ที่ผ่านมา นักวิจัยได้ร่วมมือกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนตำบลดอนตูม

ผู้ผลิตมะเขือเทศราชินีแช่อิ่มโดยใช้พาราโบล่าโดม ผลการวิจัยพบว่า ทางกลุ่มฯ สามารถรับซื้อมะเขือเทศราชินีจากสมาชิกผู้ปลูกเพิ่มขึ้น เฉลี่ยวันละ 1 ตัน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายผลสดให้แก่ทางกลุ่มฯ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 10 นอกจากนี้ ทางกลุ่มฯ ยังมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายมะเขือเทศผง มะเขือเทศแช่อิ่มสูตรหวานน้อย เพิ่มขึ้น ร้อยละ 20

ขณะเดียวกัน นักวิจัยยังได้ขยายผลการทดลองใช้พาราโบล่าโดม ในพื้นที่อื่นๆ เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจินตชาติบ้านสวนผักผลไม้อินทรีย์แปรรูป ตำบลบึงนคร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรที่เป็นสมาชิกปลูกผลไม้โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง และรับซื้อผลผลิตป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต ทำให้พื้นที่ปลูกและสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังได้ขยายผลโครงการไปยังกลุ่มผู้ผลิตผลไม้อบแห้ง สวนสระแก้ว ที่ติดตั้ง พาราโบล่าโดม ใกล้กับแหล่งปลูกมะม่วง และผลผลิตทางการเกษตรอื่นๆ ที่ใกล้ชุมชน ส่งผลให้เกิดการจ้างงานกับสมาชิกในชุมชนและเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร ที่ตกเกรดจากการจำหน่ายผลสด

ถ่ายทอดนวัตกรรมแปรรูปสู่ชุมชนเนื่องจากปัญหาปากท้องและความสุขของคนไทย เกี่ยวพันกับความมั่นคงของประเทศ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในการทำหน้าที่ ป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงเพื่อประโยชน์ของประชาชนและความมั่นคงของรัฐ จึงได้ร่วมมือกับ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) “คืนความสุขให้คนไทย” โดยร่วมกันนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ขยายผลเสริมฐานชีวิต สร้างอาชีพ ให้คนไทยไร้หนี้ มีกินมีใช้ มีสินค้าผลิตออกขายตลอดทั้งปี ซึ่งนำไปสู่ความมั่นคงของประเทศชาติ

ซึ่งนวัตกรรมการอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์แบบเรือนกระจก (พาราโบล่าโดม) เป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่ วช. และ กอ.รมน. จะนำไปใช้เผยแพร่สู่ชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะเป็นระบบอบแห้งที่ใช้พลังงานจากธรรมชาติ สามารถผลิตสินค้าอบแห้งได้หลากหลายชนิด ช่วยพัฒนาอาชีพและยกระดับรายได้ประชาชน เพื่อสร้างความสุข ตามแผน “ยุทธศาสตร์ชาติ” นำประเทศไปสู่ความ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

ได้รับโอกาสดีได้ไปเยี่ยมชมและพูดคุยกับเจ้าของโรงเชือดวัวที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลคือ บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด จึงนำความรู้และประสบการณ์ดีๆ มาแบ่งปันค่ะ ตามไปดูว่ามาตรฐานสากลของโรงเชือดที่ว่านี้เป็นอย่างไร

เริ่มจากธุรกิจเขียงเนื้อวันนี้ได้รับรองมาตรฐานระดับสากลคุณไพฑูรย์ ฮึกหาญ เจ้าของบริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 28/1 หมู่ที่ 11 ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี เริ่มเล่าให้ฟังว่า

“เมื่อเรียนจบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาเกษตรกรรม จากวิทยาลัยเกษตรกรรมและเทคโนโลยีจังหวัดราชบุรี เมื่อปี พ.ศ. 2523 จึงเข้ากรุงเทพฯ เพื่อหางานทำ จนผมได้ไปเปิดเขียงจำหน่ายเนื้อวัวที่ตลาดศิริชัย บางบอน 1 เขตบางบอน แต่ในตลาดมีคู่แข่งเยอะ ผมจึงสร้างจุดเด่นโดยเอาชิ้นส่วนวัวมาเป็นชิ้นใหญ่ๆ เลย อย่างขา ซีกลำตัววัว เอามาแขวนโชว์ที่เขียง มีลูกค้าขาประจำอย่างมากมาย ต้องมีเนื้อโคไปวางจำหน่ายถึงวันละ 3 ตัน”

