ที่รัฐบาลกำลังทำตอนนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดจากบราซิล

ยื่นฟ้องประเทศไทยต่อ องค์การการค้าโลก (WTO) ตั้งแต่ต้นปี 2559 ว่า เรามีการอุดหนุนการส่งออกและแทรกแซงตลาดน้ำตาล โดยบราซิลกล่าวหาเราว่า 1)ไทยอุดหนุนการส่งออกด้วยการขายน้ำตาลภายในประเทศแพงกว่าราคาข้างนอกแล้วเอาเงินที่ขายแพงกว่านั้นไปอุดหนุน ทำให้ไทยสามารถส่งออกน้ำตาลได้ในราคาต่ำ กับ 2) รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงและอุดหนุนอุตสาหกรรมน้ำตาลภายในประเทศ ซึ่งทั้ง 2 อย่างนี้ทำให้เขาเสียเปรียบและยื่นฟ้องให้รัฐบาลไทยหยุดใช้อำนาจทั้งหมดตาม พ.ร.บ.อ้อยและน้ำตาลทราย

ตามปกติเวลามีการยื่นฟ้อง WTO จะกำหนดให้คู่กรณีเจรจาเพื่อพยายามยุติข้อพิพาทกันก่อน ซึ่งรัฐบาลไทยก็ส่งคณะไปเจรจาและดูเหมือนว่า เป้าหมายที่ทีมเจรจาได้รับไปจากรัฐบาลก็คือ พยายามให้ทุกอย่างยุติในขั้นการเจรจาเพื่อไม่ให้ บราซิล ฟ้องเราอย่างเป็นทางการ คณะผู้แทนไทยก็เลยไปรับปากบราซิล ว่า เราจะทำตามข้อเรียกร้องของบราซิลในฤดูหีบอ้อยนี้ ซึ่งเริ่มประมาณเดือนธันวาคม 2560

การแทรกแซงและอุดหนุนราคาน้ำตาลในประเทศอาจจะเห็นไม่ชัดเท่ากับ ข้าว แต่น้ำตาลเป็นสินค้าตัวเดียวที่ใช้กฎหมายบังคับว่า ให้มีการกำหนดโควตาขายน้ำตาลทรายภายในประเทศ(โควตา ก.) พร้อมทั้งตั้งราคาขายไว้คงที่ ซึ่งปกติสูงกว่าราคาตลาดโลก ตัวอย่างเช่น ราคาในตลาดโลกช่วงนี้อยู่ที่ 13-14 บาท/กก. แต่ราคาขายส่งหน้าโรงงานกำหนดไว้ 19-20 บาท/กก. ส่วนนี้คือการแทรกแซงราคาจากรัฐที่ใช้กฎหมายไปบังคับไปตั้งราคาขายเอาไว้

นอกจากนี้รัฐบาลยังกำหนดปริมาณจำหน่ายน้ำตาลทรายเป็นรายสัปดาห์ ซึ่งวิธีการก็คือ การกำหนดโควตา ก.ให้แต่ละโรงงานว่า จะขายน้ำตาลได้กี่กระสอบใน 1 สัปดาห์หรือที่เรียกว่า “การขึ้นงวด” การจำกัดปริมาณขายแบบนี้เป็นการจำกัดการแข่งขันเพราะ ไม่มีคู่แข่งรายไหนจะสามารถขายน้ำตาลจำนวนมาก ๆ ได้ ดังนั้นราคาหน้าโรงงานที่ตั้งไว้ 19-20 บาท/กก.จึงสามารถยืนอยู่ได้ถึงราคาสูงกว่าราคาส่งออกมาก แต่โรงงานก็ไม่สามารถขายในประเทศได้ “เกินกว่า” โควตาที่ได้รับ หรือถ้าพูดกันอีกอย่าง การขึ้นงวดจำหน่ายน้ำตาลในประเทศตามโควตา ก. ก็คือ การ “ฮั้ว” เพื่อตั้งราคาขายของโรงงานน้ำตาลในประเทศ ซึ่งปกติเราจะมีกฎหมาย พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า มาห้ามพฤติกรรมแบบนี้ แต่ในกรณีนี้รัฐบาลทำหน้าที่เป็นผู้นำหรือโปรโมเตอร์เองโดยใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. อ้อยนี่จึงเป็นที่มาว่า ทำไมรัฐบาลถึงใช้ ม.44 มาสั่งให้งดใช้อำนาจตาม พ.ร.บ. อ้อย

