ท่านผู้ว่าฯ ไม่ปฏิเสธว่าในภาคเกษตรกรรมจะทำหน้าที่เป็น

เพียงผู้ผลิตหรือปลูกอย่างเดียว แต่ควรมีบทบาทในเรื่องการวางแผนแล้วขายเองด้วย ทั้งนี้คงเป็นหน้าที่ของทางภาครัฐที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริมให้ความรู้ในสิ่งเหล่านี้เพื่อยกระดับขึ้นอีก และควรเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาสานต่อ

ขอนแก่น เป็นจังหวัดที่มีจุดแข็งอย่างน้อย 2 เรื่อง คือ เรื่องผ้าไหม และฟอสซิลไดโนเสาร์ โดยมองว่าจะทำอย่างไรให้ทั้งสองอย่างนี้เด่นขึ้นมาจนสร้างรายได้เข้ามาในจังหวัด ที่ผ่านมายังไม่เคยมีลายผ้าไหมประจำจังหวัด แต่ที่ผลิตขายมีลายผ้าจำนวนมากมาย แต่ยังไม่เคยมีลายที่เป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดที่ชัดเจน จึงได้มีการดำเนินการคัดเลือกจนได้ลายผ้าไหมของจังหวัดขอนแก่นในชื่อ “ลายแคนแก่นคูณ” กระทั่งได้รับความสนใจกันอย่างคับคั่ง ทำให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของจังหวัดขอนแก่นสามารถขายได้เงินจำนวนมากกว่าที่ผ่านมา

นอกจากนั้นแล้ว ยังเสนอตัวไปยังสภาหัตถกรรมโลก ของ UNESCO เพื่อขอให้พิจารณาจังหวัดของแก่นเป็นเมืองหัตถกรรมผ้ามัดหมี่ แล้วปรากฏว่าได้ผ่านการคัดเลือกแล้วได้การรับรองให้ขอนแก่นเป็นเมืองหัตถกรรมผ้ามัดหมี่ ทำให้จังหวัดขอนแก่นกลายเป็นเมืองที่ได้รับความสนใจจากต่างประเทศทั่วโลกทันที ขณะเดียวกันยังมีแผนพัฒนาให้ฟอสซิลไดโนเสาร์เป็น GEO PARK หรืออุทยานทางธรณีวิทยา เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ศึกษาหาข้อมูลในระดับนานาชาติ ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการไปตามขั้นตอน

“สิ่งต่างๆ ที่กล่าวมา จะต้องทำงานอย่างเร่งด่วนและมีคุณภาพไปพร้อมทุกอย่างควบคู่กัน โดยหวังว่าในอนาคต ขอนแก่นจะไม่เป็น Smart City เพียงอย่างเดียว แต่ต้องยกระดับให้เป็น Global City เพราะหวังว่าเมื่อนักท่องเที่ยวคิดถึงเมืองไทย จะต้องนึกถึงขอนแก่นเป็นอีกแห่งของเมืองแห่งความน่าประทับใจด้วย” ท่านผู้ว่าฯ กล่าว

“เส้นทาง สุดทางบูรพา” เป็น 1 ใน 5 เส้นทางท่องเที่ยวชุมชนบนฝั่ง ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดตราด ดำเนินการภายใต้แนวคิดนโยบายภาครัฐ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนจังหวัดตราด เป็นการสร้างและการกระจายรายได้สู่พื้นที่ท่องเที่ยวบนฝั่งจังหวัดตราด จากความนิยมของนักท่องเที่ยวที่มุ่งสู่เกาะต่างๆ

คุณไพโรจน์ โสภาพร พัฒนาการจังหวัดตราด กล่าวว่า หลังการเตรียมพร้อมทั้ง 5 เส้นทางแล้ว ถึงขั้นตอนกิจกรรมทดสอบเส้นทาง (Press Tour) เพื่อปรับปรุงและพัฒนาเพื่อเตรียมประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวชุมชน เพี่อเพิ่มและกระจายรายได้ให้กับชุมชน ซึ่งผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมกับคณะเดินทางสำรวจ ทดสอบ เส้นทางชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดตราด : เส้นทางที่ 5 “สุดทางบูรพา” เมื่อกลางเดือนมกราคม 2562 ที่ผ่านมา

