ที่สวนมะพร้าวน้ำหอมของคุณบวรแห่งนี้ สมาชิกทัวร์ทุกคน

เต็มอิ่มกับข้อมูลการขยายพันธุ์มะพร้าว การปลูก การดูแล โดยเฉพาะสูตรการให้ปุ๋ยมะพร้าวที่ไม่เหมือนใคร เพื่อให้สามารถเก็บผลมะพร้าวได้ทุก 20 วัน หรือ 18 ครั้งต่อปี ด้วยวิธีให้ปุ๋ยสูตรโยกหน้าโยกหลัง โดยมีคุณบุญฤทธิ์ ยิ้มเพชร นักวิชาการเกษตรส่งเสริมการเกษตร ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก มาร่วมให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ พร้อมเสิร์ฟมะพร้าวน้ำหอมสดๆ จากสวน และกาแฟสดน้ำมะพร้าว ที่ให้ความหวานจากน้ำมะพร้าวน้ำหอมแทนน้ำตาล และไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม จากคุณจรัญ เจริญทรัพย์ เจ้าของสวนมะพร้าว ที่สร้างฐานะจาก 1 ไร่เป็น 100 ไร่ ที่แม้ไม่ได้มาด้วยตนเอง แต่ยังส่งไอศกรีมมะพร้าวเข้มข้นมาให้ชิม

ส่งท้ายทริปด้วย พาชมกระบวนการแปรรูปมะพร้าวน้ำหอมส่งออก ที่บริษัท เอ็นซี โคโคนัท จำกัด ของคุณณรงค์ศักดิ์ ชื่นสุชน ผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมครบวงจรรายใหญ่ของไทย และบุกเบิกการทำตลาดมะพร้าวน้ำหอมด้วยตนเอง ก่อนจะประสบความสำเร็จดังเช่นปัจจุบัน

“มะเดื่อฝรั่ง” หรือ “ฟิกส์” (FIGS) ซึ่งย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปี อาจจะเป็นผลไม้ที่แทบจะไม่ค่อยมีคนรู้จักเลยในบ้านเรา แต่เมื่อได้รับความสนใจมากขึ้นว่าเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพ มีการเผยแพร่ออกสื่อต่างๆ มีกลุ่มต่างๆ เกี่ยวกับมะเดื่อฝรั่งในโลกโซเชียล ทำให้มะเดื่อฝรั่งเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย คนทั่วไปรู้จัก ทานมะเดื่อฝรั่งเป็น มีการพัฒนาในทุกๆ ด้าน ทั้งเรื่องสายพันธุ์ที่มีการนำเข้ามาปลูกในบ้านเรานับร้อยสายพันธุ์จากทั่วโลก เทคนิควิธีการปลูก การบำรุงดูแลรักษา การเก็บเกี่ยว การบรรจุหีบห่อ การแปรรูป รวมถึงวิธีการขยายพันธุ์ที่มีการประยุกต์และพัฒนาในหลายๆ รูปแบบ เนื่องจากมะเดื่อฝรั่งเป็นอีกพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้หลากหลายวิธีมาก

ทาง “สวนคุณลี” อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398 ที่เป็นสวนหนึ่งที่เริ่มปลูกมะเดื่อฝรั่งในเชิงการค้าในยุคแรกๆ เพื่อจำหน่ายผลสด มานานเกือบ 15 ปี ซึ่งได้การตอบรับในการซื้อผลผลิตดีมาก โดยจำหน่ายได้ กิโลกรัมละ 150-300 บาท เลยทีเดียว ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาค่อนข้างดีสำหรับเกษตรกร เนื่องจากสามารถผลิตในเชิงปลอดสารพิษหรือแบบอินทรีย์ได้ตามแนวทางของแต่ละสวน เนื่องจากเป็นไม้ผลที่มีโลกและแมลงศัตรูไม่มาก ที่สำคัญก็จะมีนกมาจิกผล (ก็จะห่อผล)

