ทุ่ม 30 ล.สร้างสกายวอล์ก “ผาพญากูปรี” แหล่งท่องเที่ยวใหม่

ศรีสะเกษศรีสะเกษ – พระครูโกศลสิกขกิจ หรือ หลวงพ่อ พุฒ วายาโม ประธานมูลนิธิหลวงปู่สรวง และเจ้าคณะอำเภอภูสิงห์ ฝ่ายธรรมยุต กล่าวภายหลังนำผู้เกี่ยวข้องไปตรวจสภาพพื้นที่บริเวณหน้าผาพญากูปรีว่า มูลนิธิหลวงปู่สรวงได้ร่วมกับทุกส่วนราชการของ จังหวัดศรีสะเกษ จะก่อสร้างสกายวอล์กขึ้นที่หน้าผาพญากูปรี เพื่อให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ ที่อยู่ติดกับแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ด้าน อำเภอภูสิงห์ โดยจะก่อสร้างอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม เพื่อให้เป็น หน้าเป็นตา จะได้รองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามากราบไหว้ขอพรจากหลวงปู่สรวงที่วัดไพรพัฒนา

จากนั้นจะได้มาเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ที่บริเวณสกายวอล์ก โดยสกายวอล์กที่นี่จะเป็นแห่งแรกของอีสานใต้ ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดศรีสะเกษ ดีขึ้น อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิหลวงปู่สรวงที่ต้องการส่งเสริมชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายสุปัญญ์ เทียนดำ ผอ.สำนักจัดการทรัพยากร ป่าไม้ที่ 7 สาขาอุบลราชธานี กล่าวว่า การสร้าง สกายวอล์กเป็นการดำเนินการตามนโยบายของ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ที่ต้องการให้มีป่าในเมือง เพื่อให้ประชาชน ทุกจังหวัดใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ขอฝากถึงประชาชนชาวศรีสะเกษให้ช่วยกันรักษาป่า และในช่วงนี้เป็น ช่วงหน้าฝนขอให้ช่วยกันปลูกป่าเพื่อจะได้ทำให้ผืน แผ่นดินไทยมีความชุ่มชื้นอุดมสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น กว่าเดิม

นายพิศฐ์ศักดิ์ รัตนวรรณี โยธาธิการและผังเมือง จังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า คาดว่าใช้งบฯ 30 ล้านบาท จะ ออกแบบสกายวอล์กให้มีความแข็งแรงทนทานและสวยงาม เป็นแบบครึ่งวงกลมยื่นห่างจากหน้าผาออกไปประมาณ 30 เมตร กว้าง 6 เมตร นักท่องเที่ยวเข้าไปชมได้ ครั้งละ 200 คน

โครงการประชารัฐ รับซื้อกุ้งขาว ในราคานำตลาด 1 หมื่นตัน ชะงัก เหตุห้องเย็นขอหักค่าขนส่งกุ้งที่รับซื้อหน้าฟาร์ม กก.ละ 8-10 บาท กรมประมง เรียกประชุมเกษตรกร-ห้องเย็นแก้ปัญหา ผลสรุป หากห้องเย็นยอมไปรับซื้อหน้าฟาร์ม ห้ามหักค่าขนส่ง พร้อมประชุม 3 ฝ่าย อีกครั้ง 6 มิ.ย.นี้ แก้ปัญหากุ้งทั้งระบบ หลังเกษตรกรลงเลี้ยงกุ้งวูบกว่า 50% คาดห้องเย็นขอนำเข้ากุ้งอีกรอบ

