ที่นี่ก็มีการกล่าวถึง ดัชนีการเก็บเกี่ยว เมื่อผลทุเรียนหลงลับแลแก่จัด

โดยการนับอายุตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่ ทุเรียนหลงลับแลจะมีอายุ 100-110 วัน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนผล ตำแหน่งบนต้น วิธีการตัดแต่ง อากาศ การดูแล ธาตุอาหาร ดิน ความชื้น เป็นตัวแปรของการนับวันบวกหรือลบจากตัวเลขที่กล่าว ดูที่ปากปลิง…พองโต เห็นรอยเด่นชัด

– ดูหนาม…จะออกสีน้ำตาลเข้ม

– บีบปลายหนามเข้าหากัน จะเหมือนมีสปริง

– ดูที่ก้านผล…จะแข็งเป็นสปริง

– ดูสีของผล มองจากด้านบน จะเห็นหนามสีคล้ำ แต่ผลจะมีสีนวลตัดกัน เห็นชัด

– ดูร่องพู…จะเป็นสีน้ำตาลปนเหลืองเด่นชัด

– เคาะเปลือก…จะได้ยินเสียงโพรกดังหลวมๆ ไม่ทึบ

– ชิมปลิง…ตัดขั้วจะเห็นน้ำใสๆ ซึมออกมา ชิมดูจะมีรสหวาน

– ดมกลิ่ม…จะมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาจากผล

แต่อย่างไรก็ตาม เกษตรกรจะต้องตัดทุเรียนหลงลับแลผลที่แก่จัดเท่านั้น ไม่มีผลอ่อน และต้องไม่บ่มด้วยเอทีฟอน เมื่อเก็บเกี่ยวผลทุเรียนหลงลับแลแล้ว ก็มีประเด็นที่น่าสนใจคือ สรีรวิทยาของผลทุเรียนหลงลับแล จะมีการเปลี่ยนแปลงหลังการเก็บเกี่ยว ได้แก่ การหายใจ การสร้างเอทิลีน คาร์โบไฮเดรต การอ่อนนุ่มของเนื้อ สีและกลิ่น ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวก่อนออกสู่ตลาด สิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงหลังการเก็บเกี่ยว…การหายใจของผลทุเรียน จะมีอัตราสูงมาก สูงกว่ามะม่วงหรือกล้วยทำให้สุกเร็ว จึงวางขายอยู่ในตลาดไม่ได้นาน เพราะมีการสร้างเอทิลีน ซึ่งเปลือกทุเรียนเป็นตัวสร้างเอทิลีนมากกว่าเนื้อ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีในการทำให้ผลทุเรียนสุกช้าลง

ผลทุเรียนที่อยู่บนต้นจะสะสมคาร์โบไฮเดรตหรือแป้งไว้ในปริมาณมาก แต่เมื่อสุกก็จะแปลงเป็นน้ำตาล จึงทำให้เนื้อทุเรียนอ่อนนุ่ม ซึ่งทุเรียนที่แก่จัดจะมีความหวานมากกว่าทุเรียนที่แก่ไม่จัดหรืออายุยังไม่ถึงกำหนดแป้งก็จะน้อย เมื่อสุกน้ำตาลก็จะน้อยไปด้วย ทุเรียนที่ตัดจากต้นจะต้องขนส่งจากสวนไปสู่ตลาด กว่าจะถึงมือผู้บริโภคต้องใช้เวลา โดยเฉพาะทุเรียนที่ส่งออกจะเกิดการคายน้ำที่ผิว ทำให้น้ำหนักของผลทุเรียนขาดหายไป โดยประมาณร้อยละ 20 ในเรื่องความสุกแก่ของทุเรียนมีการตรวจสอบได้ทั้งโดยภูมิปัญญาดังที่กล่าว

ปัจจุบัน ก็มีมาตรฐานสินค้าทุเรียนออกมาบังคับแล้ว ก็จะมีวิธีการตรวจสอบคุณภาพความสุกแก่ของเนื้อทุเรียน อาทิ การตรวจสอบน้ำหนักแห้งของเนื้อทุเรียน การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการตรวจสอบความสุกของเนื้อทุเรียน โดยมหาวิทยาลัยนเรศวรได้นำเทคนิคเนียร์อินฟราเรด มาใช้สำหรับการตรวจวัดคุณภาพผลิตผลแบบไม่ทำลายหรือสร้างความสูญเสียให้แก่ผลทุเรียน ทำให้เกิดความแม่นยำในการดูผลทุเรียนสุกแก่ ซึ่งเป็นวิธีการในการลดความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมการผลิตทุเรียน เป็นการตรวจวัดที่รวดเร็ว ประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่สร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม

เทคนิค Near Infrared Spectroscopy (NIRS) เป็นวิธีการประเมินคุณภาพผลผลิตทุเรียนที่มีความแม่นยำสามารถประเมินคุณภาพภายในหลายอย่างในผลิตผลพร้อมกันได้ในการตรวจวัดเพียงครั้งเดียว และเป็นเครื่องแบบพกพา จึงมีความเหมาะสมในการนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์ เพราะสามารถทำนายคุณภาพแบบไม่ทำลายด้วยการวัดสเปกตรัมที่เปลือกผลทุเรียน

ในการผลิตทุเรียนหลงลับแลเพื่อการส่งออก ต้องใช้เวลาและระยะทางในการขนส่ง จึงจำเป็นต้องใช้การเคลือบผิวเพื่อลดการสูญเสียน้ำหนัก ชะลอการสุกและการแตกของผล ทั้งต้องมีการเก็บรักษาเพื่อยืดอายุการวางขาย เพราะทุเรียนเป็นผลไม้เขตร้อน แต่ถ้าเจอกับสภาพอากาศหนาวจัดก็จะเกิดอาการสะท้านหนาวได้ง่าย ดังนั้น…การเก็บรักษาไว้ในห้องเก็บ จึงควรมีอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 13-15 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาไว้ได้นาน 7-15 วัน ก็จะแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายผลทุเรียนในระยะทางไกลๆ ได้

ภาคบ่ายของ วันที่ 29 คณะผู้จัดได้นำไปศึกษาดูแปลงปลูกทุเรียนหลงลับแล ของ คุณลุงสิทธิเดช หล่อวัฒนา ท่านอายุ 80 ปีแล้ว แต่สุขภาพแข็งแรงมากๆ คุณลุงสิทธิเดช เล่าให้ฟังว่า ตนเองมีความสงสัยว่าทุเรียนหลงลับแลมีราคาสูง ทำไม เกษตรกรจึงไม่ปลูกกัน ท่านเป็นนักอุตสาหกรรม ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรเลย อยากปลูก จึงลองผิดลองถูกมาก็หลายครั้ง เริ่มปลูกทุเรียนหลงลับแล เมื่อปี พ.ศ. 2552 เพื่อนๆ บอกว่า ปลูกไปทำไม 10 กว่าปี กว่าจะได้กิน แต่ไม่เชื่อ ลงมือปลูก เนื้อที่ 30 ไร่ จำนวน 500 ต้น (มีทุเรียนหลินลับแลร่วมแปลงปลูกด้วย) ลักษณะพื้นที่เป็นที่ลาดเนินเขาเตี้ยๆ สร้างระบบน้ำโดยมีถังขนาดใหญ่บนยอดเนินเขา วางระบบน้ำผ่านสปริงเกลอร์ทุกต้น อายุทุเรียนหลงลับแล 7 ปี เริ่มให้ผลผลิตบ้างแล้ว

แนวความคิดของ คุณลุงสิทธิเดช ต้องการผลิตทุเรียนหลงลับแล เน้นคุณภาพ ท่านต้องการสร้างชื่อเสียงการผลิตทุเรียนหลงลับแลคุณภาพของจังหวัดอุตรดิตถ์ เมื่อถึงเวลานั้นท่านจะเปิดสวนทุเรียนหลงลับแลให้เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ วางแผนไว้ว่า ถ้าผลผลิตทุเรียนหลงลับแล…ออกมาเป็นจำนวนมาก จะสร้างโรงเก็บผลทุเรียนมีห้องเย็นพร้อมและแปรรูปเนื้อทุเรียน