จุดเปลี่ยนอีกครั้งในธุรกิจเนื้อวัวของคุณไพฑูรย์คือ

“ในสมัยรัฐบาลหนึ่งภาครัฐส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจเนื้อวัวทำให้เป็นธุรกิจถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล ผมจึงรับเอานโยบายนี้มาปฏิบัติโดยสร้างโรงฆ่าและชำแหละวัวตามมาตรฐานของกรมปศุสัตว์ ได้รับการรับรองมาตรฐานจากกรมปศุสัตว์ นี่เป็นที่มาของบริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด” คุณไพฑูรย์เล่าถึงที่มา

คุณไพฑูรย์ เล่าต่อไปว่า

“จากจุดเริ่มต้นของบริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ ที่ได้รับมาตรฐานการผลิตเบื้องต้นจากภาครัฐจนถึงวันนี้ เราได้รับการรับรองมาตรฐานต่างๆ มากมายจากการที่เราใช้หลักการเอาใจใส่ลูกค้า ตามใจลูกค้าที่เข้ามาหาเรา ลูกค้ารายใดต้องการการรับรองคุณภาพมาตรฐานตัวใด เราก็จะพยายามทำให้ได้ จนในวันนี้ผลิตภัณฑ์เนื้อของ บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด ได้มาตรฐานการผลิตสินค้าแปรรูปของหน่วยงานต่างๆ เช่น GMP, HACCP, EST Number (การรับรองสถานประกอบการตามข้อกำหนดของกรมปศุสัตว์ภายใต้มาตรฐาน HACCP ซึ่งใช้ขออนุญาตส่งออกเนื้อไปยังตลาดต่างประเทศได้) และได้รับเครื่องหมายฮาลาล (HALAL) แล้ว”

“ซึ่งโรงฆ่าและชำแหละวัวในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตเนื้อเทียบเท่ากับ บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด มีเพียง 2 ราย เท่านั้น แต่แตกต่างกันตรงที่บริษัทอีกรายที่ว่ายังไม่ได้รับเครื่องหมายฮาลาล ผมจึงพูดได้ว่า บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด ของเราได้รับมาตรฐานการผลิตในระดับสากลที่พร้อมจะเดินหน้าทำตลาดต่างประเทศได้อย่างสบาย”

สำหรับกระบวนการเชือดและชำแหละเนื้อของ บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด มีขั้นตอนต่างๆ ดังนี้ค่ะ

– เริ่มจากการนำวัวมาเข้าเครื่องล็อกทั้งตัวโดยใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีกลไกและระบบต่างๆ เหมือนกับของต่างประเทศ แต่ผลิตในประเทศไทยโดยช่างคนไทย เมื่อวัวมาเข้าเครื่องล็อกแล้วจะมีเพียงส่วนหัวและคอโผล่ออกมา แล้วเครื่องจะหมุนให้วัวหงายท้องเพื่อให้คนเชือดทำการล้างคอด้วยน้ำสะอาดก่อนจะเชือด

– เมื่อเชือดแล้วจะใช้เชือกมัดขาหลังใช้รอกยกตัววัวขึ้นเพื่อตัดคอและขาส่วนที่ต่ำกว่าข้อเข่าออก แล้วเลาะหนังออก ติดเครื่องหมายแสดงที่มาของเนื้อ

– ผ่าเอาเครื่องในออก ตัดแต่งไขมันแล้วผ่าครึ่งลำตัวด้วยเลื่อย– ล้างด้วยน้ำสะอาด แล้วนำไปเก็บบ่มซากในห้องเย็น ประมาณ 7 วัน หรือตามระยะเวลาที่ลูกค้าต้องการ

คุณไพฑูรย์ เล่าว่า

“เครื่องจักรสำหรับเชือดและชำแหละซากของเรามีราคากว่า 12 ล้านบาท และทุกขั้นตอนการเชือดและชำแหละวัวของ บริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด จะแตกต่างจากที่อื่นคือ ตลอดกระบวนการเชือดวัว และเนื้อวัวจะไม่สัมผัสพื้นโรงเชือดเลย และการล้างทำความสะอาดโรงเชือดด้วยน้ำผสมคลอรีนจึงมั่นใจได้ในเรื่องของความสะอาดและไม่มีกลิ่นติดค้าง”

