ธัญญชล เปิดเผยว่า สำหรับสูตรการเพาะเห็ดโคนคอนโด

มาจากนายรณรงค์ มงคลการ ซึ่งเป็นน้องชาย ได้เป็นผู้คิดค้นสูตรตรงนี้มาเป็นเวลา 1 ปี มีเอกลักษณ์เฉพาะสูตรตรงที่ว่า ใครที่เคยรับประทานเห็ดโคนหรือเห็ดปลวกจากทั่วไป จะรู้เลยว่าเห็ดโคนคอนโดของที่นี่รสชาติไม่ต่างจากธรรมชาติ ถือเป็นการสร้างเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่ครอบครัวของเรา และยังมีโอกาสได้เดินตามรอยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 สำหรับส่วนผสมของการเพาะเห็ดโคน ขณะนี้ได้มีการจดเป็นลิขสิทธิ์เรียบร้อยแล้ว เป็นสูตรเฉพาะที่พร้อมเสิร์ฟจากวัสดุธรรมชาติที่กินเข้าไปแล้วไม่มีอันตรายต่อร่างกาย

หลังจากคิดค้นสูตรแล้วโรงเรียนจึงนำมาต่อยอดทำโครงการ “CSR IN SCHOOL” ที่ได้รับรางวัลระดับ Beginners จากบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด และได้รับรางวัลระดับ Advance ในโครงการน้ำหมักชีวภาพ ซึ่งการทำน้ำหมักชีวภาพเป็นรอยต่อหนึ่งที่จะทำในเรื่องการเพาะเห็ดโคนคอนโด ซึ่งเป็นรอยเชื่อมต่อกันของการทำ “CSR IN SCHOOL” ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนต่อโรงเรียน ตามโครงการ “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” ตามแนวนโยบายรัฐบาล และโรงเรียนได้ยกระดับเข้าร่วมโครงการ CSR in School ระดับ Smart CSR ของบริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ด้วย

สำหรับโรงเรียนวัดท่ามะขาม ขณะนี้ได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้การเพาะเห็ดโคนคอนโดที่สามารถให้ความรู้กับชุมชน หรือหน่วยงานภาครัฐ หรือนิสิต นักศึกษาที่สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้ เป็นศูนย์ความรู้ กับกลุ่มที่อยากมีอาชีพเสริมให้กับตัวเอง สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยมีรายได้เดือนละประมาณ 15,000-30,000 บาท แล้วแต่กำลังของแต่ละชุมชนนั้น ซึ่งตอนนี้มีผู้สนใจได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้แล้วหลายจังหวัด ส่วนคนที่สนใจอยากซื้อเชื้อเห็ดโคนไปเพาะเอง สามารถติดต่อได้ที่โรงเรียน มีไว้จำหน่ายแก่ผู้สนใจที่อยากมีรายได้เสริมอาชีพอีกทางหนึ่ง

ถนัดกิจ บรรพตสุวรรณ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดท่ามะขาม เปิดเผยว่า เพื่อส่งเสริมให้โรงเรียนมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคม จึงได้ทำศูนย์เรียนรู้การเพาะเห็ดโคนขึ้นมาเมื่อประมาณเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อจะให้ชุมชนได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้และนำไปใช้สร้างรายได้เสริม เป็นการต่อยอดของโครงการ “CSR IN SCHOOL” ตามที่โรงเรียนได้คิดไว้ โดยเด็กๆ กลุ่มหนึ่งที่ได้ร่วมกันเพาะเห็ดโคนคอนโด จะมีรายได้ส่วนหนึ่งเก็บไว้หลังจากที่ได้นำเห็ดโคนออกจำหน่ายแก่ลูกค้าแล้ว

