ทั้งนี้ แม้ไทยจะต้องปฏิบัติตามพันธกรณี แต่ก็มีระเบียบที่ระบุไว้ว่า

จะต้องไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศหรือเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู หรือต่อผู้บริโภคจากการเปิดเสรี ดังนั้นการพิจารณาในรายละเอียดต่างๆ อาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร จึงไม่อยากให้หลายฝ่ายตื่นตระหนกในเรื่องนี้มากจนเกินไปและคิดไปเอง

วันที่ 17 ตุลาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่อุทยาแห่งชาติธารโบกขรณี จังหวัดกระบี่ ประจำหมู่เกาะห้อง ตำบลเขาทอง อำเภอเมืองกระบี่ ปักธงเหลือง ปิดป้ายแจ้งเตือนประชาชน นักท่องเที่ยว ให้ ระวังอันตรายจาก แมงกะพรุนไฟแดง จำนวนมาก ถูกคลื่นพัด ลอยอยู่บริเวณ หน้าชายหาด เข้าชายหาด เกาะห้อง และเกาะเหลาลาดิง พร้อมเตรียมชุดปฐมพยาบาล น้ำส้มสายชู หาก นักท่องเที่ยวถูก พิษจากแมงกะพรุน

นายวีระศักดิ์ สีสัจจัง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี กล่าวว่า จากการตรวจสอบในขณะนี้ พบว่าแมงกะพรุนแดงเริ่มเข้ามาในอ่าวต่างๆ ของหมู่เกาะห้อง เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาและพบว่ามีปริมาณมาก จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเตือนนักท่องเที่ยวให้ระมัดระวังเนื่องจากแมงกะพรุนแดงมีพิษร้าย หากผู้ที่แพ้พิษมากๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

โดยจากการสำรวจพบว่าแมงกะพรุนมีตามจุดต่างๆ เช่น หน้าที่ทำการหน่วยพิทักษ์อุทยานหมู่เกาะห้อง เกาะเหลาดิง และเกาะผักเบี้ย ซึ่งนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาวันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ได้แจ้งให้รับทราบก่อนลงเล่น เพื่อไม่ให้ไปสัมผัส ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุที่แมงกะพรุนแดงเข้ามาในหมู่เกาะห้องจำนวนมาก เนื่องจากได้มีลมพัดเข้ามาภายในหมู่เกาะห้องส่งผลให้มีคลื่นพัดเข้ามาภายในอ่าว

คุณภานุศักดิ์ สายพานิช ประธานกลุ่มทุเรียนเอ็กโซทีค (EXOTIQ ) เล่าว่า ทุเรียน EXOTIQ เป็นแบรนด์ทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมที่ได้มีการจดทะเบียนชื่อบริษัท Exotique Durian มีตลาดทั้งในและต่างประเทศเป็นระดับภัตตาคารระดับไฮเอนด์ในเซี่ยงไฮ้ ในไทยที่ห้างพารากอน เดอะมอลล์ เอ็มควอเทียร์ ทำมา 3 ปี แล้วเริ่มจากการได้รับคำแนะนำให้ทำทุเรียนคุณภาพของจังหวัดจันทบุรี จึงใช้ที่ดินสวนทุเรียนของมรดกรุ่นคุณปู่ที่ปล่อยทิ้ง และมารู้จักกับเพื่อนที่ชอบทำทุเรียนคุณภาพด้วยกัน จึงรวมกลุ่มเพื่อนๆ 5 คน จัดตั้งกลุ่มทุเรียนเอ็กโซทีคทำการศึกษาวิจัยในแปลงทดลองของกลุ่ม มีเป้าหมายผลิตทุเรียนคุณภาพสูงและมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ขณะนี้มีทุเรียนมากกว่า 10,000 ต้น พื้นที่ผลิตมากกว่า 1,500 ไร่ แต่นำมาทำทุเรียนเกรดพรีเมี่ยมได้ไม่เกิน 50 ต้น และต้นทุนการผลิตที่สูงกว่าทุเรียนทั่วไป 10 เท่า