ความแตกต่างของการทำให้วัวสลบ กับไม่ทำให้สลบก่อนเชือด

โรงเชือดวัวมาตรฐานหลายแห่งที่เคยเข้าไปสัมผัส ใช้วิธีการทำให้วัวสลบ (Stun) ก่อนเชือด แต่กระบวนการเชือดวัวของบริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด จะไม่ใช้วิธีการทำสลบก่อน จากความแตกต่างในกรณีนี้ เปล่งสุรีย์ ขออนุญาตอธิบายตามหลักวิชาการ อ้างรายงานการวิจัยของ รองศาสตราจารย์ ดร. วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้ทำการพัฒนาเทคนิคตรวจสอบความเครียดในสัตว์ก่อนและหลังการเชือด โดยการตรวจวัดผลทางชีวเคมีในเลือดสัตว์ที่ไม่มีการทำให้สลบก่อนเชือด ผลการศึกษาทางชีวเคมีพบว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญของสารต่างๆ ในเลือดสัตว์ก่อนการเชือดและหลังการเชือด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวส่งผลต่อสภาพความเครียดของสัตว์

สรุปง่ายๆ ว่าสัตว์ที่ไม่ผ่านการทำให้สลบก่อนเชือดจะมีความเครียดน้อยกว่าสัตว์ที่ผ่านการทำให้สลบก่อนการเชือดค่ะใช้วัวลูกผสมจากฟาร์มเกษตรกรคู่สัญญา

คุณไพฑูรย์ เล่าถึงวัวที่จะนำมาเชือดว่า

“วัวที่นำมาเชือดส่วนใหญ่จะเป็นวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ ประมาณ 75% และที่เหลือเป็นวัวลูกผสมบราห์มัน ซึ่งวัวลูกผสมชาร์โรเล่ส์ให้เนื้อ 60-64% เนื้อไม่รวมกระดูก ส่วนวัวลูกผสมบราห์มันให้เนื้อ 53% เนื้อไม่รวมกระดูก ส่วนปริมาณการเชือดตอนนี้ โรงเชือดอิบรอฮีมจะเชือดวัว 15-20 ตัว ต่อวัน รวมทั้งเรายังให้บริการรับจ้างเชือดแก่ผู้ประกอบการอื่นๆ ด้วย แต่กำลังการทำงานของเราสามารถเชือดและชำแหละได้เต็มที่วันละ 50 ตัว”

“ตอนนี้จึงมีปัญหาว่าปริมาณวัวที่จะนำมาเข้าโรงเชือดยังไม่พอ โดยวัวทั้งหมดเราได้มาจากฟาร์มของเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงซึ่งเป็นฟาร์มที่มีเครื่องหมาย Q รับรองมาตรฐานฟาร์มอยู่แล้ว” คุณไพฑูรย์บอก

ในเรื่องของการตลาด คุณไพฑูรย์บอกว่า ผลิตภัณฑ์เนื้อมีตลาดหลักอยู่ 2 ตลาด คือ ตลาดแรก ตลาดภายในประเทศที่เป็นกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นโรงงานแปรรูปเนื้อ

“ลูกค้ากลุ่มนี้เราจะส่งผลิตภัณฑ์เนื้อในลักษณะเนื้อก้อนซึ่งลูกค้าจะนำไปแปรรูปต่ออีกที นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มลูกค้าที่เป็นภัตตาคารอย่างโออิชิ ที่ตอนนี้เรากำลังตกลงทางธุรกิจกันอยู่ ตลาดในประเทศอีกส่วนหนึ่งที่กำลังตกลงทางธุรกิจกันอยู่ก็คือ กลุ่มลูกค้าที่ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งลูกค้าในกลุ่มนี้ต้องการส่วนของเครื่องในวัวไปใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ทดแทนการนำเข้าซึ่งเราก็มีรถห้องเย็นพร้อมจะให้บริการอยู่แล้ว”

ตลาดในประเทศมีลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ส่วนตลาดต่างประเทศก็ยังมีช่องทางอีกมากมาย“อีกตลาดคือ ตลาดต่างประเทศที่เราส่งขายมานานแล้วคือ ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเราส่งไปในลักษณะเนื้อก้อนเช่นกัน ส่วนตลาดที่เรากำลังติดต่อจะนำสินค้าของเราไปจำหน่ายคือ ประเทศเวียดนาม กับประเทศดูไบ ซึ่งน่าจะมีอนาคตที่สดใส” คุณไพฑูรย์เล่าให้ฟัง

นี่คือ ส่วนหนึ่งของธุรกิจสำคัญที่เรียกว่าขาดไม่ได้สำหรับแวดวงวัวเนื้อบ้านเราค่ะ ใครสนใจผลิตภัณฑ์หรืออยากติดต่อบริษัท อิบรอฮีม แอนด์ บีฟ จำกัด โทร. (032) 287-799 โอกาสหน้าจะหาเรื่องราวดีๆ มานำเสนออีก สวัสดีค่ะ

