ทางด้าน คุณชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการ

เกษตรจันทบุรี สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า จำนวนเกษตรกรเจ้าของแปลงทุเรียนในภาคตะวันออก 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด พื้นที่ประมาณ 300,000 ไร่ มีเกษตรกรผ่านการประเมิน และรอการตรวจสอบมีเพียง 40,000 ไร่ ประมาณ 14-15% เท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมาก ซึ่งในอดีตมีผู้ได้ใบรับรองถึง 40% แต่เมื่อเกษตรกรไม่เห็นความสำคัญต่อมาเลิกต่ออายุบ้าง ไม่สนใจที่จะขอใบรับรองบ้าง จำนวนจึงลดลงมาก แต่ปีนี้ยอมรับว่าเกษตรกรมีการตื่นตัวมาก ยื่นขอทั้ง GAP และโรงคัด ยื่นขอ GMP สวพ.6 ได้เตรียมจัดระบบ ดังนี้

1. เกษตรกรที่ยื่นขอ GAP
2. ล้งที่ยื่นขอมาตรฐาน GMP จะร่วมกับสถาบันการศึกษาในการตรวจประเมิน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ สวพ.6 มีน้อย และ
3. ล้งที่ไม่ยื่นขอ GMP เป็นล้งที่ไม่เข้าสู่ระบบ สวพ.6 ร่วมกับมหาวิทยาลัยบูรพา จะจัดทำพิกัด เพื่อให้ทราบที่ตั้ง หากจีนมีการร้องเรียนปัญหาทุเรียนอ่อน มีศัตรูพืช จะสามารถตรวจสอบได้

“สวนทุเรียนใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระยอง จันทบุรี ตราด มีพื้นที่ปลูกทุเรียน 300,000 ไร่ อยู่ในจันทบุรีมากที่สุด 200,000 ไร่ ข้อมูล จาก สวพ. 6 ปี 2561 มีผ่านการประเมินมาตรฐาน GAP และยังไม่หมดอายุ 30,451.56 ไร่ และอยู่ระหว่างการตรวจ 9,357 ไร่ รวม 39,808 ไร่ ซึ่งเป็นจำนวนที่น้อยมาก 13-14% เท่านั้น ส่วน GMP โรงคัดบรรจุผลไม้ ประมาณ 500 แห่ง ได้รับ GMP เพียง 147 แห่ง หรือ 30% แยกเป็นโรงคัดบรรจุทุเรียนเพียง 97 แห่งเท่านั้น ยอมรับว่ากำลังเจ้าหน้าที่ สวพ.6 มีเพียง 12 คน ไม่เพียงพอ เพราะต้องประเมินทั้ง GAP และ GMP จังหวัดจันทบุรีและตราด ปัญหาเรื่องนี้ สวพ.6 เตรียมประสานสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยบูรพา (วิทยาเขตจันทบุรี) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจันทบุรี ระดมกำลังกันเพื่อประเมินผล”

“และกรมวิชาการเกษตร มีแผนที่จะโอนภารกิจออกใบรับรองทั้ง GAP GMP ให้ภาคเอกชน ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่าย ช่วงนี้จึงเหมาะสมที่เกษตรกรและผู้ประกอบการจะเร่งดำเนินการ ทุเรียนไทยต้องมีใบรับรองมาตรฐานคุณภาพ และต่อไปล้งจะมีเงื่อนไขรับซื้อทุเรียนจากสวนที่มี GAP เท่านั้น ไม่มีการสวมสิทธิ์กัน ทั้งนี้ GAP ยื่นขอได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด สวพ.6 จันทบุรี สวพ. ระยอง ขอที่ สำหรับ GMP จันทบุรี ตราด ขอได้ที่ สวพ.6 และระยองขอได้ที่ สวพ. ระยอง หรือสะดวกสามารถยื่นขอ มาตรฐาน THAI GAP จากสถาบันภาคเอกชนได้เช่นกัน”

