ที่ผ่านมาบริษัทบางซื่อโรงสีไฟเจียเม้งจำกัดได้ส่งเสริมให้เกษตรกร

สำหรับฤดูการผลิต 2561/62 การเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ตราหงษ์ทอง มีชาวนาในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี และอำนาจเจริญ สนใจเข้าร่วมโครงการ จำนวน 2,000 ไร่ เพื่อเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์หอมมะลิ 105 และ พันธุ์ กข 15 ได้ผลผลิต จำนวน 600,000 กิโลกรัม ทางบริษัทรับซื้อเมล็ดพันธุ์มะลิ 105 และ กข 15 จากเกษตรกรมาจำหน่ายให้แก่เกษตรกรทั่วไป นำไปทำเมล็ดพันธุ์ จำนวน 300,000 กิโลกรัม และป้อนเมล็ดพันธุ์เข้าสู่โครงการหงษ์ทองนาหยอด จำนวน 300,000 กิโลกรัม เนื้อที่ปลูก 40,000 ไร่ กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษและอุบลราชธานี

เกษตรกรที่เป็นสมาชิกโครงการหงษ์ทองนาหยอด ทางบริษัทจะให้สินเชื่อไม่คิดดอกเบี้ย เช่น ค่าไถนา ค่าหยอด ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่าเกี่ยวข้าว โดยจะหักเงินคืน หลังจากที่ชาวนานำข้าวเปลือกมาขายกับโรงสีของบริษัท ระหว่างปลูก ทางบริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปแนะนำวิธีการปลูกดูแลแปลงนาที่ดี ตรวจสอบดิน เก็บข้อมูลการปลูกข้าวทุกระยะ และรับซื้อผลผลิตทั้งหมด โดยเพิ่มราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดอีก 0.50 บาท ต่อกิโลกรัม

“ระยะแรก มีชาวนาเข้าร่วมโครงการหงษ์ทองนาหยอดเพียง 53 ราย พื้นที่ 573 ไร่ เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนชาวนาที่เข้าร่วมโครงการก็ได้เพิ่มขึ้นเป็น 2,086 ราย บนพื้นที่กว่า 40,000 ไร่ ขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวคุณภาพทั่วทั้งจังหวัดศรีษะเกษ อำนาจเจริญ และได้ไล่เรียงต่อยอดไปสู่จังหวัดอุบลราชธานีอีกด้วย” ดร. วัลลภ กล่าว

ข้อดีของการทำนาหยอด โครงการหงษ์ทองนาหยอด เป็นการปฏิวัติการทำนาหว่านแบบเดิมๆ สู่วิธีการปลูกด้วยวิธีนาหยอดแบบแห้ง สร้างผลผลิต และรายได้ที่มากขึ้น การปลูกข้าวแบบเดิม ที่เรียกว่า “นาหว่าน” ชาวนามักใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ครั้งละ 25-35 กิโลกรัม แต่การทำนาหยอด กลับใช้ปริมาณเมล็ดพันธุ์ลดลง เหลือแค่ 8-10 กิโลกรัม ต่อไร่ เท่านั้น

คุณณรงค์ พันยา หนึ่งในเกษตรกรชาวนาที่เข้าร่วมโครงการหงษ์ทองนาหยอด อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 115 หมู่ที่ 1 บ้านโพนข่า ตำบลโพนข่า อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ โทร. 080-627-1161 คุณณรงค์ มีพื้นที่นา 14 ไร่ เข้าร่วมโครงการนาหยอด ตั้งแต่ปี 2559 เขาทำนาหยอดมาได้ 2 ปีแล้ว ในฤดูการผลิต ปี 2559/60 ได้ผลผลิต 4,500 กิโลกรัม

คุณณรงค์ บอกว่า ข้อดีของการทำนาหยอด คือช่วยให้ต้นข้าวแตกกอได้ดีไม่เบียดแน่น ปริมาณข้าวออกรวงสูง เมล็ดเรียงสวยงาม มองเห็นต้นข้าวเรียงกันเป็นแถว ดูแลจัดการเรื่องแมลงและวัชพืชได้ง่ายขึ้น มีการวิเคราะห์ดินและสามารถลดปริมาณการใช้ปุ๋ย ประหยัดค่าใช้จ่ายทั้งยาฆ่าแมลงและปุ๋ย