“จากแรงบันดาลใจประสบความสำเร็จครั้งแรกที่งาน Thaifex เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ขายได้ลูกละ 1,800 บาท ไม่มีการแพ็กเกจจิ้งใดๆ กลับมาพัฒนาจ้างมืออาชีพมาออกแบบเป็นกล่องไม้แฮนด์เมด พัฒนากระบวนการผลิตและแบ่งเกรดผลผลิตเป็น 4 เกรด จากที่ขายได้ลูกละ 3,600 บาท เป็นการเพิ่มมูลค่าคือ เกรด 1 : ซุปเปอร์พรีเมี่ยมราคาลูกละ 3,600 บาท น้ำหนัก 3-3.5 กิโลกรัม เกรด 2 เนื้อเทียบเกรดซุปเปอร์พรีเมี่ยม แต่ทรงไม่สวย ขนาดไม่ได้ ไม่ขายเป็นลูก แต่ขายไปทำวัตถุดิบ ในร้านอาหารไฮเอนด์ลูกละ 1,800 บาท เกรด 3 พรีเมี่ยมเฉลี่ยลูกละ 1,000-2,000 บาท และเกรด 4 เกรดทั่วไปปริมาณมากขายให้ล้ง ทุกวันนี้ตลาดทุเรียนซุปเปอร์พรีเมี่ยมยังเติบโตได้อีกมากเพราะลูกค้าไฮเอนด์จะคำนึงถึงคุณภาพและสุขภาพยินดีที่จะจ่าย” คุณภานุศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ – รายงานผลการวิจัยเรื่องพระมหากษัตริย์กับการสื่อสารโทรคมนาคม โดยศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ปิยนาถ บุนนาค และคณะ

ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีที่ผ่านมา นับได้ว่าชาวไทยได้เห็นพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงแก้ไขปัญหาบ้านเมือง และช่วยเหลือชาวไทยให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น

ไม่เว้นแม้แต่ “พระอัจฉริยภาพด้านการสื่อสาร” ของกษัตริย์นักประดิษฐ์ ที่ฉายชัดนับแต่ทรงพระเยาว์ และต่อยอดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อชาวไทย นั่นเพราะทรงเห็นความสำคัญของการสื่อสารในฐานะเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ ดั่งพระบรมราชโองการเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ.2526 ที่ว่า

“การสื่อสารเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า รวมทั้งการรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของประเทศด้วย ยิ่งในสมัยปัจจุบันที่สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ ย่อมมีความสำคัญมากเป็นพิเศษ ทุกฝ่ายและทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารของประเทศ จึงควรจะได้ร่วมมือกันดำเนินงานและประสานผลงานกันอย่างใกล้ชิดและสอดคล้อง สำคัญที่สุดควรจะได้พยายามศึกษาค้นคว้าวิชาการและเทคโนโลยีอันทันสมัยให้ลึกซึ้งและกว้างขวาง แล้วพิจารณาเลือกเฟ้นส่วนที่ดี มีประสิทธิภาพแน่นอนมาปรับปรุงใช้ด้วยความฉลาดริเริ่ม ให้พอเหมาะสมกับฐานะและสภาพของบ้านเมืองของเรา เพื่อให้กิจการสื่อสารของชาติมีโอกาสได้พัฒนาอย่างเต็มที่ และสามารถอำนวยประโยชน์แก่การสร้างเสริมเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพของบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ถือได้ว่าเป็นต้นแบบของการใช้เทคโนโลยีสื่อสารที่ดี เพราะนอกจากจะทรงเป็นนักประดิษฐ์ด้วยตัวพระองค์เองแล้ว ยังทรงใช้เครื่องมือสื่อสารทั้งวิทยุสื่อสาร สายอากาศและโทรพิมพ์ ประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อพสกนิกรของพระองค์ด้วย

“ทรงใช้การสื่อสารเพื่อรับฟังข่าวรายงานเหตุการณ์ต่างๆ ในหลวง ร.9 ทรงใช้เครื่องวิทยุสื่อสารและระบบสายอากาศส่วนพระองค์ที่ทรงมีด้วยพระองค์เอง และได้พระราชทานข้อคิดในการปรับปรุงที่เป็นประโยชน์อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ อดีตหัวหน้ากองสื่อสาร กรมตำรวจ และผู้อำนวยการสำนักงานโทรคมนาคม กระทรวงมหาดไทย ได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องโทรศัพท์และเครื่องโทรพิมพ์ที่มีเครือข่ายเชื่อมต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ แผนกรักษาความปลอดภัยบุคคล กรมราชองครักษ์ ชุมสายโทรศัพท์ และชุมสายโทรพิมพ์ของกระทรวงมหาดไทย กรมประชาสงเคราะห์ ศูนย์การสื่อสารของตำรวจตระเวนชายแดน รวมทั้งได้ใช้ในการเฝ้าฟังและติดต่อกับข่ายวิทยุของตำรวจ “ปทุมวัน” และ “ผ่านฟ้า” โดยทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ผู้ที่ติดต่อกับพระองค์ทางวิทยุไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ และทรงจดจำสัญญาณเรียกขายประมวลคำย่อ (โค้ด “ว”) ได้อย่างแม่นยำและใช้ได้ถูกต้องติดต่อในข่ายวิทยุของตำรวจ

