ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์ได้ดำเนินโครงการลดใช้พลาสติกในหลาก

รูปแบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 มุ่งเน้นการลดใช้ช้อน ส้อม หลอด และถุงพลาสติก ซึ่งในปี 2560 พบว่าสามารถลดปริมาณการใช้ถุงพลาสติกลงได้กว่า 30 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2559 หรือราว 1,800,000 ใบ นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการตามนโยบายมหาวิทยาลัยสีเขียว มุ่งเน้นการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง และมีการพัฒนาในการยกระดับมหาวิทยาลัยให้เป็นมหาวิทยาลัยยั่งยืน

โดยมีแนวทางการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การดำเนินการเปิดตัวโซล่าร์ไรด์ โครงการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าและแสงอาทิตย์ และสถานี ชาร์จไฟจากพลังงานโซล่าร์เซลล์ภายในมหาวิทยาลัยเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการลดการปล่อยคาร์บอนให้เป็นศูนย์จากบริการขนส่งสาธารณะโดยการใช้พลังงานสะอาดทดแทน เพื่อลดมลพิษให้กับมหาวิทยาลัย และประหยัดการใช้พลังงานให้กับประเทศชาติ” รองอธิการบดี กล่าว

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม นายชลังค์ ลอยสูงวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า หลังจากชาวไร่สับปะรดในพื้นที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ เนื่องจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากที่สุดในประเทศ ล่าสุด ธ.ก.ส.ได้ประสานงานกับสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส.ประจวบคีรีขันธ์ จำกัด ด้วยการรวบรวมผลผลิตกระจายไปจำหน่ายนอกพื้นที่ โดยเตรียมปล่อยคาราวานขนส่งสับปะรดเที่ยวแรก น้ำหนัก 17.5 ตัน ในวันที่ 15 พฤษภาคมนี้ ที่หน้า ธ.ก.ส. สาขา อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ กระจายสินค้าไปยังจังหวัดใกล้เคียงและ กทม. จากนั้นจะรวบรวมส่งไปตลาดเป้าหมายพื้นที่อื่นให้ครบ 500 ตัน ในราคารับซื้อ กิโลกรัมละ 4 บาท สูงกว่าแผงรายย่อยรับซื้อที่ กิโลกรัมละ 1.50 บาท เลือกสับปะรดที่มีคุณภาพและรสชาติดีสำหรับบริโภคผลสด

นายสุรัตน์ มุนินทรวงศ์ นายกสมาคมชาวไร่สับปะรดไทย รองประธานสภาเกษตร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า แนวทางการระบายผลผลิตสับปะรดของ ธ.ก.ส. น่าจะมีปัญหา ชาวไร่ส่วนใหญ่ปลูกเพื่อส่งผลผลิตเข้าโรงงานแปรรูปเพื่อการส่งออก และมีการประเมินจากโรงงานสับปะรดกระป๋องช่วงกลางเดือนพฤษภาคมถึงกลางเดือนมิถุนายนนี้ จะมีผลผลิตส่วนเกินถึง 6 หมื่นตัน ปัจจุบัน ผลกระทบจากการส่งออกทำให้โรงงานบางแห่งมีการกำหนดวันผลิตและคัดเลือกสับปะรดที่มีคุณภาพตามที่ต้องการเท่านั้น ชาวไร่จำนวนมากที่ถูกโรงงานคัดผลผลิตทิ้งต้องนำไปขายเป็นอาหารสัตว์ราคา กิโลกรัมละ 1 บาท จากต้นทุน กิโลกรัมละ 4.60 บาท ส่วนการรับซื้อที่แผงรายย่อยผู้ขายจะต้องจองวันตัดสับปะรดล่วงหน้า และมีการซื้อขายเฉพาะผู้ค้าขาประจำเท่านั้น

สมาคมค้าปลีก-ส่งไทยยอมรับกำลังซื้อซบเซาโดยเฉพาะต่างจังหวัด คาดค้าปลีกไทยโตน้อยไม่ถึงค่าเฉลี่ย 10% ต่อปี จับมือองค์การคลังสินค้าเปิดตลาดข้าวถุงราคาถูกนำร่องพฤษภาคม เป้าขาย 1 แสนถุง ต่อเดือน

นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าปลีก-ส่งไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบสถานการณ์ปัจจุบันพบว่ากำลังซื้อผู้บริโภคสำหรับสินค้าทั่วไป ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก บางพื้นที่ยังซบเซาฝืด โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ร้านค้ายังจำหน่ายได้ในอัตราเท่าเดิม สะท้อนว่ารายได้และเศรษฐกิจยังกระจุกตัว ซึ่งไม่เฉพาะแต่ร้านค้าเท่านั้น ค้าปลีกขนาดใหญ่ต่างก็แข่งขันเรื่องราคา และผู้ผลิตยังไม่มีการขยับราคาสินค้า ได้มากนัก สวนทางกับต้นทุนค่าเช่าและค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจสูงขึ้น แสดงว่ากำลังซื้อยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ดังนั้น คาดว่าอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในปีนี้น่าจะโตได้น้อยไม่ถึงค่าเฉลี่ยปีละ 10% แน่นอน

นายสมชาย กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ล่าสุดสมาคมเตรียมลงนามความร่วมมือในการรับซื้อข้าวสารบรรจุถุงเพื่อจำหน่ายให้ประชาชนทั่วประเทศกับองค์การคลังสินค้า (อคส.) ภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ โดยมีเป้าหมายรับซื้อข้าวสารบรรจุถุงของ อคส.ภายใต้โลโก้ PWL ล็อตแรกจำนวน 10,000 ถุง โดยเป็นทั้งข้าวหอมมะลิ 100% ราคาขายปลีก 210 บาท ต่อถุง (5 กิโลกรัม) และข้าวเจ้า ราคาขายปลีก 105 บาท ต่อถุง (5 กิโลกรัม)

เริ่มจากร้านค้าเครือข่ายของสมาคมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จากนั้นจะขยายไปพื้นที่ต่างจังหวัด มีร้านค้าเครือข่ายในต่างจังหวัดแสดงความสนใจ อาทิ ขอนแก่น

“จากคุณภาพข้าว อคส.ที่ได้รับการยอมรับ และราคาขายส่งที่ทำให้ร้านค้าสามารถทำกำไรได้ เชื่อว่าจะทำให้ยอดขายข้าวถุง อคส.ได้รับความนิยมและจำหน่ายหมดภายในระยะเวลาอันสั้นไม่น่าจะเกิน 30 วัน น่าจะจำหน่ายได้หมด โดยสมาคมมีเป้าหมาย 100,000 ถุง ต่อเดือน ในการวางจำหน่ายทั่วประเทศ ขณะนี้กำลังหารือในเรื่องการลดต้นทุนขนส่ง โดยจะมีการส่งสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิตหรือโรงสีที่บรรจุถุงแทนที่จะรับจากโกดัง อคส. เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะเป็นการซื้อเงินสดจ่ายทันที” นายสมชาย กล่าว

แหล่งข่าวจาก อคส.กล่าวว่า ความร่วมมือกับสมาคมค้าปลีก-ส่งไทย เป็นแนวทางหนึ่งในการขยายธุรกิจและรายได้ อคส.หลังจากโครงการจำนำข้าวหมดลง และเตรียมขยายช่องทางขายในร้านธงฟ้าประชารัฐและค้าออนไลน์ โดยกำลังอยู่ระหว่างการจัดทำระบบ และความร่วมมือกับโรงสีและผู้บรรจุข้าวถุง 4-5 รายก่อน โดย อคส.เน้นข้าวคุณภาพและราคาแข่งขันได้ในตลาด ซึ่งขณะนี้มีหลายยี่ห้อเตรียมขยับราคาตามต้นทุนข้าวที่สูงขึ้น แต่ อคส.ยังเห็นช่องว่างของราคาที่ยังคงเดิมได้ เพราะรักษาฐานผู้บริโภคและลดภาระค่าครองชีพประชาชน

เป็นภาพที่ได้รับการแชร์จากสมาชิกเฟซบุ๊ก Tansalak Rodma ซึ่งได้โพสต์ภาพเข้ากับช่วงเทศกาลที่คนรักทุเรียนฟินไปตามๆ กัน ในช่วงนี้

