ทีมนักวิจัยชุดนี้ได้ศึกษาพบว่า พื้นที่การเกษตรในปัจจุบันประสบ

ปัญหาเรื่องดินดานอย่างรุนแรง เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกส่วนใหญ่ถูกกดทับอย่างแน่นหนา ทำให้เกิดการรวมตัวกันแน่นด้วยอนุภาคดินขนาดเล็ก ก่อปัญหาการให้น้ำพืชไม่สามารถกระจายไปที่อื่นได้ ปัจจุบัน เกษตรกรพยายามแก้ปัญหาดินดาน ทำได้โดยการไถพรวนดินในชั้นที่ลึกลงไป เมื่อเวลาผ่านไปดินดานก็จะกลับมาใหม่อีกครั้ง ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายในการเพาะปลูกก็สูงมาก การไถดินโดย ripper จะทำให้น้ำซึมลงใต้ดินได้เร็วกว่าปกติ ทำให้ดินจะแห้งได้เร็วขึ้น พืชจะไม่สามารถใช้น้ำนี้ให้เกิดประโยชน์และผลผลิตลดลง

ทีมนักวิจัยจึงได้พัฒนา “ปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียม” ซึ่งมีคุณสมบัติเด่น คือมีแบคทีเรียที่ผลิตกรดอินทรีย์ เพื่อละลายโพแทสเซียมในดินเหนียว (CEC) ทำให้ธาตุโพแทสเซียมที่ถูกยึดไว้ด้วยพันธะที่มีประจุในดินกับธาตุโพแทสเซียมหลุดออกจากกัน โพแทสเซียมจะอยู่ในสภาพอิสระต่อการดูดใช้ของพืช โดยสามารถเพิ่มปุ๋ยโพแทสเซียมในดินได้ถึง 23.7% เมื่อเทียบกับดินที่ไม่ได้ใช้ปุ๋ยนี้ ลดต้นทุนปุ๋ยได้ถึง 50% (476 บาท ต่อไร่) ประสิทธิภาพในการดูดซับโพแทสเซียมในพืชเพิ่มขึ้น 12% ทำให้ดินมีความร่วนซุยเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นการส่งเสริมผลผลิตพืชเพิ่มขึ้น

ผลงานวิจัยเรื่อง “ปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียม” ถือว่า คุ้มค่าที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดเชิงพาณิชย์ เพราะสามารถเพิ่มผลกำไร ช่วยเพิ่มผลผลิต ที่สำคัญช่วยเกษตรกรลดต้นทุนได้อย่างดี แก้ปัญหาดินดานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเปรียบเทียบต้นทุน ประสิทธิภาพกับของเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดกับนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นมา

ดินดานจะมีสมบัติในการดูดโพแทสเซียมไว้ (K) ดังนั้น พืชจะไม่สามารถใช้โพแทสเซียมสำหรับการเจริญเติบโตได้ดังนั้น ผลผลิตจึงลดลง เมื่อนำปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียมมาใช้แก้ไขปัญหาตัวแบคทีเรียที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยละลายโพแทสเซียมจากดินและช่วยให้ดินร่วนซุยขึ้น ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ ได้แก่ แบคทีเรีย Bacillus kochii SBCYB2, B. megaterium NBRC 15308, B.airabhattai สายพันธุ์ P10, B. safensis สายพันธุ์ SHR3-1 และ B. megaterium สายพันธุ์ AVMB3 ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้สามารถปรับปรุงคุณภาพดินส่งเสริมผลผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

หากใครสนใจนวัตกรรมงานวิจัยทั้งสองชิ้นนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากผู้ประสานงาน คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิระ จิตสุภา เบอร์โทรศัพท์ : 081 300 2594 E-MAIL : jirajitsupa@gmail.com

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจำหน่าย น้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2560/2561 เป็น 2 ราคา ตามมติคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ในการประชุมเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2561 ซึ่งได้ดำเนินการตามประกาศคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เรื่อง การจัดทำประมาณการรายได้ การกำหนดและการชำระราคาอ้อยและค่าผลิตน้ำตาลทราย และอัตราส่วนของผลตอบแทนระหว่างชาวไร่อ้อยและโรงงาน พ.ศ. 2561 และตามพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ดังนี้

1. กำหนดราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2560/2561 ในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 2 3 4 6 7 และ 9 ในอัตรา 880 บาท/ตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 52.80 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ต่อเมตริกตัน และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิต ปี 2560/2561 เท่ากับ 377.14 บาท/ตันอ้อย

2. กาหนดราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2560/2561 ในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 5 ในอัตรา 830 บาท/ตันอ้อย ณ ระดับความหวานที่ 10 ซี.ซี.เอส. และกำหนดอัตราขึ้น/ลง ของราคาอ้อยเท่ากับ 49.80 บาท ต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. ต่อเมตริกตัน และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2560/2561 เท่ากับ 355.71 บาท/ตันอ้อย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พิจารณาแล้วให้ความเห็นชอบ เนื่องจากการกำหนด ราคาอ้อยขั้นต้นและผลตอบแทนการผลิตและจาหน่ายน้ำตาลทรายขั้นต้น ฤดูการผลิต ปี 2560/61 ได้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณที่กฎหมายกาหนดไว้ และกระทรวงอุตสาหกรรมได้เตรียมมาตรการดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการลอยตัวราคาน้ำตาลทราย ในภาวะที่ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกต่ำลงมากจนเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน ยังมีกองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย เป็นกลไกในการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรชาวไร่อ้อยตลอดจน มีการสำรองน้ำตาลทรายเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการบริโภคภายในประเทศแล้ว

พืชยืนต้นตระกูลปาล์ม อย่าง “มะพร้าว” นอกจากใช้ประกอบอาหาร ยังสามารถนำมาต่อยอดประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีกมากมาย ฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” จึงขอมาเรียนรู้ประโยชน์อันหลากหลายของมะพร้าว ณ บางมด ชุมชนที่ไม่ได้มีดีแค่ส้ม

บางมด เป็นที่รู้จักและโด่งดังมากในเรื่องของผลไม้อย่าง “ส้ม” ซึ่งน้อยคนนักจะรู้ว่าบางมดยังมีพืชอีกหนึ่งชนิดที่สร้างรายได้ให้ชุมชนแห่งนี้ นั่นก็คือมะพร้าว พิธีกรสุดป่วน “แดเนียล” ขออาสาสวมมาดเกษตรกรบุกสวนมะพร้าว ลุงปรีชา เกษตรกรที่ปลูกมะพร้าวน้ำหอม แล้วมาเรียนรู้การทำอาหารจากมะพร้าว อย่าง แกงเขียวหวานไก่ยอดมะพร้าวอ่อน ซึ่งฝรั่งสุดป่วนทำหน้าที่เป็นลูกมือที่ดี แอบลักจำสูตรเด็ดที่ทำให้รสชาติกลมกล่อม เสร็จของคาวต้องต่อด้วยของหวานอย่าง ขนมต้ม ที่มีมะพร้าวเป็นพระเอกของเมนูเลยก็ว่าได้ ขนมต้ม เคี่ยวผัดไส้มะพร้าว และห่อด้วยแป้งนำไปต้ม คลุกเคล้ากับเนื้อมะพร้าวขูด อร่อยเด็ด นุ่มลิ้น นอกจากทำอาหาร มะพร้าวยังมีประโยชน์ที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อีก ฝรั่งสุดป่วนจึงไปพบกับ คุณปู่จำนง ที่ชุมชนหลังสวนธนบุรีรมย์ เรียนการดัดแปลงมะพร้าวเป็น แจกัน, โคมไฟ ดีไซน์สวยงามไว้ตกแต่งบ้านเรือน

ติดตามชมการแปรรูปมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มมูลค่ามหาศาล ในรายการหลงรักยิ้ม กับฝรั่งยิ้มกว้าง “แดเนียล เฟรเซอร์” วันเสาร์ ที่ 23 มิถุนายน 2561 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) Facebook: https://www.facebook.com/longrukyim/