โดยที่สวนคุณลี ปลูกมะเดื่อฝรั่งแบบกลางแจ้งเหมือนไม้ผลทั่วไป ก็ปลูกมะเดื่อฝรั่งทั้งจากต้นที่ขยายพันธุ์มาจากการตอนกิ่ง, การปักชำ, การเปลี่ยนยอดบนต้นตอขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การติดตา, เสียบเปลือก, เสียบตรง เป็นต้น ซึ่งต้นตอที่นิยมนำมาใช้ก็คือต้นมะเดื่อฝรั่งสายพันธุ์ที่ไม่ต้องการ หรือต้นมะเดื่อฝรั่งที่มีนิสัยทนทาน หากินเก่ง มีระบบรากแข็งแรง เช่นที่สวนคุณลี จะใช้มะเดื่อฝรั่งพันธุ์ออสเตรเลียเป็นต้นตอเกือบทั้งหมด วิธีการคือปลูกมะเดื่อพันธุ์ออสเตรเลียลงแปลงไปก่อน หลังจากนั้นเมื่อต้นมะเดื่อออสเตรเลียมีขนาดที่เราพอใจแล้ว (3-6 เดือน ตามความพอใจ) ก็จะเปลี่ยนยอดสายพันธุ์ที่เราต้องการ แต่ในบ้านเรามีมะเดื่อพื้นบ้านและมะเดื่อป่า ซึ่งจัดว่าอยู่ในวงศ์เดียวกันกับมะเดื่อฝรั่ง

จากการที่สวนคุณลีได้ลองทำมานับ 10 ปี มะเดื่อฝรั่งก็สามารถเปลี่ยนยอดบนต้นตอมะเดื่อพื้นบ้านหรือมะเดื่อป่าได้ และสามารถเจริญเติบได้ดีมาก ให้ผลผลิตได้เป็นอย่างดี แต่การขยายพันธุ์อาจจะต้องมีเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้แผลประสานหรือเนื้อไม้เข้ากันได้ดี ทาง “สวนคุณลี” จึงนำวิธีการเปลี่ยนยอดมะเดื่อฝรั่งบนต้นตอมะเดื่อพื้นบ้าน หรือมะเดื่อป่า ให้ท่านนำไปประยุกต์ปรับใช้กันต่อไป

การต่อกิ่ง หรือการเสียบยอด เป็นวิธีการขยายพันธุ์พืชโดยไม่ใช้เพศที่สามารถทำได้โดยการนำกิ่งพันธุ์ดีที่มีตามากกว่า 1 ตา มาต่อบนต้นตอ เพื่อให้เนื้อเยื่อเจริญทั้งสองเชื่อมประสานเป็นต้นเดียวกัน การขยายพันธุ์ด้วยวิธีต่อกิ่งจะดีกว่าการติดตามาก เพราะจะได้รอยต่อที่แข็งแรงกว่ามาก การต่อกิ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย และได้ผลดีกับพืชบางชนิด เช่น เฟื่องฟ้า มะม่วง พุทรา ขนุน องุ่น ฯลฯ

ความมุ่งหมายที่สำคัญของการต่อกิ่งพืช คือ เพื่อต้องการเชื่อมประสานเนื้อเยื่อของพืชที่เป็นต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีเข้าด้วยกัน ให้มีชีวิตและเจริญเติบโตร่วมกัน เสมือนเป็นพืชต้นเดียวกัน ทั้งนี้ การต่อกิ่งพืช สามารถเลือกทำได้หลายวิธีตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับชนิดของพืช ฤดูกาล และความชำนาญของผู้ต่อกิ่ง

การต่อกิ่งมีคุณค่าและความสำคัญต่อวงการปลูกไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ผลมาก ซึ่งเห็นได้ชัดเจน ได้แก่ การเพิ่มและช่วยเปลี่ยนยอดพันธุ์เดิมที่ปลูกอยู่แล้วให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น เช่น การเพิ่มยอดกิ่งเฟื่องฟ้าให้มีหลากหลายสี การเปลี่ยนยอดต้นโมกเขียวให้เป็นโมกด่าง การเปลี่ยนยอดมะม่วงให้เป็นมะม่วงแฟนซี คือมีหลายพันธุ์ในต้นเดียวกัน นอกจากนี้ การต่อกิ่ง ยังเป็นการช่วยซ่อมแซมส่วนของต้นพืชที่ได้รับอันตรายจากธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมอื่นๆ รวมทั้งการใช้ประโยชน์จากต้นตอที่มีลักษณะทนทานต่อสภาพแวดล้อมและศัตรูพืช