“ถือเป็นการเปิดประเด็นใหม่ให้แก่ผู้ปกครองในพื้นที่ได้เข้ามาพบเห็น โดยเฉพาะผู้นำชุมชนได้เข้ามาร่วมศึกษาดูงานการเพาะเห็ดโคนคอนโด นอกจากนี้ โรงเรียนยังได้ทำหนังสือแจ้งผู้ปกครองเป็นรายบุคคลถึงโครงการดังกล่าว คาดว่าในอนาคตทางชุมชนคงจะนำสิ่งดีๆ จากที่นี่นำไปใช้เป็นอาชีพสร้างรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ขณะนี้ผลผลิตเห็ดโคนไม่เพียงพอต่อการจำหน่ายที่มีการสั่งเข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงถือเป็นอีกหนึ่งโครงการตามรอยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงให้แก่ผู้ที่สนใจนำความรู้ไปประกอบอาชีพเสริมรายได้อีกทางหนึ่ง” ถนัดกิจ ทิ้งท้าย

เมื่อวันที่ 12 กันยายน นายทวี นริสศิริกุล ผู้ว่าฯ ประจวบคีรีขันธ์ ทำรายงานด่วนที่สุดถึงปลัดกระทรวงมหาดไทยและอธิบดีกรมการปกครอง จากนั้นลงนามในคำสั่งจังหวัดที่ 2237/2560 ลงวันที่ 11 กันยายน 2560 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับสินบนการนำเข้ามะพร้าวบริเวณจุดผ่อนพิเศษด่านสิงขร ตำบลคลองวาฬ อำเภอเมือง เนื่องจากมะพร้าวในประเทศมีไม่เพียงพอจากการระบาดของแมลงศัตรูพืชอย่างหนัก เพื่อตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบางหน่วย มีการเรียกรับผลประโยชน์นอกระบบ โดยแต่งตั้ง นายสมพร ปัจฉิมเพ็ชร ปลัดจังหวัดทำหน้าที่ประธานกรรมการ เพื่อเรียกเอกสารมาชี้แจงหรือเรียกบุคคลมาทำการสอบสวน

แหล่งข่าวฝ่ายปกครองระดับสูงในพื้นที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ก่อนที่จะมีข่าวนำเสนอออกไปได้ชี้แจงในที่ประชุมระดับจังหวัดประจำเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรณีความไม่โปร่งใสของเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐบริเวณด่านสิงขร สามารถตรวจสอบรายงานการประชุมได้ แปลกใจว่าในที่ประชุมมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย เหตุใดปัญหานี้เพิ่งได้รับความสนใจ หลังจากสื่อนำเสนอข้อมูล และมีการตั้งกรรมการตรวจสอบในภายหลัง

“ผมขอยืนยันว่าภรรยามีธุรกิจอุตสาหกรรมมะพร้าวส่งออกถูกเรียกเก็บส่วยจริงจากเจ้าหน้าที่รัฐมีลักษณะอ้วนดำเรียกรับสินบน 30,000 บาท จากเดิมเรียกเก็บค่าอำนวยความสะดวก 3,000 บาท ไม่เช่นนั้นจะเกิดความล่าช้าในการนำเข้ามะพร้าวจากประเทศเมียนมา อ้างว่าจะนำไปแบ่งให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจประจำด่าน จากนั้นผมได้เดินทางไปพบกับหัวหน้าหน่วยงานที่ลูกน้องเรียกเก็บเงินเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ได้รับการยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ประจำด่านปฏิบัติถูกต้อง ที่ผ่านมาผู้นำสินค้านำเข้าจากประเทศเมียนมาหลายรายยุติการนำเข้าผ่านจุดผ่อนปรนพิเศษด่านสิงขร เนื่องจากการนำสินค้าเข้าประเทศทุกครั้งต้องมีค่าใช้จ่ายนอกระบบของเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงาน” แหล่งข่าวระดับสูงกล่าว

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยุทธยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579)

กรมชลประทาน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย กรมชลประทานได้ร่วมกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับยุทธศาสตร์โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำของประเทศ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุดตามนโยบายของ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการชี้แจงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำกับหน่วยงานในสังกัดของกรมชลประทานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อที่จะให้การทำงานสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนและให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันตลอดจนแนวโน้มในอนาคต พร้อมกับนำศาสตร์พระราชามาแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในช่วง 5 ปีแรก (2560-2564) กรมชลประทานได้วางรากฐานของการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการเสนอแผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและได้ผลเร็ว เช่น แก้มลิง ฝายประตูระบายน้ำ ระบบส่งน้ำ และการเพิ่มปริมาณความจุของแหล่งเก็บน้ำเดิม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้วางแผนดำเนินโครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีหลายโครงการได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมตามระเบียบที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งมี 9 แผนงานสำคัญ และ 1 ใน 9 แผนงานดังกล่าว คือ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้รับความเห็นชอบจาก กนช.แล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้ ที่ผ่านมาถ้าหากมีปริมาณน้ำเหนือไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ 1,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาทีขึ้นไป ก็จะมีผลทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 14 จุด ตามความสูงต่ำของตลิ่ง

