ที่สำคัญอาจารย์วิชัยลงลึกถึงสถานภาพของพรรณไม้ในวัด

เพื่อเป็นประโยชน์ทั้งต่อวัดเองและต่อพุทธศาสนิกชน เยาวชน นักเรียน นักศึกษา รวมทั้งผู้สนใจด้านสิ่งแวดล้อม โดยการสำรวจของอาจารย์วิชัยต้องทำการสำรวจวัดละ 3 ครั้ง ตามฤดูกาล เพื่อให้ครบวงจรการเจริญเติบโต ทั้งเรื่องของใบ ดอก ผล และเมล็ดในรอบ 1 ปี พร้อมกันนั้น ได้สังเกตการปลูก การบำรุงรักษา และการปฏิบัติต่างๆ ที่มีต่อพรรณไม้ในวัด ดังนี้

มีหลายวัดที่จัดพื้นที่ปลูกต้นไม้แบบสวนป่า และแบ่งหน้าที่พระภิกษุ สามเณร ให้ทำหน้าที่ต่างๆ ในการบำรุงรักษาพรรณไม้ ตัวอย่างที่น่ายกย่องอย่างยิ่งคือ วัดนางชี จะมีแผนกปัดกวาด เก็บกวาดสวนป่าและแปลงปลูก ตัดแต่งพรรณไม้ดอก ไม้ประดับ รดน้ำใส่ปุ๋ย และแผนกจัดหาพรรณไม้มาปลูกเพิ่มเติม ทำให้ต้นไม้ทุกชนิดสดชื่นสวยงาม นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายวัดที่เอาใจใส่พรรณไม้เป็นอย่างดี ได้แก่ วัดบุปผาราม, วัดหงส์รัตนาราม, วัดราชบพิธ, วัดเทพศิรินทราวาส, วัดพระศรีมหาธาตุ, วัดเครือวัลย์, วัดโสมนัสวิหาร, วัดภคินีนาถ เป็นต้น

มีหลายวัดที่ติดชื่อต้นไม้ไว้เกือบทุกต้น จนสามารถเข้าศึกษาเรียนรู้ได้ เช่น วัดบวรนิเวศวิหาร, วัดราชาธิวาส, วัดราชบพิธ, วัดพระศรีรัตนศาสดาราม, วัดสร้อยทอง, วัดโมลีโลกยาราม, วัดสามพระยา, วัดลานบุญ, วัดภคินีนาถ และวัดเทพศิรินทราวาส เป็นต้น

วัดในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ จะหารายได้เข้าวัดจากการทำลานจอดรถ โรงรถ มีทั้งบริการชั่วคราว และบริการรายเดือน โดยแยกเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดัง มีกิจกรรมฌาปนกิจศพ จึงจำเป็นต้องมีลานจอดรถให้เพียงพอเพื่ออำนวยความสะดวก สำหรับประชาชนที่มาร่วมพิธี ส่วนวัดที่ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ชุมชนแออัดต้องมีลานจอดรถและโรงรถเพื่อบริการประชาชนที่มีบ้านอยู่อาศัยอยู่ในชุมชน

แต่ไม่มีที่จอดรถ กิจกรรมนี้สามารถสร้างรายได้ให้แก่วัดปีละไม่น้อย สังเกตได้จากวัดที่มีพื้นที่วัดไม่น้อย แต่มีพรรณไม้น้อยชนิด มีบางวัดที่มีจำนวนพรรณไม้เพียง 5 ต้น เพราะทางวัดเอาพื้นที่เกือบทั้งหมดทำเป็นลานจอดรถเพื่อบริการพ่อค้า แม่ค้า และพ่อบ้านแม่บ้านที่มาซื้อขายในตลาด ทั้งหมดนี้เป็นข้อบ่งชี้จำนวนและสภาพของพรรณไม้ในวัด

