ทำไมสาหร่ายไกถึงได้รับความนิยม ในสมัยปู่ย่าตายายร่ำลือกันว่า

เมื่อรับประทานสาหร่ายไก แล้วผมจะดกดำ ชะลอความแก่อายุยืนยาว ความจำดีเลิศ ซึ่งให้สอดคล้องกับการทำงานวิจัยของ ดร.ยุวดี พีรพรพิศาล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในการทำงานวิจัย ปี 2547 พบว่าสาหร่ายไกมีคุณค่าทางอาหารมากกว่าสาหร่ายทะเลทั่วๆ ไปหลายเท่าตัว มีโปรตีนสูงเท่าๆ กับเนื้อปลาและเนื้อไก่, มีเบต้าแคโรทีน และสารต้านการเกิดอนุมูลอิสระ, มีวิตามิน บี 1 และ บี 2 มากกว่าผัก, มีวิตามินบี 12 ซึ่งช่วยส่งเสริมความจำและช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง, มีธาตุเหล็กและแคลเซียมช่วยบำรุงสมอง กระดูก และฟันให้แข็งแรง, มีเส้นใยกากอาหารสูงป้องกันอาการท้องผูก

ดร.ยุวดี บอกและการันตีว่า จงภูมิใจว่าสาหร่ายไกในบ้านเรามีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าสาหร่ายทั่วๆ ไปกว่าเท่าตัว งานวิจัยนี้จึงส่งผลให้ผู้บริโภคนิยมหันมารับประทานสาหร่ายไกเพื่อสุขภาพกันเป็นจำนวนมากข้อมูลจำเพาะ

ไก หรือ สาหร่ายน้ำจืด ที่ว่านี้ เป็นพืชที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ สังเคราะห์แสงสร้างอาหารได้เองเจริญเติบโตอยู่ใต้ท้องน้ำ ขึ้นกระจายตั้งแต่ต้นแม่น้ำน่านไปจนถึงปลายลำน้ำน่าน แต่จะพบมากที่สุดคือที่บ้านหนองบัว ท่าวังผา เนื่องจากกระแสน้ำบริเวณนี้เป็นต้นน้ำมีความใสสะอาดเย็นและบริสุทธิ์ จึงทำให้สาหร่ายไก่เจริญเติบโตได้ดี ถ้าพื้นที่ลำน้ำช่วงบริเวณใดเกิดน้ำขุ่นฝุ่นละอองหรือไม่สะอาด โดยเฉพาะช่วงปลายน้ำ สาหร่ายไกก็จะเหี่ยวเฉาตายไม่มีการเจริญเติบโตได้อีก ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เคยได้นำสาหร่ายไกไปทำการเพาะเลี้ยงแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ มาจนถึงปัจจุบัน

นายกรัฐมนตรีเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ตั้งเป้าภายในปี 2565 มูลค่าผลิตภัณฑ์โคขุนของสหกรณ์จะเพิ่มสูงถึง 500 ล้านบาท ต่อปี

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรีได้เดินทางลงพื้นที่เพื่อตรวจราชการจังหวัดยโสธร และมุกดาหาร เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เพื่อพบปะประชาชนและเยี่ยมชมโครงการส่งเสริมอาชีพของเกษตรกรของทั้งสองจังหวัด โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยี่ยมชมการดำเนินโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและการแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง อำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และเปิดป้ายอาคารโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุน ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโคเนื้อ

โคขุนคุณภาพ ซึ่งได้รับงบประมาณจำนวน 27.85 ล้านบาท สำหรับก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ และตัดแต่งซากสัตว์ ห้องเย็น เก็บรักษาเพื่อบ่มเนื้อ เพื่อยกระดับคุณภาพการผลิตเนื้อคุณภาพเข้าสู่มาตรฐาน GMP โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นายชยันต์ ศิริมาศ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายธงชัย วังวงษ์ ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด และคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่และสมาชิกสหกรณ์ ร่วมให้การต้อนรับ

สหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2528 เนื่องจากเกษตรกรประสบปัญหาเรื่องการประกอบอาชีพ จึงรวมตัวกันจัดตั้งสหกรณ์เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาด้านเงินทุน โดยการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรที่ยึดอาชีพทำนาปลูกข้าว ทำไร่และสวนยางพารา ต่อมาในปี 2543 สหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกหันมาเลี้ยงโคขุนคุณภาพเพื่อเพิ่มรายได้ โดยแบ่งกลุ่มตามห่วงโซ่การผลิต ได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงแม่พันธุ์ กลุ่มผลิตลูกโค กลุ่มผู้เลี้ยงโคขุนและด้านการตลาด

