ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกับ บริษัท ศรีราชา

ศึกษาวิจัยรวมทั้งพัฒนากระบวนการผลิต จนผลงานได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ได้จดสิทธิบัตรในนามมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับรางวัลโครงการวิทยาศาสตร์สู่ความเป็นเลิศ จากคณะกรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสารและคมนาคม วุฒิสภา ปี 2555

“เราสกัดแยกเลือดแต่ละส่วนมาทดสอบ ศึกษา และได้เปปไทด์มาพัฒนา ซึ่งนอกจากการผลิตเป็นอาหารเสริมแคปซูลเลือดจระเข้ ปัจจุบัน ยังพัฒนาเป็นเจลแต้มสิว สกินทรีตเมนต์ ครีมบำรุงผิวหน้า แม้กระทั่งยาหม่อง โดยสารประกอบของเลือดจระเข้ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ที่น่าสนใจคือ ในพลาสมามีคอลลาเจนสูงมากกว่าที่มีอยู่ในเลือดมนุษย์และสัตว์อื่นๆ อีกหลายชนิด”

‘ซีโร่ เวสต์’ เหตุผลเบื้องหลังการทำวิจัย
ดังที่กล่าวมาข้างต้น การทำวิจัยเลือดจระเข้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นไม่กี่ปี แต่ใช้เวลาในการวิจัยไปเรื่อยๆ ค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพ จากในห้องปฏิบัติการสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์

เมื่อผลจากการวิจัยออกสู่สาธารณะในช่วง 5-6 ปีก่อน เกิดคำถามมากมาย นับตั้งแต่ทำไมต้องเป็น “จระเข้” เรากำลังเบียดเบียนสิ่งมีชีวิตอื่นใช่หรือไม่ ไปจนกระทั่งคุณค่าทางยาที่ว่าเป็นแค่ผลวิจัยในห้องปฏิบัติการเท่านั้นหรือเปล่า อย.ที่รับรองก็แค่รับรองในกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ไม่ได้รับรองผลในการรักษาโรค

ผศ.ดร.นิศาชล แจ้งพรมมา นักวิจัยในทีมเดียวกันจาก ศปพ. อธิบายว่า เนื่องจากในตำรายาสมุนไพรโบราณมีการใช้เลือดจระเข้เป็นหนึ่งในเครื่องยารักษาโรคมานานแล้ว และแพทย์แผนจีนได้นำมาใช้ในคนอยู่แล้ว จึงสามารถขึ้นทะเบียน อย.ภายใต้การสนับสนุนจากผลงานวิจัยของเราได้เลย พร้อมกับยืนยันถึงความปลอดภัยในการใช้โดยไม่มีผลข้างเคียงและผ่านการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเป็นการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาจากความเชื่อทางการแพทย์แผนจีน

แล้วเล่าถึงจุดตั้งต้นของการทำวิจัยเลือดจระเข้ว่า มาจากการที่ฟาร์มจระเข้เชือดจระเข้แล้วทิ้งเลือดลงน้ำ ทำให้น้ำเน่าเสีย จึงถูกร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง รศ.ดร.สมปอง ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องโปรตีนและเปปไทด์ จึงคิดว่าจะทำอย่างไรกับตรงนี้ ประจวบกับเป็นยุค “ซีโร่ เวสต์” (Zero Waste) ลดของเสียให้เหลือศูนย์เลยได้ไอเดีย

ทั้งนี้โดยตั้งข้อสังเกตว่า จระเข้นั้น ถ้าเป็นจระเข้น้ำเค็มยังมีเกลือช่วยในการรักษาแผล แต่กับจระเข้น้ำจืด เมื่อมีแผลแล้วหายเร็ว และจะพบว่าจระเข้ไม่ค่อยตายด้วยการติดเชื้อ ส่วนใหญ่จะตายด้วยอายุขัย แก่ตาย ฟันร่วงกินอาหารไม่ได้ มองว่าน่าจะมีอะไรในจระเข้ อย่างน้อยถ้าเป็นมนุษย์เราระบบภูมิต้านทานจะอยู่ในเลือด จึงคิดว่าไหนๆ ก็จะทิ้งเลือดอยู่แล้วลองเอามาศึกษาดู เราเลยศึกษาทุกส่วน