มะเขือเทศ เป็นพืชพื้นเมืองของอเมริกา ที่คนพื้นเมืองใช้เป็นอาหารมาแต่ดั้งเดิม แต่ก็เข้ามาอยู่ในสังคมอาหารและผลไม้ของไทยมานานแล้ว บางครั้งนำเข้าครัวไปเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ขาดไม่ได้เลย เช่น ผัดเปรี้ยวหวาน ส้มตำ บ้างก็นำมาแปรรูปเป็นซอสก็เป็นที่นิยม น้ำมะเขือมีบรรจุกล่องขายกันทั่วทุกแห่งหน บางคนก็นำมารับประทานสดๆ เป็นผลไม้ บ้างก็ใช้ประดับจานอาหารเพื่อความสวยงาม

ข้อมูลจาก คุณต้น หรือ คุณพรศักดิ์ ชัยศักดานุกูล จาก อากงฟาร์ม กล่าวไว้ว่า “เมื่อก่อนนั้น ปี พ.ศ. 2525 อากงฟาร์ม เป็นฟาร์มเลี้ยงหมูที่อากงกับคุณพ่อเริ่มต้นทำ มีทั้งหมูพ่อแม่พันธุ์และหมูขุน รวมกันประมาณ 2,000 กว่าตัว กิจการที่ทำก็ดำเนินก้าวหน้าไปด้วยดี แต่เนื่องจากความเจริญและชุมชนอยู่อาศัยที่ขยายเข้ามาใกล้ฟาร์มเข้าทุกที ทำให้มีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมและกลิ่น จึงต้องลดปริมาณหมูที่เลี้ยงลง จนกระทั่งเลิกเลี้ยงไปในที่สุด ในปี พ.ศ. 2558 หลังจากเลี้ยงหมูมายาวนานถึง 33 ปี”

เริ่มแรกปลูกเมล่อนในโรงเรือน

ก่อนที่จะเลิกเลี้ยงหมู พอดีคุณต้นได้มีโอกาสไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ในช่วงจังหวะที่อยู่ฮอกไกโด ได้มีโอกาสชิมเมล่อนฮอกไกโด รู้สึกติดใจในรสชาติ ซึ่งไม่เคยได้กินที่เมืองไทย ในระหว่างการเที่ยวได้เห็นโรงเรือนเล็กๆ อยู่ข้างทางหลายโรงเรือน ไม่มีโอกาสเข้าไปดู ได้แต่ยืนดูรอบนอก แล้วก็จำเอามาดัดแปลงทำเป็นโรงเรือนของเราเอง

ต่อมาในปี 2559 จึงดัดแปลงเล้าหมูให้กลายเป็นโรงเรือนปิดที่มีหลังคาเป็นพลาสติกเพื่อรับแสงแดดตามปกติและสามารถกันฝนได้ ส่วนด้านข้างเป็นตาข่ายที่สามารถกันแมลงได้ โดยไม่คิดว่าจะทำเป็นธุรกิจ เพียงคิดว่าอยากกินเมล่อนที่อร่อยเหมือนกับกินที่ฮอกไกโด จากนั้นได้เข้ากลุ่มเพื่อนคนที่ชอบเมล่อนด้วยกัน ในเฟซบุ๊ก ชื่อ คนรักเมล่อน ได้ความรู้มามากมาย และได้ปรึกษากับอาจารย์เบส ซึ่งทำเมล่อนจนเชี่ยวชาญที่จังหวัดหนองคาย ได้ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ให้ นอกจากนี้ คุณต้น ยังเดินสายไปตามฟาร์มเมล่อนต่างๆ ในเมืองไทย เพื่อเรียนรู้และทดลองชิมมาแล้วเกือบทั่วทุกสวน เมื่อมั่นใจว่าสามารถทำได้ จึงสั่งเมล็ดพันธุ์เมล่อนมาจากญี่ปุ่นทดลองปลูกดู ครั้งแรกๆ ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะหลังจากชิมแล้วรสชาติยังไม่ถูกใจเหมือนที่ฮอกไกโด จึงเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ไป 4-5 รอบ จนกระทั่งได้สายพันธุ์ที่ถูกใจ และได้ใช้เมล็ดพันธุ์นี้มาตลอดจนถึงปัจจุบัน