ผมได้นำเสนอบทความนี้มา ก็เพื่อจะส่งสารมายังท่านผู้อ่านว่า ทุเรียนหลงลับแล ได้รับการขึ้นทะเบียน GI แล้ว จึงเป็นทุเรียนที่ผลิตจากเกษตรกรอำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอท่าปลาเท่านั้น จึงจะใช้ชื่อว่า ทุเรียนหลงลับแล จากจังหวัดอุตรดิตถ์ที่แท้จริง เมื่อทุเรียนหลงลับแล มีชื่อเสียงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตออกสู่ตลาดจึงต้องเน้นคุณภาพ ไม่ทำให้ภาพลักษณ์ของทุเรียนหลงลับแลเสียหายโดยรวม โดยเฉพาะการผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งใช้เวลาและการขนส่งไกลๆ ต้องดำเนินการให้ได้มาตรฐานการส่งออก ตั้งแต่ การปลูก การดูแลต้นทุเรียน ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการออกดอกติดผล วิธีการเก็บเกี่ยว การดูแลหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการตรวจวัดคุณภาพผลทุเรียน

ท่านใดประสงค์จะได้รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อสอบถามกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พีระศักดิ์ ฉายประสาท คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยนเรศวร โทร. (055) 963-014 หรือ

กลุ่มมวลชนจิตอาสาอนุรักษ์วัวแดง เผยภาพของฝูงวัวแดง จากกล้องสังเกตการณ์ที่ติดตั้งไว้ในผืนป่าสลักพระ ยืนยันถึงผลสำเร็จของการขยายพันธ์ุวัวแดงคืนสู่ธรรมชาติ จากเดิมที่ไม่มีเหลืออยู่เลย ขณะนี้พบว่ามีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 ตัว แล้ว พร้อมเตรียมเดินหน้าปล่อยวัวแดงชุดใหม่เข้าสู่ป่าเพิ่มอีก 3 ตัว

โดยภาพวิดีโอจากกล้องสังเกตการณ์ที่ถูกนำไปติดตั้งไว้ในผืนป่าของเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าสลักพระ จ.กาญจนบุรี เผยให้เห็นภาพของฝูงวัวแดงทั้งตัวเล็กและใหญ่กว่า 9 ตัว ที่ใช้ชีวิตและออกหากินร่วมกับสัตว์ป่าชนิดอื่นในป่าได้อย่างกลมกลืน ถือเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนถึงความสำเร็จของโครงการขยายพันธ์ุวัวแดงปล่อยคืนสู่ผืนป่าธรรมชาติถวายพ่อหลวง ซึ่งกลุ่มมวลชนจิตอาสาอนุรักษ์วัวแดงและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ จ.กาญจนบุรี ได้ร่วมมือกันดำเนินการมา ตั้งแต่ ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน

ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีนั้น วัวแดง หรือที่มีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Bos javanicus เป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่ที่อยู่ในสภาพใกล้สูญพันธ์ุ โดยก่อนถึงปี 2557 ได้มีการสำรวจพันธ์ุวัวแดงที่อยู่ในผืนป่าธรรมชาติ และไม่พบว่ามีอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว กระทั่งในปี 2557 จึงได้มีการดำเนินโครงการขยายพันธ์ุวัวแดงปล่อยคืนสู่ผืนป่าธรรมชาติถวายพ่อหลวงขึ้นเป็นครั้งแรก และมีการคัดเลือกวัวแดงที่เพาะพันธ์ุอยู่ในศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ จำนวน 4 ตัว เป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 2 ตัว อายุระหว่าง 3-4 ปี ปล่อยเข้าสู่ผืนป่าสลักพระ เพื่อให้ใช้ชีวิตอยู่ในป่าร่วมกับสัตว์ชนิดอื่นได้อย่างปกติ

หลังการปล่อยวัวแดงชุดแรกผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ในปี 2559 ได้มีการปล่อยพันธ์ุวัวแดงอีก จำนวน 3 ตัว เป็นวัวตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว ซึ่งวัวแดงที่ปล่อยเข้าสู่ผืนป่าทั้งหมด ได้มีการฝังอุปกรณ์ติดตามเอาไว้ทุกตัว ปรากฏว่าเวลาผ่านไป วัวแดงที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้เข้าไปรวมกลุ่มกันและใช้ชีวิตอยู่ในป่าสลักพระได้อย่างดี อีกทั้งจากกล้องสังเกตการณ์ยังพบว่า มีลูกวัวแดงขนาดเล็กอยู่ในฝูงวัวแดงด้วย คาดว่าน่าจะเป็นลูกวัวแดงที่เกิดจากการผสมพันธ์ุกันเองตามธรรมชาติ เบื้องต้นพบว่า มีจำนวน 2 ตัว แต่จากการสำรวจรอยเท้าในจุดที่กล้องสามารถจับภาพไว้ได้ คาดว่าลูกวัวแดงอาจจะมีมากกว่า 2 ตัว ก็ได้