ซึ่งแต่เดิมโคขุนจะส่งไปชำแหละที่สหกรณ์การเลี้ยง ปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด จังหวัดสกลนคร ต่อมาเกษตรกรได้หันมาเลี้ยงโคขุนมากขึ้น สหกรณ์จึงสร้างโรงชำแหละของสหกรณ์เอง เมื่อปี 2549 ปัจจุบันมีสมาชิกเลี้ยงโคขุนจำนวน 1,030 ราย จำนวนโคที่ขึ้นทะเบียนขุน 4,200 ตัว ซึ่งนับว่า จำนวนการเลี้ยงโคขุนของสหกรณ์มีปริมาณสูงเป็นลำดับต้นๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และยังมีการเชื่อมโยงธุรกิจกับสหกรณ์ที่เป็นเครือข่ายผู้เลี้ยงโคขุนอีก 25 แห่งใน 15 จังหวัด จำนวนผู้เลี้ยงโคขุน 2,450 ราย จำนวนโค 14,000 ตัว

สหกรณ์ได้ขยายธุรกิจการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนและมีโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนที่ได้มาตรฐานสากล สามารถส่งเนื้อโคขุนจำหน่ายให้กับตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศปีละ 3,000 ตัว และได้ตั้งเป้าหมายภายในปี 2565 สหกรณ์จะขยายธุรกิจ เพิ่มปริมาณการแปรรูปโคขุนเป็น 5,000 ตัว ต่อปี พร้อมทั้งส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคขุน พันธุ์ชาโรเล่ส์ลูกผสม พันธุ์แองกัสและวากิว ลูกผสม และส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคสีดำเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ดีและมีไขมันแทรกอยู่ในระดับที่พอเหมาะ

ซึ่งจากการประเมินรายได้เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุน 10 ตัว จะมีรายได้ประมาณ 8 แสนบาท ต่อปี แต่หากมีการพัฒนาต่อยอดการส่งเสริมตลาดโคขุนภายใน 4 ปีข้างหน้า เกษตรกรที่เลี้ยงโคขุน 10 ตัวจะมีรายได้ประมาณ 1.2 ล้านบาท ต่อปี ส่วนเกษตรกรที่เลี้ยงแม่โค 5 ตัว เพื่อผลิตลูกโคขุนจำหน่าย จากเดิมมีรายได้ 142,000 บาท ต่อปี ก็จะมีรายได้ขึ้นเป็น 165,000 บาท ต่อปี ภายในปี 2565 ซึ่งจังหวัดมุกดาหารมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนที่มีคุณภาพให้กว้างขวางยิ่งขึ้น และส่งเสริมเกษตรกรให้พัฒนาระบบการเลี้ยงที่ได้มาตรฐาน ในขณะที่โรงงานแปรรูปโคขุนของสหกรณ์จะช่วยสร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์โคขุนให้เพิ่มสูงขึ้น โดยจังหวัดมุกดาหารจะยกระดับธุรกิจการเลี้ยงโคขุนและการแปรรูปผลิตภัณฑ์โคขุนของสหกรณ์ให้เพิ่มสูงขึ้นจาก 300 ล้านบาทเป็น 500 ล้านบาท ต่อปี

สหกรณ์จะบริหารจัดการเครือข่ายการผลิตและการตลาดโคขุน ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ช่วงต้นน้ำสหกรณ์จะดูตั้งแต่สายพันธุ์ มีทั้งโคบราห์มัน แองกัส วากิว และพันธุ์พื้นเมือง ซึ่งการเลือกสายพันธุ์โคขุนให้ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงโคขุนในปัจจุบัน และระดับกลางน้ำสหกรณ์จะรับซื้อโคขุนตามคุณภาพเนื้อที่ผลิตได้ และจะทำข้อตกลงซื้อขายโคขุนกับสมาชิกล่วงหน้า เหมือนเป็นการประกันราคาให้กับเกษตรกรว่ามีตลาดรับซื้อแน่นอน ส่วนปลายน้ำสหกรณ์มีโรงชำแหละ