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า กรณีมีกระแสข่าวว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอให้เลื่อนใช้พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างออกไปอีก 1 ปี เรื่องนี้นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ในฐานะประธานกมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ที่ดินฯ ยืนยันว่ายังไม่มีการพูดกันถึงเรื่องการเลื่อนใช้พ.ร.บ.ออกไปเป็นปี 2563 ซึ่งทั้งหมดต้องรอความชัดเจนจากสนช. ก่อน และยืนยันว่าการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เป็นการจัดเก็บภาษีของท้องถิ่น ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ กับรายได้ส่วนกลางของรัฐบาล ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบกับฐานะของรัฐบาล แต่เป็นรายได้ของท้องถิ่น โดยกฎหมายฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของกระทรวงการคลัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผ่านความเห็นชอบของครม.ไปแล้ว

ส่วนกระแสข่าวว่ามีความพยายามของภาคเอกชนให้ยกเลิกการออกกฎหมายฉบับนี้ ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกันและขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันจับตาเรื่องนี้กันด้วย นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่า ในชั้นของกมธ. ยังไม่ได้มีการพิจารณา หรือพูดกันในเรื่องนี้แต่อย่างใด โดยทั้งหมดต้องรอการพิจารณาของกมธ.ให้ชัดเจน ซึ่งจะมีการพิจารณาอีกครั้งในวันที่ 22 มิ.ย.นี้

น.สพ.สรวิศ ธานีโต รักษาราชการอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีบริษัทกรุงเทพโปรดิ๊วส์ จำกัด ผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่นำเข้าข้าวบาร์เลย์จากประเทศออสเตรเลีย 120,000 ตัน ในปี 2561 ช่วงเดือน พ.ค. จำนวน 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 125,380 ตัน โดยนำเข้าทางท่าเรือแหลมฉบัง ผ่านการตรวจสอบจากด่านกักกันสัตว์ชลบุรี และด่านตรวจพืชแหลมฉบัง ก่อนศุลกากรจะนำสินค้าเข้าราชอาณาจักรนั้น จาการตรวจสอบผู้นำเข้ามีเอกสารหลักฐานการนำเข้าทั้ง 2 ครั้ง โดยระบุว่าใช้สำหรับทำอาหารสัตว์ (FEED BARLEY) อย่างชัดเจน ทั้งในเอกสารของกรมปศุสัตว์ และศุลกากร ซึ่งเป็นตามระเบียบทุกอย่าง

อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ได้ลงสุ่มตรวจสอบโรงงานอาหารสัตว์ที่นำข้าวบาร์เลย์พบว่ามีการนำไปใช้ในสูตรอาหารสัตว์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์ และยังไม่พบการกระทำผิด ส่วนการสุ่มเก็บตัวอย่างข้าวบาร์เลย์ที่นำเข้าส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการรวม 10 ตัวอย่างนั้น ไม่พบสารพิษจากเชื้อราทุกตัวอย่าง

“ปีนี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายรอบปีที่มีการนำเข้าปลายข้าวบาร์เลย์มาใช้ผลิตอาหารสัตว์ทดแทนข้าวโพดที่ขาดแคลนในช่วง 3 เดือนเท่า โดยราคานำเข้าข้าวบาร์เล่ย์อยู่ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ซึ่งเป็นราคาใกล้เคียงกับราคาข้าวโพดในปัจจุบัน”

สำหรับปี 2561 ประเทศไทยมีความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสัตว์ จำนวน 8.25 ล้านตัน โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จะเริ่มมีผลผลิตออกสู่ตลาดในเดือน มิ.ย. 2561 และจะออกกระจุกตัวมากในช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย.2561 ของทุกปี ประมาณ 3.37 ล้านตัน ทำให้ช่วงนี้เป็นช่วงขาดแคลน

ล่าสุดในวันที่ 14 มิ.ย.61 คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) จึงมีมติเห็นชอบกำหนดสัดส่วนให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 2 ส่วน เพื่อจะได้สิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (2 ต่อ 1) จากเดิมต้องซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน เพื่อจะได้สิทธินำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน (3 ต่อ 1) เฉพาะช่วงวันที่ 15 มิ.ย. – 15 ส.ค. 2561 เท่านั้น ก่อนจะกลับไปใช้สัดส่วนเดิม ซึ่งคาดว่าการกำหนดสัดส่วนใหม่นี้จะไม่กระทบต่อราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ

อคส.แจงผลการขาดทุนนั้นไม่ใช่เฉพาะตัวเลขขาดทุนแค่องค์กร แต่รวมหลายโครงการตั้งแต่ปี 43 ขององค์กรเพียง 172 ล้านบาท เป้าหมายอนาคตจะลดการขาดทุนเพิ่มผลกำไรจาก 3 โครงการโดยเฉพาะด้านตลาดต่างประเทศ

พันเอก (พิเศษ) ดร.ดิเรก ดีประเสริฐ รองประธานกรรมการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวถึงกระแสข่าวว่า อคส. ขาดทุนกว่า 9,000 บาทนั้น ไม่ได้เป็นไปอย่างที่กระแสออกมา โดยตัวเลขดังกล่าวนั้นเป็นตัวเลขขาดทุนสะสมรวมการดำเนินการของ อคส และตั้งแต่โครงการดูแลสินค้าเกษตรปี 2543 ข้าว มันสำปะหลัง เป็นต้น ไม่ใช่การขาดทุนเฉพาะองค์กร โดยการขาดทุนเฉพาะ อคส. เองนั้นประมาณ 172 ล้านบาท เท่านั้นและเป้าหมายในอนาคต อคส.มีเป้าหมายลดการขาดทุนเพิ่มรายได้ให้กับองค์กร เชื่อว่าการขาดทุนจะลดลงและกำไรจะเพิ่มขึ้น

เนื่องจาก อคส.มีเป้าหมายเพิ่มกำไรให้กับองค์กรผ่าน 3 โครงการ เช่น การเปิดตลาดต่างประเทศให้มากขึ้นลดการแข่งขันในประเทศเพิ่มโอกาสการแข่งขันในตลาดต่างประเทศให้มากขึ้น ด้านโลจิสติกส์และการขนส่งก็จะศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันระหว่างรัฐวิสาหกิจที่มีความชำนาญด้านนี้เพื่อลดภาระการจ้างภาคเอกชนในการดำเนินการ และ จะพัฒนาให้องค์การคลังสินค้าเป็นศูนย์กลางการสั่งซื้อสินค้าการเกษตรหรือสินค้าอุปโภคบริโภคในระบบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือที่เรียกว่า E-Commerce ซึ่งจะเป็นโครงการเป้าหมายมที่จะสร้างรายได้ให้กับองค์กรในอนาคต

อย่างไรก็ดี สำหรับข้อเท็จจริงว่า อคส. ขาดทุนนั้นยอมรับว่าประสบกับภาวการณ์ขาดทุนจริง แต่เป็นการขาดทุนที่เกินจากวิสัยทางธุรกิจที่ยังมีหลายปัจจัยที่องค์กร ต้องพัฒนาเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในสายธุรกิจอย่างเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถแบ่งส่วนการตลาดในสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคได้มากขึ้น ซึ่งอนาคตจะทำให้งบดุลด้านการเงินดีขึ้นตามลำดับ แต่อย่างไรก็ดีสาเหตุการขาดทุนที่เกิดขึ้นก็มาจากต้นทุนการขายและการบริการที่สูงขึ้น อคส.จึงต้องปรับตัวและสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดโดยยกเอาจุดแข็งของการเป็นรัฐวิสาหกิจเข้ามาเสริมและสร้างโอกาสทางการค้าต่อไป

พันเอก (พิเศษ) ดร.ดิเรก กล่าวอีกว่า ผู้บริหารของอคส.ได้จับมือกับบริษัทไปรณีย์ไทย จำกัด และบริษสยามเอ้าท์เลต จำกัด นำคณะผู้บริหาร ไปเยี่ยมชมคลังสินค้าราษฎร์บูรณะ ขององค์การคลังสินค้า ก่อนที่จะลงนามบันทึกความเข้าใน (MOU) เพื่อพัฒนาพื้นที่คลังสินค้าดังกล่าวเป็นเขตอุตสาหกรรมพาณิชย์อีเลคทรอนิกส์ “อีคอมเมิร์ซ ปาร์ค ”( E-Commerce Park ) เพื่อรองรับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และเป็นศูนย์กลางกระจายสินค้าด้านอีคอมเมิร์ซ และโลจีสติกส์ภายในเขตภูมิภาคของไทย