หลายวัดมีประชาชนไปแอบแฝงใช้พื้นที่ของวัดอยู่อาศัย อยู่ชั่วคราวบ้าง แบบถาวรบ้าง ทำเพิงอยู่อาศัย ตอกตะปูตามต้นไม้ ตัดกิ่งก้านเพื่อใช้ประโยชน์เฉพาะหน้า วางเข่ง กล่อง ลัง รถเข็นตามร่มเงาของต้นไม้ เทเศษอาหารและสิ่งปฏิกูลลงที่โคนต้น รวมทั้งขับถ่ายลงไปด้วย ทำให้ต้นไม้อยู่ในสภาพที่รอวันตาย
ในหนังสือ “พรรณไม้ในวัด” มีข้อมูลที่น่าสนใจว่า ประเทศไทย มีวัดอยู่ 32,710 วัด แบ่งเป็น 4 นิกาย ได้แก่ มหานิกาย จำนวน 30,890 วัด, ธรรมยุต 1,799 วัด, อนัมนิกาย (วัดญวน) 12 วัด และวัดจีน 9 วัด

จังหวัดที่มีวัดมากที่สุด 10 อันดับแรก ได้แก่ นครราชสีมา 1,675 วัด, อุบลราชธานี 1,425 วัด, ร้อยเอ็ด 1,314 วัด, เชียงใหม่ 1,217 วัด, ขอนแก่น 1,197 วัด, อุดรธานี 1,105 วัด, ศรีสะเกษ 909 วัด, สกลนคร 885 วัด, เชียงราย 880 วัด และมหาสารคาม 845 วัด ขณะที่กรุงเทพมหานครมีทั้งหมด 433 วัด

วัดที่ได้รับการสำรวจพรรณไม้ในวัด เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีการสุ่มสำรวจ 50 วัด ใช้เวลาประมาณ 1 ปีครึ่ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบวงจรทั้งรายละเอียดของใบ ดอก ผล และอื่นๆ ซึ่งบางวัดต้องไปสำรวจซ้ำกว่า 10 ครั้ง เพราะมีไม้เด่นหลายต้น แต่ละต้นมีฤดูกาลของการออกดอกติดผลต่างกันออกไป โดยคราวนี้อาจารย์วิชัยเลือกสำรวจเฉพาะต้นไม้ หรือ Tree เนื่องจากทำได้ยากกว่ากลุ่มไม้พุ่ม (Shrub) ไม้ล้มลุก (Herb) และอื่นๆ ซึ่งพรรณไม้ที่คัดเลือกมาลงในหนังสือเป็นไม้เด่น ไม้พุทธประวัติ ไม้ต่างถิ่น หรือไม้ป่าที่ถูกนำมาปลูกในวัดด้วยที่มาต่างๆ กัน

สำหรับชนิดของพรรณไม้ในวัด ส่วนใหญ่เป็นต้นไม้ที่วัดปลูกขึ้นโดยกรรมการวัด ชาวบ้าน และพระคุณเจ้า โดยเน้นปลูกพรรณไม้ในพุทธประวัติ ซึ่งมีถึง 25 ชนิด โดยทางวัดปลูกถวายเป็นพุทธบูชา ได้แก่ สาละ, โพธิ์, นิโครธ, จิก, เกด, หว้า, กุ่มบก, ประดู่ลาย, สีเสียด, ตะเคียน, สะเดาอินเดีย, มะม่วง, ส้ม, มะขามป้อม, ปาริฉัตร, ตาล, มะตูม, ไผ่, ฝ้าย, จันทน์แดง, สมอ, มณฑา, หญ้ากุศะ, หญ้าแพรก และบัวหลวง ซึ่งพบมากเพียง 4-5 ชนิดแรก

ขณะที่พิกุลซึ่งอาจารย์วิชัยระบุว่า เชื่อกันว่าเป็นไม้วัด บางส่วนเป็นต้นไม้ทรงปลูก และเป็นต้นไม้ที่ปลูกโดยผู้มีเกียรติเนื่องในโอกาสสำคัญต่างๆ ได้แก่ ไม้ป่าหลายชนิดที่มีทรงพุ่มใหญ่ แข็งแรงทนทาน มีอายุยืนและดอกสวยงาม เช่น สะดือ, ยางนา, พะยอม, หูกวาง รวมทั้งไม้ยอดนิยม เช่น นนทรี, หูกระจง, สัตตบรรณ, หางนกยูง, พระเจ้าห้าพระองค์ นอกจากนี้ ยังมีสมุนไพร เช่น สมอไทย, สมอพิเภก และตะคร้อ เป็นต้น

