ท่องเที่ยวชะลอเล็กน้อย ทั้งปียังลุ้น 3 ล้านล.บาท

นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แถลงสถานการณ์ท่องเที่ยวเดือนพฤษภาคม 2561 ว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวเติบโตในอัตราชะลอตัวทำให้ยอดนักท่องเที่ยวขยายตัว 6.35% จากปกติขยายตัวเฉลี่ยเดือนละประมาณ 10% เพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น และการถือศีลอดของมุสลิม ทำให้ยอดนักท่องเที่ยวกลุ่มตะวันออกกลาง มาเลเซียลดลง

ขณะเดียวกันในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม มีการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเลือกรับชมฟุตบอลโลกมากกว่าออกเดินทางท่องเที่ยว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวรัสเซียที่มียอดติดลบ ในเดือนที่ผ่านมาจึงมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติจำนวน 2.76 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกมากที่สุด 2.05 ล้านคน รองลงมาเป็นนักท่องเที่ยวภูมิภาคยุโรป เอเชียใต้ อเมริกา โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ตามลำดับ โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นนักท่องเที่ยวอันดับหนึ่ง

“ในเดือนพฤษภาคมยอดนักท่องเที่ยวชะลอตัวลง จากปัจจัยช่วงโลว์ซีซั่น การถือศีลอดของนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมที่ปีนี้เลื่อนเวลาเร็วขึ้น และการแข่งขันฟุตบอลโลก อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในช่วงเดือนสิงหาคมเป็นต้นไป การท่องเที่ยวจะกลับมาผงกหัวขึ้น และสร้างรายได้ตามเป้าที่รัฐบาลวางไว้คือ 3 ล้านล้านบาท” นายพงษ์ภาณุ กล่าว

สำหรับสถานการณ์ท่องเที่ยวในเมืองรองขณะนี้ การกระจายตัวของการท่องเที่ยวเริ่มชัดขึ้น ตามนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรองของรัฐบาล โดยในเดือนพฤษภาคม ซึ่งจังหวัดเมืองรองที่นักท่องเที่ยวเดินทางท่องเที่ยวมากที่สุดคือลพบุรี โดยเฉพาะบ้านเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลจากการตามรอยละครบุพเพสันนิวาสที่ยังเป็นกระแสอยู่

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเผยดัชนี พ.ค. 2561 ขยับเพิ่ม 90.2 จากเศรษฐกิจในประเทศ ขยายตัว-ส่งออกดี แต่ความเชื่อมั่นรายภาคลดเกือบทั้งหมด ขณะที่ผลสำรวจ 3 เดือนข้างหน้า ลดลงเพราะห่วงกำลังซื้อต่างจังหวัดชะลอตัว หวังรัฐตรึงดอกเบี้ยยาวถึงสิ้นปี หวั่นเงินไหลออก

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจความเชื่อมั่นผู้ประกอบการประจำเดือนพฤษภาคม 2561 จำนวน 1,015 ราย ครอบคลุม 45 กลุ่มอุตสาหกรรมของ ส.อ.ท.ว่า ผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ระดับ 90.2 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 89.1 ในเดือนเมษายน 2561 ซึ่งค่าดัชนีที่เพิ่มขึ้นเกิดจากองค์ประกอบ

ยอดคำสั่งซื้อโดยรวม ยอดขายโดยรวม ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการ นอกจากนี้ค่าดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการเห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจภายในประเทศยังขยายตัวต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อภาคการผลิต รวมทั้งการส่งออกได้รับปัจจัยบวกจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า สะท้อนจากคำสั่งซื้อโดยรวมและยอดขายโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ขณะเดียวกันผู้ประกอบการขนาดใหญ่ยังมีแผนการขยายการลงทุนเครื่องจักร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ

นายสุพันธุ์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ระดับ 101.6 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 102.2 ในเดือนเมษายน เนื่องจากผู้ประกอบการมีความกังวลต่อการชะลอตัวของกำลังซื้อโดยเฉพาะในระดับภูมิภาค แต่ค่าดัชนียังมีค่าเกิน 100 สะท้อนว่าผู้ประกอบการยังมีความเชื่อมั่นต่อภาวะเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ดี ทั้งนี้ กำลังซื้อในระดับท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ ส.อ.ท.ต้องจับตาเป็นรายภูมิภาค เนื่องจากราคาพืชผลทางการเกษตรบางรายการอยู่ในระดับที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก

ขณะที่บางพื้นที่ได้รับอานิสงส์จากนโยบายภาครัฐ อาทิ ภาคตะวันออกที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายดีขึ้นจากการลงทุนที่มีแนวโน้มขยายตัวจากโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) สะท้อนจากดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าในระดับภูมิภาคที่พบว่าภาคกลางคาดการณ์ปรับตัวลดลงจากเดิม 105.4 มาอยู่ที่ 105.1 ภาคเหนือคาดการณ์ลดลงจาก 89.5 มาอยู่ที่ 89.3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือลดลงจาก 99.1 มาอยู่ที่ 98.6 มีเพียงภาคตะวันออกที่คาดว่าจะปรับขึ้น 108.4 จากเดิมที่คาดการณ์ 107.5 และภาคใต้จะเพิ่มขึ้น 81.7 จากเดิม 80

นายสุพันธุ์ กล่าวว่า ขณะเดียวกันยังมีประเด็นที่ต้องติดตามจากการที่ผู้ประกอบการมีความกังวลต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในเดือนพฤษภาคม ผู้ประกอบการส่งออกได้รับผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อแปลงกลับมาเป็นเงินบาททำให้สูญเสียรายได้จากการส่งออก จากนี้จึงต้องติดตามนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกครั้งว่าจะดำเนินการอย่างไร

ซึ่งส่วนตัวอยากให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีการตรึงดอกเบี้ยออกไปจนถึงปลายปี “ครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ คือเรื่องการกีดกันทางการค้าของประเทศมหาอำนาจ เพราะมีบางกลุ่มที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมของไทย และอีกเรื่องคือการปรับดอกเบี้ย อยากให้ตรึงยาวไปก่อนจนถึงปลายปี เพราะมีความกังวลเรื่องเงินทุนไหลออก” นายสุพันธุ์ กล่าว

เรือตรีทรงธรรม จันทประสิทธิ์ รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. เปิดเผยผลการดำเนินงานให้บริการเรือสินค้า และตู้สินค้า ผ่านท่าเรือกรุงเทพ (ทกท.) ท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) ท่าเรือพาณิชย์เชียงแสน (ทชส.) ท่าเรือเชียงของ (ทชข.) และท่าเรือระนอง (ทรน.) ในช่วงระยะ 6 เดือน ประจำปีงบประมาณ 2561 (ตุลาคม 2560-มีนาคม 2561) ว่า ทกท.เรือเทียบเท่า 1,550 เที่ยว เพิ่มขึ้น 5.370% สินค้าผ่านท่า 10,934 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.47% ตู้สินค้าผ่านท่า 0.750 ล้าน ที.อี.ยู เพิ่มขึ้น 1.426% ทลฉ.เรือเทียบท่า 6,598 เที่ยว ลดลง 1.990% สินค้าผ่านท่า 40.733 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 4.151% ตู้สินค้าผ่านท่า 3.972 ล้านที.อี.ยู. เพิ่มขึ้น 5.363% ทชส.เรือเทียบท่า 2,166 เที่ยว เพิ่มขึ้น 6.752% สินค้าผ่านท่า 150,850 ตัน เพิ่มขึ้น 71.368% ทชข.เรือเทียบท่า 247 เที่ยว ลดลง 31.198% สินค้าผ่านท่า 38,546 ตัน ลดลง 3.214% ทรน.เรือเทียบท่า 156 เที่ยว เพิ่มขึ้น 22.835% สินค้าผ่านท่า 40,712 ตัน เพิ่มขึ้น 55.728%

“ช่วงต้นปี 2561 ทั่วโลกประสบกับความผันผวนและความไม่แน่นอนทางด้านการเมือง แต่ในรอบเดือนที่ผ่านมาสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ปัจจัยเสี่ยงลดลง ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกคาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นเป็นลำดับและต่อเนื่อง เห็นได้จากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ รวมถึงราคาสินค้า ราคาน้ำมัน ราคาทองคำ ทั่วโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่ส่งผลต่อการค้าขายระหว่างประเทศ โดย ทกท. และ ทลฉ. มีอัตราเติบโตทั้งด้านปริมาณตู้สินค้าและสินค้าผ่านท่า 4.717% และ 4.634% ตามลำดับ” เรือตรีทรงธรรม กล่าว

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เผย 21 มิถุนายน 2561 กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปีทางซีกโลกเหนือ หรือเรียกว่า “วันครีษมายัน” ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทาง

ทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ทำให้กลางวันยาวนานที่สุดในรอบปีเกือบ 13 ชั่วโมง นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ เปิดเผยว่า ช่วงเดือนมิถุนายนดวงอาทิตย์จะตกค่อนข้างช้า กว่าจะตกลับขอบฟ้าก็เป็นเวลาใกล้หนึ่งทุ่ม เนื่องจากเป็นเดือนที่ประเทศทางซีกโลกเหนือได้รับปริมาณแสงจากดวงอาทิตย์นานที่สุดในรอบปี เกิดจากการที่โลกหมุนรอบตัวเอง (ใช้เวลาประมาณ 1 วัน) ขณะเดียวกันโลกก็โคจรรอบดวงอาทิตย์ (ใช้เวลาประมาณ 1 ปี) และและเนื่องจากแกนโลกเอียงทำมุม 23.5 องศากับแนวตั้งฉากกับแนวโคจรรอบดวงอาทิตย์

ส่วนของโลกที่หันเข้าหาดวงอาทิตย์จึงแตกต่างกันไป รวมถึงรังสีดวงอาทิตย์ที่ตกตั้งฉากกับพื้นโลกก็เปลี่ยนไปตามช่วงเวลาของแนวทางการโคจร ทำให้ส่วนต่างๆ ของโลกได้รับแสงอาทิตย์ไม่เท่ากัน และมีอุณหภูมิต่างกัน เป็นสาเหตุของการเกิดฤดูกาล สำหรับในวันที่ 21 มิถุนายนนี้ ดวงอาทิตย์จะขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุดและตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด

จึงเป็นวันที่มีช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปีของประเทศทางซีกโลกเหนือ ภาษาสันสกฤตเรียกว่า “วันครีษมายัน” (ครีด-สะ-มา-ยัน) หรือ Summer Solstice สำหรับประเทศไทยในวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ดวงอาทิตย์จะขึ้นจากขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเวลาประมาณ 05:51 น. และตกลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเวลาประมาณ 18:47 น. ดวงอาทิตย์ปรากฏอยู่บนท้องฟ้าเป็นเวลารวมกว่า 12 ชั่วโมง 56 นาที (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร)

นายศุภฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คำว่า “Solstice” เป็นภาษาอินโดยูโรเปียน Stice หมายถึง สถิต หรือ หยุด ดังนั้น Summer Solstice หมายถึงวันที่ดวงอาทิตย์ไม่เคลื่อนที่ เพราะดวงอาทิตย์เคลื่อนที่ไปทางเหนือเรื่อยๆ ตั้งแต่เดือนมีนาคมและหยุดที่จุดเหนือสุดในวันที่ 21 มิถุนายน หลังจากนั้นจะค่อยๆ เคลื่อนที่ลงมาทางใต้ ในทางฤดูกาลนับเป็นวันเริ่มต้นฤดูร้อนในซีกโลกเหนือ และเริ่มต้นฤดูหนาวในซีกโลกใต้

ในระยะเวลา 1 ปี ที่โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ เกิดปรากฏการณ์สำคัญที่เกี่ยวข้องกับการขึ้น-ตกของดวงอาทิตย์ ได้แก่ วันวสันตวิษุวัต (วะ-สัน-ตะ-วิ-สุ- วัด) (Vernal Equinox) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 20 มีนาคม เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าย่างสู่ฤดูใบไม้ผลิ ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง

วันครีษมายัน (ครีด-สะ- มา-ยัน) (Summer Solstice) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 21 มิถุนายน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางเหนือมากที่สุด ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันยาวที่สุดในรอบปี สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ช่วงกลางวันจะสั้นที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว

วันศารทวิษุวัต (สาด-ทะ-วิ-สุ-วัด) (Autumnal Equinox) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 23 กันยายน เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกและตกทางทิศตะวันตกพอดี ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันเท่ากับกลางคืนพอดี นับเป็นวันที่ประเทศทางซีกโลกเหนือเข้าย่างสู่ฤดูใบไม้ร่วง ส่วนซีกโลกใต้เข้าสู่ฤดู ใบไม้ผลิ
วันเหมายัน (เห-มา-ยัน) (Winter Solstice) ในปี 2561 ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม เป็นวันที่ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด และตกทางทิศตะวันตกเฉียงไปทางใต้มากที่สุด