นายเสรี นาคบุญ หัวหน้าศูนย์ศึกษาธรรมชาติและสัตว์ป่าเขาน้ำพุ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้ากลุ่มมวลชนจิตอาสาอนุรักษ์วัวแดง กล่าวว่า จากผลสำเร็จของการดำเนินโครงการทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ทางกลุ่มจึงเตรียมที่จะคัดเลือกวัวแดงที่อยู่ในการเพาะเลี้ยงของทางศูนย์ จำนวน 3 ตัว เป็นตัวผู้ 2 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว เพื่อเตรียมปล่อยเข้าสู่ป่าเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3 ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2561 นี้ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 66 พรรษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร และเพื่อเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรวัวแดงในเขตรักษาพันธ์ุสัตว์ป่าสลักพระ ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องต่อไป

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2561 นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ให้กำลังใจเกษตรกรที่ประสบภัยน้ำท่วม ในพื้นที่ จ.นครพนม โดยเฉพาะ ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม พบมีน้ำท่วมในพื้นที่ทางการเกษตรราว 3 พันไร่

สำหรับการสำรวจความเสียหายเบื้องต้น พบว่า ในพื้นที่ 8 อำเภอ มีเกษตรกรได้รับผลกระทบ จำนวน 8,108 ราย จากเกษตรกรทั้งหมด 33,427 ราย ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นพื้นที่ประสบภัยที่คาดว่าจะเสียหาย 51,322 ไร่ คิดเป็น 10% จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งจังหวัด 486,041 ไร่ ซึ่งหลังจากน้ำลด ได้กำชับให้สำนักงานเกษตรจังหวัด และสำนักงานเกษตรอำเภอทุกแห่ง ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายโดยเร็วต่อไป

ซึ่งการที่พื้นที่การเกษตรได้รับความเสียหายเช่นนี้ เกิดหลังจากฝนตกอย่างหนักต่อเนื่องกัน ตั้งแต่ วันที่ 15 ก.ค. เป็นต้นมา ทั้งนี้ สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม ได้คาดการณ์ว่าจะมีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 20 กรกฎาคม 2561

สืบเนื่องจากทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่ทั้ง 13 ราย ได้รับการช่วยเหลือออกมาจากการติดอยู่ในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ต.โป่งผา อ.แม่สาย จ.เชียงราย และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยมีกำหนดจะแถลงข่าวเพื่อส่งตัวทั้งหมดกลับบ้าน ในเวลา 18.00 น. วันที่ 18 กรกฎาคม 2561 ในช่วงเวลาดำเนินรายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ตอน “ส่งทีมหมูป่ากลับบ้าน” ณ ห้องประชุมคชสาร องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงราย ภายในสนามกีฬากลาง จ.เชียงราย

ซึ่งเจ้าหน้าที่ขอให้สื่อมวลชนส่งคำถามให้รับทราบล่วงหน้าแล้ววานนี้ (17 ก.ค.) เพื่อให้นักจิตวิทยาคัดกรองตามความเหมาะสม เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบกับสภาพจิตใจเด็ก

ทั้งนี้ ผู้ฝึกสอน (โค้ช) และนักเตะทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่ทั้ง 13 ราย ประกอบด้วย 1. นายเอกพล จันทะวงษ์ อายุ 25 ปี โค้ชทีมฟุตบอล 2. ด.ช.อดุลย์ สามออน อายุ 14 ปี ชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านเวียงพาน อ.แม่สาย 3. ด.ช.ประจักษ์ สุธรรม อายุ 14 ปี ชั้น ม.2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ 4. ด.ช.ณัฐวุฒิ ทาคำทราย อายุ 14 ปี ม.2 โรงเรียนแม่สายประสิทธิศาสตร์ 5.ด.ช.พิพัฒน์ โพธิ อายุ 15 ปี โรงเรียนบ้านสันทราย 6.ด.ช.ภานุมาศ แสงดี อายุ 13 ปี โรงเรียนแม่สายประสิทธิศาสตร์ 7.ด.ช.ดวงเพชร พรมเทพ อายุ 13 ปี โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ 8. ด.ช.ชนินทร์ วิบูลย์รุ่งเรือง อายุ 11 ปี โรงเรียนอนุบาลแม่สาย 9. ด.ช.เอกรัตน์ วงค์สุขจันทร์ อายุ 14 ปี โรงเรียนดรุณราษฎร์วิทยา 10. นายพีรพัฒน์ สมเพียงใจ อายุ 16 ปี โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ 11. นายพรชัย คำหลวง อายุ 16 ปี โรงเรียนบ้านป่ายาง 12. ด.ช.สมพงษ์ ใจวงค์ อายุ 13 ปี โรงเรียนแม่สายประสิทธิ์ศาสตร์ และ 13. ด.ช. มงคล บุญเปี่ยม อายุ 13 ปี ชั้น ม.1 โรงเรียนบ้านป่าเหมือด