พระองค์จะทรงฟังวิทยุเป็นประจำทุกวันในห้องทรงงานระหว่างทรงงานอื่นๆ ทำให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงทราบข่าวรายงานเหตุการณ์สำคัญต่างๆ อยู่เสมอ และพระราชทานความช่วยเหลือได้ทันท่วงที ไม่ว่าจะประทับที่กรุงเทพฯ หรือไม่ก็ตาม

ดังเช่นทรงทราบว่าเส้นทางเสด็จฯ นั้นทำให้ปิดการจราจรเป็นเวลานาน นำความเดือดร้อนให้ราษฎร ก็รับสั่งให้สมุหราชองครักษ์ติดต่อประสานงานเรื่องเวลากับกรมตำรวจเพื่อให้ทราบกำหนดเวลาที่ชัดเจน ทำให้ปิดถนนในระยะเวลาสั้น

นอกจากนี้ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสถานีวิทยุ อ.ส.ขึ้นที่พระที่นั่งอัมพรสถาน เมื่อปี พ.ศ.2494 เพื่อให้พสกนิกรได้มีช่องทางในการติดต่อกับพระองค์ได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนตามพิธีการเหมือนอย่างในอดีต และเป็นแหล่งให้ความบันเทิง เผยแพร่ความรู้ให้แก่ประชาชนจากผู้เชี่ยวชาญ เป็นสื่อกลางที่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แจ้งข่าวสารแก่ประชาชนในโอกาสสำคัญ หรือเกิดเหตุการณ์ที่สำคัญต่างๆ

ทั้งยังให้จัดรายการ “บอกบุญ” ไปยังผู้มีจิตศรัทธา ให้ร่วมทำบุญบริจาคทรัพย์และสิ่งของ “โดยเสด็จพระราชกุศล” ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากในเหตุการณ์ภัยพิบัติหลายครั้ง อาทิ อหิวาตกโรคระบาดในปี พ.ศ.2501 และเหตุการณ์วาตภัยรุนแรงที่แหลมตะลุมพุก จ.นครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ.2505

“ทรงใช้การสื่อสารเพื่อประโยชน์ของการทรงงานทางการแพทย์และสาธารณสุข สืบเนื่องจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงใช้การสื่อสารโทรคมนาคมระบบต่างๆ ติดตามรับฟังข่าวเหตุการณ์ต่างๆ ที่สำคัญสม่ำเสมอ และทรงนำเครื่องมือสื่อสารติดพระองค์ไปในสถานที่ต่างๆ อยู่เสมอ เมื่อพบว่ามีราษฎรคนใดเจ็บป่วยจำเป็นต้องได้รับการรักษา จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะแพทย์ผู้ตามเสด็จฯ ดูและและตรวจทันที

สำหรับรายที่บาดเจ็บหรือป่วยหนักจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเร่งด่วน หากทรงมีเวลา จะรับสั่งผ่านทางวิทยุสื่อสารถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มาอำนวยความสะดวกแก่ภารกิจด้วยพระองค์เอง อาทิ ติดต่อตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อขอรับการสนับสนุนการขนส่งด้วยเฮลิคอปเตอร์ และจะทรงคอยติดตามความคืบหน้าของการปฏิบัติงานเป็นระยะๆ ถ้าการปฏิบัติงานมีปัญหาก็จะพระราชทานคำแนะนำวิธีแก้ไขปัญหา และวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆ จนแน่พระราชหฤทัยว่าผู้ป่วยถูกนำส่งถึงโรงพยาบาลและเข้ารับการรักษากับแพทย์ผู้ชำนาญแล้วจริง

กล่าวได้ว่ามีผู้ป่วยหนักจำนวนมากที่รอดชีวิตเพราะได้รับการรักษาพยาบาลทันเวลา อันเนื่องมาจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