“มีเกษตรกรที่ยื่นขอ GAP ไว้ 470 ราย ที่สำนักงาน (สวพ.6) จะเร่งตรวจให้ทันภายในมีนาคม 2562 ในส่วนของสมาคมส่งออกทุเรียนแห่งประเทศไทย ถ้าสมาชิกรวมๆ กันยื่นขอ GMP จะบริหารจัดการได้รวดเร็ว ตามแผนเดือนมกราคม 2562 จะมีการเปิดอบรมให้โรงคัดบรรจุ เพื่อปรับปรุงก่อนที่เจ้าหน้าที่ตรวจได้รวดเร็วขึ้น ทันในช่วงต้นฤดูกาล ต่อไปล้งที่รับรอง GMP อาจจะตั้งเตาไมรโครเวฟเพื่อพิสูจน์เปอร์เซ็นต์เนื้อแป้งกันก่อนซื้อ-ขาย และรายชื่อล้งที่ไม่ได้มาตรฐานจะจัดทำพิกัดไว้ สามารถตรวจสอบได้เช่นกัน” สมาคมส่งออกทุเรียนฯ ขานรับ GAP & GMP ต้องมาพร้อมกัน

คุณภานุวํฒน์ ไหมแก้ว นายกสมาคมส่งออกทุเรียนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีสมาชิกหรือล้งรับซื้อผลไม้ ประมาณ 200 ล้ง ทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก แต่ยอมรับว่ามีล้งที่ได้มาตรฐาน (GMP) น้อยมาก ที่ผ่านมาระบบการบริหารจัดการทุเรียนตั้งแต่ในสวนมาถึงโรงคัดหรือล้งผู้ส่งออกมีความเสี่ยงตลอด ทั้งเรื่องทุเรียนอ่อน และแมลงศัตรูพืชปนเปื้อน เนื่องจากไม่มีมาตรการเข้มงวดเรื่องมาตร GAP จากสวน ปัญหาทุเรียนอ่อนโทษกันไปโทษกันมาตลอด คือโทษชาวสวนตัดทุเรียนอ่อนหรือล้งตัดทุเรียนอ่อน ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา สวนต้องมีใบรับรอง GAP และโรงคัดบรรจุต้องมี GMP ไปด้วยกัน

ตลาดทุเรียนส่วนใหญ่ 80-85% อยู่ที่จีนเป็นหลัก เมื่อพ่อค้าเหมาสวนแขวนทุเรียน ชาวสวนไม่มั่นใจว่าพ่อค้าจะกลับมาเอาทุเรียนอีกหรือไม่ จึงพยายามจะตัดมีดเดียว (ครั้งเดียว) ทำให้มีทุเรียนอ่อน ทุเรียนตกไซซ์ติดมาด้วย ถ้าจะแก้ปัญหาต้องจ้างเจ้าของสวนตัดทุเรียนแก่ให้เอง โดยจ่ายค่าจ้างให้ กิโลกรัมละ 3-4 บาท จะทำให้ได้ทุเรียนคุณภาพ 100% ถ้าทำให้วงจร 3 กลุ่ม คือ ผู้ผลิต-ผู้ขาย-ผู้บริโภค ไปด้วยกัน จะได้ทุเรียนมาตรฐาน ส่วนนายหน้าติดต่อรับซื้อทุเรียนให้ล้งส่งออก ต้องบอกที่มาจากสวนและล้งที่รับซื้อได้ ส่วนล้งต้องจดทะเบียนและมีมาตรฐาน GMP หากสายตัดอ้างล้งให้ตัดชาวสวนจะตรวจสอบกลับได้ ซึ่งสมาคมจะสนับสนุนให้ชาวสวนทำมาตรฐาน GAP และให้โรงคัดบรรจุหรือล้งของสมาคมทำ มาตรฐาน GMP เป็นลูกโซ่ไปด้วยกัน โดยมีเงื่อนไขว่า ล้งต้องมี GMP และจะซื้อทุเรียนจากสวนที่มีใบรับรอง GAP เท่านั้น

“ปัญหาการส่งออกทุเรียน มีทั้งเรื่องมือตัดทุเรียนหายากมากๆ อนาคตต้องเร่งสร้างแรงงานฝีมือด้านนี้ให้เพียงพอ เนื่องจากเป็นแรงงานเชี่ยวชาญ ที่ผ่านมาจะใช้แรงงานต่างด้าวไม่มีคุณภาพ ระยะสั้นล้งต้องจ้างชาวสวนตัดเองไปก่อน ที่สำคัญภาครัฐไม่ควรมุ่งหวังตลาดจีนแห่งเดียว ควรเปิดตลาดใหม่ๆ ที่มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น อย่างตลาดอินเดีย เพราะมีประชากรมาก และมีกำลังซื้อสูง” นายกสมาคม กล่าว