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการ “เดินหน้าประเทศไทย” ตอน “ส่งทีมหมูป่ากลับบ้าน” จัดแถลงข่าว ส่งตัว 13 ชีวิต ทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี่กลับบ้าน โดยมี นายสุทธิชัย หยุ่น ดำเนินรายการ บรรยากาศก่อนแถลงข่าวมีการเดาะบอลโชว์จากเยาวชน

ซึ่งบริเวณการแถลงข่าวมีการจัดเตรียมเป็นสนามบอลจำลองด้วย นพ.ไชยเวช ธนไพศาล ผอ.โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เล่ารายละเอียดวิดีโออำลาของเยาวชนทีมหมูป่าที่มีต่อคณะแพทย์และพยาบาล เมื่อคืน วันที่ 17 ก.ค. ว่า ภาพที่เห็นการเล่นฟุตบอลเมื่อตอนต้นรายการคงพิสูจน์ได้ว่า เด็กๆ สุขภาพดีขึ้นแค่ไหน

โดยตั้งแต่เช้า รพ. ตั้งแต่วันอาทิตย์-อังคาร ทีมแพทย์มีกิจกรรมเสริมสร้างกำลังใจให้กับเด็ก ที่ผ่านมาแม้เจอวิกฤต แต่ทุกคนไม่มีอาการท้อถอยเหมือนคนอื่น มีความแข็งแรง เข้มแข็งภายในจิตใจ

ส่วนในด้านจิตวิทยาก่อนออกจาก รพ. ได้จัดให้พบแพทย์พยาบาลที่ไว้ใจก่อนออกมาเผชิญสังคมภายนอก เพื่อถ่ายทอดความรักความห่วงใยและความรู้สึก เป็นการขอบคุณต่อหน้าครั้งแรก จะถือว่าเป็นประสบการณ์ของเด็ก ขอบคุณทุกคนที่ดูแลเด็กๆ ก่อนเดินหน้าสู่ครอบครัวที่รออยู่อีกฝั่ง ซึ่งเด็กควบคุมอารมณ์ได้ดี

พ.ท.นพ. ภาคย์ โลหารชุน หรือ หมอภาคย์ ผู้บังคับกองพันเสนารักษ์ที่ 3 กล่าวว่า ตอนอยู่ในถ้ำสังเกตว่า เวลาเด็กๆ ได้อาหารไป 3-4 มื้อ เขาเริ่มมีพลัง กำลังกายเริ่มกลับมา เริ่มฟื้นตัว สิ่งที่เขาพูดกันคือ เรื่องออกมานอกถ้ำ ออกมาหาอะไรอร่อยๆ กิน ไปเที่ยว

หลายคนสัญญากับผมและทีมซีลว่า จะหาอะไรแปลกๆ มาให้ เช่น ไส้อั่วงู อาหารพม่า นั่นคือความพร้อมของเขาตั้งแต่อยู่ในถ้ำ มั่นใจว่ากลับไปใช้ชีวิตได้ นอกจากนี้มีการพูดคุยเบื้องต้นว่า ปิดเทอมใหญ่เด็กๆ จะไปโคราช ไปที่กองพัน เราพร้อมดูแล

จากนั้นทีมหมูป่าและทีมซีลเริ่มแนะนำตัวทีละคน นายสุทธิชัย ถามว่า เมื่อทีมดำน้ำเจอกับทีมหมูป่าทั้ง 13 คน ขณะนั้นใครเป็นคนประกาศต่อนักดำน้ำว่า อยู่กัน 13 คน เห็นนักดำน้ำได้อย่างไร ทำไมถึงฟังเข้าใจและสามารถตอบได้ทันที