โดยภาพที่เห็นแล้วคนรักทุเรียนถึงกับอยากลิ้มชิมรส ก็คือ ภาพทุเรียนไซต์มินิ กับราคาที่แสนจะมิตรภาพ โดยพบว่า เป็นการขายทุเรียนแบบปอกเปลือกแล้ว เหลือแต่พูทุเรียนกับเปลือกด้านใต้เล็กๆ โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่เพียง 25 บาท เท่านั้น โดยมีหลายราคาให้เลือก ตั้งแต่ 25 บาท ไปจนถึง หลัง 100 ก็มี ส่วนใครที่อยากชิม ก็แวะเวียนไปได้ที่ จ.ระยอง

เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่สำนักงานเทศบาลตำบลเชียงคาน อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย พร้อมด้วย นายโสภณ สุวรรณรัตน์ รองผู้ว่าฯ และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าร่วมประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาขยะของโรงคัดแยกขยะเทศบาลตำบลเชียงคาน และบ่อทิ้งขยะขององค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เชียงคาน จากนั้นลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพโรงคัดแยกขยะ ที่มี อบต.อีก 6 แห่งในเขต อำเภอเชียงคาน นำมากำจัด พบปัญหาการบริหารจัดการไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการนำขยะไปทิ้งในป่า ฝังกลบโดยไม่มีการขุดและไม่ปูพื้นพลาสติก เวลามีลมพัดหรือเกิดพายุมักจะหอบเอาถุงพลาสติกปลิวว่อนลงตามบ้านเรือน ไร่นาที่อยู่ไม่ไกลจากบ่อขยะ นอกจากนี้ยังมีปัญหาขยะตกค้างล้นออกจากบ่อ ขาดอุปกรณ์ เครื่องไม้เครื่องมือหมดสภาพ

นายชัยวัฒน์ เปิดเผยว่า เนื่องจากเชียงคานเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี ก็มีเรื่องของขยะที่จะต้องช่วยกันแก้ไข เราได้หารือกันทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการ ปกครองท้องถิ่น รวมทั้งพี่น้องประชาชน ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าระยะเร่งด่วนขยะที่ตกค้างต้องฝังกลบอย่างถูกวิธี เพื่อให้ขยะที่กองอยู่หมดไปจากบริเวณนี้ ส่วนระยะกลางต้องหาเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องจักรมาทำงานให้เต็มกำลังตามประสิทธิภาพ ส่วนระยะยาวต้องทำงานร่วมกันกับพี่น้องประชาชน ทำยังไงให้ลดขยะตั้งแต่ต้นทางแยกขยะ เช่น กองมะม่วง ไม่จำเป็นต้องมาทิ้งที่โรงงานคัดแยกขยะ ประชาชนสามารถแยกได้และฝังกลบได้ด้วยตนเอง สำหรับนักท่องเที่ยวทำอย่างไรให้มีโฟมน้อยลง พลาสติกน้อยลง ต่อไปถนนบางถนนในเชียงคานต้องเป็นถนนที่ปลอดโฟม ปลอดพลาสติก

“ที่สำคัญในการปลุกจิตสำนึกประชาชน ซึ่งในระยะแรกให้ประชาชนทุกหลังคาเรือนลดการทิ้งขยะลงให้ได้วันละ 1 กิโลกรัม ต่อครัวเรือน ต้องเริ่มทำในระยะเร่งด่วน ในส่วนของพี่น้องประชาชนที่มาเที่ยว ขอให้มีส่วนร่วมทำคืออย่างไรไม่เอาขยะมาด้วย ไม่เพิ่มขยะ หิ้วถุงผ้ามาได้ไหม ปฏิเสธการใช้โฟม พลาสติกของแม่ค้าพ่อค้าได้ไหม และไม่ซื้อในสิ่งที่บรรจุของเหล่านั้น ก็จะทำให้เมืองเชียงคานปลอดขยะหรือลดขยะในระยะยาว”