ส่งผลให้ช่วงเวลากลางวันสั้นที่สุดและกลางคืนยาวที่สุดในรอบปี หรือที่คนไทยเรียกว่า “ตะวันอ้อมข้าว” สำหรับประเทศทางซีกโลกเหนือ นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ส่วนประเทศทางซีกโลกใต้ ช่วงกลางวันจะยาวที่สุดในรอบปี นับเป็นวันที่ย่างเข้าสู่ฤดูร้อน
สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) โทร. (053) 121-2689 ต่อ 210-211, (081) 885-4353 โทรสาร (053) 121-250

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เร่งเดินหน้าเจรจากับพันธมิตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ รายใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ หลังปรับโฉมเว็บไซต์ Thaitrade.com เพื่อเตรียม ความพร้อมการเป็นแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ของประเทศ หรือ National e-Commerce Platform

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งให้กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าเจรจากับพันธมิตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รายใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแสวงหาช่องทางเชื่อมต่อความร่วมมือ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย อีกทั้ง ยังเร่งให้เดินสายโรดโชว์ผลักดัน พร้อมจุดประกาย ให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ค้าขายมากขึ้น โดยย้ำว่า การทำการค้าในโลกดิจิทัล สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และคงไว้ซึ่งคุณภาพที่ดีตลอดไป

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จึงได้ประเดิมโรดโชว์ Thaitrade.com ในสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 11-14 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาความร่วมมือกับพันธมิตร ทั้งแพลตฟอร์มตลาดกลางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ ได้แก่ Qoo10.sg เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในสิงค์โปร์, บริษัท Redmart แพลตฟอร์ม Glocery ที่ได้รับความนิยมที่สุด และ Shopjj.co เว็บไซต์แฟชั่นไลฟ์สไตล์แบรนด์ไทยก่อตั้งโดย startup สิงคโปร์ เพื่อส่งออกไปทั่วโลก และบริษัท Business Engineers Asia เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกผู้ส่งออกไทยทำการค้าในสิงคโปร์ ในขณะเดียวกัน กรมฯ ยังได้หารือหน่วยงานภาครัฐ Enterprise Singapore เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวทางการบ่มเพาะ Startup โดยใช้นวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ อีกด้วย

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า “สิงคโปร์เป็นตลาดเพื่อนบ้านอาเซียนที่มีความต้องการสินค้าไทย และผู้บริโภคภายในประเทศมีกำลังซื้อสูง อีกทั้ง ชาวสิงคโปร์ยังหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการจับจ่ายใช้สอยสินค้ามากขึ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการส่งออกได้พัฒนาตัวเองและขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศโดยใช้ประโยชน์จากช่องทางการค้าออนไลน์ผ่านความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรของกรมฯ”

ทั้งนี้ แพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำสิงคโปร์และกรมมีแผนที่สร้างลิ้งค์รวบรวมสินค้าไทยบนหน้าเว็บไซต์ (Thai Flagship Store) เพื่อเป็นแพลตฟอร์มให้ผู้ส่งออกไทยสามารถขยายช่องทางธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ พร้อมทั้งจัดทำ Marketing Campaign เพื่อกระตุ้นการซื้อขายให้กับสินค้าไทยบนเว็บไซต์ การอำนวยความสะดวกด้าน Business Solutions สำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการประกอบธุรกิจในสิงคโปร์ กับบริษัท Business Engineers Asia และความร่วมมือกับ Enterprise Singapore ด้านการพัฒนาและบ่มเพาะศักยภาพให้กับผู้ประกอบการไทย

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ยังได้เตรียมแผนเดินหน้าจัดโรดโชว์เดินสายสร้างเครือข่ายความร่วมมือ Thaitrade.com กับพันธมิตรพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระดับสากลต่างๆ ทั้งการเข้าร่วมงาน 2018 ASEAN Digital Commerce Forum ณ สาธารณรัฐเกาหลี การเจรจากับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อขยายช่องทางการขายสินค้าไทยในแพลตฟอร์มชั้นนำ ในประเทศต่างๆ อาทิ อังกฤษ ฝรั่งเศส เกาหลีใต้ และจีน เป็นต้น

และที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์จะมีจัดกิจกรรมโรดโชว์ ในส่วนภูมิภาคเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือให้กับ Thaitrade.com ในการเป็น National e-Marketplace เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยรวมทั้งแฟลตฟอร์มของไทยมีโอกาสในการขายสินค้าไปต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ใน 3 จังหวัด ครบทุกภาค ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดเชียงราย และจังหวัดอุดรธานี ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยในด้านการพัฒนาศักยภาพด้านการค้าออนไลน์ และเพิ่มจำนวนรายการสินค้าบนเว็บไซต์ Thaitrade.com ได้ต่อไป

ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรชาวสวนยางพาราต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตสูง แต่ขายยางได้ราคาต่ำจนแทบไม่พอกิน หลายครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้มีเงินรายได้หมุนเวียนเข้ามาเลี้ยงดูครอบครัว แต่ในวันนี้ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ “โฟมโปรตีนดับเพลิงจากเมล็ดยางพารา” ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกรชาวสวนยางพารามากขึ้น เพราะในอนาคตพวกเขามีโอกาสและความหวังที่จะขาย “เมล็ดยางพารา” ของเหลือทิ้งจากสวนยางให้กลายเป็นสินค้าตัวใหม่ นอกเหนือจากการขายน้ำยางสด แผ่นยางดิบ หรือไม้ยางพาราเหมือนในอดีต

ผศ. ดร. ณัฐบดี วิริยาวัฒน์กับโฟมโปรตีนดับเพลิงจากเมล็ดยางพารา

“สวนดุสิต” ปลื้มผลงานคว้าระดับโลก ที่เจนีวา

“โฟมโปรตีนดับเพลิงจากเมล็ดยางพารา” เป็นหนึ่งในนวัตกรรมไทยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเครือข่ายบริหารงานวิจัยจึงได้จัดงานนิทรรศการผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์ และนวัตกรรมไทยที่ได้รับรางวัลจากการประกวดในเวทีระดับนานาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส และรัฐเปอร์ลิส สหพันธรัฐมาเลเซีย นำมาจัดแสดง ณ ห้องประชุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อาคาร วช. 1 เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดย พล.อ.อ. ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบรางวัลแก่นักวิจัยที่มีผลงานดีเด่นในครั้งนี้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. จิระ จิตสุภา อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ซึ่งรับผิดชอบงานจัดแสดงผลงานวิจัยและพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ในฐานะหัวหน้าทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยว่า เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย ประเทศไทยมีเกษตรกรชาวสวนยางพาราและผู้ประกอบการในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยางพารามากกว่า 6 ล้านคน โดยไทยส่งออกยางพารามากเป็น อันดับ 1 ของโลก แต่การส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในรูปวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้น ซึ่งมีมูลค่าต่ำ ดังนั้น การนำกากเนื้อในเมล็ดยางพารามาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสารดับเพลิงโปรตีนสกัดจากกากเนื้อในเมล็ดยางพารา จึงช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรที่ปลูกยางได้อีกทางหนึ่ง

โฟมโปรตีนดับเพลิงจากเมล็ดยางพารา

“โฟมโปรตีนดับเพลิงจากเมล็ดยางพารา” เป็นผลงานของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรชาติ สินวรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จุดเริ่มต้นของผลงานวิจัยชิ้นนี้ เกิดจากทีมนักวิจัย มสด. ศึกษาพบว่า เทคโนโลยีโฟมโปรตีนดับเพลิงจากโปรตีนสังเคราะห์ ที่ขายในท้องตลาดปัจจุบันมีราคาสูง โดยมีต้นทุนการผลิตที่ 381.48 บาท ต่อ 1 กิโลกรัม นอกจากนี้ โปรตีนสังเคราะห์เมื่อทำปฏิกิริยากับความร้อนของไฟ จะเกิดมลพิษทางอากาศ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

ทีมนักวิจัย มสด. จึงเกิดแนวคิด นำ “เมล็ดยางพารา” ของเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ ในฐานะ “โฟมโปรตีนจากพืช” เพราะมีโปรตีนคุณภาพสูง เมื่อนำมาสกัดเป็นโฟมโปรตีน ถือว่าให้ผลคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ เพราะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าโปรตีนสังเคราะห์มาก โดยต้นทุนการผลิต จะอยู่ที่ 3.74 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น ทีมนักวิจัย มสด. ใช้เวลาศึกษาทดลองสกัดโปรตีนออกจากกากเมล็ดยางพารานานถึง 3 ปีเต็ม จึงประสบความสำเร็จในการพัฒนาโฟมโปรตีนดับเพลิงจากเมล็ดยางพาราก่อนนำไปยื่นจดสิทธิบัตรในเวลาต่อมา

การนำเมล็ดยางพารามาใช้ประโยชน์ในฐานะโฟมโปรตีนจากพืช นับว่า จุดประกายความหวังทางการตลาดให้กับวงการยางพาราของประเทศไทยอย่างมาก เพราะที่ผ่านมา เมล็ดยางพารา คือวัสดุเหลือทิ้งที่มีอยู่มากมายในสวนยางพาราทั่วประเทศ หากสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มในลักษณะโฟมโปรตีน จะช่วยขยายโอกาสทางการตลาดยางพาราให้กลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้งในอนาคต