ด.ช. อดุลย์ สามออน กล่าวว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนเย็น นั่งอยู่บนโขดหินด้านบน ได้ยินเสียงคนพูด พี่เอกบอกให้เงียบ เพราะได้ยินเสียงคนคุยกัน ไม่แน่ใจว่าจริงหรือไม่ เราหยุดแล้วฟัง ปรากฏว่าจริง ผมตกใจ พี่เอกสั่งให้มิกซ์ลงไปก่อน เพราะมิกซ์จับไฟฉายไว้ พี่เอกบอกให้รีบลงไป นี่เสียงคน เดี๋ยวเขาผ่านไป แต่มิกซ์กลัว

ผมจึงแย่งไฟฉายแล้วลงไปทักทายเขา ตอนแรกคิดว่าเป็นคนไทย เห็นแล้วตกใจ เพราะเป็นคนอังกฤษ ไม่รู้จะพูดอะไร เป็นสิ่งมหัศจรรย์มากๆ ไม่รู้จะทวนคำถามอย่างไร คิดนานมาก ผมตกใจมาก เขาถามว่าสบายดีไหม ก็ตอบว่าโอเค ถามว่าให้ช่วยไหม เค้าบอกไม่ต้องให้ขึ้นไป ได้ยินชัดว่ามีกี่คนก็ตอบว่าใช่

นายสุทธิชัย ถามว่า เสียง “แปลหน่อยดิๆ” คือเสียงใคร นายเอกพล หรือโค้ชเอก รับว่าเป็นเสียงตน พร้อมกล่าวว่า ตัวเองไม่รู้ภาษาอังกฤษ บอกให้น้องแปลให้หน่อย น้องบิวแปลให้ฟัง น้องตี๋บอกแปลเร็วๆ หน่อย น้องบิวบอกฟังไม่ทันครับใจเย็นๆ

นายสุทธิชัย ถามต่อว่า แล้วหลังจากนั้นเป็นอย่างไร ด.ช. อดุลย์ ตอบว่า เขาให้ขึ้นไปด้านบนเนินสูง ไม่ต้องลงมา แล้วถามว่าอยู่กี่วัน เราตอบว่า 10 วัน สมองช้ามาก เพราะอยู่ตั้ง 10 วัน อังกฤษ คณิต ไม่มีเลย หิวอย่างเดียว ออกไปจะกิน

นายสุทธิชัย ถามว่า ได้ดูฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศหรือไม่ โค้ชเอก บอกว่า “ดูครับ ดูสด สนุกมากครับ” ด้านน้องมาร์ค กล่าวว่า ตนเชียร์ฝรั่งเศส ทีแรกไม่รู้สึกสนุก แต่พอเห็นนักกีฬาที่ชอบยิงเข้าก็ดีใจ ชอบอ็องตวน กรีซมาน เพราะเห็นเล่นเกมแล้วเขายิงเข้าได้หลายๆ ลูก

เมื่อถามว่า เข้าไปในถ้ำทำไม โค้ชเอก บอกว่า น้องบอกว่ามีทริปไปถ้ำกันไหม เพราะบางคนไม่เคยไป ตนจึงตอบว่า ถ้าอยากไปก็ไม่มีปัญหา เดี๋ยวจะพาไป จึงได้วางโปรแกรมไปซ้อมใกล้ๆ และลงเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการให้เจอกันวันเสาร์ จะมีการเตะฟุตบอลอุ่นเครื่อง 10 โมง เสร็จแล้วจะไปถ้ำหลวงฯ เพื่อศึกษาธรรมชาติเพราะหลายคนอยากเห็น แต่ส่วนตัวเคยเข้าไปลึกกว่าเนินนมสาวแล้ว

เมื่อตอนที่ไปครั้งแรกที่ 3 แยก มีน้ำขังเล็กน้อย ครั้งนี้ก็เช่นกัน เลยลองเข้าไปต่อโดยตนถามเด็กแล้วว่าจะไปกันไหม ถ้าไปมีเวลา 1 ชั่วโมง หลังจากนั้นต้องออก เนื่องจากต้องออกก่อน 5 โมง เพราะต้องส่งไตตั้นไปเรียนพิเศษ