นอกจากสายพันธุ์ที่ใช่แล้ว การจัดการปริมาณน้ำและแร่ธาตุที่พืชต้องการจะต้องเหมาะสมกับสายพันธุ์นั้นด้วย สายพันธุ์ที่สวนอากงใช้มี 2 สายพันธุ์ คือ ฟุระโนะ เปลือกตาข่ายสีเขียวเนื้อส้ม ฮอกไกโดฟูยุ เปลือกตาข่ายสีทองเนื้อสีเขียว แต่เป็นที่น่าเสียดายเนื่องจากภาวะอากาศของบ้านเราหนาวไม่เพียงพอ จึงปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาวเท่านั้น และแต่ละปีจะปลูกได้เพียงครั้งเดียว เพราะจะใช้เวลาถึงสองเดือนครึ่งต่อรอบการผลิต ผลผลิตที่ได้มีรสชาติใกล้เคียงกับของฮอกไกโดมาก แต่ผลผลิตที่ได้ยังมีจำนวนไม่มากเหมือนที่ญี่ปุ่น

คุณต้น บอกว่า เมล่อนที่คนไทยชอบจะมีความกรอบ แต่ของญี่ปุ่นจะไม่กรอบมาก แต่จะละลายในปาก ความหวานหอมจะติดลิ้นอวลอยู่ในปากอยู่หลังจากกลืนไปแล้ว ความหวานที่ดีของเมล่อนจะต้องหวานใกล้เคียงกันทั้งลูก แต่ถ้าความหวานในลูกแตกต่างกัน เช่น หัวท้ายหวานน้อยกว่าช่วงกลางผล ก็จะถือว่าไม่ได้มาตรฐาน ปลูกครั้งแรกเอาไว้กินในบ้าน แจกเพื่อนฝูงบ้าง แต่เมื่อเพื่อนได้ชิมแล้วก็ติดใจในรสชาติ จึงสั่งซื้อไปฝากคนที่เคารพนับถือหรือผู้หลักผู้ใหญ่ จึงได้คิดปลูกเป็นการค้า ปัจจุบัน สวนอากงมีเมล่อนขายเฉพาะในฤดูหนาว ราคาขาย ผลละ 500-1,200 บาททีเดียว

ในเมื่อเมล่อนปลูกได้เฉพาะในฤดูหนาว แล้วโรงเรือนก็ถูกปล่อยว่างไว้ จึงทำให้คุณต้นต้องคิดต่อว่าจะปลูกอะไรได้อีกบ้าง ก็มาจบที่มะเขือเทศ เนื่องจากคุณต้นคิดว่าทั้งโลกบริโภคมะเขือเทศเป็นอันดับหนึ่ง และมะเขือเทศมีหลายร้อยสายพันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็ใช้ประโยชน์ต่างกัน บ้างกินเป็นผลไม้ ทำซอส ทำน้ำผลไม้ ประกอบอาหารบ้าง แต่ด้วยความที่ตัวเองไม่ได้พิสมัยกับมะเขือเทศมากนัก เนื่องจากไม่ชอบกลิ่นและความนิ่มของไส้มะเขือเทศที่คนไม่ชอบมะเขือเทศรังเกียจ จึงต้องหามะเขือเทศสายพันธุ์ที่ไม่มีปัญหาเรื่องนี้ จึงเริ่มศึกษาสายพันธุ์ในกลุ่มที่รู้จักก็ยังไม่ถูกใจ จนกระทั่งได้เมล็ดพันธุ์จากเพื่อนที่อเมริกา แต่เมล็ดพันธุ์ที่ใช้มีราคาถึงเมล็ดละ 50 บาท ซึ่งมีราคาแพงมาก จึงจำเป็นต้องดูแลการปลูกอย่างพิถีพิถันตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว

วิธีการปลูกมะเขือเทศองุ่น

สวนอากง จะใช้วิธีการเพาะเมล็ดมะเขือเทศองุ่นด้วยการนำเมล็ดมาวางไว้บนทิชชูที่พรมน้ำ แล้ววางเมล็ดลงบนทิชชูที่วางในกล่องทึบแสง เมื่อเรียงเมล็ดเรียบร้อยแล้ว ก็จะฉีดพ่นฝอยด้วยฟ็อกกี้อีกครั้ง แล้วเทน้ำในกล่องออกให้หมด นำไปไว้ในที่มืด เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ก็จะนำมาใส่ถาดเพาะ โดยใช้พีชมอสส์ หลังจากนั้นรดน้ำด้วยฟ็อกกี้เช้าเย็น โดยระวังไม่ให้วัสดุปลูกแฉะ นำมาวางในโรงเรือนที่ไม่โดนฝนและมีแสงแดดรำไร ใช้เวลาประมาณ 14-15 วัน ต้นมะเขือเทศจะมีความสูงประมาณ 4-5 นิ้ว ก็สามารถนำมาปลูกในโรงเรือนได้แล้ว