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการต่อกิ่ง หรือการเสียบยอด
พืชที่นำมาเสียบเข้าด้วยกันต้องเป็นพืชตระกูลเดียวกัน แต่อาจต่างพันธุ์กันได้ เช่น นำยอดมะนาวเสียบกับต้นตอส้มต่างประเทศ หรือ ต้นตอส้มโอ เป็นต้น
2. กิ่งพันธุ์ดีจะต้องมีความสดอยู่เสมอ ซึ่งควรเก็บรักษาไว้ในห้องเย็นในกรณีที่นำสายพันธุ์มาจากที่อื่น แต่หากตัดสดแล้วนำมาต่อกิ่งหรือเสียบยอดเลยจะดีที่สุด
3. รอยแผลที่เสียบจะต้องแนบกันสนิทให้เนื้อเยื่อเจริญของพืชทั้งสองส่วนสัมผัสกันมากที่สุด เพื่อจะได้เชื่อมประสานกันได้รวดเร็ว
4. เลือกตาพันธุ์ที่กำลังพักตัว คือ พร้อมที่จะแตกยอดใหม่ ถ้าเป็นมะเดื่อฝรั่ง ตาจะต้องปูดโปนคล้ายๆ กำลังจะแตกยอด
5. ใช้แถบพลาสติกขยายพันธุ์พันทับรอยต่อ ไม่ให้น้ำและเชื้อโรคเข้าแผลได้
6. รอยแผลจะต้องรักษาความสะอาดให้มากที่สุด ระวังอย่าให้สัมผัสน้ำ หรือความชื้นมากเกินไป
7. ลิดใบพันธุ์ดีทิ้ง และใช้พลาสติกคลุม ป้องกันการคายน้ำ และรักษาความชื้น หรือใช้แผ่นพาราฟิล์ม (Parafilm) ซึ่งไม่ต้องคลุมถุงเพื่อรักษาความชื้น ซึ่งสวนคุณลีจะเลือกใช้แผ่นพาราฟิล์มในส่วนการพันยอดพันธุ์ดี เพราะมีข้อดีหลายประการ คือนอกจากจะรักษาความชื้นของยอดพันธุ์แล้ว ยังกันน้ำได้ดี แล้วเมื่อยอดพันธุ์แตกตาผลิใบใหม่ออกมาก็สามารถแทงผ่านแผ่นพาราฟิล์มออกมาได้โดยที่ไม่ต้องใช้มีดกรีดช่วยเหมือนการใช้พลาสติกขยายพันธุ์ แล้วแผ่นพาราฟิล์มนั้นก็จะย่อยสลายไปเอง

ข้อควรพิจารณาในการต่อกิ่ง
ได้แก่ การเลือกต้นตอ
จะต้องให้มีขนาดเหมาะสมกับกิ่งพันธุ์ดี มีความแข็งแรง ปราศจากศัตรูพืช มีระบบรากแข็งแรง และหาง่าย แต่ก็ไม่ได้จำกัดเรื่องของขนาดซึ่งเราสามารถปรับเปลี่ยนได้

การเลือกกิ่งพันธุ์ ควรเป็นกิ่งที่สมบูรณ์ แข็งแรง มีตา (ที่ไม่ใช่ตาดอก)

การเตรียมต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี ในการเฉือนแผลต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี ควรจะให้รอยแผลเรียบ และไม่ช้ำ (เกิดจากการผ่า หรือเฉือนหลายครั้ง จึงต้องมีความชำนาญในการเฉือนเพียงครั้งเดียวเท่านั้นเพื่อไม่ให้ต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีช้ำ)

การป้องกันเชื้อโรค การทำให้เกิดบาดแผลแก่ต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี เป็นช่องทางที่ทำให้เกิดเชื้อโรค จึงต้องระวังในเรื่องของความสะอาด โดยเฉพาะมีดต้องสะอาดและคม