นอกจากนี้ การทำนาหยอด ยังช่วยลดต้นทุนได้อย่างชัดเจน จากเดิมที่ต้องลงทุน ราวๆ 3,060 บาท ต่อไร่ ลดลงเหลือ 2,575 บาท ประหยัดต้นทุนการผลิตได้ ลดลงประมาณ 16% หากปลูกแบบเดิมจะได้ผลผลิตเฉลี่ย 451 กิโลกรัม ต่อไร่ แต่หลังเปลี่ยนมาทำนาหยอด ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 559 กิโลกรัม ต่อไร่ หรือคิดเป็น 24%

ปลูกพืชหลังนา เพิ่มรายได้

แม้กรรมวิธีการทำนาหยอดจะได้ผลและตอบโจทย์แก่เกษตรกรอย่างชัดเจน แต่ด้วยข้อจำกัดของข้าวหอมมะลิที่ปลูกได้เพียง 1 ครั้ง ต่อปี ทำให้ผืนนาต้องไร้ซึ่งผลผลิตไปกว่าครึ่งปี ส่งผลกระทบกับความเป็นอยู่ของเหล่าเกษตรกรโดยตรง บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด จึงประสานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น อบต. โพนข่า และกรมชลประทาน ปรับปรุงระบบฝายน้ำล้นคลองอีสานเขียว และอ่างเก็บน้ำห้วยซัน อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ทำให้มีแหล่งน้ำชลประทานสำหรับใช้เพาะปลูกได้เพิ่มขึ้น 1,500 ไร่

เมื่อว่างเว้นจากฤดูทำนา บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด จึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชที่เป็นที่ต้องการในท้องตลาด พร้อมจัดหาเมล็ดพันธุ์ สอนวิธีการ รวมไปถึงเป็นตลาดรับซื้อผลผลิตให้กับเกษตรกร อาทิ ปลูกแตงโม ฟักทอง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ฯลฯ ลำเลียงสู่ตลาดประชารัฐต่อไป

ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู

“โครงการหงษ์ทองนาหยอด” ไม่ใช่แค่การเพิ่มผลผลิตที่เน้นปริมาณของข้าวเท่านั้น แต่ยังเน้นเรื่องคุณภาพของข้าว เมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ 99% ที่เกษตรกรใช้ในโครงการ ถือเป็นคำตอบที่ บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด พยายามสร้างมาเกือบ 10 ปี ผลผลิตที่ได้จึงเป็นข้าวหอมมะลิคุณภาพดีมาก โดยเฉพาะข้าวล็อตแรกที่เรียกกันว่า “ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู” เป็นข้าวที่มาจากโครงการหงษ์ทองนาหยอด ที่ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์ ในแหล่งที่อุดมสมบูรณ์ เป็นข้าวที่มีความเหนียวนุ่ม มีกลิ่นหอม และรสชาติอร่อยเป็นพิเศษ

บริษัท บางซื่อโรงสีไฟเจียเม้ง จำกัด นำข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดูมาสีและบรรจุให้เร็วที่สุด เพื่อผู้บริโภคได้รับประทานข้าวหอมมะลิใหม่อย่างแท้จริง ซึ่งสินค้ารุ่นนี้มีจำนวนจำกัด จึงเรียกว่า ข้าวหอมมะลิใหม่ต้นฤดู รุ่น Limited Edition ที่มีจำนวนจำกัด เพียงแค่ 5-6 แสนถุง (ถุงละ 5 กิโลกรัม) มีวางจำหน่ายเฉพาะเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2561 เท่านั้น

“การสร้างข้าวหอมมะลิที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศ นับเป็นรางวัลที่ดีที่สุด และบ่งบอกความสำคัญของโครงการนาหยอดได้เป็นอย่างดี” ดร. วัลลภ มานะธัญญา กล่าวทิ้งท้าย

กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา กรมชลประทานขานรับ จัดงาน “สู่ฝันของพ่อ..สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” ให้ความรู้ประชาชน เกษตรกร ใช้ทรัพยากรน้ำและดินอย่างเกิดประโยชน์สูงสุด เน้นพึ่งพาและแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง พร้อมเสริมสร้างเครือข่ายเกษตรทฤษฎีใหม่ให้เข้มแข็ง และขยายผลเพื่อขับเคลื่อนประเทศในแนวทางศาสตร์พระราชาต่อไป

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมามีเกษตรกรจำนวนมากประสบผลสำเร็จจากการนำแนวความคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ไปปรับใช้ สามารถปลดหนี้สิน ครอบครัวมีความสุขบนพื้นฐานของความพอเพียง กระทรวงเกษตร ฯ จึงมีเป้าหมายในการขยายผลทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศ ปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการ ทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย

“กรมชลประทานเป็นหนึ่งหน่วยงานหลักที่เป็นแหล่งข้อมูลความรู้เรื่องน้ำ ปัจจัยสำคัญหลักในการทำการเกษตร ครั้งนี้จึงได้จัดงาน “สู่ฝันของพ่อ…สานต่อทฤษฎีใหม่” เพื่อเปิดพื้นที่ตลาดนัดความรู้ให้คนทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ เครือข่ายต่าง ๆ ที่มีประสบการณ์การทำงานมาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ร่วมมือกันวางแผนขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ในระดับลุ่มน้ำ เพื่อจะออกแบบต้นแบบที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงต่อไป” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าว

ด้าน ดร. ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทาน ได้น้อมนำศาสตร์พระราชาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร คือหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเกษตรทฤษฎีใหม่มาใช้โดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันขยายพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ทั้งในและนอกเขตชลประทาน และได้วางเป้าหมายที่จะขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่ให้กว้างขวางออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นแนวทางที่จะพัฒนาการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ การเพิ่มพื้นที่กักเก็บน้ำเป็นหลัก จากนั้นรายได้เกษตรกรจึงจะเพิ่มขึ้นและช่วยให้หนี้สินลดลงตามมา

“การขยายผลเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าใจมากขึ้น และร่วมสืบสานศาสตร์ของพระราชา กรมชลประทานจึงได้นำเอานิทรรศการความเป็นมาของเกษตรทฤษฎีใหม่ ศาสตร์พระราชา กับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ มาจัดแสดงในงานครั้งนี้ ทั้งจากกรมชลประทาน และหน่วยงานต่างๆ ที่ให้การสนับสนุน เพื่อให้ประชาชนและผู้เข้าร่วมงานจะได้รับชมนิทรรศการประมวลภาพการเสด็จฯ เยือนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่มาในรูปแบบ “หุ่นจำลองมีชีวิต” บ้านลุงสมจิต : ฐานเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก การพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์” ดร. ทองเปลว กล่าว

นอกจากนี้ มีการเสวนาเรื่อง ความเป็นมา กลับสู่รากเหง้า เกษตรทฤษฎีใหม่แห่งแรก Tentative Formula สู่โคก หนอง นา โมเดล โดยมี ดร. วิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน มาร่วมพูดคุยกัน และกรมชลประทานได้จัดให้มีการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) เร่งรัดขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อวิเคราะห์ประเด็นที่ต้องปลดล็อกและนำเสนอแนวทางการสนับสนุนที่จำเป็นต่อภาครัฐ และได้พบกับเครือข่ายต่างๆ

ที่น้อมนำเอาเกษตรทฤษฎีใหม่ไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่การเกษตรของตนเองจนประสบความสำเร็จ สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ด้านเกษตรทฤษฎีใหม่ กิจกรรมเดินชมแปลงตัวอย่างเกษตรทฤษฎีใหม่แบบประยุกต์ (โคก หนอง นา โมเดล) เลือกชมเลือกซื้อสินค้าจากตลาดนัดเกษตรทฤษฎีใหม่และเครือข่าย รับชมการละเล่นพื้นบ้านของจังหวัดสระบุรี และการฉายหนังกลางแปลง ในคืน วันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 7-9 พฤศจิกายน นี้ ณ บริเวณวัดมงคลชัยพัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ยังมีนิทรรศการเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น กรมประมง กรมหม่อมไหม กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมปศุสัตว์ เกษตรและสหกรณ์ จังหวัด และศูนย์วิจัยพันธุ์ข้าว จึงอยากเชิญผู้สนใจร่วมไปชม ช็อป ชิม ผลผลิตทางการเกษตร ในงาน“สู่ฝันของพ่อ…สานต่อเกษตรทฤษฎีใหม่” และร่วมสืบสานศาสตร์ของพระราชาไปด้วยกัน

ฝ่ายวิชาการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับมูลนิธิวิจัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (NSFC) และมหาวิทยาลัยนานจิง จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “The 7th China-Thailand Bilateral Workshop on Natural Products and Drug Discovery” ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2561 ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติมหาวิทยาลัยนานจิง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนการวิจัยและพัฒนายาใหม่จากสารในธรรมชาติระหว่างนักวิจัยชั้นนำของทั้งสองประเทศ