นายสมชาย ฤกษ์โภคี อุปนายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงโครงการประชารัฐรักษาเสถียรภาพกุ้งขาวแวนนาไม ปี 2561 ที่กรมประมง ดึงห้องเย็นและโรงงานแปรรูปเข้ามารับซื้อกุ้ง 1 หมื่นตัน ในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ในราคานำตลาด ล่าสุดจนถึง วันที่ 31 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ฝ่ายเกษตรกรและห้องเย็นยังตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการขนส่งไม่ได้ หากมารับซื้อหน้าฟาร์ม ซึ่งปกติรถบรรทุกห้องเย็นรับภาระค่าใช้จ่ายขนส่งอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง กุ้งขาว ขนาด 50 ตัว/กก. ห้องเย็นจะรับซื้อ กก.ละ 160 บาท ที่หน้าฟาร์ม แต่จะขอหักค่าขนส่ง กก.ละ 8-10 บาท เท่ากับเกษตรกรผู้เลี้ยงจะขายได้ในราคาสูงกว่าตลาดเพียงเล็กน้อย จากราคาตลาดล่าสุดขยับเข้าใกล้ กก.ละ 150 บาทแล้ว หลังปริมาณกุ้งที่ออกสู่ตลาดจำนวนมากเริ่มลดลง

“ห้องเย็นและผู้ส่งออกบอกว่าประกันราคารับซื้อสูง ต้องขาดทุน กก.ละ 30 บาท ไม่มีออเดอร์ส่งออก ถ้าจะให้รับผิดชอบค่าขนส่งอีก กก.ละ 8-10 บาท คงไม่ไหว นอกจากนี้ ระยะเวลาการจ่ายเงินยังไม่ชัดเจน เกษตรกรกลัวว่าจะจ่ายล่าช้านาน 1-2 เดือน ตัวแทนเกษตรกร ห้องเย็น และกรมประมง จะหารือกันอีกครั้ง”

ทั้งนี้ จ. สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งเลี้ยงกุ้งขาวขนาดใหญ่ของประเทศ ปกติเดือนเมษายนของทุกปีจะลงลูกกุ้ง 350 ล้านตัว แต่ปีนี้มีการลงลูกกุ้ง 150 ล้านตัว เดือนพฤษภาคมนี้ 180 ล้านตัว และคาดว่าเดือนมิถุนายนนี้จะลงเลี้ยงกุ้งไม่เกิน 200 ล้านตัว ดังนั้น ในอีก 2 เดือน ข้างหน้า คือเดือนสิงหาคม-ตุลาคม กุ้งภายในประเทศที่จะส่งเข้าห้องเย็นจะขาดแคลน มีเพียงพอในการป้อนตลาดภายในประเทศและส่งออกไปจีนเท่านั้น

นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงผลการประชุมแก้ปัญหาที่ทางห้องเย็นจะขอหักค่าขนส่งกุ้งที่รับซื้อหน้าฟาร์ม กก.ละ 8-10 บาท ตามโครงการประชารัฐประกันราคารับซื้อ 1 หมื่นตัน ที่ประชุม 3 ฝ่าย ทั้งกรมประมง เกษตรกร และห้องเย็น ลงมติว่า หากห้องเย็นไปรับซื้อกุ้งถึงหน้าฟาร์ม ห้ามหักค่าขนส่งจากราคากุ้งที่รับซื้อ เท่ากับว่าต้องมีการตกลงกันก่อนระหว่างเกษตรกรกับห้องเย็น กรณีที่เกษตรกรนำกุ้งไปขายที่ห้องเย็นโดยตรง ห้ามมีหักค่าขนส่งจากราคากุ้งที่ขายเช่นกัน

ส่วนวันที่ 6 มิ.ย.นี้ จะมีการประชุม 3 ฝ่าย ทั้งกรมประมง สมาคมแช่เยือกแข็งไทย และตัวแทนเกษตรกร เพื่อแก้ปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งทั้งระบบอีกครั้ง เนื่องจากเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทั้งประเทศมีการลงเลี้ยงกุ้งเพียง 2,000 กว่าล้านตัว จากปกติที่จะลงเลี้ยง 4,000 กว่าล้านตัว ลดลงกว่า 50% จะส่งผลให้ห้องเย็นและโรงงานแปรรูปกุ้งส่งออกขาดแคลนวัตถุดิบในอีก 2 เดือน ข้างหน้า รวมทั้งหารือเรื่องการลดปัจจัยการผลิตต่อเนื่อง เช่น ราคาลูกพันธุ์กุ้ง