นอกจากนี้ยังทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้นำระบบสื่อสารแบบถ่ายทอดสัญญาณ ซึ่งเชื่อมต่อวงจรทางไกลขององค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ในขณะนั้น) ให้มูลนิธิแพทย์อาสาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) นำไปใช้ในการช่วยเหลือรักษาพยาบาลแก่ผู้เจ็บป่วยในท้องถิ่นทุรกันดารที่ห่างไกลอีกด้วย

“ทรงใช้การสื่อสารเพื่อประโยชน์ของการทรงงานทางการเกษตรและการพัฒนา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงได้ทราบว่าปัญหาหลักประการหนึ่งของประชาชนซึ่งทำไร่ไถนา คือการขาดน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูก เมื่อฝนแล้งไม่ตกตามฤดูกาล จึงพระราชทานพระราชดำริให้ ม.ร.ว.เทพฤทธิ์ เทวกุล รับสนองพระราชดำริในการทำฝนหลวง เมื่อสำเร็จแล้วก็ได้นำมาใช้บรรเทาทุกข์ให้แก่เกษตรกร

แต่ในระยะแรกของการปฏิบัติภารกิจ “ฝนหลวงพระราชทาน” นี้คือการเปลี่ยนแปลงเรื่องสภาพอากาศที่ผู้ปฏิบัติการไม่ทราบล่วงหน้า ทำให้นักบินผู้ปฏิบัติการจำเป็นต้องได้รับคำแนะนำอย่างรวดเร็วในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี ระยะแรกยังไม่มีการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้ปฏิบัติการ ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันส่งผลต่อปัญหาต่างๆ อาทิ ฝนตกไม่ตรงตามเป้าหมาย ฝนตกน้อยหรือมากไปกว่าที่กำหนดไว้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และทรงตระหนักว่าปฏิบัติการแต่ละครั้งต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จึงมีพระราชประสงค์ให้ปฏิบัติการได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ จึงพระราชทานพระราชดำริให้ พล.ต.ต.สุชาติ เผือกสกนธ์ พิจารณาติดตั้งวิทยุสื่อสารแก่หน่วยปฏิบัติการฝนเทียม ทั้งอากาศและที่ภาคพื้นดิน

ทั้งยังทรงศึกษาแผนที่ทางอากาศและข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วนำมาวางแผนปฏิบัติการแต่ละครั้งล่วงหน้าด้วยพระองค์เอง แล้วจึงพระราชทานข้อมูลและวิธีปฏิบัติต่างๆ ผ่านทางโทรพิมพ์เป็นประจำทุกคืนในช่วงเวลาระหว่างเที่ยงคืน-ตีหนึ่ง ผ่านโครงข่ายระบบสื่อสารของตำรวจ

นอกจากนี้ยังพระราชทานคำแนะนำแก่หน่วยปฏิบัติราชการทางอากาศในการแก้ไขปัญหาข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างฉับพลัน อาทิ การเปลี่ยนสูตรสารเคมี หรือการเปลี่ยนจุดโปรยสารเคมี จึงนับได้ว่าเครื่องมือสื่อสารทางวิทยุเป็นกลไกสำคัญยิ่งในพระราชภารกิจด้านนี้ ซึ่งได้พัฒนาขึ้นจนเป็นที่ยอมรับทั้งไทยและต่างประเทศ

“ทรงใช้เครื่องมือสื่อสารช่วยในการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้เครื่องมือสื่อสารเป็นประโยชน์ต่อการคลี่คลายวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งสำคัญๆ ของประเทศจนเป็นผลสำเร็จในหลายกรณี โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ทางการเมือง 2 กรณี คือ เหตุการณ์ “วันมหาวิปโยค” 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และเหตุการณ์วันเมษาฮาวาย 1 เมษายน พ.ศ.2524

ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์และความเคลื่อนไหวต่างๆ ทุกระยะผ่านการสื่อสารทางวิทยุของทหารและตำรวจ จนเมื่้อเหตุการณ์ทวีความรุนแรงจนมีการเสียชีวิตของนักศึกษาและประชาชน ก็มีพระราชกระแสรับสั่งให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการใช้มาตรการระงับเหตุด้วยการผ่อนผันโดยละมุนละม่อม

หลังจากนั้นก็ทรงเฝ้าฟังการติดต่อทางวิทยุอยู่ในห้องทรงงานทั้งคืน จนในที่สุดทรงตัดสินพระราชหฤทัยเข้ายุติเหตุการณ์ด้วยพระองค์เอง โดยปรากฏพระองค์และพระราชทานกระแสพระราชดำรัสทางโทรทัศน์ เหตุการณ์จึงสงบลงในเวลาต่อมา