ทางด้าน ดร.วิศรุต เสริมข้อมูลว่า ในต่างประเทศก็มีกลุ่มวิจัยอยู่ที่ออสเตรเลีย แต่เป็นจระเข้น้ำเค็ม ซึ่งมีฤทธิ์ทางชีวภาพเหมือนกัน แต่การนำมาใช้ประโยชน์เรายังพึ่งพาจระเข้สายพันธุ์ไทยเป็นหลัก เพราะจระเข้น้ำเค็มค่อนข้างดุ ฟาร์มเลี้ยงจระเข้จึงมีค่อนข้างน้อย ส่วนใหญ่จะเลี้ยงจระเข้น้ำจืด

“ประเทศไทยเรา อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงจระเข้มีความสำคัญมาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นที่การใช้เนื้อและหนัง ส่วนเลือดเป็นบายโปรดักส์ที่เราทิ้งไปมาก เราน่าจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ ซีโร่ เวสต์จึงคือเหตุผลที่เราต้องใช้เลือดจระเข้มาวิจัยอย่างเข้มข้น”

กับสัตว์ในตระกูลเดียวกับจระเข้ เช่น ตะกวด ดร.วิศรุต เชื่อว่าน่าจะไม่ต่างกัน เพียงแต่อยู่ในบัญชีรายชื่อของสัตว์ป่าคุ้มครอง ทำให้ไม่สามารถเจาะเลือดมาทำวิจัยได้ ขณะที่จระเข้ ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือไซเตส อนุญาตให้เพาะเลี้ยงได้อย่างถูกกฎหมาย

เพราะจระเข้เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เรามุ่งจะใช้ทุกส่วนให้เกิดประโยชน์ที่สุด แก้วมังกร ถิ่นกำเนิดของแก้วมังกรมาจากป่าแอฟริกา เป็นไม้เลื้อยในตระกูลกระบองเพชรเลื้อย

ลักษณะของผลแก้วมังกร
-ผลรูปไข่หรือค่อนข้างกลม เมื่อผ่าผลแก้วมังกรจะเห็นเปลือกสีชมพูสด หนาราวๆ 2 มิลลิเมตร ถัดจากเปลือกเข้าไปเป็นเนื้อสีขาว สีเมล็ดคล้ายเมล็ดแมงลักฝังตัวอยู่ในเนื้อเป็นจำนวนมาก แก้วมังกรมีรสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย นำไปประกอบอาหารอื่นๆ ได้ เช่น น้ำกะทิแก้วมังกร น้ำผลไม้ แยม สลัด

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการรับขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรของประเทศไทย โดยในปี 2561 มีเป้าหมายการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทั้งหมด จำนวน 5,700,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ แต่ปัจจุบันมีเกษตรกรมาขึ้นหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ส.ค. 2561) จำนวน 4,758,382 ครัวเรือน คิดเป็น 83.48% จากเป้าหมายการขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั้งหมด ซึ่งยังมีเกษตรกรอีกประมาณ 1 ล้านครัวเรือน ที่ยังไม่มีการมาแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกร ทำให้กรมส่งเสริมการเกษตรต้องเร่งรัดการขึ้นทะเบียนเกษตรกรดังกล่าวนี้

ทั้งนี้ ปี 2561 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้เร่งรัดติดตามงานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรไปยังสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อประชาสัมพันธ์ไปยังเกษตรกรเป้าหมายเหล่านี้ให้มาแจ้งปรับปรุงข้อมูลทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรโดยเร็ว โดยแจ้งหลังปลูกพืชแล้ว 15-60 วัน และให้ทันกับกรอบระยะเวลาการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ในปี 2561 ในกรณีที่เกษตรกรไม่มาปรับปรุงทะเบียนนานเกิน 3 ปี (นับถัดจากวันที่ 23 มิ.ย. 2560) จะถูกตัดบัญชีทะเบียนเกษตรกรทิ้งทันที ทำให้หมดสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ

ตาม ครม. มีมติเมื่อ วันที่ 24 ก.ค. 2561 เห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวปีการผลิต 2561/2562 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกและการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพ โดยการจ่ายค่าเก็บเกี่ยวและปรับปรุงคุณภาพข้าวให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ไร่ละ 1,500 บาท ตามพื้นที่ปลูกข้าวจริง ไม่เกินครัวเรือนละ 12 ไร่ หรือคิดเป็นเงินไม่เกินครัวเรือนละ 18,000 บาท ขณะนี้มีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อรับสิทธิแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 20 ส.ค. 2561) จำนวน 2,928,706 ครัวเรือน และผ่านการตรวจสอบพื้นที่เพื่อรับเงินแล้ว จำนวน 354,209 ครัวเรือน โดยสิ้นสุดการรับขึ้นทะเบียนเพื่อรับสิทธินี้ วันที่ 31 ส.ค. 2561 ที่จะถึงนี้และส่งมอบบัญชีทะเบียนเกษตรกรทั้งหมดที่ผ่านการตรวจสอบแล้วให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินการต่อไป

สำหรับวิธีการแจ้งขึ้น/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทำได้หลายช่องทาง ได้แก่ 1. ให้เกษตรกรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ทำการเกษตร 2. แจ้งผ่านอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) 3. แจ้งผ่านสมุดทะเบียนเกษตรกรอิเล็กทรอนิกส์หรือแอปพลิเคชั่น DOAE Farmbook ซึ่งแอปพลิเคชั่นนี้จะทำให้เกษตรกรทราบข้อมูลของตนเองได้ตลอดเวลา และมีความสะดวกในการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ทำให้ไม่ต้องเดินทางไปยังสำนักงานเกษตรอำเภอ

ประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับจากการขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนั้น คือ 1. เป็นฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรในการพิจารณาช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยพิบัติ หรือมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ ของรัฐ 2. เป็นเอกสารยืนยันตัวตนความเป็นเกษตรกร และ 3. เกษตรกรได้รับสิทธิความช่วยเหลือในกรณีประสบภัยพิบัติ หรือตามมาตรการแก้ปัญหาและจ่ายเงินชดเชยเยียวยาจากภาครัฐ

หรือที่เรียกกันว่า คะน้าเม็กซิกัน เป็นพืชเมืองร้อน สูงได้ถึง 2 เมตร และพบครั้งแรกในประเทศเม็กซิโก นำใบ ยอดอ่อน ไปต้ม ผัด แกง ได้เหมือนใบคะน้า จึงเรียกว่า คะน้าเม็กซิโก เข้าไปค้นในอินเทอร์เน็ต บางทีก็เรียก ต้นนี้ว่า ผักชายา ซึ่งน่าจะมาจากชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Cnidoscolus chayamansa

ลักษณะเด่น ที่น่าสนใจคือ ปลูกง่าย โตไว แถมเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงปรี๊ดเลยทีเดียว การปลูก ปลูกได้เหมือนผักทั่วไป มีปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักรองก้นหลุม ดินร่วน ปลูกแล้ว ถ้าได้ปุ๋ยละลายช้า ก็จะงามมาก เป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดด และที่สำคัญปลูกครั้งเดียว เก็บกินได้ตลอด

ถ้าผู้บริโภคเกิดความวิตกกังวลจะมีสารพิษตกค้างอยู่ในพืชผักที่จะบริโภค ก็เอามาล้างน้ำตามคำแนะนำของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ก็จะปลอดภัยและกินพืชผัก ผลไม้ ด้วยความสบายใจ

วิธีที่ 1 ใช้ โซเดียมไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่น 20 ลิตร แช่ไว้นาน 15 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดปริมาณสารตกค้างได้ 80-95%