โรงเรือนของสวนอากงจะมีหลังคาพลาสติกกันน้ำและตาข่ายกันแมลงรอบข้าง ส่วนในโรงเรือนจะเป็นพื้น 3 ระดับเพื่อให้เหมาะสมกับการระบายน้ำและการจัดการตามภาพที่เห็น (หน้า 34) โดยครั้งแรกจะใช้กระถางพลาสติกแต่ต่อมาเห็นว่าจังหวัดราชบุรีมีกระถางมังกรเป็นผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น จึงเปลี่ยนมาใช้กระถางมังกรแทน เพราะจะลดการใช้พลาสติกได้อีกด้วย

นอกจากนี้ กระถางมังกรยังใช้งานได้นานกว่า เทแกลบดำใส่กระถางเป็นวัสดุปลูก ซึ่งทางสวนอากงใช้เพียงอย่างเดียวเพราะเห็นว่าเป็นวัสดุที่ผ่านความร้อนมาเชื้อโรคที่ติดมาจึงไม่มี ส่วนธาตุอาหารทางสวนฯ ผสมมากับน้ำ ซึ่งรดทุกวันอยู่แล้ว เมื่อเทแกลบใส่กระถางก็จะเปิดน้ำเปล่าใส่น้ำให้เต็มจนล้นออกมา วันละหนึ่งรอบ ทำอย่างนี้อยู่ 3-4 ครั้ง ก็พร้อมที่จะปลูก ในช่วงหน้าร้อนถ้าจะพรางแสงตอนปลูก และเลือกการปลูกต้นกล้าในตอนเย็น เพราะแสงแดดไม่ร้อนมาก

สำหรับโรงเรือนของสวนอากง จะมี 3 โรงเรือน โรงใหญ่ขนาดความกว้าง 11 เมตร ยาว 40 เมตร 1 โรง และโรงเรือนเล็ก 2 โรง มีขนาดกว้าง 11 เมตร ยาว 24 เมตร โรงใหญ่จะวางกระถางมังกรได้ จำนวน 500 กระถาง ปลูกกระถางละ 2 ต้น ในหนึ่งโรงเรือนจึงจะได้ 1,000 ต้น เมื่อต้นมะเขือเทศตั้งตัวได้ก็จะเริ่มให้ปุ๋ยเคมีผ่านทางน้ำ โดยมากน้อยตามขนาดต้น แต่ให้เพียงเจือจางทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น ส่วนหน้าฝนอาจให้เพียงบางเวลา เพราะอากาศชื้นเพียงพอ ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน ถึง 2 เดือนครึ่ง ก็จะเริ่มเก็บผลได้ เก็บได้ 6 สัปดาห์ ก็จะหยุดเก็บเนื่องจากผลผลิตมีน้อยลง โดยจะรื้อต้นและวัสดุปลูกออกจากโรงเรือนทั้งหมด ซึ่งถ้าเป็นแปลงปลูกมะเขือเทศอื่นจะบำรุงต้นเพื่อรอผลผลิตรุ่นสอง แต่ทางสวนอากงเลือกที่จะหยุดการปลูก เนื่องจากศัตรูพืชและโรคพืชเริ่มเข้ามารบกวน โดยเลือกปลูกใหม่ดีกว่าการประคบประหงมต้นอีกครั้ง

เมื่อขนกระถางออกหมด ก็จะล้างทำความสะอาดโรงเรือนทั้งหมด ใช้เวลาไม่เกิน 3 วัน ก็จะฉีดยาฆ่าเชื้อโรคและพักโรงเรือนไว้ 7 วัน หลังจากนั้น ก็จะนำกระถางและดินปลูกเข้าในโรงเรือนและนำต้นกล้าที่เพาะไว้มาปลูกใหม่หมุนเวียนแบบนี้เรื่อยๆ

รสชาติของมะเขือเทศสายพันธุ์นี้จะมีกลิ่นน้อย และไม่มีเมล็ด เนื้อไม่เละ หวานติดเปรี้ยว ต่างกับมะเขือเทศทั่วไปที่มีกลิ่นไส้ในเละ มะเขือเทศองุ่นจะขายอยู่หน้าเพจ อากงฟาร์ม และที่กรูเมต์มาร์เก็ต ในสยามพารากอน เอ็มควอเทียร์ และ เอ็มโพเรียม 3 สาขา ราคาขายปลีก แพ็กละ 160 บาท มีน้ำหนัก 400 กรัม หรือกิโลกรัมละ 400 บาท ส่วนในเพจจะมีค่าส่ง กล่องละ 50 บาท 2 กล่องขึ้นไป 100 บาท ผลผลิตมะเขือเทศองุ่นจะเก็บสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ในวันพฤหัสบดี ปัจจุบัน ผลผลิตยังน้อยอยู่ เฉลี่ยประมาณคราวละ 60 กิโลกรัม