ช่วงนี้หากนึกถึงผลไม้ยอดนิยม คงหนีไม่พ้นราชาแห่งผลไม้ นั่นคือ “ทุเรียน” ที่เรียกได้ว่าแต่ละแผงผลไม้ขายดิบขายดีทีเดียว ส่วนการปลูกนั้นมีอยู่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดระยอง จันทบุรี ตราด ศรีสะเกษ อุตรดิตถ์ และนนทบุรี แต่ยังมีอีกจังหวัดที่เรามองข้ามไปนั่นคือ จังหวัดปทุมธานี ที่เป็นแหล่งปลูกทุเรียนคุณภาพดี รสชาติอร่อย คือสวนของ นายสุพจน์ ตันพิชัย ซึ่งเป็นต้นตำรับการปลูกทุเรียนหมอนทอง แห่งแรกของจังหวัดปทุมธานี ก็ว่าได้

ทุเรียนพลัดถิ่น พันธุ์หมอนทองคลองเก้าของสวนนายสุพจน์ ตั้งอยู่ที่ บ้านเลขที่ 9/8 หมู่ 7 ตำบล บึงกาสาม อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปสอบถามถึงที่มาและความเป็นไป ในการปลูก ที่เขาว่าอร่อยไม่แพ้ทุเรียนของจังหวัดนนทบุรี เช่นกัน

นายสุพจน์ เปิดเผยว่า ทุเรียนพันธุ์หมอนทองหนองเสือจะแตกต่างไปจากที่อื่นๆ ตรงที่มีความหวานมัน เนื้อละเอียดกว่าแหล่งอื่น และเป็นสวนแรกของอำเภอหนองเสือ จะได้เปรียบเรื่องชัยภูมิที่เหมาะสม

ทั้งสภาพอากาศ ลักษณะดิน น้ำที่อุดมสมบูรณ์ จึงทำให้ต้นทุเรียนแข็งแรง ไม่พบร่องรอยและความเสียหายที่เกิดจากโรครากเน่า โคนเน่า สำหรับการจัดการนั้นจะปล่อยให้ทุเรียนออกตามฤดูกาล เน้นตัดทุเรียนที่แก่จัดส่งขายตลาด มีพ่อค้าแม่ค้ามารับซื้อถึงสวน ลูกค้าที่ได้ชิมต่างเอ่ยปากว่าติดใจในรสชาติที่หอม หวาน มัน ถึงแม้ว่าราคาจะสูงกว่าท้องตลาดสักหน่อย แต่เมื่อซื้อไปรับประทานแล้วจะติดใจใน รสชาติ ซึ่งการตัดทุเรียนของตนนั้นจะเน้นทุเรียนแก่เป็นพิเศษเพราะนั่นหมายถึงจะส่งผลดีในระยะยาว ที่เป็นเครื่องหมายการันตีคุณภาพของทุเรียน และผู้บริโภคก็ติดใจไม่ผิดหวังหลังจากซื้อไปรับประทาน ตอนนี้จำหน่ายทุเรียนหมอนทองในราคา 130 บาท “สวนของผมส่วนมากจะไม่เน้นใช้ปุ๋ยเคมีเพราะมี ต้นทุนการผลิตที่สูง แต่จะเน้นใช้สารชีวภัณฑ์ อาทิ เชื้อราไตรโคเดอร์มา บิวเวอร์เรีย น้ำหมักชีวภาพ นอกจากจะเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้แล้ว ยังเป็นการรักษาสมดุลทางธรรมชาติไม่ให้เกิดมลภาวะ สิ่งแวดล้อม” นายสุพจน์ กล่าว

หากช่วงนี้ใครแวะมาเที่ยวแถวตำบลบึงกาสาม อำเภอหนองเสือ สามารถเข้ามาชมสวนทุเรียนพลัดถิ่น ชิมรสชาติทุเรียนคุณภาพ ชิมทุเรียนของดีที่ขึ้นชื่อ ซึ่งเป็นเจ้าแรกของอำเภอหนองเสือรับรองท่านจะหลงใหลในรสชาติของทุเรียนที่หอม หวาน มัน แน่นอน