Q : แค่ประกาศลอยตัวให้บราซิลรู้

มันก็ไม่เชิงเพราะ จะมีผลในทางปฏิบัติด้วย แม้ว่ากฎระเบียบต่าง ๆ ส่วนใหญ่ยังเหมือนเดิม ข้อกำหนดใหม่เพิ่มขึ้นมาข้อหนึ่งคือ ให้รัฐบาลไปสำรวจราคาน้ำตาลทรายที่ซื้อขายกันในประเทศในแต่ละเดือนว่า ขายกันเท่าไหร่ เพื่อมากำหนดเป็นราคาอ้างอิงเพื่อเก็บเงินเข้ากองทุนอ้อยและน้ำตาลทราย โดยคิดจากส่วนต่างของราคานี้กับราคาตลาดโลก โดยราคาตลาดโลกจะคิดจากราคาน้ำตาลทรายขาวเบอร์ 5 ที่ตลาดลอนดอน + ค่าไทยพรีเมียม ส่วนต่างของสองราคานี้จะถูกเก็บเข้ากองทุนฯ (แทนที่เคยเก็บกิโลละ 5 บาท) แต่วิธีการที่จะได้มาของราคาสำรวจมีกติกาอะไรบ้าง ยังไม่มีใครบอกไว้ชัดเจน

Q : ลอยตัวแล้วยังฮั้วราคาได้หรือไม่

สิ่งที่ มาตรา 44 ทำก็คือ ยกเลิกการกำหนดราคาขายภายในประเทศตามระบบเดิม (โควตา ก.) แต่ถึงคุณยกเลิกไปแล้ว ตอนแรก ๆ ตัวมันตาย แต่วิญญาณก็อาจจะยังอยู่ เช่น อาจจะมีการฮั้วราคาอย่างไม่เป็นทางการเกิดขึ้นได้ ซึ่งส่วนหนึ่งจะขึ้นกับวิธีที่รัฐบาลใช้ เช่นถ้ารัฐบาลประกาศราคาแค่เดือนละครั้ง โรงงานก็คงต้องเก็งกันว่า ราคาที่ออกมาจะเป็นเท่าไหร่ ซึ่งตอนนี้คาดกันว่า เริ่มจาก 17-18 บาท/กก. ถ้าเป็นแบบนี้ก็คงจะเหมือนยังมีการฮั้วโดยปริยาย แต่พอกติกาชัดเจนขึ้นแล้ว สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงไปเร็วมากก็ได้

Q : หลังลอยตัวจะเป็นอย่างไร

ผมเชื่อว่า ในระยะนี้ทุกโรงงานน้ำตาลยังไม่กล้าขยับอะไรมาก ราคาส่วนต่างที่เก็บเข้ากองทุนได้ก็จะอาจจะยังเกือบเท่าเดิม เช่น 3 บาท/กก. (เทียบกับเดิม 5 บาท/กก.) ผู้บริโภคก็เคยชินกับการกินน้ำตาลที่ราคา 23.50-25 บาท/กก. ถ้าราคาขายปลีกในประเทศอยู่ที่ 20-23 บาท/กก. ผู้บริโภคก็อาจจะพอใจและรับราคาได้ ในระยะแรกราคาขายส่งหน้าโรงงานคงจะลงไม่มาก แต่พอเวลาผ่านไป พ่อค้าก็จะมองเห็นลู่ทางว่า จะเล่นตลาดได้อย่างไร อย่างตอนนี้แทบทุกคนบอกว่า ส่วนต่างช่วงแรกน่าจะอยู่แถว 3 บาท/กก. แต่หลายคนคาดว่า ส่วนต่างจะลดลงมาเรื่อย ๆ ถ้าโรงงานส่วนใหญ่เห็นตรงกัน ทุกโรงก็อาจจะรีบขายน้ำตาลออกมาก่อน และมีความเสี่ยงที่ส่วนต่างจะลดลงอย่างรวดเร็ว จนเงินที่หวังเก็บเข้ากองทุนลดลงหรือหมดไป