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า การหารือ 3 ฝ่าย ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ คาดว่าทางกลุ่มห้องเย็นจะเสนอขอนำเข้ากุ้งขาวแวนนาไมแบบเด็ดหัว ปริมาณ 5 หมื่นตัน จากต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง หลังจากสมาชิกสมาคมแช่เยือกแข็งไทยหลายรายหวั่นวิตกว่า ปริมาณการเลี้ยงกุ้งของไทยมีแนวโน้มที่จะต่ำกว่าที่คาดไว้ช่วงต้นปีว่า จะมีประมาณ 3 แสนตัน บวกลบลงไปอีก จากปัญหากุ้งขาวล้นตลาดในช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทำให้ราคาตกต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ผลผลิตล้นทั่วโลก

น.ส.ณุกานดา กิติศุภวัฒนา ประธานเครือข่าย บิซ คลับ จังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มพ่อค้าที่ทำหน้าที่รวบรวมผลไม้เพื่อจัดจำหน่ายจากประเทศจีน (ล้ง) จำนวนมาก ทั้งที่เป็นตัวแทนจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ และทั่วไป เริ่มทยอยเข้ามาทำสัญญาซื้อทุเรียนจากชาวสวนในจันทบุรี ระยอง ปราจีนบุรี ในส่วนของผลผลิต ปี 2562 หลังจากผลผลิตปีนี้เกือบหมดแล้ว เนื่องจากพ่อค้าทุเรียนสด และผู้ประกอบการที่นำไปแปรรูปไอครีมทุเรียน ทอดกรอบ และอื่นๆ แย่งกันซื้อผลผลิตจากชาวสวน เบื้องต้นพบว่า การทำสัญญาซื้อเหมาสวนในปีหน้าส่วนใหญ่จะเป็นลักษณะการจองก่อน ส่วนราคาก็จะคำนวณจากราคาใกล้กับฤดูเก็บทุเรียนต่อไป หรือมีการตั้งราคาตามเงื่อนไขต่างๆ เป็นต้น

สาเหตุที่ผู้ประกอบการต้องเร่งทำสัญญากับชาวสวนทุเรียนเร็วเป็นพิเศษ เพราะในระยะหลังจะมีบรรดาพ่อค้าทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนมาก มีความต้องการทุเรียน หากจองพื้นที่ช้าก็จะไม่ได้ทุเรียนเกรดดีมีคุณภาพ

“ช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา ทุเรียนในเมืองจันท์และจังหวัดใกล้เคียง บูมมากจากการผลักดันให้ไทยเป็นมหานครผลไม้เมืองร้อนของโลก ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายหันมาเปลี่ยนอาชีพที่เกี่ยวกับทุเรียนมากขึ้น และตนก็เหมือนกัน เดิมเน้นส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป แต่ตอนนี้ก็เพิ่มส่งออกทุเรียนด้วย โดยเฉพาะการแปรรูปเป็นไอศกรีมทุเรียน ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีด้วย”

นายปรัชญา สมะลาภา ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคตะวันออก หอการค้าไทย กล่าวว่า ในระยะหลังทุเรียนค่อนข้างได้รับความสนใจจากตลาดโลกมากโดยเฉพาะจีน ทำให้ล้งจีนจำนวนมากเข้ามาเป็นตัวแทนในการทำสัญญาเหมาสวนทุเรียนล่วงหน้า ดังนั้น อยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยดูแลให้การทำสัญญาเกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกร เพราะแม้ว่าล้งจะให้ราคาที่สูงแต่บางรายก็มีเงื่อนไข หากทุเรียนในปีหน้าราคาลดลงก็สามารถปรับลดราคาได้ แต่หากทุเรียนในปีหน้าสูงกว่าที่ทำสัญญากันไม่ค่อยเห็นว่าล้งปรับขึ้นราคาให้