ทั้งนี้ เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะเป็นคอขวด ลำน้ำแคบมาก สามารถรับน้ำได้เพียง 1,200 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับมีการขยายตัวของชุมชนเมือง ส่งผลให้ระบายน้ำได้ช้า ใช้เวลานานหากปริมาณน้ำมากก็จะไหลล้นตลิ่ง คันกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณคลองบางบาล ที่สามารถระบายน้ำได้ 130 ลบ.ม./วินาที และคลองบางบาล (คลองโผงเพง) ที่รองรับการระบายน้ำประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที อีกด้วย

“โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขยายผลศาสตร์พระราชาจากโครงการคลองภักดีรำไพ จังหวัดจันทบุรี และเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในคลองบางหลวง คลองบางบาล และพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 54 กิโลเมตร ก็จะทำให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที” นายสมเกียรติ กล่าวยืนยัน

สำหรับคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จะเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึงตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวมของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้าน ประมาณ 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชนที่อยู่ในแนวคลองที่จะขุด ซึ่งมีแนวกันเขตก่อสร้างรวม กว้างประมาณ 110-230 เมตร ยาว 23 กิโลเมตร จะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร ลงอีก 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานได้ปรับแผนก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวง ในปี 2562 พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของคันกันน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ 19-25 ล้านไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอบางบาล และอำเภอผักไห่แล้ว คลองบางบาล-บางไทรยังสามารถเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเพื่อเพิ่มความสะดวกในการสัญจรและปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ด้วย

คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และยุทธยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (2560-2579)

กรมชลประทาน ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักรับผิดชอบยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2 ยุทธศาสตร์ด้วยกัน คือ ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือการสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม) และยุทธศาสตร์ที่ 3 คือ การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย กรมชลประทานได้ร่วมกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับยุทธศาสตร์โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขและบรรเทาปัญหาน้ำของประเทศ พร้อมน้อมนำศาสตร์พระราชามาใช้ในการแก้ปัญหาน้ำให้มากที่สุดตามนโยบายของ พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีการชี้แจงสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับยุทธศาสตร์บริหารจัดทรัพยากรน้ำกับหน่วยงานในสังกัดของกรมชลประทานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อที่จะให้การทำงานสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ที่ได้มีการปรับเปลี่ยนและให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันตลอดจนแนวโน้มในอนาคต พร้อมกับนำศาสตร์พระราชามาแก้ไขปัญหาน้ำให้เห็นผลเป็นรูปธรรมตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในช่วง 5 ปีแรก (2560-2564) กรมชลประทานได้วางรากฐานของการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้งเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยได้มีการเสนอแผนงานแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันทีและได้ผลเร็ว เช่น แก้มลิง ฝายประตูระบายน้ำ ระบบส่งน้ำ และการเพิ่มปริมาณความจุของแหล่งเก็บน้ำเดิม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังได้วางแผนดำเนินโครงการต่างๆ ตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำมีหลายโครงการได้ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมตามระเบียบที่กำหนด โดยเฉพาะโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งมี 9 แผนงานสำคัญ และ 1 ใน 9 แผนงานดังกล่าว คือ โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้รับความเห็นชอบจาก กนช.แล้ว ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เกิดขึ้นเป็นประจำได้ ที่ผ่านมาถ้าหากมีปริมาณน้ำเหนือไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ที่จังหวัดชัยนาท ตั้งแต่ 1,500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)/วินาทีขึ้นไป ก็จะมีผลทำให้น้ำเอ่อท่วมพื้นที่นอกคันกั้นน้ำสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา รวม 14 จุด ตามความสูงต่ำของตลิ่ง