โรงตกแต่งโคขุน เพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ อาทิ เนื้อสเต๊ก เนื้อบด เนื้อกระจก ไส้กรอก เนื้อแดดเดียว เนื้อทุบ และลูกชิ้น ซึ่งเนื้อสเต๊กของสหกรณ์จะมีระดับเกรดไขมันให้เลือกได้ตามความชอบ ราคาขึ้นอยู่กับคุณภาพของเนื้อและการแทรกไขมันในเนื้อ ซึ่งผู้บริโภคสามารถนำไปเป็นวัตถุดิบเพื่อปรุงเป็นอาหารพื้นเมืองและอาหารนานาชาติได้อย่างดี และเชื่อมั่นว่าในอนาคตสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด จะพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนให้หลากหลายมากขึ้น จนเป็นที่รู้จักและเป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่นิยมบริโภคเนื้อสเต๊กชั้นดี ซึ่งช่องทางการจำหน่ายโคขุนของสหกรณ์ปัจจุบัน สหกรณ์ได้เปิดร้านจำหน่ายโคขุนและร้านสเต๊กบริเวณด้านหน้าสำนักงานของสหกรณ์ และส่งผลิตภัณฑ์โคขุนกระจายไปตามเครือข่ายสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆ ร้านอาหาร ร้านค้า โรงแรมในจังหวัดมุกดาหารและจังหวัดใกล้เคียง

ในอนาคตสหกรณ์มีแผนจะโปรโมตผลิตภัณฑ์โคขุนของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ซึ่งเป็นโคขุนที่มีคุณภาพ ผ่านโรงงานแปรรูปที่ได้มาตรฐานสากล ทั้งมาตรฐาน HACCP GMP และฮาลาล โดยวางแผนจะไปจัดแสดงสินค้าในสถานที่ต่างๆ และจัดกิจกรรมนำเสนอเมนูอาหารจากวัตถุดิบโคขุน พร้อมทั้งเปิดช่องทางการจำหน่ายผ่านสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดีย และตั้งเป้าว่าจะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อขยายช่องทางตลาดส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศด้วย หากสนใจจะลองชิมเนื้อโคขุนของสหกรณ์การเกษตรหนองสูงจำกัด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ฝ่ายการตลาดของสหกรณ์ หมายเลขโทรศัพท์ 083-6246823, 081-8725136

ปัจจุบัน การส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนแก่เกษตรกรบางส่วนยังประสบปัญหาเรื่องเงินทุนอยู่บ้าง ซึ่งระยะแรกต้องมีการลงทุนสูง ดังนั้น จึงต้องเร่งส่งเสริมระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อให้สหกรณ์มีบทบาทเข้ามาดูแลและช่วยเหลือเกษตรกรที่สนใจจะหันมายึดอาชีพการเลี้ยงโคขุน ซึ่งที่ผ่านมาสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมปศุสัตว์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาให้คำแนะนำและสนับสนุนในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาธุรกิจโคขุนของสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งการดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรหนองสูง จำกัด ถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีให้ความชื่นชม และเห็นว่าการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุนในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เป็นอาชีพที่มั่นคงและช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร และจังหวัดมุกดาหารกำลังได้รับการยกระดับให้เป็นแหล่งผลิตโคขุนคุณภาพดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจในการดำเนินโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาสินค้าสหกรณ์สะท้อน อัตลักษณ์ชุมชน ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการคิด การออกแบบ และการผลิตสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้โดดเด่น

มีอัตลักษณ์สอดคล้องกับวิถีชุมชนสหกรณ์ให้เป็นที่น่าจดจำ สะท้อนความเป็นศูนย์กลางศึกษาดูงานของชุมชน รวมทั้งให้คำปรึกษา เสนอแนะแนวทางการออกแบบและพัฒนาสินค้าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้มีคุณภาพ สามารถเพิ่มมูลค่าทั้งทางสังคมและทางเศรษฐกิจ ตลอดจนร่วมกันส่งเสริม พัฒนาความรู้และงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ตามภารกิจหลักของทั้งสองหน่วยงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพัฒนาประเทศต่อไป โดยมีสมาชิกของสหกรณ์เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวจำนวน 120 คน ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยี วว. เทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานี

ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า เป้าหมายที่สำคัญของ วว. คือการดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา วิเคราะห์ ทดสอบ สอบเทียบ การถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งเชิงพาณิชย์และเชิงสังคม รวมถึงความร่วมมือทางวิชาการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมนวัตกรรม และขีดความสามารถในการแข่งขัน ไปใช้ในการสนับสนุน ส่งเสริมและร่วมดำเนินการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเชิงบูรณาการ ตลอดจนมีการพัฒนาเครือข่ายในการพัฒนางาน วทน. อย่างเป็นระบบ เพื่อการแก้ไขปัญหาของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพโดยใช้ วทน. เป็นพื้นฐานสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของกรมส่งเสริมสหกรณ์คือ สหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรเข้มแข็ง เป็นศูนย์กลางและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของชุมชนอย่างยั่งยืนและพันธกิจคือ ส่งเสริมและพัฒนาสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกร ด้วยการบริหารจัดการและเทคโนโลยีสมัยใหม่

ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) นำโดย ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ นำคณะผู้บริหาร นักวิจัย รวมถึงภาคเอกชนไทย ร่วมหารือกับหน่วยงานวิจัยและบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น เพื่อความร่วมมืองานวิจัยขั้นสูงต่อไป

ดร.วรรณี ฉินศิริกุล ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เปิดเผยว่า ในระหว่างงานประชุมวิชาการและนิทรรศการ nano tech 2019 ที่ประเทศญี่ปุ่น ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) เดินหน้าสานต่อความร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยของประเทศญี่ปุ่น ได้แก่ ศูนย์นวัตกรรมเวชศาสตร์นาโน (iCONM) และมหาวิทยาลัยโตเกียว และบริษัทเอกชนชั้นนำ ได้แก่ บริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

โดยนาโนเทคร่วมกับ iCONM และมหาวิทยาลัยโตเกียว จัดประชุมความร่วมมือด้านเวชศาสตร์นาโนแบบแม่นยำ (Precision Nanomedicine) ครั้งที่ 1 โดยมีผู้บริหาร และนักวิจัยนาโนเทคเข้าร่วมประชุมร่วมกับผู้บริหารและนักวิจัยญี่ปุ่น เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนานำไปสู่การสร้างนวัตกรรมด้าน Smart Health Society ที่เน้นการรักษาโรคมะเร็ง (Cancer Therapy) รวมถึงร่วมกันนำเสนอผลงานวิจัยและความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาของทั้งสองประเทศ ในด้านการพัฒนายารวมไปถึงการศึกษากลไกของยาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง

เพื่อพัฒนาระบบนำส่งยาแบบมุ่งเป้า (Drug Delivery System) โดยใช้อนุภาคนาโนในการกักเก็บ ซึ่งระบบนำส่งดังกล่าวจะช่วยรักษาโรคมะเร็งในเซลล์เป้าหมายอย่างแม่นยำ ช่วยให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และลดผลข้างเคียงที่จะเกิดกับผู้ป่วยได้ ตลอดจนเป็นเวทีหารือแลกเปลี่ยนบุคลากรวิจัยร่วมกันระหว่างสถาบัน ซึ่งเป็นการพัฒนาความร่วมมืออย่างต่อเนื่องด้านสุขภาพและการแพทย์ของสองประเทศ สืบเนื่องจากปีที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และคณะผู้บริหารนาโนเทค ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการวิจัยและพัฒนาของ iCONM เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างนาโนเทค ประเทศไทย กับ iCONM และมหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในด้าน Precision Nanomedicine ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากกับวงการวิจัยด้านการแพทย์ของประเทศไทยในอนาคต

นอกจากนี้ นาโนเทคยังนำคณะผู้บริหาร นักวิจัย และภาคเอกชนไทย ร่วมหารือความร่วมมืองานวิจัยด้านเทคโนโลยีพอลิเมอร์และยางขั้นสูง กับบริษัท บริดจสโตน คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือในด้านการวิจัยและพัฒนาร่วมกันในการพัฒนาวัสดุใหม่ที่สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยกรอบความร่วมมือจะมุ่งเน้นการพัฒนาวัสดุและสารเคลือบระดับนาโน อาทิ งานวิจัยด้าน nanocoating ที่เพิ่มสมบัติพิเศษและประสิทธิภาพให้กับผลิตภัณฑ์