“ต้องการให้เป็นธรรมทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องของการไม่ทิ้งสัญญากัน เช่น หากล้งทิ้งสัญญาชาวสวนก็เดือดร้อน แต่หากชาวสวนทิ้งสัญญาแล้วไปขายกับเจ้าอื่นที่ให้ราคาสูงกว่า ก็จะมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือด้วย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปีนี้ เอสเอ็มอี ที่ใช้ทุเรียนสดเป็นวัตถุดิบในการแปรรูป เช่น ทุเรียนทอด ทุเรียนกวน และทุเรียนเชื่อม ค่อนข้างเดือดร้อนอย่างมาก เนื่องจากผลผลิตออกมาน้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ประกอบกับพ่อค้าคนกลางจำนวนมากทั้งไทยและต่างประเทศแข่งกันซื้อทุเรียน ส่งผลให้ผู้ประกอบการแปรรูปไม่สามารถซื้อตรงจากสวนได้ บางโรงงานต้องไปซื้อทุเรียนผ่านคนกลางแม้จะเพิ่มกำไร 5-10 บาท ต่อลูก แต่ก็ยังหาซื้อยาก

“ราคาทุเรียนในปีนี้ค่อนข้างดีกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา ยิ่งมีเว็บไซต์ทีมอลล์ ในเครือของอาลีบาบา ทำสัญญากับรัฐบาลซื้อทุเรียน 3 ปี 1.5 หมื่นล้านบาท ก็ยิ่งทำให้การแข่งขันสูง และยิ่งทำให้ราคาปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อโรงงานแปรรูปทุเรียน เพราะผลผลิตมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งๆ ที่ไปซื้อพ่อค้าคนกลางแล้ว”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมมือมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรมนักการเงิน สหกรณ์รุ่น 3 พัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน สามารถนำความรู้ไปวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินของสหกรณ์ เพื่อใช้สำหรับวางแผนในการเข้าไปแนะนำส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ ร่วมกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดอบรมหลักสูตร “นักการเงิน” เพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญด้านการเงิน ในระบบสหกรณ์ และสามารถก้าวทันความเสี่ยงหรือวิวัฒนาการทางด้านการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะปัจจุบันสหกรณ์ออมทรัพย์มีปริมาณการทำธุรกรรมการเงินที่สูง โดยมีสินทรัพย์มากกว่า 80% เมื่อเทียบกับสินทรัพย์ของสหกรณ์ทั้งระบบ ดังนั้น เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ที่ต้องปฏิบัติงานและทำหน้าที่ให้คำแนะนำหรือกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน จำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในการบริหารการเงินที่ถูกต้อง และสามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ได้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้จัดอบรมนักการเงินต่อเนื่องมาตั้งแต่ ปี 2560 จัดอบรมไปแล้ว 2 รุ่น รุ่นละ 45 คน รวม 90 คน และในปีงบประมาณ 2561 ได้จัดอบรม รุ่นที่ 3 จำนวน 50 คน ระหว่าง วันที่ 4-25 มิถุนายน 2561 ณ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งตลอดระยะเวลาของการอบรมจะเน้นให้ความรู้เรื่องระบบการบัญชีการเงิน การวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านเครดิตและการบริหารความเสี่ยง การลงทุนและผลิตภัณฑ์ทางการเงิน โดยการวิเคราะห์ตราสารหนี้ ตลาดการเงิน การวิเคราะห์งบการเงิน การประเมินสินเชื่อและการกำกับดูแลควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร

“นักการเงินที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นอนาคตของกรมส่งเสริมสหกรณ์ หวังว่าจะเป็นกำลังหลักที่ช่วยดูแลสหกรณ์ในเรื่องการเงิน ไม่ว่าจะเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์หรือเครดิตยูเนี่ยน เพราะหลักสูตรนี้จะให้ความรู้ทั้งเรื่องของกฎหมายทางการเงิน การเงินการบัญชี และการควบคุมภายในและบริหารความเสี่ยง ซึ่งเป็นโอกาสดี ที่บุคลากรของกรมฯ จะได้เรียนรู้และเพิ่มพูนทักษะทางการเงิน และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ สิ่งที่คาดหวังคือ ผู้ที่ผ่านการอบรมนำความรู้มาใช้ประโยชน์โดยสามารถวิเคราะห์งบการเงินของสหกรณ์ได้ และประเมินได้ว่า สหกรณ์นั้นๆ มีการดำเนินงานเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนเข้าไปส่งเสริมแนะนำสหกรณ์ของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งทุกคนต้องพัฒนา ฝึกฝนและนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานให้ได้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ในอนาคตต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าว