นอกจากนี้ ผลงานวิจัยของอาจารย์วิชัย ยังลงรายละเอียดถึงส่วนประกอบของต้นพืช, ราก, วิสัยพืช, ชนิดของใบ, การเรียงใบ, รูปร่างใบ, ชนิดของดอก, ประเภทของผล, ชนิดของผล รวมไปถึงรากที่ดัดแปลงไป

งานวิจัยของอาจารย์วิชัย เมื่อได้รับตีพิมพ์เผยแพร่ ส่งผลให้อาจารย์วิชัยได้รับเชิญไปบรรยายในที่ประชุมต่างๆ และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์พรรณไม้ในวัดได้มากขึ้น โดยได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทั้งพระภิกษุในวัดที่เกี่ยวข้อง จากนักพฤกษาศาสตร์ระดับแนวหน้าของประเทศ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ในกรมป่าไม้ให้ความสนใจเข้าฟังการบรรยาย และขอรับงานเอกสารวิจัยไปรวบรวมไว้ในห้องสมุด

สิ่งที่อาจารย์วิชัยปรารถนาก็คือ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำให้พรรณไม้ในวัดได้รับการอนุรักษ์ให้อยู่ในสภาพที่ดี มีอายุยืนยาว เพื่อเป็นแหล่งศึกษาทั้งด้านพฤกษศาสตร์, นิเวศวิทยา, ชีววิทยา, วนศาสตร์, เกษตรศาสตร์, สิ่งแวดล้อม และในแวดวงอื่นๆ ได้

นับว่า อาจารย์วิชัย ปทุมชาติพัฒน์ ได้สร้างผลงานวิจัยอันมีคุณค่าต่อพระพุทธศาสนาและประเทศชาติในระยะยาว เพราะไม่เพียงแต่เป็นผู้รวบรวมพรรณไม้นานาพันธุ์ในวัดวาอารามต่างๆ อย่างเป็นผู้นำในการสร้างกระแสที่ดีงาม ให้เกิดการตระหนักและเรียนรู้คุณค่าของพรรณไม้ในวัด ซึ่งวัดเปรียบเสมือนสถานที่รวบรวมทรัพยากรอันทรงคุณค่า หรือเป็นห้องสมุดที่มีชีวิตในการเป็นแหล่งเรียนรู้พรรณไม้ของคนไทยทั้งประเทศ

ทุกวันนี้อาจารย์วิชัยอยู่ในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านพรรณไม้ในการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในป่าแก่งกระจาน ในโครงการของสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4 จังหวัด ได้แก่ ราชบุรี, เพชรบุรี, สมุทรสงคราม และประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งทำงานวิจัยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

แม้ว่าอาจารย์วิชัยจะก้าวสู่การเป็นนักวิจัย แต่อาจารย์วิชัยยังมีโต๊ะนั่งทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา โดยได้นัดผู้เขียนให้ไปสัมภาษณ์ที่มหาวิทยาลัย พร้อมกับมอบหนังสือดีๆ 5 เล่ม หนึ่งในนั้นก็คือเรื่อง “พรรณไม้ในวัด”

ผลงานวิจัยของอาจารย์วิชัย นอกจากจะมีคุณค่าทางด้านวิชาการแล้ว ยังทำให้ผู้อ่านได้ตระหนักถึงคุณค่าของต้นไม้ในวัด ซึ่งมีความหมายทั้งในพุทธประวัติ และให้ความอิ่มเอมใจกับผู้ได้รับร่มเงา

ในอดีตพื้นที่ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีรายได้หลักจากการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผัก กะหล่ำและทำสวนลำไย ซึ่งเสี่ยงเจอภาวะราคาตกต่ำและขาดตลาดรองรับที่ชัดเจนทำให้เกษตรกรขาดความมั่นคงทางอาชีพ แต่วันนี้ วิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเชียงดาวเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น ภายหลังจากพวกเขาหันมาปลูก “ มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง “ เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญ ช่วยสร้างเงินสร้างงาน สร้างอาชีพที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรได้อย่างยั่งยืน เมื่อเร็วๆ นี้ ” คุณโอฬาร พิทักษ์” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรได้พากลุ่มสื่อมวลชนไปเยี่ยมชมความสำเร็จของเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเพื่อการส่งออกที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่

