่อง มาตรฐานระบบการผลิต 158 เรื่องและมาตรฐานข้อมูลกำหนดทั่วไป 47 เรื่อง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถขอการรับรองมาตรฐานสินค้า กับผู้ประกอบการตรวจสอบมาตรฐานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน ภาครัฐ 6 แห่ง ประกอบด้วย กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมวิชาการเกษตร กรมการข้าว กรมหม่อนไหม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)และภาคเอกชน 10 แห่งคือ บริษัทโกลบอล เซอร์ติฟิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด สำนักรับรองระบบคุณภาพ(สรร.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) สถาบันรับรองระบบการผลิตผลิตภัณฑ์การเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ บริษัท ไทย จี เอ พี 09 จำกัด บริษัทเอเจเอ รีจีสตร้าส์ จำกัด บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ทูฟ นอร์ด(ประเทศไทย) จำกัด บริษัท วูฟแกงค์ พล์าท (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท อินเตอร์เทค อินดัสทรี แอนด์ เซอร์ทิฟิเคชั่น เซอร์วิสเซส(ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด

ทั้งนี้ ผู้ได้รับประโยชน์การใช้เครื่องหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ในกรณีเป็นผู้ผลิต ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมายในการแสดงและใช้เครื่องหมายรับรองนำไปใช้ประโยชน์ในการเจรจาต่อรองทางการค้า นำไปใช้ประโยชน์ในการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่เพื่อแนะนำสินค้าที่ผลิตตามมาตรฐาน เพิ่มโอกาสและช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตร เพื่อให้ได้สินค้าที่มีมาตรฐานคุณภาพและปลอดภัย ตอบสนองความต้องการ ของผู้บริโภค

ผู้จำหน่ายสินค้า Q สามารถใช้ประโยชน์ในการแนะนำเผยแพร่การจำหน่ายสินค้าที่ได้รับการรับรองและแสดงเครื่องหมายรับรอง สามารถตอบสนองแหล่งที่มา ของสินค้าทั้งในกรณีปกติ และ/หรือ กรณีพบว่าสินค้ามีปัญหาส่วนผู้บริโภค มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้นในการซื้อสินค้าที่มีมาตรฐาน คุณภาพและความปลอดภัยภายใต้เครื่องหมายรับรอง และ สามารถตามสอบแหล่งที่มาของสินค้าทั้งในกรณีปกติ และ/หรือ กรณีพบว่าสินค้ามีปัญหา

“หากถามว่าสินค้า Q ดีอย่างไร มกอช.ให้ความมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Q ทุกชนิดเป็นสินค้าที่มีความปลอดภัย ปลอดภัยจากสารเคมี และสิ่งแปลกปลอม มีคุณภาพ ผ่านการคัดคุณภาพตามมาตรฐานสินค้าเกษตร และสินค้ามีคุณภาพดี เหมาะสมต่อการบริโภค และได้มาตรฐานผลิตด้วยระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน เทียบเท่ามาตรฐานสากล เช่น GAP GMP ผ่านการรับรองเป็นสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบ และรับรองว่าเป็นไปตามมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นางสาวจูอะดี กล่าว

บุกเนื้อทราย หรือ บุกไข่ (Amorphophallus Muelleri) นับเป็นสายพันธุ์บุกที่มีคุณสมบัติดีของประเทศไทย จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่ขายดี เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อหลายประเทศทั่วโลก เช่น จีน ญี่ปุ่น และยุโรป เพราะบุกมีสารสำคัญ คือ กลูโคแมนแนน (Glucomannan) ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารที่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ระดับไขมันในเส้นเลือด บำบัดอาการท้องผูก ใช้เป็นอาหารควบคุมน้ำหนัก โดยไม่มีผลข้างเคียงต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย
ด้วยคุณสมบัติเด่นด้านพืชสมุนไพรของ “บุก” จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพที่เรียกได้ว่า เป็นสินค้าดาวรุ่งพุ่งแรง ยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกนิยมใช้ผงบุกกลูโคแมนแนนเป็นสารให้ความข้นหนืด และทำให้เกิดเจลในผลิตภัณฑ์แยมและเจลลี่ รวมทั้งใช้เป็นสารให้ความข้นหนืด และความคงตัวในผลิตภัณฑ์ประเภทอิมัลชั่น ใช้เพื่อทดแทนไขมันและเพิ่มเส้นใยอาหารในผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์

เนื่องจาก บุก เป็นอาหารประจำชาติอย่างหนึ่งของประเทศจีนและญี่ปุ่น รู้จักกันในชื่อ คอนนิยากุ (Konniyaku) โดยประเทศญี่ปุ่นและจีนตอนใต้มีการปลูกต้นบุกเชิงพาณิชย์ โดยมุ่งปรับปรุงสายพันธุ์บุก รวมทั้งพัฒนาวิธีการผลิตผงบุก ผลิตภัณฑ์จากผงบุก รวมทั้งการใช้ประโยชน์และชนิดของแป้งบุกอย่างจริงจัง มานานกว่า 40 ปี