ทางด้าน คุณไพฑูรย์ วานิชศรี เจ้าของทุเรียนรายใหญ่และเป็นผู้ผลิตทุเรียนของ บริษัท ซีพี ส่งตลาดจีนและญี่ปุ่น กล่าวว่า การสร้างมาตรฐานทุเรียนส่งออกเป็นเรื่องสำคัญและเรื่องจำเป็นสำหรับเกษตรกรและผู้ส่งออก ด้วยเหตุผลหลักๆ 2 ประการ คือ ไทยมีตลาดคู่แข่งในแถบอาเซียน โดยตลาดผลไม้ไทยได้รับความเชื่อมั่นระดับกลางๆ เพราะปัญหาทุเรียนอ่อน ศัตรูพืช

ต่างจากผลไม้ของยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย ทุกวันนี้ผลไม้ที่ส่งไปตลาดจีนของ บริษัท ซีพี มีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ด้วย QR Code ตลาดจีนมีกำลังซื้อสูง ต้องการบริโภคของที่มีคุณภาพ ปัจจุบันไทยมีโอกาสทำตลาดทุเรียนไม่ใช่แค่จีนแต่ไปตลาดโลกได้ เพราะส่งออกได้ทั้งผลสด แช่แข็งและทุเรียนแกะเนื้อแช่เย็นที่ส่งออกไปยุโรป อเมริกา ดังนั้น การทำคุณภาพมาตรฐาน ความปลอดภัย จะทำให้เป็นที่ยอมรับเป็นส่วนสำคัญ

ปัญหาทุเรียนส่งออกของไทย บทสรุปคือ มาตรฐาน GAP & GMP เป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร ที่จะทำให้ตลาดทุเรียนไทยเติบโตได้อย่างยั่น…เป็นการตั้งรับในแนวทางที่ถูกต้อง…และหวังว่าเวทีประชุมคงไม่สูญเปล่า

มันสำปะหลัง เป็นพืชที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี ส่วนมากนิยมปลูกในช่วงต้นฝนคือ ช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งจะให้ผลผลิตหัวมันสดในปริมาณที่สูง โดยฤดูกาลปลูกมันสำปะหลังที่จะถึงในปี 2562 นี้ กรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางให้ศูนย์ขยายพันธุ์พืชของกรมส่งเสริมการเกษตรที่อยู่ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังของประเทศไทย จำนวน 6 ศูนย์ ผลิตขยายท่อนพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรคไว้เพื่อเป็นแหล่งพันธุ์สะอาดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เกษตรกรนำไปผลิตขยายพันธุ์เพื่อการเพาะปลูกต่อไป

กรมส่งเสริมการเกษตร มีศูนย์ขยายพันธุ์พืชอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ รวม 10 ศูนย์ ในจังหวัดต่างๆ ได้แก่ ตรัง นครศรีธรรมราช สุพรรณบุรี นครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ มหาสารคาม ลำพูน และพิษณุโลก ซึ่งเป็นฐานการผลิตพันธุ์พืชคุณภาพดีให้เพียงพอกับความต้องการของเกษตรกร

จัดตั้งขึ้นเพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชที่มีคุณภาพและราคาแพง ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร สำหรับการปลูกมันสำปะหลังของไทย มีพื้นที่ปลูกในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งในพื้นที่นั้นๆ มีศูนย์ขยายพันธุ์พืชตั้งอยู่ รวม 6 ศูนย์ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการผลิตขยายดูแลพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด โดยบางศูนย์ได้รับความร่วมมือในการผลิตขยายจากเกษตรกรเครือข่ายด้วย ได้แก่

ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 1 จังหวัดชลบุรี มีแปลงพันธุ์มันสำปะหลังสะอาด จำนวน 30 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 3 จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 10 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 5 จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 15 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 6 จังหวัดพิษณุโลก จำนวน 12 ไร่ ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 7 จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 20 ไร่ และศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 10 จังหวัดอุดรธานี จำนวน 45 ไร่ รวมทั่วประเทศมีพันธุ์มันสำปะหลังสะอาดแล้วราว 132 ไร่ คิดเป็นจำนวน 528,000 ลำ