รวมทั้งเป็นศูนย์รวมเพื่อให้บริการอย่างครบวงจร และเป็นจุดนัดพบของเจ้าของธุรกิจขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และพันธมิตทางธุรกิจ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะทำให้เป็นช่องทางการสร้างรายได้ที่มากขึ้นและเป็นการลดต้นทุนด้านการจัดการได้มากขึ้น

วันนี้ (19 มิ.ย.2561) ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า จากกรณีผลผลิตสับปะรดราคาตกต่ำอย่างหนักในช่วงนี้ ที่วัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญพบว่า อาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติชาวเชียงรายผู้สร้างศิลปะวัดร่องขุ่น ได้ตั้งจุดแจกสับปะรดฟรีให้กับนักท่องเที่ยวที่เยือนบริเวณหน้าหอศิลป์ฯ ภายในวัด โดยมีการนำสับปะรดไปกองรองรับเอาไว้ วันละประมาณ 1,000-2,500 กิโลกรัม และจัดเจ้าหน้าที่ปอกเปลือกใส่จานไว้ รวมทั้งใส่ถุงพลาสติกกรณีนักท่องเที่ยวต้องการนำกลับไปทานอีกด้วย

ขณะเดียวกันอาจารย์เฉลิมชัยได้ออกมาเดินประชาสัมพันธ์ ประกาศให้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้าไปรับประทานสับปะรดภายในเต๊นท์บริการด้วยตัวเองด้วย ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน บางส่วนเป็นชาวตะวันตกและคนไทย เมื่อรับทราบว่าทางวัดมีการแจกให้ชิมสับปะรดฟรี หรือสามารถนำกลับบ้านได้ต่างมีอาการตื่นเต้น และเข้าไปชิมสับปะรดที่หวานฉ่ำดังกล่าวกันอย่างคึกคัก โดยทางวัดให้บริการฟรีทุกอย่างโดยไม่คิดมูลค่า รวมทั้งมีให้บริการทั้งสับปะรดพันธุ์ภูแล พันธุ์นางแล และพันธุ์ปัตตาเวีย

อาจารย์เฉลิมชัย กล่าวว่า การที่ทางวัดได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น เพราะเห็นว่าในปัจจุบันราคาผลผลิตสับปะรดตกต่ำอย่างหนัก โดยขายกันได้เพียงกิโลกรัมละ 2 บาท หรือขายไม่ได้เลย จึงไปรับซื้อสับปะรดมาจากทางองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ป่าหุ่ง อ.พาน จ.เชียงราย มาแจกเช่นนี้จนหมด ตั้งใจว่าดำเนินการเช่นนี้ไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และขอโทษทางร้านค้าที่จำหน่ายผลไม้ใกล้วัดว่าช่วงนี้อาจจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ก็ถือว่าได้ช่วยเหลือเกษตรกรด้วยกันต่อไป

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันแขวงทางหลวงเชียงรายที่ 1 อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ได้เป็นประธานประชุมสภากาแฟประจำเดือน มิ.ย. 2561 โดยมี นายนิคม เทพบุตร ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงเชียงราย ที่ 1 นำหัวหน้าส่วนราชการ ภาครัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมครบครัน ซึ่งทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ก็ได้แจ้งเชิญชวนให้ทุกหน่วยงานได้ช่วยกันสนับสนุนผลผลิตด้วยการหาซื้อ ประสานงานให้มีการซื้อขายและส่งออก ส่วนภาคเอกชนต่างๆ ก็ช่วยกันหาซื้อเพื่อระบายผลผลิตของเกษตรกรให้ได้มากที่สุด