การวางแนวเยื่อเจริญระหว่างต้นตอและกิ่งพันธุ์ดี ต้องอยู่ในแนวเดียวกันเพื่อให้รอยประสานเกิดได้เร็วขึ้น เช่น กรณีต้นตอใหญ่กว่าแผลยอดพันธุ์ดีก็ต้องเสียบยอดพันธุ์ดีให้แผลชิดด้านใดด้านหนึ่ง ให้เนื้อเยื่อต้นตอกับยอดพันธุ์ดีตรงกัน

ฤดูกาลที่เหมาะสำหรับต่อกิ่ง ควรเป็นระยะที่พืชมีการเจริญเติบโตดี โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูฝนต้นฤดูหนาว รองลงมาคือ กลางฤดูฝน

เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการต่อกิ่ง ส่วนของพืชที่จะขยายพันธุ์ คือ กิ่งพันธุ์ดี ส่วนของพืชที่เป็นระบบราก คือ ต้นตอ มีดขยายพันธุ์ หรือ คัตเตอร์ กรรไกรตัดแต่งกิ่ง พลาสติกพันกิ่ง วัสดุที่ใช้ในการคลุมกิ่ง เช่น เชือก ถุงพลาสติกขนาดเล็ก ถุงกระดาษคลุมกิ่ง แผ่นพาราฟิล์ม

ขั้นตอนการขยายพันธุ์แบบต่อกิ่งมะเดื่อฝรั่ง บนต้นตอมะเดื่อพื้นบ้าน หรือป่า
การเตรียมต้นตอมะเดื่อพื้นบ้าน หรือมะเดื่อป่า เลือกยอดของต้นตอ หรือกิ่งแขนงตามลำต้นที่มีขนาดใกล้เคียงกับกิ่งมะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดี เช่น มะเดื่อพันธุ์ญี่ปุ่น, บราวน์ตุรกี, โคนาเดีย เป็นต้น เลือกตัดกิ่งแขนงของต้นตอมะเดื่อพื้นบ้าน หรือมะเดื่อป่าบริเวณที่ไม่มีข้อ หรือตา ให้เป็นมุมฉากเพื่อใช้มีดผ่าง่าย และแผลเรียบ สวย ผ่าต้นตอตามยาว ให้ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว แล้วแต่ขนาดของกิ่ง
การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี และเลือกกิ่งพันธุ์ดีให้มีขนาดใกล้เคียงกับต้นตอ ใช้มีดปาดเฉือนโคนกิ่งมะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดีให้เฉียงลงทั้งสองข้างให้เป็นรูปลิ่ม ให้แผลมีความยาว ประมาณ 1-1.5 นิ้ว

การเสียบกิ่งพันธุ์ดีบนต้นตอ ใช้มีดผ่ากลางบนต้นตอ ลึก 1-1.5 นิ้ว ให้ใกล้เคียงกับแผลยอดมะเดื่อพันธุ์ดี จากนั้นเสียบโคนกิ่งพันธุ์ดีให้แนวเนื้อเยื่อเจริญของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีทับแนบกันให้มากที่สุด แต่ในกรณีที่ขนาดแผลของต้นตอใหญ่กว่ายอดมะเดื่อฝรั่งพันธุ์ดี ก็จะต้องเสียบยอดให้แผลของเนื้อไม้ชิดกันด้านใดด้านหนึ่ง พันด้วยเทปพลาสติกให้แน่นบริเวณจากด้านล่างขึ้นบน พันบริเวณรอยต่อให้แน่นไม่ให้น้ำเข้าแผลได้ ส่วนเหนือแผลขึ้นมาคือตายอดพันธุ์ดี จะใช้แผ่นพาราฟิล์มพันส่วนยอดเอาไว้เพื่อรักษาความชื้นของยอดมะเดื่อฝรั่ง (ซึ่งแผ่นพาราฟิล์มจะนำมาใช้แทนถุงพลาสติก (ถุงร้อน) มาครอบยอดเอาไว้) ไม่นานหลังเสียบยอดประมาณ 7-10 วัน ยอดมะเดื่อฝรั่งก็จะแตกยอดอ่อนแทงทะลุแผ่นพาราฟิล์มออกมาโดยที่เราไม่ต้องไปกรีดช่วยแต่อย่างใด แล้วแผ่นพาราฟิล์มก็จะย่อยสลายไปเองโดยที่ไม่ต้องไปทำอะไรเลย