ขณะที่เหตุการณ์เมษาฮาวายนั้น ผู้ก่อการเข้าควบคุมกำลังในเขตกรุงเทพฯ ได้ พร้อมสั่งการให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ถ่ายทอดแถลงการณ์ของฝ่ายตน ทำให้ประชาชนรวมทั้งข้าราชการเข้าใจผิด แม้ช่วงนั้นรัฐบาลจะทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จแปรพระราชฐานไปยังค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา พระองค์ก็ยังทรงติดตามข่าวสารเป็นระยะ และทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าหนทางเดียวที่จะผ่านความเลวร้ายของปัญหาและป้องการการเสียเลือดเนื้อคือต้องประชาสัมพันธ์สิ่งที่ถูกต้องให้เจ้าหน้าที่ได้ทราบ

จึงได้ทรงแนะแนวทางปฏิบัติทางเทคนิคให้แก่ พล.ต.ต.สุชาติ นำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องมือที่มี ทำให้สามารถถ่ายทอดแถลงการณ์ของรัฐบาลจาก จ.นครราชสีมา ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียง 1 ปณ.ในกรุงเทพฯ เป็นแห่งแรก และสามารถตัดการถ่ายทอดคำแถลงของฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบได้ จนในที่สุดกองกำลังของฝ่ายรัฐบาลก็สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ได้อย่างเรียบร้อยและไม่สูญเสียเลือดเนื้อในเวลาต่อมา

เป็นพระมหากรุณาธิคุณอันเกิดจากพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชที่หาที่สุดไม่ได้ เมื่อพืช ผัก ผลไม้ ถูกนำมาต่อยอดในงานวิจัย สู่ผลงานนวัตกรรมต่างๆ ไม่เพียงเเต่ช่วยในด้านอุตสาหกรรม หากยังช่วยกระตุ้น เเละขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกด้วย…

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ ได้มีโอกาสพูดคุยกับกลุ่มนักวิจัยในงาน 25 ปี สกว.: สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต จัดขึ้นเพื่อสื่อสาร กระบวนการคิด วิธีทำงานเเละผลวิจัย ความร่วมมือกับภาคีวิจัยเเละภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนงานวิจัย โดย รศ.ดร.ภก. ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำผลงาน “ยาเจลสกัดจากเปลือกมังคุดสำหรับรักษาแผลอักเสบในช่องปาก” มาจัดเเสดงภายในงาน

รศ.ดร.ภก. ภาคภูมิ เล่าถึงการเตรียมสารสกัดก่อนจะมาเป็นงานวิจัย ยาเจลสกัดจากเปลือกมังคุดสำหรับรักษาแผลอักเสบในช่องปาก กล่าวว่า เปลือกผลมังคุดเป็นวัตถุดิบเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมน้ำผลไม้ ซึ่งสารสกัดจากเปลือกผลมังคุดมีคุณค่าทางการแพทย์และเภสัชมาก อุดมไปด้วยสารกลุ่มแซนโทน (เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการอักเสบในร่างกาย-การเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการภูมิแพ้) โดยเฉพาะสารแอลฟา-แมงโกสติน (ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนองได้ดี)

โดยสารสกัดจากเปลือกผลมังคุดมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยามากมาย อาทิ ฤทธิ์ต้านจุลินทรีย์ ต้านการอักเสบ ต้านออกซิเดชัน และสมานแผล จึงนิยมนำสารสกัดจากเปลือกผลมังคุดมาใช้ในอุตสาหกรรมยาและเครื่องสำอาง โดยเจลยาสกัดจากเปลือกผลมังคุดจะช่วยรักษาเเผลในปากได้ดี

“รศ.ดร.ภก. ภาคภูมิ” งานวิจัยนี้มุ่งเน้นในการเตรียมสารสกัดเปลือกผลมังคุด โดยใช้ “ไอโซโพรพิล เมอริสเทรต” และ “เซตทิล แอลกอฮอล์” ซึ่งทั้งสองตัวนี้ในทางเภสัชกรรมใช้เป็นสารละลาย โดยใช้สารทั้งสองเป็นตัวทำละลายในการสกัดสารจากเปลือกผลมังคุด และทำการสกัดสารด้วยเครื่องไมโครเวฟ