Q : แล้วเกษตรกรจะอยู่ได้หรือ

นี่เป็นโจทย์ใหญ่ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล การแก้ปัญหาโดยซุกขยะไว้ใต้พรมจะมีปัญหาตามมา ที่ผ่านมาอ้อยเพิ่มจาก 25-32 ล้านตันเป็น 100 ล้านตัน/ปี ในขณะเดียวกันโรงงานก็ขยายการผลิตกันมาก แต่ถ้าการแก้ปัญหาของเราทำให้ราคาอ้อยลดลงมาก ในอนาคตชาวไร่ก็จะทิ้งอ้อยไปปลูกพืชอื่น ดังนั้นผลกระทบจึงไม่ใช่มีแค่กับชาวไร่แต่กับโรงงาน การที่จะรักษาสมดุลให้อุตสาหกรรมนี้จำเป็นต้องตอบโจทย์ระยะยาวร่วมกัน ขณะนี้ภาครัฐกำลังแก้ปัญหาบราซิลด้วยดึงการอุดหนุนจากผู้บริโภคออกไป แต่ภาระส่วนนี้ส่วนใหญ่กำลังถูกผลักไปที่เกษตรกร ซึ่งในที่สุดเกษตรกรจำนวนหนึ่งก็จะโหวตตบเท้าเดินออกจากการปลูกอ้อยไป

โจทย์ที่สำคัญในระยะกลาง-ยาวจึงต้องหาทางปรับระบบและโครงสร้างของอุตสาหกรรมนี้ โดยหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างชาวไร่กับโรงงาน ที่โรงงานซึ่งได้ประโยชน์มากมายจากเสถียรภาพที่ระบบได้สร้างขึ้นมาเมื่อ 3 ทศวรรษก่อน คงจะต้องแบ่งผลประโยชน์ให้เกษตรกรมากขึ้น ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่เพื่อความอยู่รอดของโรงงานเองในระยะยาวด้วย

ในขณะ TDRI กำลังทำแนวทางการรับมือกับการฟ้องของบราซิลต่อ WTO กับการปรับโครงสร้างอุตฯอยู่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์ระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่จังหวัดบึงกาฬ มีระดับลดลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วติดต่อกัน ล่าสุดระดับน้ำอยู่ที่ 3.70 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 12 เมตร ซึ่งถือว่าลดลงอย่างมาก โดยคาดปีนี้น้ำในแม่น้ำโขงจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีถือเป็นโอกาสให้กับชาวประมงที่หาปลาในแม่น้ำโขง หาปลาได้สะดวกมากขึ้นเพราะน้ำในแม่น้ำโขงมีความใสเพิ่มมากขึ้นง่ายต่อการสังเกตหมู่ปลา และน้ำก็ยังไม่ไหลเชี่ยวมาก จึงไม่เป็นอุปสรรคต่อการหาปลา ชาวประมงทั้งในฝั่งไทยและฝั่ง สปป.ลาว ต่างพากันออกจับปลาน้ำโขงขึ้นมาจำหน่ายให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดหรือนำไปขายตามตลาดนัดต่างๆ ทำให้ตลาดปลาน้ำโขงคึกคักเป็นอย่างมาก สร้างรายได้ให้กับชาวบ้านที่อาศัยจับปลาในแม่น้ำโขงขายจะมีรายได้เฉลี่ยคนละ 500 – 1,500 บาทต่อวัน นอกจากนี้ปลาที่เหลือจากขายในตลาดก็สามารถนำกลับมาทำเป็นอาหารรับประทานในครอบครัวได้อีกด้วย ซึ่งก็สามารถช่วยลดรายจ่ายเพิ่มรายได้เป็นอย่างดี ช่วงต้นฤดูแล้งในปีนี้