สนใจติดต่อ คุณพรศักดิ์ ชัยศักดานุกูล อากงฟาร์ม หมู่ที่ 10 ตำบลดำเนินสะดวก อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ID LINE : @agongfarm FB : อากงฟาร์ม Agong-Farm IG : agongfarm Movile : 094-416-4644

ปัญหา หนอนหัวดำ แมลงดำหนาม ด้วงแรด ด้วงงวง ล้วนแล้วแต่เป็นแมลงศัตรูมะพร้าวที่เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวไม่ต้องการให้เกิดขึ้นทั้งในสวนของตนเองและสวนของเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อพบแล้ว ปัญหาการระบาดของแมลงศัตรูพืชเหล่านี้จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว หากไม่มีการควบคุมหรือกำจัดที่ดีพอ

คุณวิชาญ บำรุงยา เกษตรกรชาวสวนมะพร้าวในพื้นที่ตำบลโป่ง อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ผู้ที่เคยได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2558 ในสาขาอาชีพทำสวน และเราให้คำจำกัดความเขาว่า “ปราชญ์ชาวบ้าน” ในมุมของเกษตรกรทำสวนมะพร้าว

มุมมองของ คุณวิชาญ คือ การแก้ปัญหาแมลงศัตรูพืชทุกอย่างด้วยการงดใช้สารเคมี หรือใช้สารเคมีให้น้อยที่สุดในกรณีที่จำเป็น เพื่อไม่ให้เกิดการตกค้างไปถึงผู้บริโภค แม้สารเคมีบางชนิดที่ได้รับการประเมินปริมาณในการใช้แล้วว่า ไม่ตกค้างจนก่อให้เกิดโทษต่อผู้บริโภคก็ตาม

“หนอนหัวดำ และแมลงดำหนาม เป็นแมลงศัตรูพืชที่ในอดีตไม่เคยมี เกษตรกรของไทยไม่เคยประสบ กระทั่งปีที่เกิดการระบาดในภาคใต้ และไม่นานก็แพร่ระบาดมาถึงภูมิภาคอื่นๆ การแก้ปัญหาที่ภาครัฐแนะนำขณะนั้นคือ การใช้สารเคมีกำจัด เพราะต้องการให้การแพร่ระบาดหมดไปโดยเร็ว อีกทั้งเป็นปัญหาใหม่ที่เพิ่งพบ ทำให้ไม่มีงานวิจัยใดมารองรับการแก้ปัญหาศัตรูพืชชนิดนี้มาก่อน”

ระยะที่พบการระบาด เมื่อได้รับคำแนะนำจากภาครัฐ สิ่งที่เกษตรกรทำได้คือ การทำตาม เพื่อแก้ปัญหาโดยเร็วที่สุด แต่เมื่อภาวะระบาดผ่านพ้นไป การทบทวนถึงวิธีแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงมีขึ้นไม่เพียงแต่การป้องกันหรือกำจัด แต่มองไปถึงต้นทุนการผลิตที่เป็นปัจจัยหนึ่งที่ตอบโจทย์เกษตรกรให้ได้รู้ว่า กำไรจากการทำสวนมีมากหรือน้อย

คุณวิชาญ มองว่า การใช้สารเคมีกำจัดหนอนหัวดำและแมลงดำหนาม มีต้นทุนที่สูงมาก สารเคมีปริมาณ 250 มิลลิลิตร ราคาไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท เมื่อใช้ในปริมาณที่แนะนำ สามารถใช้ในมะพร้าว จำนวน 8 ต้น และควบคุมได้ในระยะเวลาเพียง 6-8 เดือน เมื่อคิดเป็นต้นทุนแล้ว เฉลี่ยมีค่าใช้จ่ายต่อต้นอยู่ที่ 150 บาท ต่อ 6-8 เดือน

“แตนเบียนบราคอน” เป็นแมลงตามธรรมชาติที่มีความสามารถในการกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวได้ตามทฤษฎีการใช้แตนเบียนกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว คือ การปล่อยแตนเบียน จำนวน 200 ตัว (1 กล่อง มี 200 ตัว) จะสามารถควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวได้ ในพื้นที่ 1 ไร่

ที่ผ่านมา มีเกษตรกรหลายรายทำตาม หวังผลที่ดีขึ้น แต่การควบคุมและกำจัดก็ยังไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะลดลง แต่ก็ยังพบการระบาดอยู่ และหากสวนใกล้เคียงไม่ทำไปพร้อมๆ กัน โอกาสควบคุมและกำจัดได้จะประสบความสำเร็จได้ก็ค่อนข้างยาก