“ยืนยันว่า ไม่ได้ไปฉลองวันเกิดใคร เพราะไนซ์บอกวันนี้วันเกิดต้องถึงบ้านก่อน 5 โมง พ่อแม่จัดงานวันเกิดรอที่บ้าน พร้อมถามว่า พี่ๆ จะไปด้วยไหม ปั่นจักรยานไปพร้อมกัน และเมื่อพอเข้าไปติด รู้ตัวตอนกลับออกมาว่า เลยเนินนมสาวไปแล้ว ไปถึงจุดที่ไม่รู้ว่าคืออะไร มารู้ภายหลังว่า เรียกว่าเมืองลับแลหรือเมืองบาดาล ทุกคนคุยกันว่าจะเข้าไปไหม แต่ต้องว่ายน้ำกันเข้าไป ซึ่งทุกคนยืนยันว่าไป โดยน้องตี๋อาสาว่าจะเช็กเองว่าลึกหรือไกลแค่ไหน” โค้ชเอก กล่าว

โค้ชเอก กล่าวต่อว่า ยืนยันว่าเด็กส่วนใหญ่ว่ายน้ำเป็น มีเพียงบางคนที่ว่ายน้ำไม่แข็ง ต้องขี่คอไป สำหรับข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ว่า เด็กว่ายน้ำไม่เป็นขอยืนยันว่าไม่จริง เพราะปกติแล้วส่วนใหญ่ตนจะพาน้องไปว่ายน้ำหลังซ้อมตลอด

และเมื่อเลยเนินนมสาวไปในขณะนั้น ยังไม่รู้ว่าน้ำขึ้นไหม แต่ก็เช็กน้ำอยู่ตลอด ซึ่งน้องตี๋บอกว่าขึ้นฝั่งแล้ว มาได้เลย ทุกคนจึงตามไป เมื่อไปถึงก็เช็คแล้วว่ามันไปได้อีก จึงถามเด็กจะไปต่อไหม เพราะต้องมุดน้ำไป แต่เมื่อมองนาฬิกาเห็นว่าเกินมาแล้ว 1 ชั่วโมง จึงบอกให้ทุกคนถอย และว่ายน้ำกลับ หลังจากนั้นเดินกลับมาปกติ แต่เมื่อมาเจอ 3 แยก น่าจะเป็นน้องบิวตะโกนขึ้นมาว่า “พี่เราเจอน้ำ”

เมื่อเด็กถามว่า หลงทางหรือไม่ ตนตอบว่า “ไม่หลงแน่นอน เพราะมีทางเดียว” และต้องดูว่าเป็นทางเข้าไหม ตนจึงไปเช็กเอง โดยให้ตี๋ ไนซ์ อดุลย์ จับเชือกไว้ พร้อมบอกว่าถ้ากระตุกเชือก 2 ครั้ง แปลว่า ให้ดึงกลับ ถ้าไม่ดึงแปลว่าออกไปได้ แต่เมื่อไปถึงตนพบว่าข้างล่างเป็นทราย ข้างบนเป็นหิน รู้สึกแล้วว่าออกไม่ได้ ต้องกลับออกมาบอกว่า ออกไม่ได้ ต้องหาทางออกใหม่ จากนั้นจึงกระตุกเชือก เพราะส่งเสียงแล้วจะไม่ได้ยิน หลังจากนั้นพาเด็กขึ้นไปบนบก

น้องถามว่าจะออกยังไง จึงเสนอว่าขุดร่อง และได้เริ่มลงมือ หาก้อนหิน ตอนนั้นประมาณเกือบ 5 โมง ขุดไปเรื่อยๆ ไม่มีท่าทีว่าน้ำจะลด ตี๋จึงบอกว่าไปหาที่นอนก่อนไหม เพราะเริ่มมืดแล้ว ทุกคนตกลงว่าไปหาที่นอนก็ได้ หลังจากนั้นตนจึงบอกไปว่าอาจเป็นน้ำขึ้นน้ำลง พรุ่งนี้อาจจะลด ไปนอนก่อนดีกว่า

ขณะนั้นไม่มีอาหารในกระเป๋าเลย เพราะกินไปแล้วจากสนามฟุตบอล หลังจากนั้นได้เดินถอยออกจาก 3 แยก ไป 200 เมตร เจอเนินทรายมีน้ำที่ตกอยู่หน้าถ้ำ หรือน้ำย้อยผาหิน จึงบอกน้องว่าอยู่ใกล้แหล่งน้ำดีกว่า และก่อนจะนอนหลับบอกว่าไหว้พระก่อน และขณะนั้นก็คิดว่ายังไงน้ำคงลดลง