หลังเปลี่ยนยอดได้ สัก 4-8 เดือน ยอดมะเดื่อฝรั่งที่เปลี่ยนยอดก็พร้อมจะให้ผลผลิต แต่สิ่งที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ คือ การลิดใบของมะเดื่อพื้นบ้าน หรือมะเดื่อป่า ต้นตอที่จะแตกออกมา ซึ่งอาจจะแย่งอาหารมะเดื่อฝรั่งที่เราเสียบเอาไว้

ครั้งสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารพระราชทาน 23 โรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ได้รับทราบว่าอำเภอเกาะยาวมีผู้ป่วยเรื้อรังเป็นจำนวนมาก

ได้มีพระราชกระแสให้มูลนิธิชัยพัฒนา นำเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน จากศูนย์พัฒนาพืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จังหวัดเชียงราย มอบให้แก่ราษฎรในพื้นที่อำเภอเกาะยาว เพื่อนำมาปลูกและบริโภคในครัวเรือน ส่งเสริมสุขภาพ ลดโรคและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว กล่าวว่า เป็นพระมหากรุณาธิคุณ ที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงห่วงใยราษฎรชาวอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา ครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคารพระราชทาน 23 โรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ได้รับทราบว่า อำเภอเกาะยาวมีผู้ป่วยเรื้อรังเป็นจำนวนมาก ได้มีพระราชกระแสให้มูลนิธิชัยพัฒนา นำเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทาน จากศูนย์พัฒนาพืชจักรพันธุ์เพ็ญศิริ จังหวัดเชียงราย มอบให้แก่ราษฎรในอำเภอเกาะยาว นำมาปลูกและบริโภคในครัวเรือน เพื่อส่งเสริมสุขภาพ ลดโรค และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

อีกทั้งเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ทำพันธุ์เพื่อความมั่นคงด้านอาหาร อำเภอเกาะยาว โดยโรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ร่วมกับสำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา สนองพระราชดำริมอบเมล็ดพันธุ์พระราชทานแก่ราษฎรและหน่วยงานของอำเภอเกาะยาว จำนวน 10 ชนิด ประกอบด้วย ถั่วฝักยาว 3 พันธุ์ ฟักทอง มะเขือเปราะ มะเขือยาว มะเขือเทศ ผักกาดกวางตุ้ง บวบเหลี่ยม บวบหอม จำนวน 169 ชุด ในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 ณ ห้องประชุมโรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ ตำบลเกาะยาวน้อย อำเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา

โดยมี ว่าที่ร้อยตรีนริศ ฤกษ์ดี นายอำเภอเกาะยาว เป็นประธานในพิธี นายแพทย์มณฑิต พูลสงวน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะยาวชัยพัฒน์ กล่าวรายงาน นางอุษณี เจียมรา เกษตรอำเภอเกาะยาว ให้ความรู้ในการปลูกผักสวนครัว และ นางสาวพิมพ์ใจ ดวงเนตร ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาอย่างยั่งยืน โรงแรมซิกเซ้นส์ ยาวน้อย ให้ความรู้ในการเก็บเมล็ดพันธุ์พืชไว้ทำพันธุ์ และต่อจากนี้สำนักงานเกษตรอำเภอเกาะยาวจะจัดตั้งกลุ่มส่งเสริมอาชีพกลุ่มผู้ผลิตผักปลอดภัย โดยใช้กระบวนการโรงเรียนเกษตรกร (ผัก) เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัย สามารถทำให้ประชาชนอำเภอเกาะยาวมีสุขภาพที่ดี ลดการเป็นโรคและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้ ตามพระราชประสงค์ในที่สุด

สำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา ได้จัดการประชุมวิชาการเรื่อง “มลภาวะอากาศกับผลกระทบสุขภาพ” ณ โรงแรมสุโกศล กรุงเทพฯ บางส่วนของการประชุมได้มีการบรรยายถึงประเด็นร้อนของสังคมเกี่ยวกับการแบนสารเคมีเกษตร โดยเฉพาะ “พาราควอต” ขึ้น เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง สร้างความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่กลุ่มนักวิชาการและการแพทย์ในเรื่องความจำเป็นของสารกำจัดวัชพืช พาราควอต กับความจำเป็นในภาคเกษตรกรรมของประเทศไทย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย บวรกิตติ ราชบัณฑิตสำนักวิทยาศาสตร์ ราชบัณฑิตยสภา กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นแพทย์ระบบการหายใจและปอด มีประสบการณ์กับพิษพาราควอตในผู้ป่วยจากการดื่มพาราควอตเพื่อฆ่าตัวตายหลายราย โดยการรักษาใช้ดินเหนียวให้ผู้ป่วยกิน ไปลบล้างพิษของพาราควอต ทำให้รักษาชีวิตไว้ได้หลายราย และได้เคยเขียนบทความส่งไปลงพิมพ์ในวารสารวิชาการหลายฉบับ จึงขออธิบายถึงประเด็นด้านสุขภาพที่หลายคนกังวลไว้ดังนี้

โรคเนื้อเน่า แพทย์ทั่วไปจะทราบว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย การเดินลุยน้ำที่อาจมีสารพาราควอตปนเปื้อนจากการพ่นกำจัดวัชพืช จะได้สัมผัสกับพาราควอตที่เจือจางมาก เพราะสารที่ใช้พ่นต้องเจือจางก่อนและจะถูกเจือจางอีกโดยน้ำที่ขังอยู่ และจะถูกทำให้หมดฤทธิ์เมื่อสัมผัสกับน้ำโคลนดิน สารพาราควอตเองโดยปรกติไม่ถูกดูดซึมทางผิวหนังนอกจากมีบาดแผล ส่วนการรายงานผลการตรวจพบพาราควอตในเลือดของหญิงใกล้คลอดและเลือดสายสะดือทารก ก็น่าสงสัยว่าได้มาอย่างไร และในรายงานไม่ได้ระบุว่าแม่และลูกมีความผิดปรกติจากพิษพาราควอตหรือไม่อย่างไร อนึ่งเท่าที่ทราบจวบปัจจุบันยังไม่เคยมีรายงานการเกิดพิษพาราควอตในผู้ใช้สารพาราควอตฆ่าหญ้าเลย นอกจากไปดื่มกิน

ดร. เบนจามิน ชูลท์ นักวิชาการผู้มีประสบการณ์เคยทำงานในส่วนของ Regulatory Affairs and Toxicology สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐอเมริกา หรือ US EPA และเคยทำงานด้านสาธารณสุขให้กับ International Medical Corps ได้ยกตัวอย่างการใช้สารพาราควอตในสหรัฐอเมริกา ที่ยังอนุญาตให้เกษตรกรใช้ได้ มีการประเมินข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ต่างๆ ด้วยหลักการทำ Risk Assessment จากอดีตถึงปัจจุบันเกี่ยวกับพาราควอตของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐด้านความเสี่ยงต่อสุขภาพ พบว่า “พาราควอต” ไม่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งในมนุษย์ ไม่มีความเชื่อมโยงกับโรคพาร์กินสัน รวมทั้ง ไม่พบความเสี่ยงในการตกค้างของพาราควอตในการบริโภคอาหาร และการสเปรย์พาราควอตจะไม่มีความเสี่ยงต่อผู้ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงหากปฏิบัติอย่างถูกต้อง ในอเมริกามีการจำกัดการใช้พาราควอต โดยต้องควบคุมคุณภาพ เติมสี กลิ่น สารกระตุ้นการอาเจียน มีคำแนะนำไม่ให้เอาไปดื่มกิน มีการใช้เครื่องฉีดพ่นระบบปิด ใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง ผู้ใช้และผู้ซื้อต้องผ่านการอบรม