การสกัดสารด้วยเครื่องไมโครเวฟ ถือว่าเป็นวิธีการสกัดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สารทั้งสองชนิดนี้มีความปลอดภัยและมีราคาที่ถูกกว่า สารสกัดที่ได้จากวิธีการนี้มีสารแอลฟา-แมงโกสตินที่ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย และสามารถนำมาใช้เตรียมทำยาได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการระเหยตัวทำละลายออก ช่วยให้ลดต้นทุนการผลิต และได้นำสารสกัดดังกล่าวมาใช้เตรียมยาในรูปแบบยาเจลเพื่อใช้สำหรับรักษาแผลอักเสบในช่องปาก

โดยเจลยาสกัดจากเปลือกมังคุดสำหรับรักษาแผลอักเสบในช่องปาก บรรจุมาในรูปแบบของหลอด ซึ่งเนื้อเจลเป็นสีขาว จากการสกัดทำให้เนื้อเจลไม่มีกลิ่นของเปลือกมังคุด เวลาใช้เพียงนำยาเจลเเต้มไปบริเวณที่เป็นเเผลในปาก ตัวเจลจะเคลือบทับส่วนที่เป็นเเผล เเละค่อยๆซึมหายไป ช่วยรักษาอการเเผลในช่องปากได้เป็นอย่างดี

ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ดำเนินการจดสิทธิบัตรสิ่งประดิษฐ์แล้ว 2 สิทธิบัตร คือ สิทธิบัตรเรื่อง “กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดเปลือกผลมังคุดที่มีแอลฟา-แมงโกสติน” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2557 และ สิทธิบัตรเรื่อง “สูตรตำรับยาเจลที่มีตัวยาสำคัญเป็นสารสกัดเปลือกผลมังคุดที่มีแอลฟา-แมงโกสติน” เมื่อ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2558

ทั้งนี้งานวิจัยยาเจลสกัดจากเปลือกมังคุดสำหรับรักษาแผลอักเสบในช่องปาก ไดรับรางวัลการีนตีจาก Gold Medal จาก Brussels Innova Expo 2015, ประเทศเบลเยียม เเละ Special Award “This is a Good Idea in 2015” จาก Taiwan Prominent Inventor Association ประเทศไต้หวัน

รักษาโรคร้าย…ด้วยสารสกัดชะมวงโอนที่สกัดด้วยน้ำมันรำข้าวสำหรับป้องกันโรคมะเร็ง
โรคมะเร็งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ โดยข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเผยว่า ปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งประมาณมากกว่า 7 ล้านคนทั่วโลก ภายในปี พ.ศ. 2563 จะมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นถึง 16 ล้านคน และอัตราการเสียชีวิตจะสูงถึง 10 ล้านคนทุกปี สำหรับสถิติในประเทศไทย พบว่าคนไทยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งเฉลี่ยราวชั่วโมงละ 7 ราย สาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งมีหลายปัจจัย

รศ.ดร.ภก. ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ พร้อมด้วยนางสาวพิรุณรัตน์ แซ่ลิ้ม และ ผศ.ดร.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์ จากสถานวิจัยความเป็นเลิศยาสมุนไพรและเทคโนโลยีชีวภาพทางเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ สงขลา ยังได้นำงานวิจัย “ผลิตภัณฑ์จากสารสกัดชะมวงโอนที่สกัดด้วยน้ำมันรำข้าวสำหรับป้องกันโรคมะเร็ง” ภายในงาน 25 ปี สกว.: สร้างคน สร้างความรู้ สร้างอนาคต อีกด้วย

รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ เผยกับ “ประชาชาติธุรกิจออนไลน์” ว่า โรคมะเร็งนับเป็นโรคอันดับต้นๆ ที่เป็นสาเหตุการตายของประชากรทั่วโลก ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วหรือประเทศที่กำลังพัฒนา ปัจจุบันถึงแม้จะมีการพัฒนายาต้านมะเร็งขึ้นมามากมายหลายขนาน แต่ก็ไม่สามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยโรคมะเร็งลงได้

นอกจากนี้ผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัดยังต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา จึงหันมาพึ่งพาการป้องกันโรคมะเร็งด้วยการรับประทานพืชผักผลไม้ที่มีสารต้านมะเร็งหรือมีสารป้องกันการเกิดมะเร็งจากธรรมชาติ

ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและอาหารเพื่อสุขภาพที่ใช้ในวัตถุประสงค์ดังกล่าว ส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์จากสารสกัดพืชผักผลไม้ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และฤทธิ์ในการป้องมะเร็งมาจากฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระเท่านั้น