สามารถนำไปใช้สนับสนุนได้ 2,640,000 ท่อน ในอัตราการปลูก 1,600-2,000 ท่อน/ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,650 ไร่ ซึ่งท่อนพันธุ์เหล่านี้จะพร้อมสนับสนุนการปลูกมันสำปะหลังได้ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2562 เป็นต้นไป

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า เมื่อวันที่3 กุมภาพันธ์ 2562 นายอธิจิตร ธนูชัย หนึ่งใน เกษตรกรผู้ปลูกอ้อยในอำเภอหัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ในช่วงนี้เกษตรกรชาวอำนาจเจริญ ทำการปลูกอ้อยกว่า 2 แสนกว่าไร่มีปัญหาเรื่องการขนส่งนำอ้อยไปจำหน่ายในตัวเมืองที่มีโรงงานผลิตน้ำตาล หรือโรงน้ำตาลนั่นเอง ต้องจ้างรถบรรทุกจากไร่อ้อยที่ตนปลูกไปส่งโรงงานน้ำตาลที่จังหวัดกาฬสินธิ์

หรือจังหวัดขอนแก่นทำให้มีกำไรเหลือน้อย ซึ่งต้นอ้อยที่ชาวเกษตรกรปลูกตกไร่ละ 18-20 ตัน และที่สำคัญจุดที่จะเข้าหีบไปยังโรงงานน้ำตาลมิตรผลที่กาฬสินธุ์ก็ไกลค่าขนส่งก็แสนจะแพงอยากให้ทางภาครัฐให้การส่งเสริมสนับสนุนให้อำนาจเจริญเปิดโรงงานเร็วๆ จะได้ไม่เสียค่าขนส่งไปส่งอ้อยที่ปลูกในพื้นที่ จ.อำนาจเจริญ จำนวนหลายแสนไร่ไปขายที่อื่น เพื่อให้ชาวเกษตรกรชาวอำนาจเจริญมีรายได้ดีขึ้นนั้นเอง และที่สำคัญการขนส่งก็ลำบากหารถขนส่งยาก ราคาก็แพง รถหีบอ้อยขึ้นรถก็เสียต้องรอกันเป็นวันๆ กว่าจะซ่อมเสร็จ

ด้านนางพิจิตรา ไชยธรรม อายุ 36 ปี เกษตรกรบ้านคำพระ ต.คำพระ อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า ตนทำนามากว่า 30 ปี มีพื้นที่นาจำนวน 35 ไร่ ได้ข่าวว่าจะมีโรงงานน้ำตาลมาเปิดใกล้บ้านที่ตำบลน้ำปลีก อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ จึงได้เปลี่ยนสภาพจากการปลูกข้าวมาปลูกอ้อย 30 ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตกว่า 500 ตันสร้างรายได้แล้วกว่า 400,000 บาท จากการขายอ้อย และส่งอ้อยเข้าหีบ นับว่าสร้างรายได้มากกว่าแต่ก่อนกว่าที่เคยปลูกข้าว โดยเฉพาะเพื่อนๆ เกษตรกรที่มีนาดอน (นาในที่สูงไม่มีน้ำพอที่จะปักดำนาข้าวได้) หันมาปลูกอ้อยกันเป็นจำนวนมากสร้างรายได้ ทำให้ชีวิตมีความสุขอยู่ดีกินดี ปลดหนี้ปลดสิน และบางรายมีเงินเก็บฝากธนาคารก็เป็นจำนวนมาก บอกเลยว่าการปลูกอ้อยแทนนาข้าวนับว่าสร้างรายได้ดีกว่าปลูกข้าวเพราะผลผลิตได้มากกว่า มีกำลังมากกว่าปลูกข้าว

นายวิทวัสก์ สาระศาลิน รองเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ มกอช. ในการเป็นประธานมอบป้ายสถานที่จำหน่าย สินค้า Q ประเภทตลาดสด ณ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.), (สำนักงานใหญ่) เขตจตุจักร กรุงเทพฯ

กิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อเพื่อต้อนรับเทศกาลตรุษจีน ส่งเสริมให้สินค้า Q เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับของผู้บริโภค ส่งเสริมผู้ผลิตสินค้า Q ที่อยู่ในพื้นที่ให้มีศักยภาพในการเข้าถึงช่องทางจำหน่ายต่างๆ และเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสถานที่จำหน่ายและแหล่งผลิตสินค้า Q อันเป็นการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีมาตรฐานและความปลอดภัย

สำหรับตลาด อ.ต.ก. ได้รับการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้า Q ประเภทตลาดสด มีแผงร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 16 แผง ทำให้สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน นอกจากนั้น มกอช. มีตลาดที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 20 ตลาดทั่วกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ตลาดยิ่งเจริญ ตลาดอ่อนนุช ตลาดนครไท เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคมีความมั่นใจในการบริโภคสินค้าเกษตรที่ผ่านกระบวนการรับรองและมั่นใจได้ว่า สินค้า Q มีคุณภาพและมีความปลอดภัยสูง

“หลวงพ่อโตศักดิ์สิทธิ์ งามวิจิตรบึงฉวาก แหล่งปลามากระหานบัว ร่มรื่นทั่วเขาสารพัดดี เด่นเป็นศรีชาวหันคา งามสุดตาเกาะเมือง” ก่อนอื่นมาทำความรู้จัก อำเภอหันคา ก่อน จากบันทึกในเว็บไซต์ของสำนักงานเกษตรอำเภอหันคา ระบุว่า อำเภอหันคาเดิมชื่อว่า อำเภอบ้านเชี่ยน ตั้งที่ว่าการอำเภออยู่ที่ตำบลบ้านเชี่ยน ต่อมาในปี พ.ศ. 2470 ได้ย้ายมาตั้งที่แห่งใหม่ ณ ตลาดหันคา

จึงเปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอหันคา เหตุที่เรียกว่า “หันคา” มีที่มาประการแรก คือ มีตำนานเล่าว่ามีเรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์มาล่มขวางลำน้ำ ในลักษณะหันและคาตรงบริเวณท่าบ้านหลวงซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของอำเภอ และประการที่สอง มาจากคำว่า “ลานคา” ตามลักษณะพื้นที่ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นที่ราบกว้างมีหญ้าคาขึ้นปกคลุมโดยทั่วไป แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 8 ตำบล 100 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลหันคา 11 หมู่บ้าน ตำบลบ้านเชี่ยน 12 หมู่บ้าน ตำบลไพรนกยูง 13 หมู่บ้าน ตำบลหนองแซง 20 หมู่บ้าน ตำบลห้วยงู 11 หมู่บ้าน ตำบลวังไก่เถื่อน 11 หมู่บ้าน ตำบลเด่นใหญ่ 12 หมู่บ้าน ตำบลสามง่ามท่าโบสถ์ 10 หมู่บ้าน

ที่มาของน้ำพริกหลากหลาย

กับโครงการสร้างเสริมรายได้เพื่อเกษตรกรรายย่อยอำเภอหันคา

คุณชัด ขำเอี่ยม เกษตรอำเภอหันคา กล่าวว่า อำเภอหันคาตั้งอยู่ลุ่มน้ำท่าจีน มีความอุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายด้านพืชพรรณธัญญาหาร และภูมิปัญญาชาวบ้าน เมื่อนำมาผสมผสานกับความตั้งใจของเกษตรกรรายย่อยที่ได้มาร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย จึงได้ตกลงที่จะผลิตน้ำพริกที่หลากหลายสู่ผู้บริโภค เพราะตระหนักถึงความสำคัญของน้ำพริกที่เปรียบเสมือนสิ่งสำคัญคู่ครัว ซึ่งต้องใช้ในการประกอบอาหาร หรือเป็นหลักที่มีผักเป็นเครื่องเคียงเสริมความเอร็ดอร่อย อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และสารสมุนไพรที่มีเป็นส่วนประกอบของน้ำพริกไทย เช่น พริก ทำให้ร่างกายแข็งแรงมีกำลัง เจริญอาหาร สมองและสุขภาพสมบูรณ์…กระเทียม เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงประสาท เลือดลมดี สุขภาพสมบูรณ์…หัวหอม รักษาโรคไข้ลม เลือดลมดี…ตะไคร้ กลิ่น รสซู่ซ่า หอมเย็น เป็นอาหารชูรส…มะกรูด เป็นยาบำรุง เลือดลม ขับถ่าย บำรุงสุขภาพ เหงื่อออก บำรุงธาตุ…มะขาม แก้อักเสบ