“ปัจจุบันนาโนเทค ได้มีการพัฒนาสารเคลือบระดับนาโนเพื่อใช้งานกับเซลล์แสงอาทิตย์และแผงพลังงานรวมแสงอาทิตย์ รวมถึงนำไปประยุกต์ใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในภาคอุตสาหกรรมที่หลากหลาย งานวิจัยด้าน Soft Robotics เพื่อพัฒนาวัสดุพอลิเมอร์และยางขั้นสูง ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำหรับหุ่นยนต์ที่สามารถยืดหยุ่นได้ และวัสดุทดแทนอวัยวะเทียม โดยวางแผนที่จะนำงานดังกล่าวไปใช้ในสถานพยาบาลสำหรับคนชรา และงานวิจัยการปรับโครงสร้างคาร์บอนกัมมันต์ให้มีประสิทธิภาพและคุณสมบัติตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่ายางในประเทศไทยรวมไปถึงการนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อรักษาสิ่งเเวดล้อมอีกด้วย” ผู้อำนวยการศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. กล่าวปิดท้าย

เอสซีจี ร่วมกับ ชุมชนบ่อทอง หน่วยงานภาครัฐ-เอกชน จังหวัดปราจีนบุรี พัฒนาพื้นที่เสื่อมโทรมกว่า 16 ไร่ สู่แปลงทุ่งดอกทานตะวัน ด้วยสารปรับปรุงดินจากวัสดุเหลือใช้ และน้ำที่ผ่านการบำบัดจากกระบวนการผลิตของเอสซีจี ยกระดับเป็นแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชนแห่งใหม่ของจังหวัด พร้อมเปิดให้นักท่องเที่ยวร่วมงาน “เที่ยวงานวิถีชุมชน ชมพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำ น้อมนำสักการะพระแก้วนิลกาฬ ทานตะวันบาน @ บ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ครั้งที่ 2” ตั้งแต่วันนี้ – 11 กุมภาพันธ์ 62 โดยมี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น และเอสซีจี ร่วมเปิดแหล่งท่องเที่ยว เมื่อเร็วๆ นี้

นายประกอบ พิกุลกานตเลิศ ผู้อำนวยการโรงงาน บริษัท ไทยเคนเปเปอร์ จำกัด (มหาชน) โรงงานปราจีนบุรี ในธุรกิจแพ็กเกจจิ้ง เอสซีจี กล่าวว่า “เอสซีจีให้ความสำคัญและดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) หรือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าสูงสุดมาปรับใช้ภายในองค์กร ตลอดจนร่วมมือกับชุมชนบริเวณรอบโรงงาน แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม จนนำไปสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน

โดยได้ร่วมกับชุมชน ตำบลบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตั้งแต่ปี 2560 พัฒนาพื้นที่เพาะปลูกดอกทานตะวัน บนพื้นที่ว่างเปล่ากว่า 16 ไร่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากเขตอุตสาหกรรมบ่อทอง และเอสซีจี ได้สนับสนุนสารปรับปรุงดินซึ่งเป็นวัสดุธรรมชาติที่เหลือใช้จากกระบวนการบำบัดน้ำ จำนวน 725 ตัน และน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกว่า 64,000 ลูกบาศก์เมตร มาใช้ในการเพาะปลูกดอกทานตะวัน เพื่อช่วยลดการใช้น้ำจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติในการใช้ทรัพยากรใหม่ให้น้อยที่สุด ใช้สิ่งที่มีอยู่ให้นานที่สุด หรือนำกลับมาใช้ซ้ำ ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) รวมถึงสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ และร่วมวางแผนการปลูกแบบแบ่งแปลงที่เหมาะสม เพื่อให้ได้แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม มีดอกทานตะวันที่พร้อมบานต้อนรับนักท่องเที่ยว

การจัดกิจกรรมเมื่อปี 2561 ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างดี มีจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วประเทศกว่า 12,600 คน สร้างรายได้เพิ่มให้กับชุมชนที่เข้าร่วมออกร้านค้าสูงถึง 232,000 บาทในช่วงระยะเวลาที่จัดกิจกรรม รวมถึงยังมีการแลกเปลี่ยนความรู้และความเข้าใจในการนำวัสดุเหลือใช้มาสร้างมูลค่าเพิ่มอีกด้วย คาดว่าในปีนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดีมากยิ่งขึ้น จากการสนับสนุนของทุกภาคส่วนที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดปราจีนบุรี”

ผู้ที่สนใจการท่องเที่ยวเชิงวิถีชุมชน สามารถร่วมงาน “เที่ยวงานวิถีชุมชน ชมพิพิธภัณฑ์เหมืองแร่ทองคำ น้อมนำสักการะพระแก้วนิลกาฬ ทานตะวันบาน @ บ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ครั้งที่ 2” ได้ตั้งแต่วันนี้ – 11 กุมภาพันธ์ 62 โดยภายในงานจัดให้มีการแสดงพื้นบ้านที่เป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ตลอดทุกวัน การสักการะพระแก้วนิลกาฬ พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำตำบลบ่อทอง กิจกรรมเดินวิ่งและปั่นจักรยานส่งเสริมสุขภาพชมวิถีชิวิตของชุมชน