ศ. ดร.เซี่ยวกวง เล่ย จากมหาวิทยาลัยปักกิ่ง กล่าวระหว่างปาฐกถาพิเศษถึงการวิจัยแนวใหม่เพื่อการคิดค้นยา โดยเริ่มต้นจากการศึกษาผลของสารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารในกลุ่มไขมัน เนื่องจากมีความสอดคล้องกับสรีรวิทยาและการเกิดโรคในมนุษย์ ซึ่งสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคของมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้เทคโนโลยีทางเคมีชีวภาพในการคิดค้นวิธีการรักษาโรคที่มีความเกี่ยวข้องจากความผิดปกติของกรดน้ำดี ซึ่งเป็นสารในกลุ่มไขมันที่ร่างกายสร้างมาจาก คอเลสเตอรอล ผลการวิจัยบ่งชี้ว่ากรดน้ำดีสามารถจับกับโปรตีนหลายตัวที่มีหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญไขมันในร่างกาย และอาจมีบทบาทในการเกิดโรคไขมันพอกตับและโรคสมองเสื่อม ในอนาคตอาจดัดแปลงโครงสร้างของกรดน้ำดีหรือสังเคราะห์สารใหม่เพื่อพัฒนาเป็นยารักษาโรคที่เกิดจากความผิดปกติของกรดน้ำดีในร่างกาย

ด้าน รศ.ดร.นพ. ฉัตรชัย เหมือนประสาท วุฒิเมธีวิจัย สกว. จากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวถึงเชื้อราในธรรมชาติที่เป็นแหล่งสารเคมีสำคัญในการคิดค้นยาใหม่ แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ศึกษาฤทธิ์ของสารเหล่านี้ในเชิงลึกเพื่อการใช้ประโยชน์ในการรักษาโรคอย่างเพียงพอ จึงทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยเคมีทางผลิตภัณฑ์ธรรมชาติเพื่อแยกและวิเคราะห์โครงสร้างของสารเคมีจากเชื้อราที่พบในประเทศไทย รวมถึงศึกษากลไกการออกฤทธิ์ในระดับโมเลกุลและศักยภาพในการรักษาโรคในสัตว์ทดลอง จนค้นพบสารเคมีหลายชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงในการยับยั้งการคัดหลั่งของคลอไรด์ไอออนในเซลล์ลำไส้มนุษย์ สารบางตัวออกฤทธิ์โดยจับกับโปรตีนช่องทางผ่านคลอไรด์ไอออนในเซลล์ลำไส้โดยตรงและมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็นยารักษาโรคอุจจาระร่วง ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขต่อไป

ศ.ดร. สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สกว. เผยว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการ ดังกล่าวมีความร่วมมืออย่างยาวนานนับแต่ปี 2008 ซึ่งมีงานวิจัยที่ประสบความสำเร็จและมีความก้าวหน้าตามมาเป็นลำดับขั้น อาทิ การค้นพบสารประกอบหลักที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาเพื่อรักษาโรคเบาหวาน โรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น สำหรับการประชุมครั้งนี้มีทีมนักวิจัยอาวุโสและนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทยและจีนร่วมนำเสนอแลกเปลี่ยนความรู้มากกว่า 60 คน ในหัวข้อต่างๆ มากกว่า 40 เรื่อง โดยในครั้งต่อไป สกว.จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งที่ 8 ในปี 2563

ไอคอนสยาม อภิมหาโครงการเมืองแห่งการใช้ชีวิตสู่โลกอนาคต ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน ได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการกับประชาชนและนักท่องเที่ยว ตั้งแต่ วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2561 เป็นต้นไป

เพื่อความสะดวกในการเดินทางมาไอคอนสยามของลูกค้าทุกท่าน ขอแนะนำเส้นทางการเดินทาง ดังนี้

เดินทางด้วยรถไฟฟ้า : สามารถเดินทางมายัง
สถานีกรุงธนบุรี (ออกทางออก 1) มีบริการ Shuttle Bus /Van ทุกๆ 15 นาที ตั้งแต่ เวลา 08.00 น.- 24.00 น.
สถานีสะพานตากสิน (ออกทางออก 2) มีบริการ shutter boat ที่ท่าเรือสาทร ตั้งแต่ เวลา 08.00 น. – 23.30 น. เรือออกทุกๆ 10 นาที
2. เดินทางด้วยเรือ: สามารถใช้บริการ Shuttle Boat ของไอคอนสยาม ได้ที่