ขณะที่ทาง อบต. ป่าหุ่ง อ.พาน ได้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 200,000 บาท รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรกิโลกรัมละ 2 บาท และนำมาขายในราคาขาดทุน กิโลกรัมละ 1 บาท เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ด้านวัดห้วยปลากั้ง ต.ริมกก อ.เมืองเชียงราย ก็รับซื้อจากเกษตรกร ต.บ้านดู่ ต.นางแล ต.ท่าสุด ฯลฯ แล้วนำมาวางแจกฟรีตามจุดต่างๆ ในเขต อ.เมืองเชียงราย อยู่เป็นประจำด้วย

10 โรค ที่คนไทยต้องระวัง โรคเหล่านี้มีสาเหตุมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป ประเทศไทยเราได้องค์ความรู้ก่อเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการลองผิดลองถูกจากหนึ่งคนหนึ่งความคิดจนกลายเป็นความชำนิชำนาญ ภาษาราชการเรียกว่า “ปราชญ์”

ปราชญ์ต่างๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น ปราชญ์เกษตร ปราชญ์ชาวบ้าน ซึ่งมีหลากหลายภูมิปัญญาองค์ความรู้อยู่ในภูมิลำเนา ทั่วท้องถิ่นไทย บุคคลเหล่านี้หากได้รับการต่อยอดสนับสนุนจากภาครัฐหรือภาคเอกชน ประเทศไทยเราคงจะเจริญก้าวหน้าไปมากกว่าที่เป็นอยู่…

หนึ่งตัวอย่างจากผู้หญิงตัวเล็กๆ ครูพิมลพรรณ พรหมทอง เธอไม่ใช่ “ปราชญ์” แต่เป็น “ครูวิทยาศาสตร์” ที่นำสิ่งเล็กๆ จากมูลไส้เดือนมาศึกษาทดลองวิเคราะห์วิจัยในเชิงวิทยาศาสตร์ใช้เวลามานานแรมปี คิดค้นจนตกผลึกเป็นที่แน่ชัดว่า ได้ผลจริงกับการทดลอง จึงส่งผลงานเข้าประกวดในโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษาระดับประเทศในหัวข้อ ชื่อเรื่องว่า “การทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนเพื่อเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง” ในนามสถาบันวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร

ในที่สุดผลงานวิทยาศาสตร์ของครูพิมลพรรณ ก็ผ่านด่านระดับเขต ระดับภาค จนทะลุเข้าถึงรอบชิงระดับประเทศ ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าสิ่งเล็กๆ จะเข้าตากรรมการต่างเทคะแนนให้มาเป็นอันดับหนึ่งชนะเลิศในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษาระดับประเทศ ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ประจำปีพุทธศักราช 2558 ภายใต้ชื่อโครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่อง “การทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนเพื่อเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง” เกียรติประวัติครั้งนี้จึงได้รับพระกรุณาเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา

โดยความสำเร็จครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร โดยมีคณะครูที่ปรึกษา และนักเรียนที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้จนชนะใจกรรมการ ซึ่งประกอบด้วย น.ส.รุจิเรข คงอินทร์ น.ส.ศศิธร ปานศิลา และ น.ส.รัชนีกร แซ่อึ้ง

และเกียรติประวัติครั้งนี้คงจะลืมไม่ได้กับผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครูที่ปรึกษาอย่างครูพิมลพรรณ ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า มูลไส้เดือนดินหรือปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินโดยคุณสมบัติจะมีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์แก่พืชอยู่เป็นจำนวนมาก มีฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตของพืช (growth hormones) มีแร่ธาตุอาหาร อินทรียวัตถุต่างๆ สามารถนำมาทำเป็นปุ๋ยที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ เนื่องจากมีปริมาณธาตุอาหารหลักของพืชที่มากกว่าปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยอินทรีย์ทั่วๆ ไป

อีกทั้งปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินยังพบกรดฮิวมิก ซึ่งช่วยปรับปรุงคุณภาพของดินและช่วยส่งเสริมการดูดใช้ธาตุอาหารของพืชโดยการเพิ่มความสามารถในการซึมผ่านของเซลล์รากพืช และยังช่วยกระตุ้นให้รากพืชสร้างขนรากเพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