นอกจากนี้ในที่ประชุมยังได้มีการให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัญหาทางด้านสุขภาพเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดูแล วิธีการใช้ วิธีการทำงาน สิ่งแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง จะมีปัญหาต่อสุขภาพของเกษตรกรแน่นอน ข้อมูลการปนเปื้อนในอาหารที่พูดถึงกันนั้นไม่ชัดเจน ไม่มีนัยสำคัญทางพิษวิทยา ถ้ามีปัญหาการปนเปื้อนในอาหาร สินค้าส่งออกต่าง ๆ อาจถูกระงับการจัดซื้อมานานแล้ว ส่วนข้อมูลปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ต้องดูว่าการวิเคราะห์แม่นยำ ถูกต้องแน่นอนไหม ต้องมีการยืนยันได้

“การใช้พาราควอตเพื่อกำจัดวัชพืช ไม่น่ากลัว อยากให้ภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทบทวนและอนุญาตให้เกษตรกรใช้ในการกสิกรรม แต่ต้องมีวิธีการจัดการ เช่น การขายในภาชนะบรรจุสำเร็จรูป อาทิ ก๊าซหุงต้ม มีการให้ความรู้กับผู้ใช้ สำหรับประชาชน โปรดพิจารณาข่าวสารอย่างรอบคอบ ติดตามข้อมูลงานวิจัยหรือการศึกษาต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน และยังไม่ควรยกเลิกใช้สาร พาราควอต ในกสิกรรมของไทยในที่สุด” ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. นายแพทย์สมชัย กล่าวสรุป

ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตร เดือนพฤศจิกายน ทั้งน้ำตาล
ทรายดิบ มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน สุกร และกุ้งขาวแวนนาไม มีแนวโน้มราคาเพิ่มขึ้น ด้านข้าวเปลือกเจ้า ข้าวเปลือกหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และยางพาราแผ่นดิบ มีแนวโน้มราคาปรับตัวลดลง

นายสมเกียรติ กิมาวหา ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาสินค้าเกษตรเดือนพฤศจิกายน 2562 ที่จัดทำโดย ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธ.ก.ส. คาดการณ์ราคาสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ น้ำตาลทรายดิบตลาดนิวยอร์ก คาดว่าราคาขายอยู่ที่ 12.44-12.57 เซนต์/ปอนด์ (8.32-8.41 บาท/กิโลกรัม) เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.00-2.00 เนื่องจากการเข้าซื้อน้ำตาลทรายคืนจากตลาดของกลุ่มกองทุน (short-covering)

โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์ของจีนที่กำลังจะอนุญาตให้บริษัทเอกชนนำเข้าน้ำตาลที่มีอัตราภาษีต่ำ เพื่อจัดสรรโควตาให้กับบริษัทของรัฐบาลถึง ร้อยละ 70 ซึ่งจะกระตุ้นให้ประเทศจีนยังคงโควตานำเข้าน้ำตาลในปี 2563 มันสำปะหลัง ราคาขายอยู่ที่ 1.71-1.79 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.18-5.92 เนื่องจากมีมาตรการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังจากภาครัฐเพิ่มเติม อาทิ การส่งเสริมการใช้มันสำปะหลังในประเทศเพิ่มขึ้น เร่งรัดการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพ เช่น ประเทศจีน อินเดีย ตุรกี และนิวซีแลนด์ เป็นต้น

มาตรการชะลอการขุดกรณีผลผลิตออกเป็นจำนวนมาก และชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกร มาตรการควบคุมการขนย้ายและคุมเข้มการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ราคามันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ราคาขายอยู่ที่ 2.91-3.01 บาท/กิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.75-5.24 เนื่องจากมาตรการต่อเนื่องของภาครัฐในการส่งเสริมให้รถยนต์ใช้น้ำมันดีเซล B10 และ B20 โดยสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้บริโภค ด้วยการลดราคาน้ำมัน B10 ให้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซล B7