ท่าเรือสาทร ให้บริการตั้งแต่ เวลา 08.00 น. – 23.30 น.
ท่าเรือ CAT Telecom ให้บริการตั้งแต่ เวลา 09.00 น. – 23.00 น.
ท่าเรือสี่พระยา ให้บริการตั้งแต่ เวลา 09.00 น. – 23.00 น.
ท่าเรือราชวงศ์ ให้บริการตั้งแต่ เวลา 09.00 น. – 23.00 น.
3. เดินทางด้วยรถยนต์ :
ทางด่วนพิเศษศรีรัช

มาจาก บางนา-คลองเตย ลงทางออกสาทร เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญราษฎร์ ข้ามสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
มาจากแจ้งวัฒนะ ลงทางออกสีลม เลี้ยวซ้ายเจอแยกสุรศักดิ์ เลี้ยวขวาเข้าถนนสุรศักดิ์ แล้วเลี้ยวขวาข้ามสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
ฝั่งพระนคร

จากถนนสุขุมวิท เลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิทยุ ตรงมาเข้าถนนสาทร ขึ้นสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
จากถนนเจริญกรุง เลี้ยวขวาเข้าถนนสีลม เลี้ยวขวาเข้าถนนสุรศักดิ์ แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนสาทร ข้ามสะพานตากสิน เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
จากถนนราชดำเนิน เลี้ยวเข้าถนนวรจักร ข้ามสะพานพระปกเกล้า ถึงวงเวียนเล็ก เลี้ยวซ้ายเข้าถนนสมเด็จเจ้าพระยา ตรงมาเข้าถนนเจริญนคร
จากแยกคลองเตย เลี้ยวเข้าถนนพระราม วิ่งตรงมาข้ามสะพานพระราม 3 ชิดซ้ายทางออกถนนเจริญนคร เพื่อวนลงถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพระราม 3 จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเจริญนคร
ฝั่งธนบุรี

จากถนนเพชรเกษม มุ่งหน้าสู่วงเวียนใหญ่ ชิดซ้ายสู่ถนนลาดหญ้า แล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนเจริญนคร
จากถนนราชพฤกษ์ ก่อนถึงสถานี BTS กรุงธนบุรี (S7) ชิดซ้ายเข้าสู่ทางคู่ขนาน เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเจริญนคร
จากถนนราษฎร์บูรณะ ถึงแยกบุคคโล วิ่งตรงเข้าสู่ถนนเจริญนคร
จากถนนอิสรภาพ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนลาดหญ้า เลี้ยวขวาเข้าสู่ถนนเจริญนคร

นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ระบุราคา ไข่ลด เหตุคนบริโภคน้อยลงช่วง 2 เทศกาลใหญ่ “กินเจ-ปิดเทอม” ชวนคนไทยหันมากินไข่เพิ่ม ชี้ทั้งถูกและดี มีประโยชน์ เหมาะสมกับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งยังช่วยต่อลมหายใจเกษตรกร

นายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ เปิดเผยถึงสาเหตุของราคาไข่ไก่ที่ลดลงในปัจจุบันว่า เกิดจากการบริโภคที่ต่ำลงอย่างมากในช่วงเทศกาลกินเจและปิดภาคเรียน จึงมีปริมาณไข่สะสมเป็นจำนวนมาก ประกอบกับช่วงที่ผ่านมาไข่ที่ออกสู่ตลาดขนาดฟองค่อนข้างเล็ก ซึ่งไข่ไก่เบอร์เล็กราคาจะถูกตามไปด้วย ทำให้ราคาไข่เฉลี่ยลดลงกว่าช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้

เกษตรกรและภาคผู้ผลิตพยายามแก้ปัญหาไข่ไก่ที่ค้างสะสม และร่วมกันรักษาเสถียรภาพราคาอย่างดีที่สุด ตั้งแต่การเร่งปลดแม่ไก่ไข่ยืนกรงไม่ให้อายุเกิน 78 สัปดาห์ รวมถึงเร่งรัดการส่งออกไข่ไปต่างประเทศเพิ่มขึ้น พร้อมร่วมกับกรมการค้าภายใน จำหน่ายไข่ไก่ในราคาพิเศษ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าภาวะราคาจะกลับมาดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว รวมถึงมีงานบุญกฐินตลอด 1 เดือนหลังออกพรรษา และกำลังจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ 2562 ซึ่งประชาชนจะบริโภคไข่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญคือความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ระดมกำลังกันช่วยให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ในระดับราคาที่คุ้มทุนในเร็ววันนี้