มกอช.เสริมความรู้ระบบการผลิตพืชอาหารปลอดภัยตามมาตรฐาน GAPมกอช.เร่งสร้าง Q อาสาใน 4 จังหวัด มุ่งเป้าผู้นำกลุ่มเกษตรกร Young Smart Farmer ประธานศพก.และอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน หวังถ่ายทอดความรู้เสริมความรู้ระบบการผลิตพืชอาหารปลอดภัยตามมาตรฐาน GAP

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ หรือ มกอช. เป็นหน่วยงานกลางด้านมาตรฐานสินค้าเกษตรของประเทศ มีบทบาทหน้าที่กำหนดมาตรฐาน ส่งเสริมการนำมาตรฐานสินค้าเกษตร ไปใช้ตลอดห่วงโซ่อาหาร รวมถึงการเจรจาแก้ปัญหาทางการค้าเชิงเทคนิค เพื่อปรับปรุงและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรของไทยให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศการสร้างเครือข่ายและการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านมาตรฐานสินค้าเกษตร เป็นสิ่งสำคัญ มกอช. จึงสร้าง Q อาสา ขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานรัฐกับเกษตรกร ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กับเกษตรกรในการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบมาตรฐาน GAP ตลอดจนมีการสร้างเครือข่ายการผลิตสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ในปี 2561 มกอช. มีแผนจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตรการผลิตพืชอาหารปลอดภัยตามมาตรฐานสินค้าเกษตร (โครงการ Q อาสา) จำนวน 1 รุ่น

“ผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของโครงการ Q อาสา ปี 2559 จัดอบรมไปแล้ว 3 รุ่น ผลิต Q อาสา จำนวน 135 คน ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ เพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก สระแก้ว และพัทลุง ซึ่ง Q อาสาเหล่านั้น ได้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการผลิตพืชอาหารปลอดภัย โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ และเจ้าหน้าที่ของ มกอช. โดยการตรวจประเมินเบื้องต้น (Pre Audit) และให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรที่จะยื่นขอการรับรอง GAP ในปี 2560 ได้ให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรจำนวน 539 ราย ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนเข้าสู่มาตรฐาน GAP ได้ทั้งสิ้น 411 ราย คิดเป็นร้อยละ 76.25 สำหรับปี 2561 พื้นที่เป้าหมายที่ Q อาสา จะเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP พืชอาหาร มีทั้งหมด 6 จังหวัด คือ พิจิตร(แปลงใหญ่) กำแพงเพชร(แปลงใหญ่) พัทลุง(แปลงใหญ่) พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และสระแก้ว จังหวัดละ 100 แปลง รวมทั้งสิ้น 600 แปลง คาดว่าแปลงเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรอง GAP พืชอาหาร จะสามารถปรับเปลี่ยนเข้าสู่มาตรฐาน GAP ได้ไม่น้อยกว่า 420 แปลง คิดเป็นร้อยละ 70 ของเกษตรกรที่ยื่นขอการรับรอง” นางสาวเสริมสุขกล่าว.

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าทลายแหล่งค้ามนุษย์ในสถานบริการอาบอวนนวด “วิคตอเรีย ซีเครท” ซอยพระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ มหานคร เมื่อวันก่อน และมีการขยายผลคดีจนนำไปสู่การตรวจสอบพบว่าสถานบริการอาบอบนวดแห่งนี้ มีการลักลอบใช้น้ำบาดาล 1 บ่อ ซึ่งล่าสุด กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้สั่งปิดและแจ้งดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งโทษคือ จำคุกไม่เกิน