ส่วนใหญ่หมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจะมีความพร้อมทางด้านการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดตราดเป็น 1 ใน 10 เมืองรอง ได้รับการพัฒนาส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวจากหน่วยงานต่างๆ มาบ้างแล้ว และที่สำคัญชุมชนมีศักยภาพทางธรรมชาติ มีความเข้มแข็ง มีอัตลักษณ์ของตัวเองที่เป็นเสน่ห์น่าสนใจ การเข้ามาพัฒนาของสำนักงานพัฒนาชุมชนจึงเสมือนเป็นการต่อยอด ทำให้หมู่บ้านมีความโดดเด่นและมีความพร้อมที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น อย่างเช่น เส้นทาง “สุดทางบูรพา” ที่จะนำเสนอต่อไปนี้

คณะเดินทางนำทริปโดย คุณไพโรจน์ ผู้ร่วมเดินทาง คุณประเสริฐ ลือชาธนานน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด คุณณัฐพงษ์ สงวนจิตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด และหัวหน้าหน่วยงานต่างๆ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) พื้นที่พิเศษหมู่เกาะช้างและพื้นที่เชื่อมโยง บริษัท ประชารัฐสามัคคีตราด (วิสาหกิจเพื่อสังคม) รวมทั้งสื่อมวลชน ทริปสุดทางบูรพานี้เป็นเส้นทางเชื่อม 2 อำเภอ คือ เขาสมิง และแหลมงอบ เริ่มต้นกันที่ใจกลางเมืองตราด สัมผัสวิถีชุมชนรักษ์คลองบางพระ ชุมชนย่านตลาดเก่าแห่งแรกของจังหวัดตราด ชมอดีตและเช็กอินผ่านภาพวาดตามถนนสายศิลปะ (Street Art)

ปัจจุบัน บ้านเรือนได้ปรับเปลี่ยนเป็นเกสต์เฮาส์รองรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ต้องการบรรยากาศเงียบสงบ และห่างไปเพียง 2 กิโลเมตร ได้ชมพิพิธภัณฑ์และโบราณสถานอันสวยงามและล้ำค่าที่มีอายุเกือบ 300 ปี ของ “วัดบุปผาราม” ชื่อเดิมเรียกว่า วัดปลายคลอง จากนั้นมุ่งสู่อำเภอเขาสมิง อำเภอแหลมงอบ ที่มีความโดดเด่นแตกต่างกัน

อำเภอเขาสมิง…สัมผัส “เขาโต๊ะโม๊ะ”

เนินเขาแท่งหินมหัศจรรย์

มุ่งหน้าลัดเลาะไปถนนสายหลักสายรอง หมุดหมายคือ ชมความอลังการของแท่งหินที่แปลกตา ที่ “วัดเมืองเก่าแสนตุ่ม” หรือ “เขาโต๊ะโม๊ะ” ที่บ้านอีเร็ม หมู่ที่ 7 ตำบลประณีต อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด คุณพีระวัฒน์ วังรัตน์กุล นายอำเภอและคณะจัดเต็มมารอรับและจัดผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่นำชมบอกเล่าเรื่องราว ที่มาของวัดเขาโต๊ะโม๊ะว่า ชื่อเขาโต๊ะโม๊ะ ตามตำนานภาษาชอง แปลว่า ภูเขา เนินสูง เชื่อว่าเป็นที่ฝังสมบัติล้ำค่าและเอาแท่งหินมาเรียงไว้เป็นแนวตั้งเป็นสัญลักษณ์

ต่อมา ปี 2519 กรมศิลปากร มาสำรวจบอกว่า เป็นซากโบราณสถานเก่าแก่ไม่ทราบว่าสมัยใด ซึ่งสอดคล้องกับการพบหลักฐาน เครื่องมือ เครื่องใช้ประเภทหิน ท่อนไม้กลายเป็นหิน พระพุทธรูปสมัยเชียงแสน ลูกปัด หินสี ภาชนะเครื่องปั้นดินเผา เครื่องบดยา ไม้แกะสลัก แสดงว่าพื้นที่นี้มนุษย์เคยมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตั้งแต่อดีต-ปัจจุบัน ต่อมา ปี 2532 คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล มาสำรวจสันนิษฐานว่า เกิดจากเปลือกโลกเย็นตัวเร็ว หินบะซอลต์ที่เย็นตัวได้ดันตัวส่งผลให้เกิดรอยแตกหินในแนวตั้งเป็นลักษณะเป็นแท่งเหลี่ยม ปัจจุบันยังคงมองเห็นแท่งหินตั้งแต่สี่เหลี่ยมไปถึง 9 เหลี่ยม วางในแนวตั้งสูงเป็นเนินเขา และบริเวณเนินโดยรอบยังมีแท่งหินกระจัดจายอยู่ทั่วไป