“ทุกปีราคาไข่จะตกต่ำมากที่สุดในช่วงเทศกาลกินเจ ซึ่งปีนี้ตรงกับช่วงโรงเรียนปิดเทอมพอดี ทำให้ตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมถึงปัจจุบัน อุตสาหกรรมไก่ไข่ต้องประสบกับภาวะราคาตกต่ำซ้ำซ้อน จากอัตราการบริโภคที่ซบเซาอย่างมาก ปัจจุบันราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มจากการสำรวจทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ฟองละ 2.30 บาท จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนหันมาบริโภคไข่ไก่ที่ราคาไม่สูง ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และถือเป็นโอกาสของผู้บริโภคที่ได้กินไข่ไก่แหล่งของโปรตีนคุณภาพดีที่เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย กินได้ทุกวัน และยังช่วยต่อลมหายใจของเกษตรกรให้อยู่ในอุตสาหกรรมนี้ต่อไป” นายมาโนช กล่าว

ปัจจุบันไทยมีปริมาณพ่อแม่พันธุ์ไก่ ไข่ (PS) ที่ให้ผลผลิต 521,860 ตัว แม่ไก่ไข่ยืนกรงจำนวน 56-57 ล้านตัว ให้ผลผลิตไข่เฉลี่ยประมาณ 44-45 ล้านฟอง ต่อวัน หรือ 16,060 ล้านฟอง ต่อปี เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรไทยที่ 66.58 ล้านคนแล้ว เท่ากับมีการบริโภคไข่ปีละ 243 ฟอง ต่อคน หรือกินไข่เพียงคนละ 0.66 ฟอง ต่อวันเท่านั้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่การบริโภคสูงถึงปีละ 300-400 ฟอง ต่อคน ดังนั้น เกษตรกรและผู้ผลิตจึงขอเชิญชวนคนไทยกินไข่เพียงวันละ 1 ฟอง เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง และมีส่วนช่วยไม่ให้มีไข่เหลือล้นตลาดจนราคาตกต่ำอย่างที่ปรากฏ

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมผู้บริหาร กยท. เป็นผู้แทนการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5ฯ โดยมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุม มุ่งแก้ปัญหาที่รายได้ชาวสวนยางให้เป็นไปอย่างยั่งยืน กระตุ้นการใช้ยางในประเทศให้เพิ่มขึ้น ณ ตึกสันติไมตรีหลังใน ทำเนียบรัฐบาล

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการผลการดำเนินงานของหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ 5ฯ ซึ่งมีหน้าที่ในการดูแลด้านความมั่นคง ลดความเหลื่อมล้ำ การเกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเรื่องที่เป็นวาระเร่งด่วนและการแก้ปัญหาการดำเนินการตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งการยางแห่งประเทศไทยอยู่ภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์

สินค้าเกษตรสำคัญ 5 ชนิด ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งในส่วนของ กยท. รัฐบาลได้มอบนโยบายเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางสร้างรายได้ที่มั่นคง โดยสนับสนุนเงินทุนและองค์ความรู้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรมอื่นๆ แก่เกษตรกรชาวสวนยางผ่านโครงการพัฒนาอาชีพชาวสวนยางรายย่อยเพื่อความยั่งยืน โดยมีเกษตรกรชาวสวนยางเข้าร่วมโครงการ จำนวน 13,838 ราย สร้างโอกาสให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น และลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคายางในปัจจุบันได้

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้มีการกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น เช่น โครงการส่งเสริมใช้ยางในหน่วยงานภาครัฐ โดยให้ทุกส่วนราชการจัดทำแผนความต้องการใช้ยาง พร้อมทั้งให้ กยท. จัดทำข้อกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ยางพารา เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะข้อกำหนดของการใช้ยางพาราในงานซ่อมหรือสร้างถนน ด้วยการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ได้แก่ กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (สวทน.) โดยเมืองนวัตกรรมอาหารหรือฟู้ดอินโนโพลิส ร่วมกับ สมาคมจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) จัดกิจกรรม “Food Innopolis International Symposium 2018 Food Industry 4.0” ระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน 2561 เพื่อต่อยอดมุมมองสำหรับทุกคนและทุกองค์กรที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรมอาหาร ทั้งภาคเอกชน อุตสาหกรรม หน่วยงานภาครัฐ อาจารย์และนักวิจัย เพื่อช่วยเชื่อมโยงงานวิจัยนวัตกรรมสู่มุมมองการตลาดยุคใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้นกว่า 200 คน