โฟมโปรตีนจากยางพารา มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องการดับเพลิงประเภทน้ำมัน และก๊าซ (class B) ด้วยกลไกการทำงานของโฟมโปรตีนจะทำหน้าที่คลุมไอระเหยของน้ำมันไม่ให้ระเหยเป็นเชื้อเพลิงลุกไหม้ และช่วยลดอุณหภูมิของผิวหน้าของน้ำมัน โดยไม่ก่อให้เกิดมลพิษสูงเช่นเดียวกันกับโปรตีนสังเคราะห์ โฟมโปรตีนดับเพลิง ผลงาน มสด. เป็นนวัตกรรมใหม่ที่น่าใช้งานอย่างยิ่ง เพราะไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากผลิตจากเมล็ดยางพารา ซึ่งเป็น โปรตีนพืชนั่นเอง

โฟมโปรตีนที่สกัดจากเมล็ดยางพาราเ หมาะสำหรับใช้ดับเพลิงประเภทน้ำมันและก๊าซ เนื่องจากสามารถลดอุณหภูมิของผิวหน้าน้ำมันทำให้ปริมาณการระเหยของไอน้ำมันลดลง อีกทั้งมีความสามารถในการเคลื่อนที่ไปยังที่ต่างๆ ของภาชนะบรรจุน้ำมัน เนื่องจากมีแรงตึงผิวต่ำ โดยโฟมโปรตีนนี้สามารถลดอุณหภูมิที่ผิวหน้าน้ำมันได้จากอุณหภูมิที่ 450 องศาเซลเซียส ลดลงเหลือเพียง 34 องศาเซลเซียส ภายในเวลา 11 วินาที ถือว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าสารดับเพลิงประเภทอื่นๆ ถึง 3 เท่า แถมยังมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำ เพียง 3.74 บาท ต่อกิโลกรัม เท่านั้น

หากเปรียบเทียบผลงานนวัตกรรมใหม่ของ มสด. กับสินค้าดับเพลิงที่มีดาษดื่นในท้องตลาดทั่วไป ในเรื่องต้นทุนการผลิต ประสิทธิภาพการใช้งาน ก็ฟันธงได้ว่า นวัตกรรมใหม่ของ มสด.ชนะขาดลอยทุกประตู เพราะโฟมดับเพลิงจากเมล็ดยางพารามีประสิทธิภาพมากกว่าโฟมโปรตีนสังเคราะห์ถึง 3 เท่า และมีต้นทุนเพียง 3.74 บาท ต่อกิโลกรัม แถมให้ผลกำไรสูงกว่าสารดับเพลิงทั่วไป ประมาณ 1.23 เท่า

ทั้งนี้ “โฟมโปรตีนที่สกัดจากเมล็ดยางพารา” นับเป็นนวัตกรรมใหม่ที่คุ้มค่ากับการนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ในหลายด้าน เพราะช่วยเพิ่มผลกำไร รวมทั้งเพิ่มผลผลิต ช่วยลดต้นทุน แก้ปัญหาเรื่องการดับเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ฯลฯ ข่าวดีสำหรับประเทศไทย ขณะนี้ผลงานวิจัยโฟมโปรตีนที่สกัดจากเมล็ดยางพารา ของ มสด. เป็นที่สะดุดตา บริษัทเอกชนที่ทำธุรกิจด้านการดับเพลิง ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างเจรจาหารือเพื่อพัฒนาต่อยอดทางการค้าร่วมกัน คาดว่าภายในปี 2563 จะมีสินค้านวัตกรรมของนักวิจัย มสด. มาวางขายในประเทศ และขยายตลาดส่งออกได้ในอนาคต

ปุ๋ยชีวภาพ ละลายโพแทสเซียม

นอกจากผลงานนวัตกรรมเด่นข้างต้นแล้ว ทีมนักวิจัย มสด. ประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรชาติ สินวรณ์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ณัฐบดี วิริยาวัฒน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ยังได้ร่วมมือกับ ดร. กันต์ ปานประยูร นักวิจัยของคณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนา “ปุ๋ยชีวภาพละลายโพแทสเซียม” ที่คว้ารางวัลจากเวทีประกวดนวัตกรรมระดับนานาชาติ ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสในปีนี้ด้วยเช่นกัน