รศ.ดร.ภก.ภาคภูมิ เเละทีมผู้วิจัย มีความสนใจที่จะศึกษาสารต้านมะเร็งจากผักพื้นบ้านของไทย เบื้องต้นพบว่า ใบชะมวงซึ่งได้รับความนิยมนำมาประกอบอาหารในเมนู “หมูชะมวง” ให้สารสกัดที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งได้ดี จึงได้ศึกษาวิจัยต่อเพื่อแยกสารที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็งจากสารสกัดใบชะมวง

ทำให้ค้นพบสารชนิดใหม่เป็นครั้งแรกของโลก ตั้งชื่อสารชนิดใหม่ที่แยกได้จากใบชะมวงตามชื่อภาษาไทยของพืชว่า “ชะมวงโอน” (chamuangone) และจากการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง 4 ชนิด ได้แก่ เซลล์มะเร็งปอด 2 ชนิด (A549 และ SCB3 cell lines) และยับยั้งเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว 2 ชนิด (K562 และ K562/ADM cell lines) พบว่าสารชะมวงโอนมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งทั้ง 4 ชนิดได้ดี โดยมีค่าความเข้มข้นที่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ 50%

แต่จากการศึกษาวิธีการสกัดสาร ทีมวิจัยพบว่า สารชะมวงโอนเป็นสารประกอบที่มีคุณสมบัติความไม่มีขั้ว (nonpolar) สูง และจะถูกสกัดออกมาได้ดีด้วยเฮกเซน (hexane) ซึ่งเป็นตัวทำละลายอินทรีย์ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและยาสมุนไพร จึงเป็นที่มาของผลงานนวัตกรรมชิ้นนี้ ที่ต้องการพัฒนาวิธีการสกัดสารชะมวงโอนจากใบชะมวงโดยใช้กรรมวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นกรรมวิธีที่ประหยัดการใช้พลังงาน ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม และ ลดต้นทุนการผลิต เนื่องจากน้ำมันพืชเป็นสารที่คุณสมบัติความไม่มีขั้วคล้ายคลึงกับเฮกเซน และลดการใช้ตัวทำลายอินทรีย์ รวมถึงลดขั้นตอนการระเหยตัวทำละลายออกหลังการสกัดสาร

“คณะผู้วิจัยจึงได้ทดลองนำน้ำมันพืชชนิดต่างๆ mindymeyer4senate.com ที่ผลิตในประเทศมาใช้เป็นตัวทำละลายในการสกัดสารชะมวงโอนจากใบชะมวง โดยเลือกใช้วิธีการสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟ ซึ่งเป็นวิธีการสกัดที่ได้รับการยอมรับว่าช่วยประหยัดพลังงานและเวลาที่ใช้ในการสกัด รวมถึงทำให้ได้สารสกัดที่มีคุณภาพดีด้วย จากการวิจัยพบว่าน้ำมันรำข้าวเป็นน้ำมันพืชที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาสกัดสารชะมวงโอน เพราะนอกจากจะสกัดสารชะมวงโอนได้ในปริมาณสูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นแล้ว น้ำมันรำข้าวยังมีกรดไขมันจำเป็นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินอี และ สารแกมมาโอรีซานอลซึ่งมีประโยชน์ในการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดและหัวใจ และช่วยบำรุงผิวพรรณด้วย“

สำหรับกรรมวิธีการเตรียมสารสกัดชะมวงโอนจากใบชะมวงที่สกัดด้วยน้ำมันรำข้าวโดยใช้วิธีการสกัดด้วยคลื่นไมโครเวฟ กรรมวิธีการสกัดดังกล่าวทำให้ได้สารสกัดที่มีสารชะมวงโอน 1.9 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร และเมื่อนำสารสกัดที่ได้ไปทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งที่เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นๆ 3 ชนิด ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม และ มะเร็งปอด พบว่าสารสกัดชะมวงโอนมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็งดังกล่าวได้ดี ด้วยค่า IC50 เท่ากับ 12-16 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร และไม่เป็นพิษต่อเซลล์ปกติที่ความเข้มข้นสูงถึง 50 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร

นอกจากนี้ เมื่อนำสารสกัดไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พบว่าสารสกัดที่ได้มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดี มีกรดไขมันในกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อการป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดชะมวงโอนที่สกัดด้วยน้ำมันรำข้าวสำหรับป้องกันโรคมะเร็ง ได้รับ 3 รางวัล จากการประกวดนวัตกรรมในงาน 10th International Warsaw Invention Show (IWIS 2016) ที่ประเทศสาธารณรัฐโปแลนด์ ได้แก่ 1. Gold Medal 2.Special Award (on Stage) จาก Malaysian Research & Innovation Society ประเทศมาเลเซีย 3. Special Award จาก Taiwan International Invention Award Winners Association ประเทศไต้หวัน