แต่ถึงอย่างไร “แตนเบียน” ก็เป็นความหวัง

คุณวิชาญ ใช้ทฤษฎีการปล่อยแตนเบียนเป็นตัวตั้ง แล้ววิเคราะห์จากปัจจัยโดยรอบ พบว่า เมื่อสวนรอบข้างไม่ได้พร้อมใจกันปล่อยแตนเบียนไปกำจัดแมลงศัตรูพืชพร้อมกัน ก็เกิดช่องโหว่ เพราะพื้นที่จะกว้างมากขึ้น จำนวนแตนเบียนที่ปล่อยไปตามพื้นที่สวนของเกษตรกรแต่ละรายก็ไม่เพียงพอ ดังนั้น หากเกษตรกรไม่พร้อมใจกัน เจ้าของสวนที่ปล่อยแตนเบียนก็จำเป็นต้องปล่อยแตนเบียนเพิ่มจำนวนมากขึ้นหรือปล่อยจำนวนเท่าเดิมแต่ระยะเวลาถี่ขึ้น และเริ่มใช้แตนเบียนกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556

คุณวิชาญ ปล่อยแตนเบียนสัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 10-20 กล่อง ได้ผลดีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์“ถ้าจะให้ได้ผลดี สวนข้างเคียงต้องทำไปด้วยกัน ไม่อย่างนั้นแตนเบียนจากสวนเราก็กระจายไปสวนอื่นด้วย ยังไงก็ไม่ได้ผล”

เมื่อแตนเบียนจำเป็นต้องใช้จำนวนมากในการปล่อย คุณวิชาญจึงเป็นโต้โผในการเพาะเลี้ยงแตนเบียน เพื่อให้ได้ปริมาณมากพอสำหรับปล่อยทุกสัปดาห์ ทุกสวน เพื่อให้การควบคุมและกำจัดได้ผล

การรวมกลุ่มกันของเกษตรกรสวนมะพร้าวในอำเภอบางละมุงจึงเกิดขึ้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมด เพราะพื้นที่บางละมุงมีมากถึง 8 ตำบล ปัจจุบัน เกษตรกรสวนมะพร้าวที่พร้อมใจกันรวมกลุ่มผลิตแตนเบียนมีมากถึง 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลห้วยใหญ่ ตำบลหนองปรือ และ ตำบลตะเคียนเตี้ย

การรวมกลุ่มเกิดขึ้นได้ไม่เพียงแค่เห็นผลว่า แตนเบียนสามารถควบคุมและกำจัดแมลงศัตรูมะพร้าวได้ แต่เพราะเป็นการทำที่ต้นทุนต่ำกว่าการใช้สารเคมีมากการผลิตแตนเบียน ควรเพาะหนอนข้าวสาร (แทนหนอนหัวดำ) สำหรับใช้เป็นอาหารของแตนเบียน การเพาะหนอนข้าวสาร จำเป็นต้องใช้รำ ปลายข้าว ไข่ผีเสื้อ หมักไว้รวมกัน จากนั้นเมื่อได้หนอนข้าวสาร ก็นำมาวางไว้ให้เป็นอาหารของแตนเบียน เพื่อเพิ่มจำนวนแตนเบียน กระบวนการตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงได้แตนเบียนตามจำนวนที่ต้องการ ใช้ระยะเวลา 45 วัน

ปัจจุบัน ปัญหาการระบาดของหนอนหัวดำ ศัตรูมะพร้าวตัวฉกาจ ยังไม่หมดไป แต่ก็พบได้น้อยมาก

เทคนิคการดูแลมะพร้าวอื่นๆ ปราชญ์มะพร้าวท่านนี้ แนะนำไว้ ดังนี้ใส่ปุ๋ยขี้ไก่แกลบปีละครั้ง จำนวน 2 กิโลกรัม ช่วงต้นหรือปลายฤดูฝน ขึ้นอยู่กับความสะดวก

ทำน้ำหมักชีวภาพจากมูลสุกร นำไปพ่นที่ใบมะพร้าวทุกเดือน ช่วยป้องกันแมลงรบกวนได้ดีระดับหนึ่ง

เทคนิคที่คุณวิชาญใช้และเชื่อว่าทุกคนเห็นด้วย คือ การทำให้ต้นมะพร้าวแข็งแรง การป้องกันโรคจากการใช้สารชีวภาพ และการบำรุงต้นด้วยการใส่ปุ๋ยขี้ไก่ รวมถึงการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าจะเกิดภาวะแล้ง ก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้มะพร้าวให้ผลผลิตดีอย่างต่อเนื่องแน่นอน