จากสรรพคุณต่างๆ ที่กล่าวไว้ เมื่อผสมผสานแล้วจะพบว่า คุณค่าของภูมิปัญญาไทยนั้นทรงคุณค่ายิ่ง เพราะน้ำพริกแกงหรือน้ำพริกต่างๆ จะส่งผลให้เลือดลมดีมีกำลัง อีกทั้งเมื่อปรุงกับผักต่างๆ โดยเฉพาะการต้อนรับหัวลมหนาวนี้ แกงส้มดอกแคกับปลาช่อน เสิร์ฟพร้อมกับข้าวร้อนๆ แล้ว จะอร่อยอย่างมีคุณค่า

จากการเปิดโอกาสให้กลุ่มเกษตรกรรายย่อยเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการเสริมสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรรายย่อย พบว่ามีจำนวน 3 กลุ่ม ที่เสนอขอจัดทำโครงการทำน้ำพริก ประกอบด้วย

โครงการผลิตพริกแกงและแปรรูปอาหารบ้านดอนกระดาษ ชุมชนบ้านเชี่ยน 2 มี คุณจรรยา สนิทไทย เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรรายย่อยผลิตพริกแกงและแปรรูปอาหารบ้านดอนกระดาษ หมู่ที่ 10 ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา มีคณะกรรมการจำนวน 12 ราย มีสมาชิกจำนวน 37 ราย
โครงการผลิตพริกแกงและแปรรูปอาหารบ้านบางลี่ ชุมชนบ้านเชี่ยน 2 มี คุณสมหมาย ดำนิล เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรรายย่อยผลิตพริกแกงและแปรรูปอาหารบ้านบางลี่ หมู่ที่ 12 ตำบลบ้านเชี่ยน อำเภอหันคา มีคณะกรรมการจำนวน 12 ราย มีสมาชิกจำนวน 37 ราย
โครงการแปรรูปอาหารและผลิตน้ำพริก ชุมชนห้วยงู มี คุณชุติภาส ภูมิลำเนา เป็นประธานกลุ่มเกษตรกรรายย่อยกลุ่มแม่บ้านคลองห้วยงูพัฒนา หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยงู อำเภอหันคา มีคณะกรรมการจำนวน 14 ราย มีสมาชิกจำนวน 32 ราย

การผลิตน้ำพริกที่หลากหลายเพื่อผู้บริโภค

คุณชุติภาส ภูมิลำเนา หรือเพื่อนๆ เกษตรกรเรียก “พี่อ้วน” เกษตรกรวัย 54 ปี บ้านเลขที่ 140/1 หมู่ที่ 10 ตำบลห้วยงู อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท เปิดเผยว่า หลังจากรับทราบถึงการสนับสนุนงบประมาณในโครงการดังกล่าว ได้ปรึกษาหารือกับเพื่อนๆ เกษตรกร เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แสวงหากิจกรรมที่ใช้ประโยชน์จากวัสดุในท้องถิ่น ในรูปแบบเวทีชุมชนระดมความคิดจากสมาชิกสกัดองค์ความรู้ต่างๆ ร่วมกันก่อนตัดสินใจหาข้อตกลงแบบมีส่วนร่วม วัตถุประสงค์เพื่อสร้างงานสร้างรายได้เสริมจากการทำนา ซึ่งเป็นอาชีพหลักของเพื่อนๆ เกษตรกร

ได้สรุปผลจัดทำโครงการแปรรูปอาหารร่วมกัน โดยระยะแรก จะผลิตน้ำพริกที่หลากหลาย เพราะตระหนักดีว่าทุกครัวเรือนมีความจำเป็นต้องใช้เป็นประจำ อีกทั้ง มีปัจจัยสนับสนุนอยู่แล้วในบ้านของสมาชิก เช่น หลายครัวเรือนปลูกตะไคร้ มะกรูด ขิง ข่า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแกง จะมีบางส่วนที่จะต้องซื้อจากท้องตลาดคือ พริก หอม กระเทียม กะปิ เกลือ และเครื่องเทศบางชนิด