อำเภอเชียงดาว …. แหล่งพัฒนามะม่วงคุณภาพส่งออก อำเภอเชียงดาว ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ แบ่งการปกครองเป็น 7 ตำบล มีประชากรทั้งหมด 83,411 คน 29,926 ครัวเรือน ครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมด 19,451 ครัวเรือน และได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร 9,243 ครัวเรือน พื้นที่ทั้งหมด 1,355,625 ไร่ พื้นที่การเกษตร 121,656 ไร่

อำเภอเชียงดาว มีพื้นที่ปลูกมะม่วงทั้งหมด 22,083 ไร่ ให้ผลผลิต 12,749 ไร่ มีรายได้รวมประมาณ 337 ล้านบาท/ปี เดิมเชียงดาวเป็นแหล่งปลูกมะม่วงแก้ว และมะม่วงโชคอนันต์มากที่สุด เนื่องจากผลผลิตมีราคาต่ำเกษตรกรจึงเปลี่ยนยอดต้นมะม่วงให้เป็นมะม่วงเศรษฐกิจที่มีราคาสูงและมีความต้องการทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ เช่น น้ำดอกไม้สีทอง, มันขุนศรี, มหาชนก โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ทำเงินเข้าอำเภอเชียงดาวปีละประมาณ126 ล้านบาท

การพัฒนามะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออกของอำเภอเชียงดาว เกษตรกรได้รวมกลุ่มกัน ขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนกับสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาว เพื่อดำเนินงานผลิตมะม่วงคุณภาพ จำนวน 9 กลุ่ม ตั้งแต่ปี 2550-2553 ปี 2554-2555 ผลผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง, มันขุนศรี และมหาชนก ออกมาแล้วมีปัญหาไม่มีตลาดรับซื้อในพื้นที่ เกษตรกรต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายที่อำเภอพร้าว เนื่องจากอำเภอเชียงดาวไม่มีพ่อค้ามารับซื้อ ผลผลิตมีน้อย ปี 2556 ผลผลิตเริ่มออกมากขึ้น คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน ทั้ง 9 วิสาหกิจชุมชน ได้รวมตัวกันที่จะขายผลผลิตมะม่วง จึงได้ประสานกับบริษัทที่รับซื้อ ให้มาซื้อในพื้นที่ และได้มีบริษัทส่งออกเข้ามารับซื้อในพื้นที่

ปัจจุบันการพัฒนามะม่วงคุณภาพส่งออกของวิสาหกิจชุมชน โดยกรรมการวิสาหกิจชุมชน ทั้ง 9 วิสาหกิจชุมชน เป็นเกษตรกรที่มีองค์ความรู้และประสบการณ์การปลูกมะม่วงและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ (Smart Farmer) เน้นการผลิตมะม่วงปลอดภัย (Smart Products) ตามหลักเกณฑ์การผลิตเกษตรที่ดี (GAP) ทุกราย (Smart Group) ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงและเป็นอาชีพที่ยั่งยืน

คุณกฤษฎาพร บุตรแก้ว เกษตรอำเภอเชียงดาว กล่าวว่า อำเภอเชียงดาวมีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่ในหุบเขา เป็นเขตต้นน้ำลำธารที่สำคัญอย่างเช่นแม่น้ำปิง ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าประมาณ ร้อยละ 80 ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นอาชีพหลัก อำเภอเชียงดาวมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 47,075 ไร่ มากเป็นอันดับสองของจังหวัด และเกิดปัญหาการบุกรุกทำลายป่า ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม โดยเฉพาะเชียงดาวเป็นเขตต้นน้ำลำธาร ทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติที่มีความรุนแรง และมีโอกาสเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทั้งยังเป็นสาเหตุของการเกิดปัญหาหมอกควัน จากการเผาในพื้นที่ทำกินก่อนการเพาะปลูกข้าวโพดและพืชไร่ ส่งผลกระทบทางด้านสุขภาวะของประชาชน ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ สังคมที่ต้องดูแลคนเจ็บป่วยและต้องสูญเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาล

ปี 2557 สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาวจึงได้ร่วมมือกับคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนพัฒนาคุณภาพมะม่วง ทำโครงการสัญจร “การถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกมะม่วง เพื่อการส่งออก” ไปทุกตำบล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เรื่องการปลูกมะม่วงและการพัฒนาคุณภาพของผลผลิตมะม่วง ให้ตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมะม่วงแซม หรือทดแทนพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งการปลูกมะม่วงเศรษฐกิจสามารถสร้างรายได้มากกว่าการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ถึง 10 เท่า ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกร ปัจจุบันเกษตรได้นำต้นกล้ามะม่วงไปปลูกแซมในพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ปี 2557 อำเภอเชียงดาวมีพื้นที่ปลูกมะม่วงเพิ่มขึ้น 4,785 ไร่ และคาดว่าภายใน 3 ปี อำเภอเชียงดาวจะมีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ลดลงร้อยละ 35 และอำเภอเชียงดาวจะเป็นแหล่งผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกที่สำคัญของจังหวัดเชียงใหม่ โดยลูกค้าสำคัญมะม่วงของอำเภอเชียงดาวคือ ญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย

เกษตรกรต้นแบบ “ สุวิทย์ อุดทาเศษ ”

คุณลุงสุวิทย์ อุดทาเศษ วัย 67 ปี เป็นเกษตรต้นแบบ ( Smart Farmer) เรื่องการผลิตมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออก ของอำเภอเชียงดาว ปัจจุบันสวนแห่งนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต มะม่วงเพื่อการส่งออก โดยมีคุณลุงสุวิทย์เป็นวิทยากรประจำแปลง ให้ความรู้เรื่องการปลูกและดูแลสวนมะม่วงแก่เกษตรกรและผู้สนใจ

เดิมทีคุณลุงสุวิทย์และเกษตรกรในท้องถิ่นแห่งนี้ ปลูกมะม่วงแก้วและโชคอนันต์เป็นจำนวนมาก ต่อมาได้เปลี่ยนเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มหาชนกและมันขุนศรี เพราะขายได้ราคาที่ดีกว่า คุณลุงสุวิทย์ไปเรียนรู้เทคนิคการปลูกและจัดการสวนมะม่วงกับเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงในอำเภอฝางและอำเภอพร้าวและนำความรู้ที่ได้มาจัดการสวนมะม่วงแนวใหม่ที่ตลาดต้องการ โดยใช้ต้นมะม่วงเดิมเป็นต้นตอแล้วนำกิ่งของมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองมาเสียบยอด

หลังจากนั้น คุณลุงสุวิทย์ใช้ดูแลต่ออีก 3 ปี ก็ได้มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองออกวางขายในท้องตลาดเนื่องจากมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นที่ต้องการของผู้ซื้อในประเทศและส่งออกจึงสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ดี เฉลี่ยกิโลกรัมละ 40-50 บาท ป้อนตลาดต่างประเทศเช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น รัสเซีย และกลุ่มประเทศอียู

สวนมะม่วงของคุณลุงสุวิทย์ มีเนื้อที่ปลูกจำนวน 45 ไร่ แบ่งเป็นมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง 35 ไร่ มะม่วงมันขุนศรี 10 ไร่ เริ่มปลูกเมื่อปี 2550 ที่นี่เน้นดูแลจัดการสวนให้ได้มาตราฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย ( GAP) โดยงดใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยว 1 เดือน และใช้ถุงห่อผลไม้เคลือบคาร์บอน ทำให้มะม่วงน้ำดอกไม้สุกเหลืองทั้งลูก และป้องกันแมลงวันสีทอง เพลี้ยได้เป็นอย่างดี