วิธีที่ 2 เด็ดผักเป็นใบล้างผ่านน้ำสะอาดไหลผ่านหลายๆ ครั้ง ช่วยลดปริมาณสารตกค้างได้ 54-63%

วิธีที่ 3 ใช้ ด่างทับทิม 20-30 เกล็ด ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ 10 นาที ล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารตกค้างได้ 35-43%

วิธีที่ 4 ใช้ น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารตกค้างไปได้ 29-38%

วิธีที่ 5 ใช้ เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่ 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด ลดสารตกค้างได้ 27-38%

กินผัก ผลไม้ ที่จำเป็นต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชแล้วจะทำให้ผู้บริโภคได้รับสารพิษตกค้างถึงกับเกิดโรคภัยไข้เจ็บ เป็นมะเร็ง หรือถึงกับตาย ตามที่หวาดกลัวกันนักหนา ต้องใช้วิจารณญาณในการศึกษาข้อมูล

ถ้าไม่แน่ใจหรือสงสัยประการใด ควรสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรแห่งชาติ (มกอช.) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สมาคมพิษวิทยาแห่งประเทศไทย และสำนักวิจัยและพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ซึ่งหน่วยงานดังกล่าวได้ทำการศึกษาวิจัย “สารเคมีกำจัดศัตรูพืชเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคจริงหรือ”

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลำปาง สามารถเพาะพันธุ์ “ปลารากกล้วยจินดา” ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ปลารากกล้วยจินดา จัดเป็นปลาพื้นถิ่นของประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันจัดอยู่สถานภาพสุ่มเสี่ยงใกล้สูญพันธุ์ พบได้น้อยมากในแหล่งน้ำธรรมชาติ เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ และคนไทยนิยมบริโภค โดยทำเมนูต่างๆ อาทิ ปลารากกล้วยทอด หรือปลารากกล้วยแดดเดียว

กรมประมง จึงสนับสนุนให้มีการศึกษาและทดลองเพาะพันธุ์ปลารากกล้วยจินดา โดยใช้เวลาเพียง 6 เดือน ก็สามารถศึกษาและเพาะพันธุ์ได้สำเร็จ โดยแนวทางการดำเนินการต่อไปจะนำไปปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อฟื้นฟูประชากรปลารากกล้วยจินดาในธรรมชาติให้เกิดสมดุลในระบบนิเวศต่อไป ที่สำคัญถือเป็นปลาที่เป็นตัวบ่งชี้ความสมบูรณ์ของสภาพแวดล้อมในแหล่งน้ำนั้นๆ ด้วย

“จะผลักดันให้เป็นปลาเศรษฐกิจประจำถิ่น เนื่องจากมีราคาสูง 300-400 บาท ต่อกิโลกรัม หรือไม่นั้น อนาคตเราต้องศึกษาถึงความคุ้มทุนก่อนว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงไร แต่การเพาะพันธุ์ครั้งนี้จะปล่อยคืนสู่ธรรมชาติประมาณเดือน ก.ย.”

เตือนมรสุมลูกใหม่! ฝนถล่มหลายจังหวัด 23-28 ส.ค. ระวังน้ำท่วมฉับพลัน
กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานสภาพอากาศว่า ระหว่าง วันที่ 22 – 28 ส.ค. 61 บริเวณประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร

ข้อควรระวัง ในช่วง วันที่ 23-28 ส.ค. 61 ขอให้ประชาชนบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมต่อเนื่อง ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย สำหรับชาวเรือบริเวณทะเลอันดามันควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วง วันที่ 23-28 ส.ค. 61 ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศเมียนมา ลาว และเวียดนามตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีกำลังปานกลาง อนึ่ง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเกาหลีและประเทศญี่ปุ่นตอนใต้ ขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย เนื่องจากมีพายุไต้ฝุ่น “ซูลิก” และ “ซีมารอน” จะเคลื่อนเข้าบริเวณดังกล่าว ในช่วง วันที่ 22-23 ส.ค. 61

ภาคเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม อุดรธานี กาฬสินธุ์ และมุกดาหาร อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