6 เดือน ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะเดียวกัน ได้ส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบอาบอบนวดอีก 47 แห่ง จาก 82 แห่งเป้าหมาย พบอีก 5 แห่ง มีข้อบ่งชี้ว่ามีการลักลอบขุดใช้น้ำบาดาลเช่นกัน เนื่องจากมีค่านำไฟฟ้าสูงเกินกว่าพื้นที่ใกล้เคียง จึงขอหมายศาลเข้าค้นหาบ่อบาดาล เพื่อแจ้งความเอาผิดตามกฎหมาย พร้อมส่งข้อมูลของแต่ละแห่ง ให้กับตำรวจขยายผลต่อไปนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางอรัญญา เฟื่องสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ทส.กล่าวว่า โดยทั่วไปจะอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลได้เฉพาะในจุดที่น้ำประปายังเข้าไม่ถึง และอนุญาตให้เฉพาะบางหน่วยงานหรือสถานประกอบการที่มีความจำเป็นจะต้องมีน้ำไว้ใช้อย่างต่อเนื่อง จะให้ขุดบ่อบาดาลสำรอง เช่น โรงพยาบาล วัด สถานีดับเพลิง หรือเขตอุตสาหกรรมเฉพาะ อย่างอุตสาหกรรมฟอกย้อม อุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งจะต้องมีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง แต่กรณีอาบอบนวดที่มีการตรวจพบว่าใช้น้ำบาดาล ไม่พบว่ามีการขออนุญาต
จึงเข้าข่ายการลักลอบใช้ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ตามระเบียบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับคำขอรับใบอนุญาต การออกใบอนุญาต การต่ออายุใบอนุญาต การโอนใบอนุญาต การออกใบแทนใบอนุญาต และการแก้ไขใบอนุญาตประกอบกิจการน้ำบาดาล พ.ศ.2550 ที่ออกตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) น้ำบาดาล พ.ศ.2520 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ระบุว่า ผู้ใดประสงค์จะขอรับใบอนุญาต ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงพร้อมด้วยเอกสารหลักฐานตามที่กำหนด ต่อพนักงานน้ำบาดาลประจำท้องที่ในเขตน้ำบาดาลนั้น

โดยผู้ที่ประสงค์จะขอใช้น้ำบาดาลอนุญาตให้ใช้ใน 4 ส่วนหลัก คือ 1.ใช้เพื่ออุปโภคบริโภค 2.ใช้ในกระบวนการผลิต 3.ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต และ 4.ใช้เพื่อการเกษตรกรรม

ทั้งนี้ เฉพาะในท้องที่ที่ไม่มีแหล่งน้ำผิวดิน อนุญาตให้เจาะน้ำบาดาลได้เลย แต่ในสำหรับท้องที่ที่มีแหล่งน้ำผิวดิน มีหลักเกณฑ์การใช้น้ำบาดาลร่วมกับน้ำประปา ดังนี้

1.ประเภทธุรกิจ (อุตสาหกรรมหรือการค้า) อนุญาตให้เจาะน้ำบาดาลโดยอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลตามสัดส่วนการใช้น้ำของประเภทอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ

2.ประเภทอุปโภคบริโภค หรืออุปโภค ไม่อนุญาตให้เจาะน้ำบาดาล เว้นแต่ไม่สามารถเชื่อมต่อระบบแหล่งน้ำผิวดินได้ อนุญาตให้เจาะน้ำบาดาล และผ่อนผันให้ใช้น้ำบาดาลเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนไปพลางก่อนจนกว่าจะสามารถเชื่อมต่อระบบแหล่งน้ำผิวดินได้ สำหรับสถานพยาบาล สถานทูต และสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ

3.ประเภทเกษตรกรรม อนุญาตให้เจาะน้ำบาดาลได้ โดยอนุญาตให้ใช้น้ำบาดาลร่วมกับน้ำผิวดินตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ถามว่าพื้นที่ใดบ้างที่สามารถมีบ่อบาดาลสำรองได้ จากระเบียบดังกล่าวระบุว่า จะต้องเป็น 1.สถานที่ที่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำในยามฉุกเฉิน หรือกรณีเร่งด่วน เช่น โรงพยาบาล สถานพยาบาล ทั้งของรัฐและเอกชน 2.สถานที่เพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคม เช่น สถานศึกษา หรือศาสนสถาน 3.สถานที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ หรือมีความสำคัญของประเทศ เช่น ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ ท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือสถานที่สำคัญทางทหาร เป็นต้น 4.สถานที่ที่เป็นอาคารสูงหลายชั้น ไม่มีที่สำหรับสร้างถังเก็บน้ำไว้ใช้อย่างเพียงพอ

5.สถานที่ที่ขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลเพื่อเป็นบ่อสำรอง กรณีเกิดอัคคีภัย 6.สถานที่อื่นๆ ที่คณะกรรมการน้ำบาดาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สมควรให้เก็บบ่อน้ำบาดาลไว้เป็นบ่อสำรองได้ 7.สภาพบ่อน้ำบาดาล และคุณภาพน้ำบาดาลที่ใช้เป็นบ่อสำรองต้องใช้การได้ดี และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 8.บ่อน้ำบาดาลที่จะใช้เป็นบ่อสำรองกรณีเกิดอัคคีภัย ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรอง

สำหรับการพิจารณากำหนดปริมาณการใช้น้ำบาดาลนั้น ในแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป กล่าวคือ 1.เคหสถาน ครัวเรือนละไม่เกิน 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน (หากจำนวนครัวเรือนมีมากกว่า 6 คน ให้เพิ่มเฉพาะที่เกินกว่า 6 คน อีกคนละไม่เกิน 250 ลิตรต่อวัน) 2.อพาร์ตเมนต์ ตึกแถว หรือเรือนแถว ให้ใช้น้ำ หน่วยหรือห้องละไม่เกิน 2 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 3.หอพักให้ใช้น้ำห้องละไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 4.โรงแรม ให้ใช้น้ำห้องละไม่เกิน 1 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน 5.โรงเรียน (ซึ่งไม่ได้รับนักเรียนประจำ) ให้ใช้น้ำคนละไม่เกิน 50 ลิตรต่อวัน 6.วัด หรือศาสนสถาน ให้ใช้น้ำบาดาลตามความเหมาะสม

7.สถานที่ราชการหรือสำนักงานเอกชน ให้ใช้น้ำคนละไม่เกิน 150 ลิตรต่อวัน 8.โรงพยาบาล ให้ใช้น้ำบาดาลตามความเหมาะสม 9.เขตนิคมอุตสาหกรรม คิดปริมาณน้ำ 7-10 ลูกบาศก์เมตรต่อวันต่อไร่ 10.Boiler คิดการสูญเสียการใช้น้ำประมาณ 80-100% 11.Cooling Tower, Air chiller คิดสูญเสียการใช้น้ำประมาณ 0.5-5% 12.หน่วยคอนกรีตผสมเสร็จให้ใช้น้ำในการผสมปูนประมาณ 170 ลิตรต่อคอนกรีต 1 ลูกบาศก์เมตร 13.โรงน้ำแข็ง น้ำแข็งซอง ความจุ 180 ลิตรต่อซอง น้ำแข็งหลอด 1 ตัน = 1 ลูกบาศก์เมตร 14.สถานีบริการน้ำมัน การล้างอัดฉีด ประเมินการใช้น้ำไม่เกิน 2 ลูกบาศก์เมตรต่อคันต่อวัน จำนวนผู้ใช้บริการห้องน้ำ ร้านค้า ร้านอาหาร ประเมินการใช้น้ำไม่เกิน 50 ลิตรต่อคนต่อวัน 15.รดต้นไม้ สนามหญ้า ในสนามกอล์ฟ ประเมินการใช้น้ำไม่เกินวันละ 5-7 ลูกบาศก์เมตรต่อ 1 ไร่ 16.ฟาร์ม เลี้ยงไก่ให้ใช้น้ำตัวละไม่เกิน 150-250 ซีซีต่อวัน เลี้ยงเป็ด ให้ใช้น้ำตัวละไม่เกิน 250-350 ซีซีต่อวัน เลี้ยงหมู ให้ใช้น้ำตัวละไม่เกิน 50-70 ลิตรต่อวัน และ 17.การใช้น้ำบาดาลนอกจาก 16 ข้อข้างต้น ให้พิจารณาจากข้อเท็จจริงตามความจำเป็นและเหมาะสม