จากนั้นแวะเช็กอินต่อที่ ตลาดประชารัฐ คนไทยยิ้มได้ หมู่ที่ 6 บ้านมุมสงบ ตำบลแสนตุ้ง อำเภอเขาสมิง ที่นี่เก็บภาพเท่ๆ ไว้แล้ว พลาดไม่ได้กับช็อปตลาดผลผลิตจากเกษตรกรในชุมชนขายตรงกับนักท่องเที่ยว ผักผลไม้สดๆ ปลอดสารพิษ บางอย่างเป็นของใหม่ เช่น มะนาวคาร์เวียร์ และผลไม้แปรรูปทุเรียน มังคุด กล้วย ส่งตลาดต่างประเทศจากโรงงานวิสาหกิจชุมชนทวีทรัพย์ (บ้านมุมสงบ) ดูพัฒนาการของชุมชนที่สรรหาของพื้นบ้านอร่อยๆ และของใหม่แปลกๆ มาขายที่ตลาดประชารัฐทางผ่านเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว แต่ย้ำว่าต้องแจ้งมาล่วงหน้า เพราะชุมชนมีอาชีพหลักทำสวน

เสน่ห์ของตลาดนี้คือ ของดี ราคาถูก ผักสด คะน้า กวางตุ้ง แตงกวา ถุงละ 10 บาท มะพร้าวอ่อนน้ำหวานหอม ลูกละ 20 บาท เห็ดฟาง กิโลกรัมละ 100 บาท ผลิตภัณฑ์แปรรูป เช่น สเปรย์ตะไคร้หอมกันยุง น้ำมันมะพร้าว น้ำสมุนไพร น้ำลูกสำรอง และผลไม้ ทุเรียน มังคุด กล้วยแปรรูปและไอศกรีมทุเรียน 100% รสชาติเป็นที่ติดใจ จำหน่ายโดยตรงถึงผู้บริโภคในราคาจับต้องได้ แถมด้วยอัธยาศัยไมตรีรอยยิ้มพ่อค้าแม่ค้าเป็นที่ประทับใจ

บ้านสลัก…แหล่งอาหารทะเล ขนมพื้นบ้านแสนอนร่อย

อิ่มอกอิ่มใจกันแล้วพาไปอิ่มท้อง คณะเดินทางต่อไป บ้านสลัก หมู่ที่ 3 ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของประวัติศาสตร์ แหล่งอาหารทะเล และขนมพื้นถิ่นที่มีเอกลักษณ์ รสชาติอร่อยรอท้าทายนักท่องเที่ยวขาลุย เริ่มต้นการต้อนรับน่ารักๆ จากขบวนกลองยาวของเด็กๆ พร้อมเลือกซื้อสินค้าของดี ของอร่อยประจำชุมชนที่คัดเลือกมาวางขายในตลาดประชารัฐหมู่บ้านสลัก เช่น กุ้งแห้ง ขนมจีนน้ำยา ขนมมัดใต้ และน้ำผึ้งป่าแท้ 100% ที่ขายราคาขวดละ 300 บาท จากนั้นเดินทางไปวัดสลักสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านเคารพบูชา คือ “ศาลพระเจ้าตากสิน” บริเวณวัดมีโบสถ์สวยงาม ภายในมีพระพุทธรูปศิลปะเก่าแก่ รอยพระพุทธบาท

คุณสาคร ซื่อเสมอ ประธานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านสลัก เล่าว่า บริเวณที่สร้างวัดสลักเกี่ยวข้องกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ กล่าวคือ เมื่อพระเจ้าตากมารวบรวมไพร่พลที่จังหวัดตราดเมื่อเดินทัพพาไพร่พลกลับไปตีกรุงศรีอยุธยาคืนทางเรือ ได้เข้ามาหลบมรสุมที่บริเวณคลองสลักและโปรดให้สร้างเจดีย์ขึ้น 3 องค์ เพื่อนำอัฐิทหารมาฝังไว้ ต่อมาชาวบ้านเห็นว่าบริเวณนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินเคยเสด็จมาพัก มีโบสถ์เก่าที่มีอายุกว่า 100 ปี ปรากฏเป็นหลักฐานอยู่ จึงสร้างวัดสลักและสร้างโบสถ์ขึ้นมาใหม่ เมื่อประมาณ 200 กว่าปี

องค์เจดีย์ 3 องค์ ยังคงอยู่ ส่วนวิหารศาลพระเจ้าตากสร้างเสร็จ ปี 2557-2558 จากนั้นเดินข้ามเขื่อนที่กั้นน้ำเค็ม-น้ำจืด ที่ทำแลนด์มาร์กไว้อย่างสวยงาม ให้เป็นจุดเช็กอินของนักท่องเที่ยว ลงแพรับประทานอาหารกลางวัน ใช้เรือลากจูงชมทัศนียภาพแม่น้ำเวฬุ เส้นแบ่งเขตแดนจันทบุรี-ตราด มองเห็นชาวบ้านทำแพเลี้ยงหอยตะโกรม และหอยนางรมอยู่ลิบๆ

ไฮไลต์อาหารและขนมพื้นถิ่นที่บ้านสลัก คุณสาคร ซื่อเสมอ ประธานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี พาคณะมาจัดเต็ม เช่น แกงปลาอุก แกงเลียงหัวปลี ปลากระบอกไข่ทอด ปูม้าต้ม จิ้มน้ำพริกเกลือสูตรบ้านๆ น้ำพริกตาเถรกับผักสด สุดๆ ของความอร่อยกับหอยนางรมและหอยตะโกรมราดน้ำพริกเกลือ คุณสาคร นำหอยตะโกรมแกะสดๆ ราดโซดาให้เนื้อเด้งดึ๋ง เหนียว ราดด้วยน้ำพริกเกลือแนมด้วยหอมเจียว ยอดกระถิน รับประทานพอดีคำ รสชาติเฉียบจริงๆ พร้อมเผยเคล็ดลับว่า ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน รับประทานหอยนางรม หอยตะโกรม อร่อยที่สุด เพราะเนื้ออวบ หวาน ไม่มีไข่ จากนั้นเมนูขนมพื้นบ้าน มีสากกะเบือรุน (ขนมกะลอจี๊) ที่แป้งเหนียวหนึบหวานหอมด้วยกลิ่นงา ขนมหม้อแกง สับปะรดกวน เล่นเอาแพรับน้ำหนักโหลดแบบน่าใจหาย โชคดีที่ขากลับให้รถมารับไม่ต้องนั่งแพย้อนกลับขึ้นไป

อ่าวตาลคู่ย้อนอดีตแหล่งท่องเที่ยวชาวตราด

สุดทางบูรพา อำเภอแหลมงอบ

สุดทางบูรพาที่ “บ้านอ่าวตาลคู่” หมู่ที่ 1 ตำบลบางปิด อำเภอแหลมงอบ สุดทางบูรพา อ่าวตาลคู่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลแห่งแรกๆ ของจังหวัดตราด มาประมาณ 50-60 ปี ปัจจุบัน ยังเป็นที่นิยมไม่เสื่อมคลาย เพราะอยู่บนฝั่งเดินทางสะดวก ห่างจากอำเภอแหลมงอบเพียง 16 กิโลเมตร เงียบสงบ น้ำทะเลใส มีชายหาดเล่นน้ำได้ทิวทัศน์มองเห็นเกาะช้างอยู่ด้านหลัง และชมความงามจากดวงอาทิตย์ตกด้านเกาะช้าง ที่นี่ร้านอาหารบริการอาหารทะเลสดๆ ชาวจังหวัดตราดนิยมมาพักผ่อน

คุณสุรพล จิตนาวสาร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 เล่าว่า ที่บ้านอ่าวตาลคู่เที่ยวชมวิถีชาวประมงพื้นบ้าน ชมแหล่งรับซื้ออาหารทะเลสดๆ จากเรือของชาวประมง มีบริการเรือประมงให้เช่าไปตกปลา ไฮไลต์ใหม่ล่าสุดถ้าใครต้องการชมทัศนียภาพหาดอ่าวตาลคู่จากทะเลมาชายหาด สามารถเช่าเรือประมงให้แล่นออกไปด้านหน้าอ่าวตาล จะเห็นหาดทรายสีแดงทอดยาว ประมาณ 500 เมตร สวยงามมาก ใกล้ๆ กันมีเกาะลิง ที่สามารถเดินข้ามจากหาดอ่าวตาลคู่มาได้ในช่วงฤดูฝนที่น้ำลง

“ที่นี่มีท่าเรือชาวประมงพื้นบ้านในคลอง เรือประมงเหล่านี้จะออกทะเลนำปลามาขายที่ท่าเรือสดๆ ดังนั้น อาหารทะเลที่อ่าวตาลคู่จะสดและราคาถูก ส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวในวันหยุด เทศกาล บางคนที่มาไม่ทันเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเที่ยวเกาะช้างอาจจะมาแวะพักค้างก่อน-หลังไปเที่ยวเกาะ รีสอร์ตที่พักมีบริการ 30-40 ห้อง เป็นของชาวบ้าน ราคา 500-1,000 บาท ต่อคืน” ผู้ใหญ่บ้านสุรพล กล่าว

ปิดทริปสุดทางบูรพา เก็บภาพอันสวยงามของดวงอาทิตย์ที่ค่อยหายไปที่อ่าวตาลคู่ โดยมีเกาะช้างเป็นฉากหลัง เป็นความประทับใจที่ไม่รู้ลืม…เส้นทางชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี คือ อีกก้าวหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างรายได้ให้กับชุมชน …นึกถึงการท่องเที่ยว เลือกท่องเที่ยวชุมชน OTOP นวัติวิถี @ตราด

ฟักทองประดับ Ornamental Gourd มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และอเมริกาเหนือ เช่น ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา มีการใช้ประโยชน์มายาวนานกว่า 10,000-30,000 ปี จากสายพันธุ์อันแตกต่าง ฟักทองประดับบางชนิดมีการผสมเกสรขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ลูกฟักทองที่ออกมาเหมือนของประดับติดลำต้น บางชนิดเป็นการคัดสายพันธุ์ที่แปลกตามาปลูก เพื่อให้สวนมีรายละเอียดที่แตกต่างไป

ฟักทองประดับ มักใช้ตกแต่งในสวนเป็นสำคัญ โดยปลูกฟักทองให้เลื้อยไต่ตามซุ้มหรือค้างไม้ที่ทำไว้ในสวน อาจปลูกเป็นแนวทางเข้าสู่สวน เมื่อฟักทองติดดอกและออกผล ผลที่ห้อยระย้าจะช่วยเพิ่มสีสันให้กับมุมสวนนั้นๆ ได้อย่างดี แต่หากปลูกฟักทองลงบนพื้นโดยไม่ทำซุ้มหรือค้างไม้ ลำต้นจะเลื้อยไปตามผิวดิน เมื่อเกิดผลจะทำให้เน่าและเสียหายได้ง่าย นอกจากนั้น ยังสามารถเก็บผลฟักทองมาประดับตกแต่งในบ้าน ผลแต่ละลูกที่เก็บมาสามารถเก็บไว้ได้นานอีกด้วย

สนใจติดต่อ คุณมานพ กองเงิน หัวหน้าศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหมอกจ๋าม โทร.(081)-8840798 ฟักทองยักษ์ มีชื่อสายพันธุ์ว่า “บิ๊กมูน” แปลว่า พระจันทร์ดวงใหญ่ ปลูกเป็นไม้ประดับในพื้นที่มูลนิธิโครงการหลวง ปลูกครั้งแรกที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ต่อมาขยายพื้นที่และเปลี่ยนพื้นที่ไปปลูกที่อื่น เช่น สถานีวิจัยแม่หลอด อำเภอแม่แตง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงสะโง้ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ขณะนี้ปลูกมากที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงปังค่า อำเภอปง จังหวัดพะเยา

เมล็ดพันธุ์ต้องสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ ราคาเมล็ดละประมาณ 30-50 บาท ด้วยราคาเมล็ดพันธุ์แพง ต้องเพาะเมล็ดก่อนจึงนำไปปลูกในแปลง เมื่อต้นโตจะเลื้อยไปบนดิน ควรจัดลำต้นให้ขนานไปกับแปลง อาจเหลือเพียงกิ่งเดียว หรือ 2 กิ่ง ก็ได้ แต่ให้แยกไปคนละด้าน รอจนออกดอกและเจริญเต็มที่ ควรช่วยผสมพันธุ์ด้วยการเขี่ยละอองเกสรตัวผู้นำไปผสมกับละอองเกสรตัวเมีย หลังจากผสมพันธุ์แล้วประมาณ 7 วัน จะเริ่มเกิดเป็นผล ห่อผลตั้งแต่ผลเล็กๆ ป้องกันไม่ให้แมลงเจาะเข้าไปวางไข่ภายในผลฟักทองยักษ์ ระยะแรกควรปล่อยให้ผลห้อยติดกับขั้ว

เมื่อผลมีน้ำหนักมากขึ้น และต้องการให้รูปทรงสวยงาม ควรทำค้างให้ลำต้นเลื้อยขึ้นไป แล้วหาวัสดุรองรับน้ำหนักผล ผู้ปลูกต้องหมั่นตรวจดูบ่อยครั้ง เพราะฟักทองเจริญเติบโตเร็วมาก สีผิวจะเปลี่ยนตามไปด้วย

สิ่งสำคัญคือ ต้องหุ้มกระดาษเพื่อช่วยให้สีผิวสวย หุ้มด้วยตาข่ายพลาสติกใสอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันแมลงเข้าทำลายตั้งแต่เริ่มปลูก และจะต้องเปลี่ยนพื้นที่ปลูกทุกครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดโรคเหี่ยว และโรคที่เกิดจากเชื้อราต่างๆ ระยะปลูกไม่กำหนดแน่นอนตายตัว ควรปลูกในเรือนโรงที่มีตาข่ายป้องกันแมลงศัตรูพืช และควรหุ้มด้วยกระดาษและตาข่ายพลาสติกอีกครั้งหนึ่ง

ทุกคนคงเคยกินปลากระป๋องนะครับ

ปลาซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศกระป๋องเป็นอาหารยามยากของคนไทยมาเนิ่นนาน แล้วก็มีจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ แม้เดี๋ยวนี้จะเริ่มมีปลาทูน่ากระป๋องในน้ำแร่ น้ำมัน น้ำเกลือ ปรุงเป็นราดพริกบ้าง ผัดกะเพราบ้างให้เลือก

แต่ “ปลากระป๋อง” ก็ยังเป็นหนึ่งในดวงใจ ที่เราจะเปิดกินกับข้าวสวยราดน้ำปลาพริก หรือเอามายำ ทอด ป่น แกงส้ม ต้มยำ หรือผัดกะเพราปลากระป๋องได้อร่อยอยู่เสมอ อีกทั้งปลากระป๋องทั้งหมดถูกทำมาให้ก้างเปื่อยนุ่มจนเคี้ยวกินได้ทั้งตัว เลยเป็นสำรับอาหารแคลเซียมที่สำคัญของคนไทยปัจจุบันด้วย

แต่ส่วนใหญ่ โรงงานปลากระป๋องเขาจะใช้ปลาซาร์ดีน (Sardine) มาทำ เนื้อมันค่อนข้างแข็ง และไม่มีรสชาติอะไรนัก ที่เลือกใช้ปลาทู (Mackerel) นั้นมีน้อย และก็ทำไมไม่รู้ครับ เนื้อไม่ค่อยอร่อย อาจเพราะไม่ได้ใช้ปลาทูหลังสั้น (Short – bodied Mackerel) แบบ “ปลาทูแม่กลอง” ที่มีชื่อเสียงของเมืองสมุทรสงครามมาทำกระมัง

ดังนั้น หากว่าวันไหนเราไปจ่ายตลาด แล้วโชคดีมีปลาทูหลังสั้นตัวเล็กๆ สดๆ มาขายละก็ ซื้อมาทำปลากระป๋องโฮมเมดกันดีกว่าครับ

ถึงแม้ไม่ได้อยู่ในกระป๋องแล้ว แต่ผมก็ขอเรียกชื่อเดิมนะครับ มันเป็นกับข้าวที่ผมกินตั้งแต่เด็กๆ แม่ผมมักต้มไว้หม้อใหญ่ๆ อุ่นกินไปได้หลายวัน ผมเดาว่าคงเป็นสูตรของทางเมืองสมุทรสงคราม เพราะในหนังสือตำรับอาหารเมืองสมุทรสงคราม ของคุณอารีย์ นักดนตรี ก็มีสูตรนี้ วิธีทำเกือบเหมือนที่แม่ผมซึ่งเป็นคนอัมพวาทำเป๊ะเลย

ปลาทูสดที่ซื้อมา เราต้องควักไส้ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วฉีกแก้มปลาสองข้างทิ้งไป ตัดหัวปลาส่วนที่เหลือแหลมๆ นั้นออก แล้วยัดกลับเข้าไปในท้องปลา

มะเขือเทศสด ใช้เยอะๆ เลยครับ มีแบบไหนใช้แบบนั้น ลูกเล็กลูกใหญ่ได้หมด เอาลงหม้อต้มสักครู่ ทิ้งไว้ให้เย็น ขยำให้เละ แล้วกรองเอาแต่น้ำสีส้มๆ ข้นๆ รสเปรี้ยวชื่นใจนั้นไว้

ของอื่นที่ต้องเตรียม ก็มีเกลือ น้ำมัน และซอสมะเขือเทศขวด (ใช้นิดเดียว) ถ้าชอบกลิ่นเครื่องเทศอื่น จะใส่บ้างเล็กน้อยก็ได้ เช่น สำหรับหม้อนี้ ผมเติมกระเทียมเข้าไปเท่านั้น

เราควรใช้หม้อเคลือบแบบที่อาหารไม่ติดก้นหม้อจะดีครับ หากไม่มี ก็อาจต้องใช้วิธีของปลาต้มเค็มแบบโบราณ คือทุบท่อนอ้อย หรือหั่นมันหมูชิ้นบางๆ รองก้นหม้อก่อน แล้วค่อยเรียงปลาทูของเราลงไปเป็นวง หันหัวหาขอบหม้อ ให้หางอยู่รวมกันตรงกลาง เทน้ำมะเขือเทศลงไปพอเสมอตัวปลา เติมเกลือ กระเทียม ยกตั้งเตาไฟกลาง พอเดือดจึงหรี่เป็นไฟอ่อน

ต้มนานไปเลยครับทีนี้ คอยหมั่นเติมน้ำมะเขือเทศ แต่ละครั้งเติมพอเสมอตัวปลา ไม่งั้นปลาจะลอยไปมา ตัวเละ ไม่สวย

พอสัก 3 ชั่วโมงผ่านไป ก็ค่อยใส่มะเขือเทศเข้มข้นตามต้องการ เติมน้ำมันพืชสักหน่อย ระยะเวลาที่ปลาจะเปื่อยจนก้างนิ่มทั้งตัวนั้นขึ้นอยู่กับขนาดปลา ถ้าเราได้ปลาทูตัวเล็ก เนื้อนิ่ม มัน แค่ราว 3 ชั่วโมงครึ่งก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าไม่ใช่ คือตัวใหญ่ขึ้นมาหน่อย ก็ต้องต้มนานกว่านั้น

ลองดูขนาดปลาที่ผมใช้ต้มหม้อนี้สิครับ ถึงแม้ตัวไม่ใหญ่มาก แต่ผมต้องต้มนานถึง 6 ชั่วโมงทีเดียว จึงจะกินได้ทั้งตัว โดยในชั่วโมงที่ 5 เราค่อยเติมซอสมะเขือเทศในขวดลงไป ไม่ต้องเติมมาก เหตุที่ต้องใช้ ก็แค่เราต้องการกลิ่นเครื่องเทศและรสหวานจากซอส กับใช้เนื้อซอสปรับความข้นของน้ำต้มในหม้อด้วยน่ะครับ เติมเกลือให้เค็มพอดี อาจเพิ่มน้ำมันให้ดูมีความมัน และเผื่อไว้คลุกข้าวได้อร่อยด้วย

ปล่อยให้ชั่วโมงที่ 6 ผ่านไปด้วยการหุงข้าวสวยร้อนๆ ซอยหอมแดง พริกขี้หนูสวนใส่ถ้วย บีบมะนาว เติมน้ำปลา เอาไว้กินกับปลากระป๋องผักกาดหอมเป็นผักที่กินเคียงกันได้อร่อยมากๆ ครับ

“ปลากระป๋อง” โฮมเมดนี้ดีอย่างไร ตอบว่าดีที่เนื้อปลาครับ เราจะไม่เคยกินปลาแมคเคอเรลในซอสมะเขือเทศกระป๋องไหน ที่เนื้อนิ่ม หอม อร่อยเท่าปลากระป๋องหม้อนี้ของเรามาก่อนเลยแหละ

ความภูมิอกภูมิใจว่า “นี่ไง ฉันทำปลากระป๋องกินเองก็ได้” เป็นอย่างไร ขอให้ทดลองด้วยตัวเองกันดูครับ ตำบลแจงงาม อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี มีเนื้อที่ทั้งหมด 34,022 ไร่ ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่ ทำนา มีพื้นที่ปลูกอ้อย 2.8 หมื่นไร่ ปลูกข้าวเกือบหมื่นไร่ ที่นี่ขาดแคลนแหล่งน้ำชลประทาน ปลูกข้าวได้แค่ปีละครั้ง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้น้อยและฐานะยากจน หมดฤดูทำนา หนุ่มสาวมักอพยพไปรับจ้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี และชัยนาท เพื่อนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว ทิ้งเด็กเล็กคนแก่ไว้เฝ้าบ้าน

ปลูกเมล่อน “แก้จน”
ปี 2549 กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เล็งเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น จึงร่วมมือกับ บริษัท เจียไต๋ จำกัด ดำเนิน “โครงการนำร่องภาคธุรกิจ ช่วยเหลือคนจน จังหวัดสุพรรณบุรี” โดยส่งเสริมชาวบ้านปลูกเมล่อนเป็นรายได้เสริมเลี้ยงดูครอบครัว ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) อำเภอหนองหญ้าไซ สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อลงทุนให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ รายละ 450,000 บาท

เจียไต๋สนับสนุนองค์ความรู้เรื่องการปลูกเมล่อน และรับซื้อผลผลิตคืนจากเกษตรกรในราคาประกัน และส่งนักวิชาการเจียไต๋มาให้คำแนะนำการผลิตตั้งแต่เริ่มเพาะต้นกล้า การใส่ปุ๋ย การกำจัดแมลงศัตรูพืช และช่วยเหลือด้านการตลาดแก่เกษตรกรอยู่ตลอดเวลา

หลังจากเปิดตัวโครงการ มีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการในระยะแรกเพียง 20 กว่าราย ปรากฏว่าโครงการนี้ประสบความสำเร็จอย่างน่าพึงพอใจ เพราะเมล่อนเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย ขายดี มียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการสามารถผ่อนชำระเงินที่กู้มาลงทุนได้เร็วกว่าระยะเวลาที่กำหนด พวกเขามีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง หมดหนี้หมดสิน ที่สำคัญลูกหลานไม่จำเป็นต้องออกไปทำงานต่างถิ่นอีกต่อไป ลูกหลานกลับมาทำงานที่บ้านเกิดอย่างมีความสุข มีรายได้และฐานะความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นจนถึงทุกวันนี้

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการปลูกเมล่อน สร้างแรงจูงใจให้ชาวบ้านรายอื่นๆ ในชุมชนหันเข้ามารวมกลุ่มปลูกเมล่อนเพิ่มมากขึ้น พวกเขาได้รวมตัวกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของ คุณอำนาจ แตงโสภา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแจงงาม (อบต. แจงงาม)

ทุกวันนี้เกษตรกรในหมู่บ้านแห่งนี้ รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงหันมาปลูกเมล่อนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน สมาชิกทั้งรายเก่าและรายใหม่สนใจลงทุนและขยายพื้นที่ปลูกเมล่อนอย่างต่อเนื่อง มีพื้นที่ปลูกเมล่อนมากกว่า 100 ไร่ เพราะตลาดเมล่อนเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี เพราะเมล่อนอยู่ในกลุ่มผลไม้เพื่อสุขภาพ เป็นที่นิยมของคนไทยและต่างชาติ ส่งผลให้เมล่อนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้ชุมชน