และได้มีการขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันให้เพิ่มปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 ในสถานีบริการ มาตรการดังกล่าวถือเป็นการปรับสมดุลปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน และช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดเพิ่มมากขึ้น สุกร ราคาขายอยู่ที่ 61.25-62.50 บาท/โลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.40-2.40 เนื่องจากเป็นช่วงเปิดภาคเรียน ซึ่งโดยปกติมีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงยังมีความกังวลเกี่ยวกับการระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) จึงทำให้เกษตรกรบางส่วนเร่งระบายผลผลิตออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ระดับราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่มากนัก และกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 70 ตัว/โลกรัม ราคาขายอยู่ที่ 124.50-126.00 บาท/โลกรัม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.40-3.30 เนื่องจากอากาศเริ่มเย็นลง ทำให้กุ้งเจริญเติบโตช้า และเกษตรกรมีการปรับตัวในการเลี้ยงกุ้ง โดยลดปริมาณการปล่อยลูกกุ้งและทยอยจับสลับกับการลงกุ้งก้ามกราม แต่ยังคงมีปัจจัยกดดันจากเศรษฐกิจโลกตกต่ำจากสงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับจีน และค่าเงินบาทที่แข็งกว่าประเทศคู่แข่งขัน

ด้านสินค้าเกษตรที่มีแนวโน้มราคาปรับลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้าความชื้น 15% คาดว่าราคาขาย อยู่ที่ 7,868-7,920 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.10-0.76 เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ อาทิ ประเทศอินโดนีเซีย ปรับลดการนำเข้าข้าวจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคาขายอยู่ที่ 16,087-16,172 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.77-1.29 เนื่องจากผลผลิตข้าวหอมมะลิออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยข้าวหอมมะลิ 105

เริ่มทยอยเก็บเกี่ยวในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2562 ข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาว ราคาขายอยู่ที่ 14,050-14,158 บาท/ตัน ลดลงจากเดือนก่อนร้อยละ 0.58-1.34 เนื่องจากผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ความชื้นไม่เกิน 14.5% ราคาขายอยู่ที่ 7.32-7.36 บาท/โลกรัม ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 1.50-2.00 เนื่องจากผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ออกสู่ตลาดมากในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก ทำให้ผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีความชื้นสูง ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์จึงไม่นิยมซื้อเก็บสต็อกไว้

ส่งผลให้ความต้องการใช้ภายในประเทศทรงตัว และยางพาราแผ่นดิบ ราคาขายอยู่ที่ 35.08-35.37 บาท/โลกรัม ลดลงจากเดือนก่อน ร้อยละ 0.25-1.06 เนื่องจากค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น และความต้องการจากประเทศจีนลดลง เนื่องจาก บริษัท ฉงชิ่ง จำกัด รัฐวิสาหกิจที่เป็นผู้รับซื้อยางพารารายใหญ่ของประเทศจีนปิดกิจการ ประกอบกับบริษัทต่างประเทศเริ่มมีการเคลื่อนไหว หยุดใช้ยางพาราและไม้ยางพาราที่ไม่ผ่านมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

(5 พฤศจิกายน 2562) ซีพีเอฟ และเครือซีพี นำกองทัพอาหารเข้าร่วมแสดงศักยภาพ “ครัวของโลก” ในมหกรรมแสดงสินค้านำเข้านานาชาติ China International Import Expo 2019 (CIIE 2019) ซึ่งเป็นงานจัดแสดงสินค้านำเข้าที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยมี นายสี จิ้น ผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นประธานเปิดงานในพิธีเปิดที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมแห่งชาติ นครเซี่ยงไฮ้

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เปิดเผยว่า ซีพีเอฟ ร่วมกับบริษัทต่างๆ ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ นำผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารทั้งอาหารสดและอาหารแปรรูป มาจัดแสดงที่บู๊ธ เครือซีพี ในมหกรรมแสดงสินค้านำเข้าจีน China International Import Expo 2019 (CIIE2019) ตอกย้ำศักยภาพในการเป็น “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) ในบทบาทการเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลก ด้วยการมีฐานการผลิตแบบครบวงจรที่ทันสมัยและแข็งแกร่งครอบคลุม 5 ภูมิภาคทั่วโลก