นับว่างานวิจัยทั้งสองนี้ สามารถสร้างประโยชน์ต่อผู้คนจำนวนมาก ทั้งในด้านอุตสาหกรรม เเละด้านเภสัชกรรม ทีมวิจัยคาดหวังว่า ผลงานวิจัยดังกล่าวในอนาคตจะมีผู้ประกอบการเข้ามาเพื่อช่วยต่อยอดผลิตภัณฑ์ เมื่อถึงเวลานั้นคงสร้างประโยชน์เเก่ผู้คน เเละยกระดับเศรษฐกิจของประเทศได้เป็นอย่างดี

สารแคปไซซินจากพริกพิโรธ พริกที่มีความเผ็ดมากที่สุดในโลก สกัดทำยาหม่องภายใต้เเบรนด์ The gorilla
การนำเอาพืชผักสมุนไพรไทยมาทำการวิจัยเพื่อต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ ภายในงานยังมีอีกหลากหลาย เเต่ผลงานวิจัยของนักเเสดงหนุ่มมากฝีมืออย่าง “น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์” ที่นำเอาสิ่งที่เห็นใกล้ตัวมาต่อยอดจนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ ยาหม่องภายใต้เเบรนด์ The gorilla ซึ่งชูจุดเด่นอย่างการนำสารสกัดจากพริกพิโรธมาสู่เจลหม่อง รูปทรงทันสมัย ตอบโจทย์คนในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้นของการทำยาหม่องภายใต้เเบรนด์ The gorilla น็อต-วรฤทธิ์ เฟื่องอารมย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จี สปีชี่ส์ จำกัด เจ้าของแบรนด์ เดอะ กอริลลา ได้ทำรายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ แล้วเจอกับอาจารย์ท่านหนึ่ง พูดคุยเรื่องเกษตรกรรม เเละได้มองว่ามีอะไรที่น่าสนใจจนมาลงเอยที่พริก พืชเผ็ดร้อนเป็นเครื่องเทศที่สำคัญ และยังมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพรด้วยเช่นกัน

โดยสารสกัด “แคปไซซิน” มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำมูกหรือลดปริมาณสารที่ขัดขวางระบบการหายใจ ในผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ ช่วยบรรเทาอาการไอ กระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดขยายตัว กระตุ้นการขับเสมหะทำให้หายใจสะดวกขึ้น และยังมีส่วนช่วยลดคอเรสเตอรอลในเส้นเลือดได้ จึงมีการนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในทางยาและเครื่องสำอาง

น็อต-วรฤทธิ์ เผยว่า ที่เลือกปลูกพริกพิโรธเนื่องจากได้สารสกัดมากพอ เพราะพริกพิโรธเผ็ดกว่าพริกขี้หนูถึง 50 เท่า

การจะสร้างผลิตภัณฑ์ขึ้นมาสักชิ้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาเริ่มจากการเข้าไปทำงานวิจัยกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ใช้เวลาทดลองวิจัยเจลหม่องจากสารสกัดของพริกพิโรธกว่า 1 ปี เมื่อได้สารสกัดจากพริกพิโรธตามที่ต้องการ

ได้ศึกษาเพิ่มว่าสรรพคุณของพริกช่วยในเรื่องใดบ้าง ซึ่งความเผ็ดร้อนของพริกช่วยบรรเทาอาการคันที่เกิดจากแมลงกัดต่อย จึงอยากทำเป็นเจลสูดดม เพราะขณะนั้นมีเจ้าตลาดอยู่ไม่มาก

การศึกษาจุดเเข็ง จุดอ่อน ทำให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่เข้ากับยุคสมัย “เดอะ กอริลล่า” เจลหม่องที่ใช้ทา สูดดม ได้ในตลับเดียวกัน บรรเทาอาการถูกเเมลงกัดต่อยได้ดี สามารถใช้ทาลงบนผิวเเละจะไม่ทิ้งความเหนียวเหนอะหนะ เจลหม่องจะซึมลงสู่ผิว ด้วยเเพ็กเกจจิ้งสีสันสดใส มีรูปการ์ตูนกอริลล่า ตอบโจทย์คนทันสมัย