อ่วม 2 ล้านรายเบี้ยวหนี้กยศ. มูลหนี้ 6.8 หมื่นล้าน ลุยฟ้องต่อ ปีนี้อีก 1.2 แสนราย ดีเดย์หักเงินเดือนขรก.กรมบัญชีกลางกลุ่มนำร่อง ก.ค.นี้ ก่อนใช้จริงทั้งระบบต.ค.นี้ หลังพบกลุ่มข้าราชการผิดชำระกว่า 7 หมื่นราย ปลายปีเริ่มบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ ซีพี กรุงไทย กฟผ.

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า ในปีนี้มีผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระประมาณ 3.5 ล้านราย คิดเป็นมูลหนี้ 4 แสนล้านบาท รวมทั้งในปีนี้ กยศ. เตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระประมาณ 1.2 แสนราย มูลหนี้ 1.2 หมื่นล้านบาท เฉลี่ยรายละ 1 แสนบาท จากยอดการฟ้องร้องทั้ง หมดในรอบ 10 ปีที่ประมาณ 1.2 ล้านคดี มูลหนี้ 4.8 หมื่นล้านบาท

“ปัจจุบัน กยศ. ปล่อยกู้ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาแล้ว 5.4 ล้านราย คิดเป็นวงเงิน 5.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ มีการชำระและปิดบัญชีไปแล้ว 8 แสนราย มีสถานะตาย หรือพิการ 5 หมื่นราย ทำให้ยังเหลือผู้กู้ในระบบทั้งสิ้น 4 ล้านราย ในส่วนนี้เป็นลูกหนี้สถานะปกติประมาณ 1 ล้านกว่าราย และมีสถานะผิดนัดชำระ 2 ล้านกว่าราย คิดเป็นมูลหนี้ 6.8 หมื่นล้านบาท” นายชัยณรงค์ กล่าว

นายชัยณรงค์ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ กยศ.ตั้งเป้าหมายปล่อยกู้ให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ประมาณ 7 แสนราย เป็นเงิน 3 หมื่นล้านบาท โดยปัจจุบันกองทุนมีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะรองรับการดำเนินการในแต่ละปี แต่ก็อยากประชาสัมพันธ์ให้ผู้กู้ยืมรุ่นพี่รีบมาชำระเงินคืนภายในวันที่ 5 กรกฎาคม ของทุกปี หากล่าช้าเกินกำหนดอาจต้องเสียเบี้ยปรับจำนวนมากได้

นอกจากนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2561 จะเริ่มดำเนินแนวทางการหักเงินเดือนข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างชั่วคราวที่เป็นลูกหนี้ กยศ. นำร่องกับข้าราชการกรมบัญชีกลางก่อน หลังจากนั้นจะดำเนินการ หักเงินเดือนกับข้าราชการกระทรวงการคลัง และส่วนราชการทั้งหมดต่อไปในช่วง ต.ค.2561 โดยปัจจุบันมีข้าราชการที่เป็นลูกหนี้ กยศ. ทั้งสิ้น 1.7 แสนราย มูลหนี้ 1.6 หมื่นล้านบาท โดยในจำนวนนี้ มีสถานะชำระปกติ 9 หมื่นกว่าราย และผิดนัดชำระอีก 7 หมื่นกว่าราย โดยลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระติดกัน 5 งวด จะถูกดำเนินคดีฟ้องร้อง

ส่วนการหักเงินเดือนลูกหนี้กับบริษัทเอกชนนั้น จะเริ่มดำเนินการได้ในปลายปี 2561 จะนำร่องกับบริษัทขนาดใหญ่ก่อน อาทิ ซีพี, กรุงไทย และรัฐวิสาหกิจ เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นต้น