จากการผลิตในระยะแรกได้รับการต้อนรับจากผู้บริโภคด้วยดี ถึงแม้ว่าตลาดจะมีเพียงร้านค้าชุมชน ตลาดนัด และออกร้านตามงานต่างๆ บางส่วนเพื่อนๆ ในชุมชนมาจองสั่งซื้อ บางเวลาที่หยุดเพราะไม่ถึงเวลาที่กำหนด ของหมดแล้วก็ต้องเร่งจัดทำ หรือมีผู้บริโภคสั่งทำจำนวนมาก จากระยะเวลาที่เริ่มดำเนินการผลิตประมาณ 2 เดือน สามารถสร้างรายได้ให้กลุ่มจำนวน 9,200 บาท ข้อดีอีกประการหนึ่งคือวัสดุที่ใช้ได้ซื้อจากสมาชิกราคาไม่สูงนัก เงินตราจะหมุนเวียนในชุมชน

ด้านการผลิตนั้น การผลิตน้ำพริกต่างๆ ของกลุ่มได้คำนึงถึงคุณภาพ ความสะอาด และความปลอดภัยเป็นหลักเพื่อหวังความมั่นคงของลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุน จึงได้คัดเลือกวัสดุที่มีคุณภาพและความสะอาดทุกขั้นตอน เริ่มจากการทำความสะอาดด้วยน้ำ แล้วจึงนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ตัดส่วนที่ไม่ต้องการหรือคัดเลือกสิ่งที่ไม่ต้องการออกก่อนที่จะนำวัสดุที่ชิ้นใหญ่หั่นให้เป็นชิ้นเล็กก่อนนำไปชั่งให้ได้อัตราส่วนที่ต้องการตามประเภทของน้ำพริก เช่น

น้ำพริกแกงเผ็ดมาก…ประกอบไปด้วย พริกเล็ก 1.5 กิโลกรัม ข่า 3.5 กิโลกรัม ตะไคร้ 1 กิโลกรัม กระชาย 1.2 กิโลกรัม หัวหอม 700 กรัม กระเทียม 2.5 กิโลกรัม ผิวมะกรูด 600 กรัม และกะปิ 1.5 กิโลกรัม

ถ้าเป็นน้ำพริกแกงส้ม…ประกอบไปด้วย กระชาย 3 กิโลกรัม หัวหอมแดง 3 กิโลกรัม พริกใหญ่ 1 กิโลกรัม พริกเล็ก 1 กิโลกรัม และกะปิ 2.5 กิโลกรัม เพื่อนำเข้าเครื่องบดให้ละเอียด จึงบรรจุถุงเก็บไว้ในตู้เย็นรอการจำหน่าย

แต่ถ้าเป็นน้ำพริกเผา จะต้องนำวัสดุต่างๆ คั่วให้สุก นำไปบดให้ละเอียดก่อนบรรจุลงถุง พร้อมจำหน่ายจะได้น้ำพริกสูตรต่างๆ ที่หอมรสชาติเข้มข้น เพราะจะใช้ส่วนผสมที่เต็มสูตร ไม่ปลอมปน เนื่องจากวัสดุส่วนใหญ่ได้มาจากสมาชิกราคากันเอง และปลอดภัยไม่ใส่สารกันบูด ซึ่งถ้าเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าไม่เก็บไว้ในตู้เย็นจะมีอายุการเก็บรักษาไม่เกิน 7 วัน เนื่องจากไม่ใช้สารกันบูด ดังนั้น การขนย้ายก่อนถึงผู้บริโภค หลังนำออกจากตู้เย็นจะถ่ายลงกล่องที่ใส่น้ำแข็งรองพื้นเพื่อรักษาคุณภาพของน้ำพริกก่อนถึงร้านค้าหรือผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ

โดยราคาจำหน่ายดังนี้ พริกเผาแมงดา (แมลงดา) ราคากิโลกรัมละ 200 บาท พริกเผาตาแดง ราคากิโลกรัมละ 160 บาท พริกปลาร้าป่า ราคากิโลกรัมละ 100 บาท พริกเผาปลาย่าง กิโลกรัมละ 200 บาท และพริกแกงส้ม ราคากิโลกรัมละ 80 บาท