สั่งสำรวจเจ้าสัวตั้งบริษัททำนา-ให้เช่าที่ทำเกษตร หวั่นกระทบแผนปรับโครงสร้างเกษตรฉุดราคาร่วง-ชาวนา แห่ปลูกข้าวเกินแผนแล้ว 1 ล้านไร่
สั่งสำรวจเจ้าสัวตั้งบริษัททำนา – นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯ เตรียมสำรวจพื้นที่ทำการเกษตรใหม่อีกครั้ง หลังภาษีที่ดินฉบับใหม่บังคับใช้ ทำให้เจ้าของที่ดิน เจ้าสัว ต่างจัดตั้งบริษัททำการเกษตรให้พื้นที่เพื่อเช่า จะไม่เข้าเกณฑ์เสียภาษีที่ดิน ที่ไม่ทำประโยชน์ กระทรวงเกษตรฯ สำรวจพื้นที่ทำการเกษตรครั้งนี้ เพราะกังวลว่าจะกระทบกับแผนการปฏิรูปภาคผลิตด้านการเกษตร ที่ขณะนี้รัฐบาลกำลังเดินหน้าตามนโยบายการตลาดนำการผลิต เพราะกังวลว่า หากมีการทำการเกษตรเพิ่มขึ้น ผลกระทบจะเกิดกับราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อการปฏิรูปการผลิตภาคเกษตร

“ปีก่อนหน้า เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ ลงสำรวจพื้นที่ทำการเกษตร ซึ่งเป็นการดำเนินการทุกปี และเมื่อมีเรื่องของภาษีที่ดิน กระทรวงเกษตรฯ ก็กังวลว่าเจ้าสัว หรือผู้ถือครองที่ดินจะเลี่ยงภาษี ที่จะต้องเสียหากทิ้งที่ดินว่างเปล่าเช่นที่เคยทำมา หันมาทำการเกษตร ปลูกกล้วย ปลูกอ้อย ปลูกแบบทิ้งขว้าง ไม่หวังผลผลิต แต่หากมีการตั้งบริษัท เพื่อทำการเกษตร หรือให้เช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตร เจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่คงต้องสำรวจให้รอบคอบ เพื่อไม่ให้ผลผลิตที่ออกมากระทบราคาที่เกษตรกรจะขายได้ และสัดส่วนของพื้นที่ทำการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงไปจากแผนการปฏิรูปที่กระทรวงเกษตรฯ กำลังดำเนินการ”

แหล่งข่าวจากกระทรวงเกษตรฯ กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารของกระทรวงเกษตรฯ ที่มี นายกฤษฎา บุญราช รมว. เกษตรฯ เป็นประธาน พบว่าขณะนี้ได้ประเมินความเสี่ยงด้านการเกษตร ในเดือนก.พ. 2562 พบว่ามีพื้นที่ปลูกข้าวนาปีต่อเนื่องเพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มที่เกษตรกรจะมีการปลูกข้าวต่อเนื่อง ซึ่งไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของภาครัฐที่ไม่สนับสนุนให้ชาวนาปลูกข้าวต่อเนื่อง เพื่อควบคุมผลผลิตข้าวและส่งเสริมให้ปลูกพืชอื่นทดแทน เพื่อป้องกันข้าวล้นตลาดส่งผลให้ราคาตกต่ำ

โดยพื้นที่ปลูกข้าวนาปีมีพื้นที่ 1.87 ล้านไร่ อยู่ในเขตชลประทาน ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา และขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จ 1.86 ล้านไร่ ชาวนาเตรียมจะปลูกข้าวใหม่อีกรอบแล้ว ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง ขณะนี้มีการปลูกเกินแผนแล้ว จำนวน 1.03 ล้านไร่ แบ่งเป็นเขตชลประทาน 24 จังหวัด นอกเขตชลประทาน 4 จังหวัด