ส่วนพืชที่ครูพิมลพรรณ เลือกมาทำการทดลองกับน้ำหมักมูลไส้เดือนคือ ต้นดาวเรือง หรือดอกดาวเรือง ไม้ประดับ หรือไม้ตัดดอก ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกในประเทศไทย และเป็นดอกไม้ประจำพระองค์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 และที่สำคัญเกษตรกรก็นิยมปลูกกันโดยทั่วไป

โดยการทดลองครั้งนี้ ครูพิมลพรรณใช้ดาวเรืองพันธุ์ซอฟเวอเรน (Sovereign) ทั้งสีเหลือง สีส้ม และสีทอง ทำการทดลอง ควบคู่กับการทดลองแปรสภาพมูลไส้เดือนดินมาทำน้ำหมักชีวภาพ โดยศึกษาปริมาณมูลไส้เดือนดินที่แตกต่างกัน และศึกษาผลของการเติมและไม่เติมออกซิเจน จากนั้นนำน้ำหมักชีวภาพที่ได้มาทำเป็นปุ๋ยเพื่อช่วยเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง

ส่วนกระบวนการทดลองมีขั้นตอนดังต่อไปนี้

การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน
คัดเลือกไส้เดือนดินสายพันธุ์ Eudrilus eugeniae จากมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร โดยนำตัวที่มีขนาดใหญ่มาเลี้ยงในบ่อดินที่เตรียมไว้ในวิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร

การทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดิน
นำมูลไส้เดือนที่ได้จากบ่อเลี้ยงมาทำน้ำหมักชีวภาพ โดยใช้ปริมาณมูลไส้เดือนดินในปริมาณที่แตกต่างกัน 3 อัตราส่วน ได้แก่ 500, 800 และ 1,100 กรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร และกากน้ำตาล 0.5 แก้วน้ำ โดยนำมาผสมปรับสภาวะการหมักแบบเติมออกซิเจน และไม่เติมออกซิเจน

การเพาะต้นดาวเรือง
นำน้ำหมักที่หมักชีวภาพในแต่ละสูตรมาแช่เมล็ดพันธุ์ดาวเรืองตราสะพาน เป็นเวลา 1 คืน จากนั้นนำเมล็ดพันธุ์ดาวเรืองมาลงปลูกในถาดเพาะ ระหว่างนี้ให้เตรียมน้ำหมักชีวภาพทุกสูตร (ขั้นตอนที่ 2) ปริมาตร 50 กรัม ผสมกับน้ำ 5 ลิตร นำมารดเมล็ดพันธุ์ในถาดเพาะทุกๆ 5 วัน

เมื่อเมล็ดดาวเรืองงอกโต จนลำต้นแข็งแรง มีใบเลี้ยง 1 คู่ 4 ใบ ให้นำต้นดาวเรือง ออกจากถาดเพาะ ย้ายลงไปปลูกในถุงดำ (ถุงเพาะชำ) ที่เตรียมไว้ โดยให้ต้นดาวเรืองแต่ละถุงมาพักไว้ในที่ร่ม เป็นเวลา 3 วัน จากนั้นย้ายต้นดาวเรืองที่เพาะไว้ในถุงดำนำออกมาปลูกในแปลงทดลองที่เตรียมทำไว้ โดยใช้ซาแรนบังแดดเพื่อลดปริมาณแสงแดดเป็นเวลา 5 วัน จนต้นดาวเรืองแข็งแรงโดยสังเกตจากสีของลำต้นจะเป็นสีแดง จากนั้นให้ทำการรดด้วยน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดินที่ได้เตรียมไว้ทุกสูตรต่อเนื่องทุกๆ 5 วัน แล้วบันทึกผลการเจริญเติบโตของต้นดาวเรือง

สรุปผลการทดลองและการวิเคราะห์ในการใช้น้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนพบว่า เป็นการช่วยเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ในดินและส่งผลให้การศึกษาการเจริญเติบโตของต้นดาวเรืองที่รดด้วยน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดิน มีการเจริญเติบโตแตกต่างกันจากการรดด้วยน้ำธรรมดาๆ โดยพิจารณาความสูงของลำต้น จำนวนกิ่ง และจำนวนดอก ซึ่งเป็นไปตามสมมุติฐานที่ตั้งไว้