เอาจริง! เตรียมรื้อตลาดประมงอ่างศิลาทำใหม่ห้ามก่อม็อบ ชี้ปล่อยนานกว่า 2 ปีแล้ว หวั่นสะพานพังนักท่องเที่ยวอาจเจ็บ-เสียชีวิต ตลาดก็ไม่ได้สุขอนามัย

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 มกราคม นายมานพ กาญจนบุรางกูล ผู้อำนวยการสะพานปลา นายวินัย พ้นภัยพาล กำนันตำบลเสม็ด ได้ลงพื้นที่พร้อมทั้งกำลังทหารเพื่อห้ามไม่ให้พ่อค้าแม่ค้าตลาดประมงอ่างศิลา ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี ทำการค้าขาย เนื่องจากทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผู้ดูแลสะพานปลาทั่วประเทศได้อนุมัติงบประมาณมาซ่อมสะพานปลาอ่างศิลาจำนวน 149 ล้านบาท และจะทำการปิดสะพานซ่อมนานประมาณ 2 ปี นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมพื้นที่ไว้ให้พ่อค้าแม่ค้าได้ค้าขายกันแล้วอยู่บริเวณตรงข้ามตลาดประมงอ่างศิลา

สืบเนื่องมาจากสะพานปลาอ่างศิลาได้ก่อสร้างมานานและชำรุดทรุดโทรม หวั่นจะเกิดอันตรายกับพ่อค้าแม่ค้า นักท่องเที่ยว และประชาชน ซึ่งได้ผ่อนผันการปิดสะพานปลามานานกว่า 2 ปีแล้ว แต่เมื่อลงพื้นที่แล้วพบว่าได้มีนักท่องเที่ยวได้แวะมาซื้อสิ้นค้า และอาหารทะเลกันอย่างมากมาย จึงได้อนุโลมให้ทำการค้าขายได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 หลังจากนั้นจะต้องย้ายออกจากตลาดประมงอ่างศิลา เพื่อที่จะดำเนินการก่อสร้างสะพานปลาใหม่

นายมานพ กาญจนบุรางกูล ผู้อำนวยการสะพานปลากล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณมานานแล้ว นอกจากนี้ยังได้อนุโลมให้พ่อค้าแม่ค้าทำการค้านานมานานกว่า 2 ปีทั้งที่ได้สั่งปิดสะพานปลาอ่างศิลาไปแล้ว อย่างไรก็ตามสะพานปลาจะต้องดำเนินการก่อสร้าง จึงต้องย้ายพ่อค้าแม่ค้าออกจากพื้นที่ เพราะไม่เช่นนั้นหากสะพานปลาถล่มหรือชำรุดลงมาจะทำให้มีผู้เสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บ จะเกิดความเสียหายมากกว่านี้ ที่สำคัญสถานที่ค้าขายก็ไม่ถูกสุขอนามัย และอย่าไปหลงเชื่อการชักจูงเพื่อกลับมาขายสินค้า อาหารทะเลกันอีก ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการตามกฎหมาย หลังจากก่อสร้างสะพานปลาเสร็จแล้ว พ่อค้าแม่ค้าก็สามารถกลับมาขายได้ดังเดิม

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศสภาพอากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบน กับฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 29 มกราคม จนถึง วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2561) ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 29 มกราคม 2561 ระบุว่า

ในช่วงวันที่ 29 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561 ประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองในระยะแรก หลังจากนั้นอากาศจะหนาวเย็นลงกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 6-8 องศาเซลเซียส โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อนในช่วงวันที่ 29-30 มกราคม ส่วนภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะได้รับผลกระทบในช่วงวันที่ 30-31 มกราคม และอุณหภูมิจะลดลง ขอให้ประชาชนดูแลสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และเกษตรกรควรระวังความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

สำหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่ง ส่วนชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 31 มกราคม – 4 กุมภาพันธ์ 2561

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยในวันนี้ (29 ม.ค.) คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบนในระยะต่อไป ประกอบกับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยและทะเลอันดามันมีกำลังแรง

ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และติดตามข้อมูลจากเว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โดยกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เตรียมจัดงานสัมมนาและลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการกาแฟทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ ชี้ช่องทางการใช้ประโยชน์จาก FTA และเตรียมพร้อมรับมือการเปิดตลาดเสรีในอนาคต

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดี รักษาราชการอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ร่วมกับสมาคมกาแฟไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร เป็นต้น เตรียมจัดสัมมนาและลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการกาแฟทั้งในภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อให้ข้อมูลและหารือช่องทางการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับสินค้ากาแฟภายใต้ความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ที่ไทยทำจัดทำไว้กับประเทศคู่ค้า รวมทั้งเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีสินค้ากาแฟภายใต้ FTA ไทย-ออสเตรเลีย ในปี 2563 โดยจะลงพื้นที่ครั้งแรกในภาคเหนือที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 1 – 2 กุมภาพันธ์ 2561

ทั้งนี้ภายใต้ความตกลง FTA ที่ไทยทำกับประเทศต่างๆ รวม 12 ฉบับ มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับสินค้ากาแฟที่สำคัญ อาทิ การเปิดเสรีของอาเซียนที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ ยกเว้น เมียนมาเปิดเสรีสินค้ากาแฟให้ไทยแล้วโดยเก็บภาษีนำเข้าเป็น 0 ในขณะที่เมียนมายังเก็บภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟคั่วที่ร้อยละ 5 สำหรับไทยเองก็ได้เปิดเสรีผลิตภัณฑ์กาแฟ เช่น กาแฟสำเร็จรูป กาแฟ 3 in 1 โดยลดภาษีเป็น 0 ให้ประเทศอาเซียนอื่นแล้วตั้งแต่ปี 2553 ยกเว้นเมล็ดกาแฟที่ไทยยังเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศอาเซียนอื่นที่ร้อยละ 5

สำหรับความตกลง FTA อาเซียน – จีน จีนได้ลดภาษีศุลกากรสินค้ากาแฟคั่วและผลิตภัณฑ์กาแฟให้ไทยเหลือ 0 แล้ว ยกเว้นเมล็ดกาแฟดิบที่จีนยังเก็บภาษีศุลกาการกับไทยร้อยละ 5

ดังนั้น ผลที่เกิดขึ้นจากการที่ไทยมี FTA กับประเทศต่างๆ ทำให้ไทยส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟไปยังประเทศคู่เจรจาได้มากขึ้น เช่น ลาว (ปี 2560 ไทยส่งออก 8,229 ตัน) และจีน (ปี 2560 ไทยส่งออก 5,054 ตัน) เป็นต้น โดยมีมูลค่าส่งออกไปลาวเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 และจีนเพิ่มขึ้นร้อยละ 4,783 นับจากการเปิดเสรีในปี 2553

นอกจากนี้ ภายใต้ความตกลง FTA ไทย – ออสเตรเลีย ไทยจะต้องลดภาษีศุลกากรสินค้าเมล็ดกาแฟและผลิตภัณฑ์กาแฟเป็น 0 ให้กับออสเตรเลียในปี 2563 ดังนั้น เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการกาแฟของไทยได้ทราบข้อมูล การเปิดเสรีภายใต้ความตกลง FTA ต่างๆ ของไทย กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจึงมีกำหนดลงพื้นที่พบปะเกษตรกรและผู้ประกอบการเพื่อเตรียมความพร้อมและแนะนำช่องทางการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรีดังกล่าว