เนื่องจากคุณลุงสุวิทย์ดูแลจัดการสวนมะม่วงอย่างเป็นระบบ จึงขายสินค้าได้ราคาดี ได้ผลผลิตที่ดี เฉลี่ยมะม่วง 1 ต้น จะสามารถเก็บมะม่วงได้เกือบ 100 กก. ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลผลิตที่มีมาตรฐานเฉลี่ย 5 ผลต่อ 2 กก. เคล็ดลับสำคัญที่ให้สวนแห่งนี้ได้ผลผลิตที่ดี เกิดจากใช้ วิธีการเสียบยอดทำให้ได้ผลดก รวมทั้ง ปลิดผลทิ้งในระยะแรก เพื่อคัดเลือกผลผลิตที่สมบูรณ์เก็บเอาไว้ขาย

สวนแห่งนี้ มีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองเป็นสินค้าหลักแล้ว ยังมีรายได้เสริมจาก การขายมะม่วงโชคอนันต์ ในราคาก.ก.ละ 12 บาทอีกด้วย เนื่องจาก สวนแห่งนี้ ใช้ต้นตอมะม่วงโชคอนันต์นั่นเอง เรียกว่า มะม่วงต้นเดียวแต่ฟันกำไรสองต่อ เพราะบนต้นมีมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองห้อยระย้าเต็มไปหมด บริเวณโคนต้น ยังมีมะม่วงโชคอนันต์ให้ผลผลิตดกเต็มต้นเช่นกัน เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็ทำให้คุณลุงสุวิทย์โกยผลกำไรก้อนโตได้เลยทีเดียว

ปัจจุบัน คุณลุงสุวิทย์ยังเป็นประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพัฒนามะม่วงเพื่อคุณภาพบ้านปางเฟื่อง ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว โดยคุณลุงสุวิทย์ได้รวมกลุ่มสมาชิกที่ปลูกมะม่วงเศรษฐกิจ ประเภทน้ำดอกไม้สีทอง มันขุนศรี และมะม่วงมหาชนก ไปขอจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน กลุ่มพัฒนามะม่วงเพื่อคุณภาพส่งออก เมื่อปี 2552 กับสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงดาว มีสมาชิกทั้งหมด 14 คนผลผลิตที่ออกมาในระยะแรก ปี 2554-55 ต้องนำผลผลิตไปจำหน่ายที่อำเภอพร้าว เนื่องจากผลผลิตไม่มากพอที่พ่อค้าจะมาเปิดจุดรับซื้อ

ปี 2556 ผลผลิตมะม่วงของอำเภอเชียงดาวเริ่มให้ผลผลิตมากขึ้น คณะกรรมการวิสาหกิจชุมชนระดับอำเภอนำโดยคุณลุงสุวิทย์ ได้ไปติดต่อพ่อค้าให้มาตั้งจุดรับซื้อมะม่วงเพื่อส่งออกในพื้นที่ อำเภอเชียงดาว เพื่อส่งไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น รัสเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน จีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย เป็นต้น มะม่วงน้ำดอกไม้ทำรายได้เข้าสู่ท้องถิ่นไม่ต่ำกว่าปีละ126 ล้านบาท ส่วนมะม่วงมหาชนก นอกจากขายผลสดแล้วยังนำไปแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ในลักษณะน้ำมะม่วงและมะม่วงกวนขายดิบขายดีเป็นที่ต้องการของตลาดในวงกว้าง

อาชีพปลูกไม้ดอกไม้ประดับ ในพื้นที่อำเภอธาตุพนม นับว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่เกษตรกรหลายๆคนหันมาให้ความสนใจและทำเป็นอาชีพเสริมนอกเหนือจากการทำนาที่เป็นอาชีพหลัก ซึ่งปัจจุบันอาชีพเพาะปลูกไม้ดอกไม้ประดับ สามารถทำเม็ดเงินให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอย่างต่อเนื่องทุกๆปี โดยเฉพาะในช่วงของงานเทศกาล วันลอยกระทง วันเข้าพรรษา และวันสงการณ์ จะเป็นช่วงเวลาที่ประชนทั้งในและจังหวัดใกล้เคียงมีความต้องการหาชื้อไม้ดอกเพื่อนำไปกราบไหว้บูชาองค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนม วรวิหาร ซึ่งตั้งอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง เป็นจำนวนมาก ส่งผลทำให้พื้นที่บ้านดอนกลางทุ่ง ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม ได้รับการส่งเสริมจากหน่วยงานภาครัฐ พร้อมกับให้ความรู้กับเกษตรกรที่สนใจ พร้อมกับสนับสนุนจนกลายเป็นพื้นที่ผลิตไม้ดอกบูชาพระที่สำคัญแห่งหนึ่งในพื้นที่ภาคอีสาน