ด้าน พระใบฎีกาอำนวย (กุ่ย) โชติปัญโญ เจ้าอาวาสวัดโปรยฝน อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี ได้นำทุเรียนจากสวนดังย่านอำเภอหนองเสือมาแจกจ่ายแก่เด็กนักเรียนในโรงเรียนวัดโปรยฝน ที่มาเรียนพิเศษได้ลิ้มชิมรสชาติ เนื่องจากได้เล็งเห็นว่าเด็กนักเรียนที่มาเรียนพิเศษนั้นไม่ค่อยมีโอกาสได้กินทุเรียนตามฤดูกาลที่มีราคาแพงในช่วงนี้ จึงได้ซื้อทุเรียนจำนวนหนึ่งมาแจกจ่ายแก่เด็กนักเรียนให้ได้มีโอกาส กินทุเรียนเหมือนเด็กทั่วไป นับเป็นสิ่งดีที่เกิดขึ้นในสังคมที่ขาดการให้ในทุกวันนี้

วันที่ 16 พฤษภาคม ชาวบ้านหมู่ 2 บ้านดงกลาง ต.ชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี ร้องเรียนไปยังองค์การบริหารส่วนตำบลชอนม่ ว่าได้รับการรบกวนจากกองทัพแมลงวันอย่างมาก ขอให้ทางองค์การบริหารส่วนตำบลชอนม่วงช่วยแก้ไขโดยด่วน เบื้องต้นนายสุพจน์ สมสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี และนายดนัย ค้ำคูณ รองปลัด รักษาการณ์ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลชอนม่วง อ.บ้านหมี่ จ.ลพบุรี รีบแจ้งไปยังสาธารณสุขอำเภอบ้านหมี่ และปศุสัตว์อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ร่วมกันไปตรวจสอบาถึงสาเหตุของกองทัพแมลงวันที่หมู่ 2 บ้านดงกลาง ต.ชอนม่วง ตามที่ได้รับการร้องเรียน ผลการตรวจสอบพบว่า กองทัพแมลงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ เกิดจากฟาร์มเลี้ยงไก่ที่มูลไก่สกปรก

ต่อมาจึงได้มีการเรียกผู้ประกอบการเลี้ยงไก่ฟาร์มดังกล่าวที่หมู่ 2 บ้านดงกลาง มาทำความเข้าใจถึงระบบการเลี้ยงไก่ให้ถูกวิธีจึงจะไม่เกิดแมลงวัน และตักเตือนให้ดำเนินการแก้ไข หากไม่ดำเนินการแก้ไข ทาง อบต.จะดำเนินการปิดฟาร์มทันที ทางผู้ประกอบการฟาร์มเลี้ยงไก่รับไปดำเนินการแก้ไขทันที

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะประธานคณะทำงานดำเนินการระบายข้าวในสต๊อกรัฐ เปิดเผยว่า กรมการค้าต่างประเทศเตรียมเปิดประกาศทีโออาร์ ระบายข้าวกลุ่มที่ 2 เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคน ปริมาณ 1.5 ล้านตัน และระบายข้าวกลุ่มที่ 3 เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ไม่ใช่การบริโภคของคนและสัตว์ ปริมาณ 5 แสนตัน รวม 2 ล้านตัน โดยจะเปิดในวันที่ 4 มิ.ย. 2561 พร้อมกันทั้งสองกลุ่ม

พร้อมกันนี้ จะเปิดให้ยื่นตรวจสอบคุณสมบัติในวันที่ 11 มิ.ย. และวันที่ 14-15 มิ.ย. 2561 จะเปิดให้ยื่นซองเพื่อประมูลข้าวต่อไป อีกทั้งยืนยันว่าการประมูลข้าวทั้ง 2 กลุ่ม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการป้องกันการรั่วไหลของข้าวเข้าสู่ตลาดปกติหรือนำไปผิดวัตถุประสงค์อย่างแน่นอน เนื่องจากทีโออาร์มีรายละเอียดอย่างชัดเจนว่าผู้ที่จะเข้าร่วมประมูลได้ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ซึ่งผ่านมามีการตรวจสอบอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ออกประกาศทีโออาร์เพื่อเปิดประมูลข้าวในสต๊อกรัฐบาล เมื่อมีผู้สนใจและชนะการประมูลแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการขั้นตอนของการทำสัญญาซื้อ-ขาย โดยเป็นหน้าที่ขององค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เป็นผู้ดำเนินการ เป็นคู่สัญญา ดังนั้น การระบายข้าวที่ผ่านมาก็จะดำเนินการเช่นนี้