ในขณะที่การเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง ที่รดด้วยน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนดินสูตรที่ 6 ในอัตราส่วนปริมาณมูลไส้เดือนดิน 1,100 กรัม แบบไม่เติมออกซิเจน ส่งผลให้ดอกดาวเรืองมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่าทุกๆ ดอกดาวเรืองต้นอื่นๆ ในแปลงทดลอง ในระยะเวลาการทดลอง 75 วัน เท่ากัน

นี่คือคลังสมองหนึ่งบุคลากรแม่พิมพ์ของชาติอย่าง ครูพิมลพรรณ พรหมทอง ที่อยู่เบื้องหลังและทุ่มเทกับการศึกษาจนประสบผลสำเร็จ และถ่ายทอดไปสู่เด็กนักเรียนให้เข้าใจ เข้าถึงอย่างถ่องแท้ ก่อนจะบรรยายให้คณะกรรมการฟังได้อย่างลึกซึ้ง จนได้รับคะแนนเป็นผู้ชนะเลิศในการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์อาชีวศึกษาระดับประเทศ โล่พระราชทานฯ เรื่อง “การทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลไส้เดือนเพื่อเพิ่มขนาดของดอกดาวเรือง” ในครั้งนี้

จากผลการทดลองของครูวิทย์กับผู้หญิงตัวเล็กๆ ทุกวันนี้ได้ขยายผลลงสู่แปลงใหญ่ๆ ช่วยให้เกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองดอกไม้ประจำประองค์ ได้ลดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยที่มีราคาแพง รวมถึงลดการใช้สารเคมีให้กับเกษตรกรชาวกำแพงเพชร และยังต่อยอดการเรียนรู้ขยายผลการเรียนรู้การใช้น้ำหมักมูลไส้เดือนไปสู่จังหวัดอื่นๆ ในระยะต่อไป

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร เลขที่ 50 ถนนปิ่นดำริห์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทร. (055) 711–090 ต่อ 620 ครูพิมลพรรณ พรหมทอง http://www.kpt.ac.th (เวลาราชการ)

กูรูท่องเที่ยว จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร ควงสาวหัวใจสีเขียว โบว์ – เบญจศิริ วัฒนา ออกเดินทางท่องเที่ยวสไตล์ใหม่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด 7 Greens สัมผัสวิถีโลว์คาร์บอน (Low Carbon) ที่เกาะหมาก จังหวัดตราด

เกาะหมาก ต้นแบบแห่งวิถีโลว์คาร์บอน เข้าร่วมโครงการ 7 Greens ร่วมรณรงค์นักท่องเที่ยวปั่นจักรยานรอบเกาะหมาก แทนการใช้เครื่องยนต์ สัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติที่ถูกโอบล้อมด้วยต้นไม้อันเขียวขจี เรียนรู้วิธีการสอยมะพร้าวสดๆ จากต้น ซึ่งเป็นวิถีชีวิตเบื้องต้นของคนบนเกาะ ต่อด้วยการลิ้มลองของอร่อยบนเกาะหมากที่ครั้งนี้กูรูนักเดินทางอย่าง จ๊อบ และเพื่อนร่วมโคจรอย่างโบว์ ต้องลงมือทำด้วยตัวเอง ตั้งแต่การทำอาหารไปจนถึงหาวัตถุดิบด้วยตัวเอง ณ Thai Cookie School โรงเรียนสอนอาหารไทยบนเกาะหมากแห่งนี้ ซึ่งเมนูที่ทำก็ล้วนเป็นเมนูโลว์คาร์บอนทั้งสิ้น หลังจากอิ่มท้องก็ไปบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกันเก็บขยะรักษาความสะอาดให้เกาะหมากแห่งนี้ ปิดท้ายด้วยการลิ้มลองอาหารสไตล์ฟิวชั่นเก๋ๆ ที่ร้าน Table Tale กับสุดยอดเมนูเด็ด สลัดปูนิ่มซอสเสาวรส เมี่ยงปลาอินทรีซอสถั่ว หมึกผัดพริกเกลือ