ดังนั้น ในที่ประชุม ได้เสนอให้ออกประกาศว่าชาวนาที่ปลูกข้าวหลัง 15 ก.พ. 2562 จะไม่ให้การช่วยเหลือหากเกิดความเสียหายขึ้น เพราะขณะนี้ มีการประกาศเขตภัยแล้งไปแล้ว 1 จังหวัด คือ จ.ร้อยเอ็ด มี 3 อำเภอ คือ อ.สุวรรณภูมิ อ.เกษตรพิสัย และ อ.สรวง เนื่องจากขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแล้ว ดังนั้นการทำการเกษตรหรือหากชาวนาดื้อที่จะปลูกข้าว อาจได้รับผลกระทบน้ำไม่เพียงพอ

เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ นางสาวศรัญจิต ลีลากิจไพศาล ฝ่ายประชาสัมพันธ์การตลาด บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป เปิดเผยว่า มูลนิธิโครงการหลวง ร่วมกับ กูร์เมต์ มาร์เก็ต และห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์นครราชสีมา จัดงาน “เทศกาลสินค้าโครงการหลวง มหัศจรรย์พืชพันธุ์ ดี อร่อย” พร้อมเสิร์ฟผลผลิต ดี อร่อย ด้วยผัก-ผลไม้สด และผลิตภัณฑ์แปรรูปคุณภาพดี จากโครงการหลวง พร้อมเมนูอาหารเหนือรสชาติต้นตำรับ ตั้งแต่ วันที่ 12-20 กุมภาพันธ์นี้ ที่ Grand Hall ชั้น 1 เดอะมอลล์ โคราช และ วันที่ 14-27 กุมภาพันธ์นี้ ที่ กูร์เมต์ มาร์เก็ต และ โฮม เฟรชมาร์ท ทุกสาขา

งาน “เทศกาลสินค้าโครงการหลวง มหัศจรรย์พืชพันธุ์ ดี อร่อย” จัดขึ้นอีกครั้ง ด้วยความตั้งใจในการนำเสนอผลิตผล–ผลิตภัณฑ์ และตอกย้ำความภาคภูมิใจในโครงการส่วนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมถึงความตั้งใจในการส่งมอบสุขภาพที่ดี ด้วยผัก-ผลไม้สด เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์คุณภาพดีที่สุดจากโครงการหลวง

ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยและยังอุดมไปด้วยคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพมากมาย โดยได้ยกขบวนผลิตผล-ผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่ดีที่สุดของฤดูกาลไว้มากมาย อาทิ สตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 มีลักษณะเด่นกว่าพันธุ์อื่นๆ ตรงที่ผลสุกมีกลิ่นหอม และ รสชาติหวานกว่า เนื้อผลแน่น สีแดงสด และรูปร่างของผลสวยงาม อีกทั้งยังเต็มไปด้วยวิตามินซี, สารต่อต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ซึ่งมีส่วนช่วยในการยับยั้งสารก่อมะเร็ง มีใยอาหารที่สูงมาก จึงช่วยลดไขมันที่จะไปอุดตันในเส้นเลือด และยังมีประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

เสาวรส ผลไม้รสจัดจ้านที่มีรสชาติ และกลิ่นหอมเฉพาะตัว ยังอุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหาร ซึ่งได้แก่ วิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ใยอาหารสูง ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ชะลอวัย ลดริ้วรอยแห่งวัยด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระที่คนรักสุขภาพยกให้เป็นที่หนึ่ง

เคบกูสเบอร์รี่ อีกหนึ่งผลไม้ไฮไลท์จากโครงการหลวงที่คนรักผลไม้เฝ้ารอที่จะได้ลิ้มลองรสชาติสอันเป็นเอกลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นผลไม้พลังงานต่ำไฟเบอร์สูงอุดมไปด้วยวิตามินเอ, ซี และธาตุเหล็ก เป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีของสารต้านอนุมูลอิสระ สามารถลดการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและหยุดการเจริญเติบโตของเซลล์เนื้องอก

องุ่นดำไร้เมล็ด Beauty Seedless สำหรับคนรักองุ่นช่วงนี้ นับเป็นช่วงที่องุ่นสายพันธุ์ Beauty Seedless มีผลผลิตคุณภาพดีที่สุด ภายในงานจึงได้คัดสรรองุ่นดำไร้เมล็ดที่ดีที่สุดของฤดูกาลจากโครงการหลวงมาพร้อมเสิร์ฟก่อนใคร โดยองุ่นสายพันธุ์นี้ขึ้นชื่อว่ามีรสหวาน หอม อร่อย ช่วยบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ และบำรุงกำลังอีกด้วย