อย่างไรก็ดี จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อติดตามดูแลและตรวจสอบ คือ คณะอนุกรรมการกับกับดูแลในการตรวจสอบ และคณะทำงานระดับจังหวัด คอยดูแลตรวจสอบอย่างใกล้ชิด อีกทั้ง ยังจัดทำคู่มือในการดำเนินการมาตรการป้องกันการรั่วไหลด้วย พร้อมทั้งเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมารับฟังคำชี้แจงขั้นตอนต่างๆ เพื่อป้องกันปัญหาด้วย ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินการป้องกันอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามีกระแสพบว่า มีเอกชนที่ชนะประมูลได้มีการนำข้าวที่ประมูลได้ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์นั้น ขณะนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบว่าผิดจริงหรือไม่ ซึ่งก็ต้องหาข้อเท็จจริงต่อไป

นอกจากนี้นายอดุลย์ ยังกล่าวอีกว่า ตั้งแต่พ.ค. 2557 ถึงปัจจุบัน กรมการค้าต่างประเทศดำเนินการทยอยข้าวในสต๊อกของรัฐแล้วปริมาณ 14.84 ล้านตัน คงเหลือข้าวที่รอการระบายประมาณกว่า 2 ล้านตัน และเนื่องจากข้าวคงเหลือดังกล่าวส่วนใหญ่ตั้งกองปะปนกัน และมีข้าวบางส่วนเป็นข้าวที่ยุ่ยเป็นผุยผง เมล็ดลาย ขึ้นรา มีกลิ่นเหม็น มีฝุ่น เป็นต้น ซึ่งไม่คุ้มค่าหรือไม่อาจปรับปรุงเพื่อการบริโภคของคน คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) จึงเห็นชอบแนวทางการระบายข้าวคงเหลือในสต๊อกของรัฐเข้าสู่ช่องทางที่เหมาะสมกับสภาพข้าวเพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของรัฐ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตลาดราคาข้าวและธัญพืชอื่นที่เกษตรกรได้รับ

โดยย้ำให้อคส. และ อ.ต.ก. ในฐานะคู่สัญญาและหน่วยปฏิบัติในการดำเนินมาตรการการกำกับดูแลการนำข้าวไปใช้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ผู้เสนอซื้อมีหนังสือรับรองไว้ คือ กำหนดเงื่อนไขและบทลงโทษในสัญญาซื้อขายข้าวสารในสต๊อกของรัฐเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ชัดเจนรัดกุมในทุกกระบวนการหากผู้เสนอซื้อไม่ปฏิบัติตามสัญญาจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งทางแพ่งและทางอาญา รวมทั้งขยายขอบเขตความรับผิดชอบของสัญญาให้ครอบคลุมผู้ซื้อทุกทอด

รายงานข่าวแจ้งจาก บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ร่วมกับ กลุ่ม อบต.แม่พูล จ.อุตรดิตถ์ พร้อมส่งทุเรียน “หลงลับแล” พันธุ์แท้ สดจากสวนอุตรดิตถ์ ช่วยกระจายผลผลิตทางการเกษตรส่งตรงถึงมือผู้บริโภค ด้วยการสั่งซื้อผ่าน http://www.thailandpostmart.com
รับรองคุณภาพด้วยกลุ่ม อบต.แม่พูล ที่จะคัดสรรขนาดและคุณภาพบรรจุใส่กล่องบรรจุภัณฑ์อย่างดี แต่ละกล่องมีน้ำหนักรวมกล่องละ 8 กก.(ประมาณ 5-6 ผล) จำหน่ายในราคา 3,700 บาท (รวมค่าจัดส่งแล้ว) โดยราคาอาจมีการปรับขึ้น – ลงตามราคาตลาดกลางผลไม้ ทุกวันศุกร์ เวลา 14.00 น.