คุณเดือน สุริวงศ์ และคุณสมพร แสนกลาง เป็นเกษตรกรผู้ปลูกไม้ดอกจำหน่ายในพื้นที่บ้านดอนกลางทุ่ง ควบคู่กับอาชีพทำนา สลับหมุ่นเวียนกันมาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่ จนถึงปัจจุบันก็ยังคงทำสืบเนื่องทุกปี โดยเนื้อที่ 3 ไร่ ได้จัดแบ่งให้เป็นพื้นที่ปลูกไม้ดอกทั้งหมด 3 ชนิด

คุณเดือนและคุณสมพร เล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกๆ วัตถุประสงค์ต้องการปลูกเพื่อตัดดอกจำหน่ายให้กับพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนนำไปขายให้กับนักท่องเที่ยวที่มากราบไหว้องค์พระธาตุ ซึ่งไม้ดอกที่เลือกมาปลูกส่วนใหญ่จะเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย สามารถนำมากิ่ง หรือเมล็ดมาขยายพันธุ์ในรุ่นถัดไปได้

ไม้ดอกที่ยังคงเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการต่อเนื่องในช่วงวันงานเทศกาล กลายเป็นแรงผลักดันให้คนหันมาสนใจในอาชีพเพาะปลูกไม้ดอกกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันนี้ มีสมาชิกผู้ปลูกมากกว่า 50 ราย ในพื้นที่ตำบลธาตุพนม

“ในพื้นที่ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกไม้ดอกบูชาพระอยู่ 3 ชนิด คือ ดาวเรือง เบญจมาศ และดอกบัว โดยแต่ละชนิด แบ่งช่วงเวลาการปลูกต่างกันจะปลูกไม่พร้อมกัน ดาวเรืองและเบญจมาศปลูกสลับกันขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและฤดูกาลเพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรค ส่วนบัวจะวิธีการปลูกเพียงครั้งเดียวเก็บดอกจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากบัวเป็นไม้ดอกที่ขยายพันธุ์ด้วยไหลปลูกเพียงครั้งเดียวสามารถให้ผลผลิตต่อเนื่องโดยที่ไม่ต้องลงทุนปลูกใหม่”

สำหรับการขั้นตอนและวิธีการปลูกนั้น คุณเดือนและคุณสมพร บอกว่า เบญมาศ ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่มีวิธีการปลูกและการเตรียมแปลงที่คล้ายกัน ตั้งแต่การเตรียมแปลงจะทำร่องปลูกขนาดความกว้าง 80 เซนติเมตร ความยาวตามความพอใจขอผู้ปลูกที่สามารถควบคุมได้ ตีดินในแปลงให้ละเอียด ตากดินทั้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นนำต้นพันธุ์ลงปลูก โดยเบญจมาศจะใช้ระยะปลูกระหว่างต้นและแถว 20 เซนติเมตร ส่วนดาวเรืองขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่และขนาดความใหญ่ของพุ่ม

หลังจากปลูกต้นกล้าลงดินไปได้ประมาณ 5 วัน จะเริ่มให้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมีเพื่อบำรุงต้นให้พร้อม โดยเฉพาะเบญจมาศจะต้องทำการขึงเชือกประคองลำต้น พร้อมกับกระตุ้นเร่งการเจริญเติบโตของต้นให้พร้อมที่จะแทงช่อดอก ด้วยวิธีการให้แสงสว่างจากหลอดไฟต่อเนื่องวันละ 6-7 ชั่วโมง ควบคู่กับฉีดพ้นสารเคมี ทุกๆ 7 วัน เพื่อป้องกันแมลงควบคู่กัน