หลังจากที่วัดราษฎร์เจริญศรัทธาธรรม ต.กรอกสมบูรณ์ อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี ระบุว่า ที่วัดมีต้นอังกาบหนู
และมีญาติโยมมาขอใบไปต้มกินรักษาโรคมะเร็งตามข่าวที่จังหวัดสุโขทัย เมื่อ 3 วัน ที่ผ่านมา หลังจากมีคนมาขอใบอังกาบหนูไปกินแล้วบอกต่อ

ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่วัดราษฎร์เจริญศรัทธาธรรม พบว่า มีคนแห่กันมาขอใบอังกาบหนูจากทั่วสารทิศทั้งวันกระทั่งวันนี้มีคนเดินทางมาขอใบอังกาบหนูไปต้มกินรักษาโรคมะเร็ง ปรากฏว่าใบไม่เหลือแล้ว และได้ขอต้น-กิ่ง ไปปลูกที่บ้านกันอย่างคึกคัก จนไม่เหลือให้เห็นแล้ว จากเดิมที่วัดปลูกทิ้งไว้ราวครึ่งงานหรือ (50 ตารางวา) ข้างกำแพงวัด ซึ่งตั้งแต่ช่วงเช้าวันนี้มีคนเดินทางมาจากจังหวัดสระแก้ว ชลบุรี และกรุงเทพฯ ซึ่งทุกคนระบุรู้จากข่าวทางเฟซบุ๊กจึงเดินทางมาขอใบอังกาบหนูไปกินเพื่อรักษาโรคมะเร็ง

น.ส.สุกัญญา วานุสันต์ กล่าวว่า มาขอใบอังกาบหนูไปให้ญาติกิน แต่ก็ได้มาแค่เล็กน้อย เลยขอต้นไปปลูกที่บ้าน
นางวลัยรัตน์ พิมพระธรรม กล่าวว่า พอทราบข่าวก็มาขอไปกินไปปลูกบ้าง

นางสมฤดี อุ่มจิตย์ กล่าวว่า มาจากอรัญประเทศ ทางบ้านเป็นหลายคน ตอนแรกคิดว่าจะไปเอาที่สุโขทัยแต่ระยะทางไกลเกินไป แต่พอมีคนบอกว่า ปราจีนบุรี มี จึงรีบเดินทางมาขออังกาบหนูไปให้ญาติกิน

นางบุญยืน ราศรีแก้ว ,นางสุวิมล คงทน เดินทางมาจาก อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทั้งสองบอกว่าป่วยเป็นมะเร็งเต้านม
ทราบข่าวจึงรีบเดินทางมาขอ กลัวจะหมดก่อน สุดท้ายเกือบหมด ได้ไปคนละนิดหน่อย

พระครูประสุตศีลคุณ รองเจ้าคณะอำเภอศรีมหาโพธิ เจ้าอาวาสวัดราษฎร์เจริญศรัทธาธรรม กล่าวว่า ลูกศิษย์มาบอกว่ามีโยมมาขอใบอังกาบ ขอต้นไปปลูกแทบหมดแล้ว ซึ่งตอนแรกก็ยังไม่เชื่อ จึงเดินไปดูช่วง 1-2 วัน ที่ผ่านมา ติดกิจนิมนต์นอกพื้นที่ไม่ได้อยู่วัด วันนี้ดินมาดูเห็นคนมากันมากหน้าหลายตาเมื่อมาเห็นตกใจ ไม่คิดว่าจะมีญาติโยมมาขอใบขอต้นอังกาบหนูไปกินเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ภาพที่เห็นข้างกำแพงวัดที่มีต้นอังกาบหนูขึ้นเป็นแถวบัดนี้เหลือไม่กี่ต้นแล้ว ที่เหลือแต่ละต้นก็แทบจะเหลือแต่ตอแล้ว แต่ไม่เป็นไร หมดแล้วหมดไป แต่ก็ยังเหลือกิ่งชำไว้จำนวนหนึ่ง ทางวัดทำไว้เพื่อขยายพันธุ์ ไว้ทำยาสมุนไพรกินในหมู่พระสงฆ์ ไม่คิดว่าจะมีญาติโยมมาเอาไปเพื่อกินรักษาโรคมะเร็งตามความเชื่อ ที่วัดเองก็ปลูกไว้ไม่ได้คิดว่าจะเป็นยาจริงๆ จังๆ แต่ก็มีคนมาพูดมาบอกว่า เป็นยารักษาโรคได้ ทางวัดก็จะปลูกสมุนไพรตัวนี้ต่อไปเพื่อเป็นวิทยาทาน

ในพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด 149 ล้านไร่ ของไทย ทำเกษตรอินทรีย์ ประมาณ 3 แสนไร่ คิดเป็น ร้อยละ 0.17 ในขณะที่พื้นที่ส่วนใหญ่ 148.73 ล้านไร่ ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชในการผลิตสินค้าเกษตร คิดเป็น ร้อยละ 99.83

จากรายงานสถิติพื้นที่ปลูกพืชอินทรีย์ของ คุณวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ (THAI PAN) ในปี 2558 มีจำนวน 284,918 ไร่ ส่วนใหญ่ปลูกข้าว ประมาณ 170,000 ไร่ หรือ 60.6% และปลูกผักอินทรีย์เพียง 1.1% ส่วนพื้นที่ 148 ล้านไร่ ปลูกพืชแบบใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในเขตร้อนชื้น ปลูกพืชได้หลากหลายชนิดตลอดทั้งปี และมีศัตรูพืชมากกว่า 700 ชนิด รวมทั้ง โรค แมลง และวัชพืช จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไม ประเทศไทย จึงมีการนำเข้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมาใช้ในการทำการเกษตรจำนวนมากทุกปี ทั้งนี้ เพื่อป้องกันความเสียหายของผลผลิต ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

ทำไม ทั่วโลกต้องใช้สารเคมีจำกัดศัตรูพืช

มีรายงานว่า จำนวนศัตรูพืชทั่วโลกที่ทำความเสียหายต่อผลผลิตพืชมีจำนวนมากถึง 63,000 ชนิด ได้แก่ แมลงและไรศัตรูพืช 9,000 ชนิด โรคพืช 50,000 ชนิด และวัชพืช 8,000 ชนิด หากไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ผลไม้ ผัก ไม้ผล และธัญพืช ทั่วโลกจะได้รับความเสียหาย 78,54 และ 32% ตามลำดับ

แล้วทำไม เกษตรกรต้องใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช

จากรายงานของสมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย บอกว่า ในความเป็นจริงผู้บริโภคพืชผักและผลไม้ ส่วนใหญ่ต้องการผลิตผลที่มีลักษณะสวยงาม ไม่มีร่องรอยการถูกทำลาย เกษตรกรมีความประสงค์ที่จะจำหน่ายผลิตผลให้ได้ราคาสูง จึงจำเป็นต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช เพื่อเป็นหลักประกันว่าผลผลิตจะไม่เสียหาย และมีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด

ในขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นทุกปี แต่พื้นที่เพาะปลูกพืชลดลงเรื่อยๆ เกษตรกรจึงมีความจำเป็นต้องหาทางปกป้องผลผลิตของตนไม่ให้เสียหายจากศัตรูพืช โดยใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช มีการคาดการณ์ว่า หากประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ใช้สารกำจัดศัตรูพืช การส่งออกฝ้าย ข้าวสาลี ถั่วเหลือง จะลดลงถึง 27% และจะมีคนว่างงานถึง 132,000 คน โดยเฉพาะการผลิตผักและผลไม้ของสหรัฐอเมริกา ที่ต้องใช้สารเคมีกำจัดโรคจำนวนมากขึ้น หากจำกัดการใช้สารกำจัดโรค มูลค่าของแอปเปิ้ลในสหรัฐอเมริกาจะเสียหายมากกว่า 1,223 ล้านเหรียญ หรือมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท นี่คือ ตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช