ท่านรองนายกฯสมคิดบอกว่า ขณะนี้โครงการประชารัฐจบเฟสที่ 1

งานที่ผ่านมาเป็นไปได้ด้วยดี ได้รับการยอมรับจากหลายฝ่าย วันนี้จึงเป็นโอกาสในการทบทวนว่าเรามีความคืบหน้ามากน้อยแค่ไหนใน 23 เดือนที่ผ่านมา และคิดไปข้างหน้าว่าคณะทำงานสานพลังประชารัฐจะทำโครงการหลักๆ ด้านใดบ้างในปีสุดท้ายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพื่อช่วยกันสร้างความเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตของพี่น้องประชาชน” นายกอบศักดิ์กล่าวนำ

ในที่ประชุมได้ย้ำคำว่า “ไทยแลนด์ 4.0” หลายต่อหลายครั้ง ในฐานะเป้าหมายที่ประเทศไทยต้องไปให้ถึง โดยความเห็นของภาคเอกชนมองว่าการจะพาไทยไปยังฝั่งฝันนั้น จำเป็นต้องขยายเครือข่ายประชารัฐให้กว้างขวางยิ่งขึ้น พร้อมเสริมว่าไทยไม่ควรให้น้ำหนักกับการแข่งขันด้านราคามากกว่าการเพิ่มผลิตภาพ และพัฒนาคุณภาพของสินค้าและบริการ

“โจทย์ต่อไปต้องคิดว่าทำอย่างไรให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs เข้ามาร่วมมากขึ้น การเพิ่มผลผลิตก็เป็นปัจจัยสำคัญ มิใช่เรื่องราคา เพราะราคาเป็นสิ่งที่ไทยต้องแข่งขันกับตลาดโลกด้วย แต่การเพิ่มผลผลิตจะทำให้ต้นทุนของไทยต่ำลง นอกจากนี้ต้องคิดว่าทำอย่างไรให้องค์ความรู้ไปสู่ชุมชนและ SMEs ซึ่งองค์ความรู้ที่ว่าจะไม่ใช่เชิงวิชาการ แต่คือภาคปฏิบัติ โดยอาศัยปราชญ์ชาวบ้านที่มีอยู่จำนวนมาก”นายอิสระกล่าว

คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2558 มีการออกแบบคณะทำงานที่ดูแลครอบคลุมทุกมิติของการพัฒนาประเทศถึง 12 คณะ รับผิดชอบ 6 ตัวขับเคลื่อน หรือ 6D (Value Driver) และ 6 ปัจจัยสนับสนุน หรือ 6E (Enable Driver) เช่น D1 การยกระดับนวัตกรรม และการทำให้เป็นดิจิทัล D3 การพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ E1 การดึงดูดการลงทุน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ E6 ประชารัฐเพื่อสังคม เป็นต้น

กระนั้น ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 ของประชารัฐ จะมีการจัดกลุ่มโครงการใหม่อีกครั้ง (Re-grouping) เพื่อรองรับโปรเจ็กต์จำนวนมากที่กำลังจะเกิดขึ้นให้เข้ากับแนวคิด “ไทยแลนด์ 4.0”

“เราจะ re-grouping เป็น 3 ส่วน ส่วนแรกคือ การเพิ่มขีดความสามารถ ดูว่าเทคโนโลยีหรือดิจิทัลต่างๆ ควรอยู่กลุ่มไหน สองคือ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่วนนี้จะเป็นท้องถิ่นและภาคการเกษตร และสามคือ เตรียมความพร้อมให้คนไทยมีศักยภาพสูง เหมาะสมกับยุค 4.0” นายอิสระกล่าว

นายอิสระย้ำว่า การพัฒนาประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยเวลาเป็นสิบๆ ปี และต้องมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกอย่างจะลงตัวยิ่งกว่าเดิมในปีต่อไป พร้อมชูความสำเร็จของ “ประชารัฐเพื่อสังคม” ในช่วงที่ผ่านมาว่า ได้ทำให้ผู้ประกอบการมีการจ้างงานผู้พิการเพิ่มขึ้น อันเป็นสิ่งยืนยันว่าโครงการบรรลุผลและจะเดินหน้าต่อไป

ส่วนภาคเศรษฐกิจที่ทำรายได้เป็นกอบเป็นกำอย่างต่อเนื่อง เช่น ภาคการท่องเที่ยว จะถือแนวทางการพัฒนาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area-based) เพื่อสะท้อนความโดดเด่นของแต่ละท้องถิ่น ดึงอัตลักษณ์ วัฒนธรรมเป็นจุดขายเพิ่มมูลค่า โดยนายกลินท์กล่าวว่า จะมีการปรับปรุงมาตรฐานของแรงงานภาคบริการ ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกหนึ่งภาคเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างมากในอนาคต อีกทั้งจะให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเมืองรองให้สามารถไปมาหาสู่กันได้สะดวกยิ่งขึ้น

ด้านนายเจนได้กล่าวถึงการยกระดับ SMEs ในอนาคตว่า ประชารัฐจะไม่เพียงสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้เท่านั้น หากยังช่วยเหลือในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันให้ธุรกิจของคนไทยยึดการทำงานตามองค์การมาตรฐานสากล (ISO) เพื่อเติมเต็มศักยภาพเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

และนายกอบศักดิ์ได้แสดงความเชื่อมั่นว่า เมื่อนำโครงการทั้งหมดที่ภาคเอกชนเสนอมาร้อยเรียงกัน จะสามารถตอบโจทย์เรื่องไทยแลนด์ 4.0 ทำให้ประชาชนเห็นว่าเขาจะได้อะไร จะช่วยพัฒนาชีวิตและพื้นที่ชุมชนอย่างไร และจะพลิกโฉมประเทศไทยในที่สุด

“ผมคิดว่าการร่วมทำงานกับเอกชนถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างมีศักยภาพ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เมื่อมารวมกันจะกลายกัน 1+1+1 ที่มากกว่า 3”

“นี่คือสิ่งที่เป็นความหวังสำหรับทุกคน และปีนี้จะเป็นปีที่เราเร่งทำสิ่งดีๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป” นายกอบศักดิ์กล่าวทิ้งท้าย กยท. เดินหน้าโครงการ Smart Farmer จัดสัมมนาสร้างความเข้าใจผู้บริหาร-พนักงาน วางเป้าเกษตรกร 6,000 ราย เข้าโครงการฯ เพื่อสร้างห่วงโซ่คุณค่าการผลิตทางการเกษตร

การยางแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร (SMART FARMER) รุ่นที่ 1 ได้รับความร่วมมืออันดีจากกรมส่งเสริมการเกษตร ในการบรรยายแนวทางการดำเนินโครงการฯ แก่ผู้เข้าสัมมนา จำนวน 90 คน ณ โรงแรม สยามออเรียนทัล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มุ่งการสนับสนุน ส่งเสริม และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีแก่เกษตรกร พร้อมเชื่อมโยงภาคเกษตรสู่อุตสาหกรรมและการค้า เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าการผลิตทางการเกษตร กระตุ้นแรงบันดาลใจในการพัฒนาตนเองสู่การเป็น SMART FARMER กยท. วางเป้าเฟ้นหาเกษตรกรชาวสวนยาง ร่วมโครงการฯ 6,000 ราย ในปี 61 สอดคล้องกับการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี

นายธีรวัฒน์ เดชทองคำ รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เผยว่า กยท. พร้อมเดินหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง (SMART FARMER) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ เป็นการสร้างความเข้าใจในแนวทางการดำเนินโครงการฯ ให้กับผู้บริหาร และพนักงาน ของ กยท. เพราะถือเป็นผู้ที่ช่วยขับเคลื่อนการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรชาวสวนยาง จากการทำเกษตรสู่การแปรรูปผลผลิตยางในเชิงอุตสาหกรรมเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานระดับสากล สอดรับตามแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระยะ ๒๐ ปี ในโครงการ SMART FARMER และนโยบายต่างๆ ของรัฐบาล โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรชาวสวนยางประสบผลสำเร็จในอาชีพอย่างยั่งยืน

“เกษตรกรชาวสวนยาง มีส่วนสำคัญในการร่วมขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรสู่ภาคอุตสาหกรรมยางและการประกอบธุรกิจ ดังนั้น เกษตรกรจะต้องมีความรู้และสามารถปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของการเกษตรยุคใหม่ ด้วยการเชื่อมโยงการเกษตรเข้ากับการแปรรูปเชิงอุตสาหกรรม เพื่อประกอบธุรกิจการค้า เกิดเป็นห่วงโซ่คุณค่าการผลิตทางการเกษตร” รองผู้ว่าการฯด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติม

ด้านนายอภิเดช เชาวลิต ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กล่าวถึงหลักเกณฑ์เบื้องต้นในการคัดกรองคุณสมบัติของเกษตรกรชาวสวนยาง SMART FARMER ว่า จะต้องมีคุณสมบัติพื้นฐานทั้ง 6 ข้อ ตามที่กำหนดไว้ 1. ต้องมีความรู้ในเรื่องการทำสวนยางพารา เช่น เป็นวิทยากรต้นแบบที่ถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านยางพารา หรือสามารถให้คำแนะนำปรึกษาให้กับผู้อื่นได้ 2. มีข้อมูลด้านยางพาราประกอบการตัดสินใจ เข้าถึงแหล่งข้อมูลทั้งจากเจ้าหน้าที่หรือผ่านทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอื่นๆ

เพื่อนำมาบริหารจัดการแก้ไขปัญหาและพัฒนาอาชีพของตนเองได้ 3. มีการบริหารจัดการผลผลิตและการตลาด เช่น สามารถบริหารจัดการ ด้านปัจจัยการผลิต หรือเชื่อมโยงการผลิตและการตลาดเพื่อให้ขายผลผลิต หรือจัดการของเหลือจากการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Zero waste management) 4. มีความตระหนักถึงคุณภาพสินค้าและความปลอดภัยของผู้ใช้ยางพารา มีความรู้ ความเข้าใจหรือได้รับการอบรมกระบวนการผลิตเกี่ยวกับมาตรฐาน GAP/GMP หรือมาตรฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 5. มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม/สังคม มีกระบวนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (Green Economy) รวมถึงมีกิจกรรมช่วยเหลือชุมชนและสังคมอย่างต่อเนื่อง 6. มีความภูมิใจในความเป็นเกษตรกรชาวสวนยาง มุ่งมั่น ความสุข ความพึงพอใจในการประกอบอาชีพ รักและหวงแหนพื้นที่และอาชีพชาวสวนยางไว้ให้รุ่นต่อไป

“โครงการ SMART FARMER มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และถ่ายทอดองค์ความรู้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ทั้งด้านวิชาการ การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาดและการทำธุรกิจ ผ่านการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ในรูปแบบการจัดประชุม สัมมนา ศึกษาดูงาน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายให้สถาบันเกษตรกร พัฒนาไปสู่การดำเนินธุรกิจได้ทั้งในและต่างประเทศ” ผอ.ฝ่ายพัฒนาเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร กล่าวทิ้งท้าย

นครราชสีมา เช้าวันนี้ (30 มกราคม 2561) ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า บริเวณถนนมิตรภาพ ทางหลวงหมายเลข 2 ขาเข้าตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา เขตพื้นที่ อำเภอคง พบมีกลุ่มควัน ลอยปกคลุมพื้นผิวถนน จากการจุดไฟเผาตอซังข้าว ของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้รถที่สัญจรผ่านไปมา บนถนนมิตรภาพ ได้รับความเดือดร้อน โดยรถบางคัน จำเป็นต้องเปิดไฟหน้ารถ และบางคัน จำเป็นต้องจอดรถข้างทาง เนื่องจากมองไม่เห็นเส้นทาง เป็นระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ผู้ใช้รถ ใช้ถนนผ่านเส้นทางดังกล่าวเป็นจำนวนมาก

โดยจากการตรวจสอบ พบว่า ในช่วงนี้ เกษตรกรทำนาปลูกข้าว ในหลายพื้นที่ ของจังหวัดนครราชสีมา ต่างแอบลักลอบจุดไฟเผาตอซังข้าว กันเป็นจำนวนมาก เนื่องจาก เป็นช่วงที่ชาวนาส่วนใหญ่ เริ่มจะไถนาปรับสภาพหน้าดิน เพื่อรอการเพาะปลูกข้าวนาปีในฤดูการทำนาที่จะมาถึงในเร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามทางเจ้าหน้าที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดนครราชสีมา ฝากแจ้งเตือนประชาชน ไม่ให้จุดไฟตอซังข้าว ในช่วงนี้ เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง อาจจะส่งผลทำให้ ไฟเกิดลุกลาม ไหม้ทรัพย์สินของคนอื่นได้รับความเสียหาย รวมทั้ง ทรัพย์ของทางราชการ และยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ หากพบตัวผู้กระทำผิดก็จะถูกจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายว่า การติดตามเรือประมงทั้งเรือที่สูญหายหรือถูกขายไป มีบางส่วนสามารถทำได้ยาก เป็นเพราะถูกขายไปนานแล้วหรือไม่มีหลักฐานแสดงไว้ ได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษากับฝ่ายกฎหมายเห็นว่าต้องให้มีการจัดทำเอกสารที่ต้องมีการรับรองจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาคมประมง นายอำเภอ หรือเจ้าหน้าที่เขต เพื่อมาใช้เป็นหลักฐานและติดตามจำนวนเรือที่ถูกขายไปหรือสูญหาย ซึ่งการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเพื่อยืนยันว่ารัฐบาลได้จัดระบบกองเรือประมงของไทย

สำหรับการดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการทำประมงผิดกฎหมายนั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้นและมีความคืบหน้าไปมาก ส่วนการที่เจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (อียู) จะเดินทางมายังประเทศไทยในเดือนเมษายนนี้ เพื่อประเมินความก้าวหน้าในการดำเนินงานของรัฐบาลนั้น ได้มอบหมายให้นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปจัดทำกำหนดการ รวมถึงนำคณะของอียูและเอ็นจีโอที่เกี่ยวข้องไปลงพื้นที่จริงและตรวจเยี่ยมศูนย์ควบคุมการแจ้งเรือเข้า-ออก ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เพื่อเขาจะได้เห็นการทำงานที่ชัดเจน โดยเรามั่นใจว่าจะทำให้เขาเห็นความก้าวหน้าของเรามากขึ้น อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้เพียงคาดหวังว่าอียูจะปลดธงเหลืองหรือไม่ แต่ยังมุ่งหวังให้สามารถแก้ปัญหาของประเทศเรามีความคืบหน้าและเพื่อให้มีการทำประมงอย่างยั่งยืน

นายมาโนช ชูทับทิม อดีตนายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่และ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ Egg Board นายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ พร้อมด้วยกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร จ.ชลบุรี เข้ายื่นหนังสือด่วนที่สุดถึง นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทวงถามความคืบหน้าการแก้ปัญหาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และวัตถุดิบอาหารสัตว์ หลังเคยร้องเรียนไปแล้วเมื่อธันวาคม 2560 เนื่องจากปริมาณข้าวโพดอาหารสัตว์ขาดแคลน ไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ที่กำลังเดือดร้อนอยางหนักจากภาวะราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ โดยมี นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เป็นผู้แทนรับมอบ ณ กระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ

นายวีระพงษ์ ปัญจวัฒนกุล นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ กล่าวว่า สมาชิกทั้ง 11 สมาคม ได้ร่วมกันทำหนังสือถึงนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์อีกครั้ง เพื่อทวงถามถึงความคืบหน้าในการพิจารณาแก้ปัญหาข้าวโพดขาดแคลน และมีราคาสูงกว่าความเป็นจริง กระทบโดยตรงต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ ขณะที่ราคาผลผลิตเนื้อสัตว์กำลังตกต่ำ เป็นเหตุให้เกษตรกรปศุสัตว์ต้องประสบภาวะขาดทุน หากกระทรวงพาณิชย์ไม่มีแนวทางในการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน คาดจะมีเกษตรกรต้องล้มเลิกกิจการเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก และจะกระทบไปตลอดห่วงโซ่

“อันที่จริงทางออกของปัญหาก็มีอยู่ แต่หากรัฐบาลเพิกเฉยไม่ใส่ใจที่จะบริหารจัดการ เท่ากับท่านกำลังทำร้ายทำลายเกษตรกรตาดำๆ ลำพังแค่ราคาเนื้อสัตว์ตกต่ำ ก็ลำบากมากแล้ว นี่ยังต้องมาจ่ายค่าข้าวโพด อาหารสัตว์แพงเกินเหตุ เราแบกรับต้นทุนไม่ไหวแล้ว ถ้าพวกเราอยู่ไม่ได้ ใครจะซื้อข้าวโพดมาเลี้ยงสัตว์ เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดก็ตายด้วย วงการปศุสัตว์จะลืมครืนเป็นลูกโซ่แน่นอน” นายวีระพงษ์กล่าว

ปัญหาราคาเนื้อหมูที่ตกต่ำนับจากกลางปี 2560 ที่ผ่านมาและยังคงต่อเนื่องมาจนถึงขณะนี้ ทำให้ผู้เลี้ยงเดือดร้อนกันไม่น้อย แต่ปัญหานี้ก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ต้องเรียกว่าเกิดขึ้นซ้ำซากมากกว่า เพราะว่าเมื่อใดที่ราคาหมูสูงขึ้น ก็จะจูงใจให้ผู้เลี้ยงพากันหันมาขยายการเลี้ยงมากขึ้น ในขณะที่คนยังกินเท่าเดิม จึงเกิดปัญหาล้นตลาดทำให้ราคาตกต่ำ เมื่อนั้นเกษตรกรก็จะค่อยๆ ลดปริมาณการเลี้ยงลง บางรายถึงกับต้องเลิกกิจการกันไปเลยก็มี จนปริมาณลดน้อยลงมากราคาก็เริ่มปรับสูงขึ้นวนเวียนเป็นวัฏจักรหมูแบบนี้มาตลอด

วันนี้วัฏจักรหมูก็กลับมาอีกครั้ง เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงหมูกำลังประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ราคาหมูเป็นตกต่ำติดต่อกันกว่าครึ่งปี และยังคงมีแนวโน้มราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เกษตรกรเคยขายหมูเป็นหน้าฟาร์มได้ที่ 60 บาทต่อกิโลกรัม วันนี้กลับขายหมูได้เพียงกิโลกรัมละ 40-48 บาทเท่านั้น ขณะที่ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยดีดตัวไปถึง 58-60 บาทต่อกิโลกรัมแล้ว

นิพัฒน์ เนื้อนิ่ม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรจังหวัดราชบุรี พูดถึงปัญหาเรื่องนี้ว่า แม้ว่าการใช้จ่ายภาคครัวเรือนทั้งปี 2560 จะเติบโตประมาณ 3% ซึ่งใกล้เคียงกับ GDP รวมของประเทศ แต่กำลังซื้อของครัวเรือนไทยยังไม่ดีขึ้น ตัวเลขรวมที่ดีมาจากการใช้จ่ายของผู้มีรายได้สูงค่อนข้างดี สะท้อนจากยอดขายสินค้าราคาสูงโดยเฉพาะรถยนต์นั่งที่มีอัตราการเติบโตสูง แต่การใช้จ่ายของผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยยังคงซบเซา เห็นได้จากรายจ่ายในสินค้าจำเป็นอย่างเช่นอาหาร ที่ชะลอตัว ซึ่งเป็นไปตามทิศทางของรายได้เกษตรกรที่ลดลงจากช่วงครึ่งปีแรก บวกกับภาวะต้นทุนสูงจากวัตถุดิบอาหารสัตว์ อาทิ ข้าวโพดที่ใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์มากที่สุดกลับปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันอยู่ในระดับ 9.25-9.50 บาทต่อกิโลกรัม ตลอดจนต้นทุนการป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้นจากภาวะอากาศที่แปรปรวนในช่วงรอยต่อของฤดูกาล

ปัญหาผู้มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยที่เป็นกลุ่มใหญ่ในสังคมที่มีกำลังซื้อลดลง ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอยลงไปมาก การบริโภคที่ตกต่ำทำให้หมูมีปริมาณสะสมมาก ราคาหมูจึงลดลงตามไปด้วย ประกอบกับการส่งออกหมูมีชีวิตไปประเทศรอบบ้าน ที่ส่วนใหญ่ปลายทางที่ประเทศจีนลดลงจากการเพิ่มการผลิตของจีน ทำให้ปี 2560 ตัวเลขนี้หายไปเป็นจำนวนมาก เห็นได้จากกรมปศุสัตว์ได้เปิดเผยตัวเลขการส่งออกที่ลดลงไปเกือบ 70%

ส่วนปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นนั้นก็เป็นอีกสาเหตุของปัญหา แม้ว่าจะมีการวางแผนการเลี้ยงล่วงหน้าให้เหมาะสมกับภาวะการบริโภคก็ตาม แต่ขณะนั้นการบริโภคไม่ได้ตกต่ำขนาดนี้ และยังมีตลาดประเทศเพื่อนบ้านต้องการบริโภคหมูคุณภาพจากไทย

กำลังซื้อผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศที่ลดลงไปมาก ส่งผลกระทบกับสินค้าปศุสัตว์ทั้งหมู ไข่ไก่ และไก่เนื้อ ที่ราคาลดลงเช่นกัน โดยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องขายไข่ไก่ในราคาต่ำกว่าต้นทุนติดต่อกันเป็นระยะเวลานานกว่า 1 ปี ส่วนเกษตรกรไก่เนื้อต้องแบกรับภาระขาดทุนมากว่าครึ่งปีแล้ว ภาวะที่เกษตรกรค่อนประเทศต้องประสบปัญหาราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำเช่นนี้ ทำให้โอกาสด้านการเติบโตของรายได้เกษตรกรยังมีจำกัด และหลายคนมีปัญหาหนี้สินที่ต้องแบกรับอยู่ ซึ่งเกษตรกรเหล่านี้ก็คือผู้บริโภค นี่จึงเป็นอีกสาเหตุของการบริโภคที่ซบเซาในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเกษตรกรต้องเผชิญกับภาวะขาดทุน แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนใหญ่เลือกที่จะประคับประคองอาชีพนี้ต่อไปด้วยการพยายามระบายหมูออกสู่ตลาด เพื่อลดความเสี่ยงเกี่ยวกับภาวะตลาดที่ถดถอย หลายฟาร์มจำยอมขายหมูถูกหรือขายหมูเล็กเพื่อหนีปัญหา บางคนต้องขายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะโดนกดดันด้านราคาจากพ่อค้าคนกลาง

วันนี้เกษตรกรยอมแบกรับภาระขาดทุนตัวละ 1,500-2,000 บาท เพื่อคงอาชีพนี้ไว้ เพราะไม่อยากให้เกิดผลกระทบกับผู้บริโภค หากต้องทิ้งอาชีพนี้แล้ว แน่นอนว่าในอนาคตปริมาณหมูที่ลดลงจะผลักดันราคาขายในประเทศให้ขยับขึ้นอย่างแน่นอน

จะว่าไปแล้วปัญหานี้ก็ใช่ว่าจะไร้ทางแก้ แต่ต้องมีการวางแผนการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ โดยแบ่งออกเป็นแผนระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว สำหรับระยะสั้น อาจทำโดยการรณรงค์การบริโภคให้เพิ่มมากขึ้น ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคเนื้อสุกรในรูปแบบต่างๆ ส่วนระยะกลาง สามารถทำได้ด้วยการตัดวงจรการผลิต เช่น การทำลูกหมูหันและการเร่งปลดแม่พันธุ์สุกรที่มีอายุเกิน 5 ท้อง ก็จะส่งผลให้อีก 5 เดือนข้างหน้า ผลผลิตสุกรที่ออกมามีปริมาณที่ลดลง สำหรับระยะยาว คงต้องแก้ปัญหาด้วยการผลักดันให้มีการดำเนินการโดยโต้โผใหญ่ของวงการเลี้ยงหมู คือ คณะกรรมการนโยบายสุกรและผลิตภัณฑ์ (Pig Board) อาทิ การจดทะเบียนฟาร์มเพื่อให้ได้ทราบปริมาณการผลิตและการบริโภคที่เหมาะสม

ส่วนเรื่องปริมาณการเลี้ยงหมูก็ต้องให้ผู้เลี้ยงเป็นคนแก้ไข โดยมีภาครัฐเป็นโต้โผใหญ่ด้วยการใช้กระบวนการทางกฎหมายและการบังคับใช้ให้สามารถควบคุมปริมาณ และรู้ปริมาณที่ชัดเจนของผู้เลี้ยง โดยเฉพาะกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน และกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ต้องมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของเกษตรกรได้มากกว่านี้ เพราะมีตัวบทกฎหมายอยู่ในมือ

ขณะเดียวกันภาครัฐก็ต้องเอาจริงเอาจังกับการผลักดันการส่งออกให้มากขึ้น จากที่ปัจจุบันมีการส่งออกได้เพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากติดอุปสรรค ทั้งเรื่องโรคระบาดโดยเฉพาะโรคปากและเท้าเปื่อย หรือระบบมาตรฐานของประเทศผู้นำเข้า อาทิ ระบบอาหารปลอดภัย และหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare)

ดังนั้น ฟาร์มเลี้ยงหมูของไทยก็ต้องปรับปรุงการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐาน และเรื่องนี้จำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้มีการพัฒนาตลอดห่วงโซ่การผลิตเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในผลิตภัณฑ์หมูของไทย สมาคมที่เกี่ยวข้องจึงควรร่วมกับภาครัฐศึกษาตลาดต่างประเทศและเร่งเดินหน้าพัฒนาทันที โดยเฉพาะเรื่องการส่งออกหมูไปยังประเทศจีนที่มีผู้บริโภคเป็นจำนวนมากในลักษณะ G to G หรือรัฐต่อรัฐ อาจจะทำโดยการลงนามความร่วมมือ MOU หากทำได้เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะยาว

“เราอยากเห็นความร่วมมือของทุกฝ่ายทั้งจากภาครัฐและเกษตรกรทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ ต้องหาแนวทางคิดแก้ไขทั้งระยะสั้น-กลาง-ยาว เพื่อคงอาชีพคนเลี้ยงหมูของพวกเราเอาไว้ รายใหญ่ก็ต้องช่วยรายกลางรายย่อยให้ก้าวไปพร้อมกัน การแก้ปัญหาต้องอยู่บนพื้นฐานของความอยู่รอดของส่วนรวม” นิพัฒน์กล่าว

ทั้งหมดจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและจริงใจ หลังจากที่ได้เปิดตัวบริษัทฯ อย่างเป็นทางการไปเมื่อปี 2560 ที่ผ่านมา บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด ในฐานะผู้ให้บริการด้านการวางระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจร One Stop Service ด้วยเทคโนโลยีสะอาดและทันสมัย เดินหน้าสานต่อเจตนารมณ์ด้านการพัฒนาสังคมของบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ภายใต้แนวคิด “พลังความรู้ คือ พลังแห่งการเปลี่ยนแปลงและพัฒนา” เสริมสร้างรากฐานสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ “LIGHT & LEARN” โดยนำความเชี่ยวชาญด้านการผลิตและการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มาช่วยสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งข้อมูลสารสนเทศสำหรับชุมชนไทยภูเขา อันจะเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ และสร้างต้นทุนทางปัญญาที่จะช่วยพัฒนาศักยภาพของชุมชนในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ “LIGHT & LEARN” มุ่งเน้นการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้แก่เยาวชนในชุมชนที่ห่างไกลและขาดแคลนไฟฟ้าในศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก โดยทีมงานจาก บ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ ออกแบบระบบให้เหมาะสมกับพื้นที่และกำลังการใช้สอย ตลอดจนทำการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่ เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่โรงเรียนในโครงการฯ ที่ยากต่อการเข้าถึงและขาดแคลนไฟฟ้าให้มีไฟฟ้าใช้ได้ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังมอบและติดตั้งจานดาวเทียมและโทรทัศน์ เพื่อเป็นสื่อในการเข้าถึงข้อมูลการเรียนรู้ในการศึกษาทางไกล ซึ่งเป็นหนทางไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน ให้ก้าวไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในภายภาคหน้า

นางสมฤดี ชัยมงคล กรรมการ บริษัท บ้านปู อินฟิเนอร์จี จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2560 ที่ผ่านมา เราได้ติดตั้งระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับ 24 โรงเรียนในศูนย์การเรียนชุมชนไทยภูเขา แม่ฟ้าหลวง จังหวัดตาก ซึ่งเราไม่เพียงให้ความช่วยเหลือด้านอุปกรณ์เครื่องมือ แต่เรายังแนะแนววิธีการใช้งานและขั้นตอนการบำรุงรักษาเพื่อยืดอายุการใช้งานของระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Go Green Together” ที่เรายึดมั่น โดยมุ่งส่งเสริมให้ทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตและการใช้พลังงานสะอาดได้อย่างง่ายดายและยั่งยืน เพื่อร่วมกันพัฒนาไปสู่สังคมที่มีความแข็งแกร่ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ ทั้งในด้านพลังงานและเศรษฐกิจ โดยภายในปี 2561 นี้ เรามีเป้าหมายที่จะสานต่อโครงการฯ โดยให้ความช่วยเหลือแก่โรงเรียนในศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขา ที่ยังขาดแคลนไฟฟ้าใช้ และวางแผนจะขยายความช่วยเหลือไปยังจังหวัดอื่นด้วย”

นางสาวลัดดาวัลย์ กาญจนาเดือนดาว ครูประจำโรงเรียนพะบอเรเคาะ กล่าวว่า “โครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ “LIGHT & LEARN” เป็นโครงการที่ไม่เพียงเปิดโอกาสในการเข้าถึงสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน แต่ยังมอบแสงสว่างให้กับชีวิตของชาวบ้านในชุมชน จากที่เคยต้องใช้ชีวิตอยู่ในความมืด ตอนนี้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ได้มากขึ้น มีความเท่าทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งเราขอขอบคุณบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ ที่ตระหนักถึงความสำคัญทั้งในด้านการศึกษาและการพัฒนาชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ที่ห่างไกล ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จะสามารถสร้างประโยชน์ได้มากมายให้แก่นักเรียนและชาวบ้านในชุมชนของเรา”

เด็กหญิงนุจรินทร์ สุภาพวีระชน นักเรียนชาวเขา เผ่ากะเหรี่ยง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพะบอเรเคาะ กล่าวถึงความประทับใจว่า “ตั้งแต่ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์จากบ้านปู อินฟิเนอร์จีฯ หนูรู้สึกเพลิดเพลินและสนุกสนานกับการเรียนภาษาไทยมากขึ้น และกล้าที่จะสื่อสารด้วยภาษาไทยมากกว่าแต่ก่อน หนูได้เรียนรู้คำศัพท์ภาษาไทยมากมายจากการดูสารคดีและช่องเกี่ยวกับการศึกษา และนำมาใช้ในชีวิตประจำวันกับเพื่อน ๆ และคุณครู นอกจากนี้ หนูยังสามารถเรียนภาษาไทยด้วยตนเองในเวลาพัก จากการดูโทรทัศน์ และร่วมกิจกรรมที่คุณครูจัดขึ้น เช่น การพูดกระจายเสียงเป็นภาษาไทยในโรงเรียน บทเรียน และแบบฝึกหัดของคุณครู ที่ทำให้ทั้งหนูและเพื่อน ๆ ได้ฝึกฝนการใช้ภาษาไทยมากขึ้น”

นอกเหนือจากการจุดประกายโอกาสในการเรียนรู้ผ่านการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว พนักงานในกลุ่มบริษัท บ้านปูฯ ยังได้ร่วมผนึกกำลังในการระดมเงินทุนผ่านกิจกรรมวิ่งเพื่อการกุศลในโครงการ “วิ่งเพื่อน้อง” ตอกย้ำพลังของบ้านปูสปิริต ในเรื่องความห่วงใยและเอาใจใส่ (Care) และพลังร่วม (Synergy) เพื่อนำเงินที่ได้ไปซื้อรองเท้าให้แก่เด็ก ๆ ที่ขาดแคลน พร้อมร่วมสมทบทุนและบริจาคของใช้ที่จำเป็นในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการเรียนรู้ “LIGHT & LEARN” ให้เยาวชนสามารถก้าวเดินไปสู่อนาคตที่สว่างสดใสพร้อม ๆ กันอีกด้วย