“เบญจมาศเป็นไม้ดอกที่ต้องการการดูแลที่มากกว่าดาวเรือง ซึ่งในช่วงเวลา 3 เดือนจะต้องให้ความเอาใจใส่ โดยเฉพาะการให้น้ำ จะต้องให้สม่ำเสมอ วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) เก็บวัชพืชออกจากแปลง ให้ปุ๋ย ตรงเวลาที่กำหนด เพียงเท่านี้ไม้ดอกจะออกมามีคุณภาพ ซึ่งแต่ละรอบจะปลูกเบญจมาศอย่างน้อย 8 แปลง ประมาณ 3,000-5,000 ต้น ดาวเรืองจะปลูกประมาณ 5-6 แปลง ส่วนบัวจะใช้พื้นที่ประมาณ 1 ไร่ ทำเป็นนาบัวเพียงรอบเดียว”

ส่วนการส่งจำหน่ายนั้น คุณเดือนและคุณสมพร แต่ละวันจะมีพ่อค้าแม่ค้าเข้ามารับชื้อที่สวน ซึ่งจะได้ไม้ดอกมากกว่า 2 ชนิดออกไปในแต่ละรอบ ทำให้เป็แรงจูงใจให้พ่อค้าแม่ค้า เนื่องจากมาแหล่งเดียวได้ไม้ดอกถึง 2 ชนิด ทำให้ไม่เสียเวลาประหยัดค่าขนส่งในแต่ละรอบ โดยราคาชื้อ-ขาย ขึ้นลงตามฤดูกาลและเทศกาล แต่โดยเฉลี่ย ขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 150 บาท สำหรับเบญจมาศ

“การปลูกไม้ดอกไม้ประดับ จะเลือกพันธุ์ที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งเลือกวิธีการปลูกที่ใช้ทุนน้อย ทำตามกำลังที่สามารถทำได้กันโดยใช้แรงงานภายในครอบครัวโดยใช้เวลาว่างจากอาชีพหลัก”

เกษตรกรท่านใดสนใจ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณเดือนและคุณสมพร บ้านดอนกลางทุ่ง หมู่ที่ 9 ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม โทรศัพท์ (086)857-0830

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ในฐานะนายกสมาคมสถาบันชาวนาไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมนัดแรกเมื่อเร็วๆนี้ หลังทำการจดทะเบียนจัดตั้ง“สมาคมสถาบันชาวนาไทย” เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2561 ว่า ในอดีตที่ผ่านมาทุกคนทราบดีว่าองค์กรชาวนาเป็นองค์กรที่ขาดเอกภาพที่สุด นายกรัฐมนตรีได้เอ่ยปากเรื่องชาวนาควรรวมตัวกันให้เป็นเอกภาพ เพื่อการทำข้อเสนอถึงรัฐบาลจะได้มีน้ำหนักและมีพลัง สภาเกษตรกรแห่งชาติเป็นองค์กรหลักของเกษตรกรจึงทำหน้าที่รวมพลังชาวนา

จนปัจจุบันได้มีการรวมตัวกันของชาวนาจดทะเบียนจัดตั้ง“สมาคมสถาบันชาวนาไทย” เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสมาคมฯจะทำหน้าที่เป็นข้อต่อเชื่อมกับส่วนงานต่างๆ รวบรวมความคิดของชาวนาในทุกภูมิภาคเพื่อนำเสนอในเชิงนโยบายถึงรัฐบาลเพื่อแก้ปัญหาชาวนาให้เบ็ดเสร็จและยั่งยืน รวมทั้งการพัฒนาอาชีพทั้งในด้านการเพิ่มคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุนด้วยวิธีผสมผสาน พัฒนาเป็นผู้ประกอบการ จัดช่องทางจำหน่าย ซึ่งมณฑลซานตงประเทศจีนได้สั่งออร์เดอร์แรกเป็นข้าวหอมมะลิเกรด A 100 ตัน โดยได้รวบรวมจากชาวนาที่พร้อม เป็นข้าวคุณภาพดีได้ GAP เป็นการนำร่องก่อน หลังจากนี้สมาคมฯจะผลักดันจัดส่งข้าวของชาวนาไปถึงมือผู้บริโภคที่ประเทศจีนด้วยจำนวนให้มากขึ้น ทั้งนี้ สมาคมสถาบันชาวนาไทย ประกอบด้วยสมาชิก 3 ประเภทคือ