ทั้งนี้ กองทุนกยศ.ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย ในการเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้กู้ยืม กยศ. และ กรอ. ด้วยระบบคิวอาร์โค้ด โดยสามารถชำระได้ 2 รูปแบบ คือ แบบ Static QR โดยการสแกนคิวอาร์โค้ดผ่านบริการ KTB netbank และเลือกประเภทกองทุนที่ต้องการชำระหนี้คืน หรือแบบ Dynamic QR เป็นการสแกนคิวอาร์โค้ด ผ่าน www.studentloan.ktb.co.th หรือ www.studentloan .or.th ด้วย โมบายแบงกิ้งแอพพลิเคชั่นทุกธนาคาร

นายผยง ศรีวณิช กก.ผจก.ใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า เพื่อความสะดวกให้ผู้กู้ยืมที่ครบกำหนดชำระหนี้ สามารถชำระผ่านโมบายแบงกิ้งแอพพลิเคชั่นของทุกธนาคาร ตั้งแต่ 5 กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป

New Holland Agriculture เป็นแบรนด์หนึ่งของ CNH Industrial จะแสดงอุปกรณ์ใหม่ 2 รุ่น ที่งาน SIMA ASEAN 2018 ที่กรุงเทพฯ ในช่วง วันที่ 6-8 มิถุนายนนี้

New Holland นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดสำหรับเกษตรกรไทยด้วยรถเก็บเกี่ยวซีรีส์ TC5.30 และรถแทรกเตอร์ รุ่น T6050 อุปกรณ์ทั้งสองซีรีส์ได้นำมาจัดแสดงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่เติบโตมากขึ้นของลูกค้าในตลาดภายในประเทศ

คุณดวงหทัย พงษาพันธ์ Country Manager ของ CNH Industrial ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “New Holland’ เข้าร่วมในงาน SIMA ASEAN เพื่อเป็นการตอกย้ำแก่เกษตรกรว่า ประสิทธิภาพการผลิตสูงสุดมาจากการใช้อุปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่านั้น ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของ New Holland แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดการกับความต้องการทุกประเภทในไร่และเรามีความมุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรระยะยาวเพื่อการพัฒนาเครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตรของประเทศไทย

นายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยถึงการจัดงานมหกรรมทุเรียนนท์ “Nonthaburi the King of Durian”ว่า การจัดงานครั้งนี้เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทุเรียนGIทุเรียนนนท์ซึ่งมีราคาแพงที่สุดในโลก โดยปีนี้ทุเรียนนนท์มีผลผลิต 900 ผล ราคามีตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 25,000 บาทต่อผล แต่ถูกจองหมดแล้ว ผู้สนใจลิ้มรสต้องจองผลผลิตปีหน้า

นายภานุกล่าวว่า ในงานไม่มีทุเรียนนนท์จำหน่ายแม้แต่ผลเดียว แต่ผู้จัดได้นำผลผลิตทุเรียนคุณภาพจากทุกภูมิภาคมาจำหน่าย เช่นจากระยอง จันทบุรี ศรีสะเกษ อุตรดิตถ์ อย่างไรก็ตามผู้จัดงานได้คัดทุเรียนหมอนทอง ก้านยาว และสาวน้อย ของจังหวัดนนท์ จำนวน 9 ผลมาประมูล ในวันที่ 9 คาดว่าบางผลจะมีราคาประมูลสูงถึง 3 แสนบาท รายได้จากการประมูล จะบริจาคใ้ห้หน่วยงานสังคมสงเคราะห์และโรงพยาบาล จึงขอเชิญเที่ยวงานระหว่างวันที่ 7-11 มิถุนายน 2561 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซ่า เวสต์เกต อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้ได้มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ไม่เพียงส่งผลดีต่อเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร และน้ำในการอุปโภคบริโภค มานานหลายเดือน และทำให้เกษตรกรนาปี ได้มีน้ำเพียงพอได้เริ่มฤดูกาลทำนาปี นอกจากนี้ ยังส่งผลให้ลำน้ำสาขา รวมถึงแม่น้ำโขงสูงขึ้น โดยระดับน้ำโขงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องวันละประมาณ 20 – 30เซนติเมตร ล่าสุดอยู่ที่ระดับประมาณ 5 เมตร ทำให้ลำน้ำสาขาสายหลัก น้ำอูน ลำน้ำสงคราม

มีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันกับส่งผลดีต่อชาวบ้านอาชีพประมง หาปลาตามลำแม่น้ำโขง รวมถึงลุ่มน้ำสงคราม ลำน้ำสาขาสายหลักของแม่น้ำโขง สามารถหาปลาได้มากขึ้น เนื่องจากเป็นฤดูน้ำหลาก ทำให้ตลาดสดต่างๆ ในพื้นที่ จ.นครพนม มีบรรดาพ่อค้า แม่ค้า นำปลาน้ำโขง รวมถึงปลาชนิดต่างๆ มาวางขายกันคึกคัก เงินสะพัดวันละเกือบแสนบาท ซึ่งบางรายขยัน โชคดีหาปลาได้จำนวนมาก และจะสามารถจับปลาน้ำโขงขนาดใหญ่ได้มากขึ้น สามารถสร้างรายได้วันละ 5,000 – 10,000 บาท เนื่องจากปลาน้ำโขง เป็นที่นิยม ของตลาด มีประชาชน รวมถึงร้านอาหารมาสั่งซื้อ ไปปรุงเป็นเมนูเด็ดรับไม่อั้น

โดยเฉพาะตลาดสดในเขตเทศบาลตำบลศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม ถือเป็นตลาดปลาน้ำโขงที่ใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน เนื่องจากติดกับลุ่มน้ำสงคราม แหล่งขยายพันธุ์ปลาน้ำโขงที่สำคัญ และชาวบ้านจะประกอบอาชีพหาปลาเป็นหลัก ในช่วงนี้ พบว่า จะมีบรรดาแม่ค้า พ่อค้าปลา นำปลาน้ำโขงนานาชนิดมาวางขายกันคึกคักมากขึ้น กว่าทุกฤดู มีทั้งปลาเนื้ออ่อน และปลาเกล็ด อาทิ ปลาบึก กิโลกรัมละประมาณ 300 บาท ปลาคัง ปลาแข้ กิโลกรัมละประมาณ 250 บาท ปลาโจกกิโลกรัมละ 220 บาท ปลาอีตุ กิโลกรัมละ 100 บาท ปลาตองกายกิโลกรัมละ 120 บาท ปลานาง กิโลกรัมละประมาณ 400 บาท ซึ่งจะมีขายทั้งแบบสดเป็นตัว และชำแหละขาย ตามลูกค้าต้องการ บางรายมียอดขายวันละ 10,000 – 20,000 บาท ยิ่งในช่วงฝนตกหนักมีน้ำหลาก น้ำโขงล้นตลิ่ง จะทำให้สามารถจับปลาน้ำโขงได้มากขึ้น อีกหลายเท่า ส่วนหนึ่งนอกจากจะมีการนำมาวางขายตามตลาดสด ชาวบ้านยังได้มีการแปรรูป ทำปลาแห้ง ปลาส้ม ปลาร้า เป็นสินค้าของฝากขึ้นชื่อ สามารถจำหน่ายได้ตลอดปี

วันนี้ 7 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดระยะเวลาเกือบ 1 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ของ ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ รวมทั้งประชาชนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้าน ต่างๆ ของ ต.ช่องสะเดา อ.เมือง และ ท้องที่ ต.หลุมรัง อ.บ่อพลอย จ.กาญจนบุรี ต่างก็ได้รับผลกระทบและความเดือดร้อน จากการที่มีช้างป่าแยกกันเป็นโขลงๆ ละ 10-20 ตัว และได้กระจัดกระจายออกมาจากผืนป่าชั้นใน ลงมาหากินและทำลายพืชไร่ของเกษตรกร ที่มีพื้นที่ติดกับเขตอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ผลไม้ เช่น เงาะ ทุเรียน กล้วย และอื่นๆ ถูกช้างป่าทำลายเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะเกษตรกรในพื้นที่หมู่ 1 บ้านท่าขนุน หมู่ 2 บ้านเสาหงษ์ และหมู่ 3 บ้านปรังกาสี ต.ท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