สำหรับทุเรียนหลงลับแล มีความโดดเด่นอยู่ที่ลูกขนาดเล็กพอดี เม็ดเล็กลีบ เปลือกบาง กลิ่นอ่อน เนื้อแห้งและเนียน มีเส้นใยที่นุ่ม คงรูปดีมาก เมล็ดลีบ หวานมัน หอมเหมือนกลิ่นดอกไม้ การันตีความอร่อยด้วยรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดของกรมวิชาการเกษตรเมื่อปี พ.ศ.2520

ผู้สื่อข่าวรายงงานจากจังหวัดภูเก็ตว่า นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานในพิธี “kick off เปิดประตูเมืองภูเก็ต (Phuket Gate Way)” ท่องเที่ยวชุมชนและตลาดประตูเมืองของดีจังหวัดภูเก็ต โดยมี นายเสถียร แก้วพระปราบ รองปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต นายกองโทอดุลย์ ชูทอง นายอำเภอถลาง และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกองโทอดุลย์ ชูทอง นายอำเภอถลาง กล่าว่า ตามที่ นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีนโยบายใช้ประตูเมืองภูเก็ต (Phuket Gateway) เป็นสถานที่จัดกิจกรรมต่างๆ ภายใต้โครงการท่องเที่ยวชุมชนและตลาดประตูเมืองของดีภูเก็ต ได้มีกิจกรรมการเปิดตลาดประตูเมืองของดีจังหวัดภูเก็ต

“การเปิดตลาดประตูเมืองของดีภูเก็ต เพื่อสร้างงานสร้างอาชีพให้ประชาชนลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นให้ความช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเครือข่ายโอท็อปวิสาหกิจชุมชน ร้านค้าชุมชน ร้านอาหารชุมชน การเปิดการท่องเที่ยวชุมชน มุ่งเน้นในการท่องเที่ยวควบคู่กับการดูแลรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพิ่มพูนประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้แก่การท่องเที่ยว พัฒนาจิตสำนึกและความเข้าใจของนักท่องเที่ยวในการทำประโยชน์ให้แก่สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ การปลูกป่าชายเลนเพื่ออนุรักษ์สงวนแหล่งเรียนรู้ของชุมชนและร่วมกันฟื้นฟูทรัพยากร และร่วมกันฟื้นฟูอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ให้คงความสมบูรณ์ปลูกจิตสำนึกให้ชุมชนรู้สึกหวงแหนทรัพยากรป่าชายเลน และเป็นการเพิ่มแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อม” นายกองโทอดุลย์ กล่าว

ด้าน นายนรภัทร ปลอดทอง ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยได้ให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงานสร้างอาชีพให้ประชาชนและพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเน้นความช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย กลุ่มเครือข่ายโอท็อป กลุ่มวิสาหกิจชุมชน ร้านอาหารชุมชน รวมทั้งส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์วิธีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน และร่วมกันปลูกป่าชายเลนเพื่อสร้างแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำปลุกจิตสำนึกให้ชุมชนรู้สึกหวงแหนทรัพยากรป่าชายเลน โดยจัดให้มีโครงการท่องเที่ยวชุมชนและตลาดประตูเมืองของดีจังหวัดภูเก็ต ดำเนินการในลักษณะการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน

“จังหวัดภูเก็ต ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต และศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต จะพัฒนาพื้นที่เชื่อมต่อจากประตูเมืองภูเก็ต ไปยังแหล่งเที่ยวเชิงนิเวศป่าชายเลน โดยใช้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นเครื่องมือในการจัดการท่องเที่ยวที่รักษาคุณภาพการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยววัฒนธรรม อันจะนำไปสู่การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีประตูเมืองภูเก็ตเป็นศูนย์กลางในการดำเนินการ ซึ่งจะดำเนินการจัดทำสะพานไม้ศึกษาธรรมชาติป่าชายเลน (Walk Way) ระยะทาง 419 เมตร “นายนรภัทร กล่าว

นอกจาากนี้ทางจังหวัดภูเก็ตยังได้ร่วมกับการท่องเที่ยวท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภูเก็ต และชุมชน จัดทำการท่องเที่ยวแบบ One Day Trip เชื่อมต่อการท่องเที่ยววิถีชุมชน นักท่องเที่ยวและประชาชน มีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การปลูกป่าชายเลน พายเรือคยัคชมธรรมชาติป่าชายเลน ชมฟาร์มกุ้งล็อบสเตอร์ และชมธนาคารปูม้า เป็นการสร้างรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนอีกทางหนึ่ง

“โตนด” ราคาพุ่ง รับเดือน “รอมฎอน” ไทยมุสลิมรุมบริโภค-เกษตรกรรวมกลุ่มเร่งแปรรูป ความต้องการมาก ราคาดี
นายมงคล หาญณรงค์ เกษตรกรสวนตาลโตนด อ.สิงหนคร จ.สงขลา เปิดเผยว่าการเก็บเกี่ยวตาลโตนดในปี 2561 นี้ล่าช้ากว่าปกติเนื่องจากฝนตกชุก ทำให้น้ำตาลโตนดหดตัว ส่งผลต่อปริมาณน้ำตาลตโตนด โดยมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวได้ประมาณ 3 เดือน จากปกติ 5-6 เดือน ทำให้ได้ผลผลิตลดลงเหลือ 50-75% จากปกติ

โดยลูกตาลโตนดสดจะเป็นที่ต้องการในช่วงเดือนรอมฎอน หรือเดือนบวชถือศิลอดของชาวไทยมุสลิม มีแนวโน้มราคาทยอยขยับสูงขึ้นจากเดิมถุง 15 บาทเป็น 20 – 25 บาท

นอกจากนี้น้ำตาลโตนดยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั่วไปผ่านการนำไปแปรรูปเป็นน้ำตาลปี๊บ เพราะประชาชนในพื้นที่นิยมใช้น้ำตาลปี๊ปทำขนมพื้นบ้านพเราะได้รสชาติของอาหารที่อร่อยกว่าน้ำตาลทราย รวมไปถึงการนำไปกลั่นเป็นสุราพื้นบ้าน หรือสุราชุมชน

นางพูนทรัพย์ ชูแก้ว เจ้าของสวนตาลโตนด และหัวหน้าศูนย์เรียนรู้ วิถีโหนด นาเล ต.ท่าหิน อ.สทิงพระ จ.สงขลา เปิดเผยว่าต้นตาลโหนดในพื้นที่คาบสมุทรสทิงพระ จ.สงขลา มีประมาณ 300,000 – 500,000 ต้น และมีเกษตรกรกว่า 250 ครัวเรือน

ทั้งนี้ศูนย์เรียนรู้ฯ ได้ให้สมาชิกแปรรูปตาลโหนดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำตาลผง สามารถผลิตได้ เดือนละ 600 กก./เดือน ราคา 200 บาท/กก. สร้างรายได้ 120,000 บาท/เดือนรวมไปถึงมีรายได้จากการแปรรูปเป็นสบู่ และโลชั่น อีกประมาณ 20,000 บาท/เดือน

สศก. เผย ดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ร้อยละ 50.44 โดยรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.55 ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.35 ย้ำ ภาครัฐยังคงขับเคลื่อน เดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 60/61

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการเพิ่มรายได้ของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรายได้ของเกษตรกรในกลุ่มสินค้าข้าว สศก. พบว่า มีแนวโน้มที่ดีขึ้นกว่าสินค้าอื่นๆ โดยดัชนีรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือก ในระยะ 4 เดือน ปี 2561 (ม.ค.-เม.ย.2561) เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา (ม.ค.-เม.ย. 2560) ร้อยละ 50.44 เป็นผลมาจากดัชนีผลผลิตข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 30.61 และดัชนีราคาข้าวเปลือกปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 15.18 หากแยกตามชนิดของพันธ์ข้าวแล้ว

รายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นร้อยละ 61.55 ส่วนรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเจ้า เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.35 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายและมาตรการของภาครัฐที่มีออกมาเป็นระยะๆ และความพยายามที่จะบริหารจัดการสินค้าเกษตรให้ได้ทั้งระบบเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านราคาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการบริการจัดการสินค้าข้าว คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวตามแผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปีการผลิต 2560/61 แบ่งเป็น