ทั้งนี้ เนื่องจากแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีลักษณะเป็นคอขวด ลำน้ำแคบมาก สามารถรับน้ำได้เพียง 1,200 ลบ.ม./วินาที ประกอบกับมีการขยายตัวของชุมชนเมือง ส่งผลให้ระบายน้ำได้ช้า ใช้เวลานานหากปริมาณน้ำมากก็จะไหลล้นตลิ่ง คันกั้นน้ำเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำได้ นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่บริเวณคลองบางบาล ที่สามารถระบายน้ำได้ 130 ลบ.ม./วินาที และคลองบางบาล (คลองโผงเพง) ที่รองรับการระบายน้ำประมาณ 400 ลบ.ม./วินาที อีกด้วย

“โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร เป็นการขยายผลศาสตร์พระราชาจากโครงการคลองภักดีรำไพ จังหวัดจันทบุรี และเป็นแนวทางที่จะบรรเทาปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายซ้ำซากที่เคยเกิดขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสามารถระบายน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลผ่านตัวเมืองจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ถึงประมาณ 1,200 ลบ.ม./วินาที เมื่อรวมกับการก่อสร้างอาคารบังคับน้ำในคลองบางหลวง คลองบางบาล และพนังกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา ประมาณ 54 กิโลเมตร ก็จะทำให้มีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำให้สามารถรองรับการระบายน้ำของเขื่อนเจ้าพระยาได้ถึง 2,800 ลบ.ม./วินาที” นายสมเกียรติ กล่าวยืนยัน

สำหรับคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จะเริ่มต้นที่ตำบลบ้านใหม่ อำเภอบางบาล ตัดตรงผ่านทุ่งบางบาลถึงตำบลสนามชัย อำเภอบางไทร เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ไม่กระทบชุมชนขนาดใหญ่ และพื้นที่ศูนย์รวมของชุมชน เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล รวมถึงโบราณสถานที่สำคัญ แต่จะกระทบต่อสิ่งปลูกสร้างบ้าน ประมาณ 500 หลัง ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้มอบหมายให้พิจารณาจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมและเป็นธรรมกับประชาชนที่อยู่ในแนวคลองที่จะขุด ซึ่งมีแนวกันเขตก่อสร้างรวม กว้างประมาณ 110-230 เมตร ยาว 23 กิโลเมตร จะช่วยย่นระยะทางการระบายน้ำจากเดิม 35 กิโลเมตร ลงอีก 13 กิโลเมตร

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำให้เชื่อมโยงกันเป็นระบบ กรมชลประทานได้ปรับแผนก่อสร้างประตูระบายบางบาลในปีงบประมาณ 2561 และวางแผนสร้างประตูระบายน้ำคลองบางหลวง ในปี 2562 พร้อมทั้งปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของคันกันน้ำริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

สำหรับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นนอกจากจะช่วยบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ประมาณ 19-25 ล้านไร่ และลดการท่วมซ้ำซากของพื้นที่เกษตรกรรมในอำเภอบางบาล และอำเภอผักไห่แล้ว คลองบางบาล-บางไทรยังสามารถเก็บน้ำไว้ได้ประมาณ 25 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค และทำการเกษตรในฤดูแล้ง พร้อมทั้งยังจะมีการก่อสร้างถนนสัญจรสองฝั่งคลองเพื่อเพิ่มความสะดวกในการสัญจรและปรับภูมิทัศน์ให้มีความสวยงามเพื่อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาได้ด้วย

สหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย ต้นแบบการจัดการงบประมาณ ตามโครงการเงินอุดหนุนส่งเสริมอาชีพในจังหวัดชายแดนใต้ นางสาวประโลมใจ เนียมแกล้ว รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการ ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 18 เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรสะบ้าย้อย จำกัด ได้ทำโครงการส่งเสริมอาชีพให้กับสมาชิก จำนวน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเลี้ยงโคบ้านไร่ กลุ่มเลี้ยงโคบ้านเกาะยาง-น้ำเชี่ยว และกลุ่มเลี้ยงโคบ้านห้วยบอน โดยได้เริ่มทำโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงโค เพื่อเสริมรายได้ให้กับสมาชิก เริ่มแรกจากกกลุ่มสมาชิกสังกัดกลุ่มที่ 4 บ้านไร่ ในปีงบประมาณ 2553 และได้ทำบันทึกข้อตกลงการใช้เงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2553 เป็นจำนวนเงิน 540,000 บาท ต่อมาในปีงบประมาณ 2554 ก็ได้ทำบันทึกข้อตกลงการใช้เงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนใต้กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา โดยจัดสรรให้กับกลุ่มเลี้ยงโค บ้านเกาะยาง-น้ำเชี่ยว เป็นจำนวนเงิน 450,000 บาท และในปีงบประมาณ 2558 ได้ทำบันทึกข้อตกลงการใช้เงินอุดหนุน โครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลาเพิ่มเป็นจำนวนเงิน 810,000 บาท (งบประมาณปีนี้กลุ่มอาชีพต้องสมทบเงินอีก ร้อยละ 40) ประกอบด้วย กลุ่มเลี้ยงโคบ้านไร่ สมทบจำนวน 43,200 บาท กลุ่มเลี้ยงโคบ้านเกาะยาง-น้ำเชี่ยว สมทบจำนวน 148,800 บาท และกลุ่มเลี้ยงโคบ้านห้วยบอน สมทบจำนวนเงิน 132,000 บาท

สำหรับการดำเนินงานของกลุ่มเลี้ยงโคบ้านเกาะยาง-น้ำเชี่ยว สมาชิกทั้งหมด 21 คน มีแม่พันธุ์ จำนวน 21 ตัว และให้ลูกตั้งแต่เริ่มโครงการ รวมจำนวน 29 ตัว ได้จำหน่ายแล้ว 20 ตัว เป็นจำนวนทั้งสิ้น 421,000 บาท และได้รับจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2558 ซึ่งได้ทำบันทึกข้อตกลงการใช้เงินอุดหนุนโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับสำนักงานสหกรณ์จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2558 เป็นจำนวนเงิน 372,000 บาท และผู้รับการสนับสนุนสมทบอีก 148,800 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 520,800 บาท โดยแบ่งเป็นซื้อพันธุ์วัว จำนวน 369,600 บาท และซื้อเครื่องย่อยวัชพืช จำนวน 151,200 บาท ปัจจุบันมีวัวคงเหลือ 32 ตัว

โดยแยกเป็นแม่พันธุ์ จำนวน 15 ตัว ลูกเพศผู้ จำนวน 7 ตัว และลูกเพศเมีย จำนวน 10 ตัว สมาชิกมีรายได้เพิ่มเป็นจำนวน 20,048 บาท/คน/ปี นอกจากนี้ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการจะมีรายได้เสริมจากการขายโคขุน ลูกโค และมูลโค ซึ่งจะช่วยลดรายจ่าย และลดต้นทุนในการประกอบอาชีพหลัก เช่น นำมูลโคจากการเลี้ยงมาใช้แทนปุ๋ยในสวนปาล์มน้ำมัน ช่วยลดต้นทุนในการซื้อปุ๋ย และนำทางใบปาล์มน้ำมันมาใช้เลี้ยงโคขุนของตนเอง ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงในเรื่องของค่าอาหารโคได้ (ปาล์มเลี้ยงโค โคเลี้ยงปาล์ม ทั้งปาล์มและโคเลี้ยงคน) ปัจจุบัน สมาชิกบางรายสามารถพัฒนาการเลี้ยงโคขุนจากอาชีพเสริม จนกลายเป็นอาชีพหลักเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

“ปัจจัยแห่งความสำเร็จของโครงการเกิดจากสหกรณ์เป็นแกนกลางในการปรับเปลี่ยนการประกอบอาชีพของสมาชิก ทำให้สมาชิกมีความศรัทธาในระบบสหกรณ์ว่าสามารถเป็นที่พึ่งพาของตนได้ ทั้งในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ องค์ความรู้ในการพัฒนาและเพิ่มรายได้ การรวบรวมและการขายผลผลิตได้ราคาสูง มีตลาดรองรับ ซึ่งสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์” นางสาวประโลมใจ กล่าว

วันที่ 14 กันยายน นายโบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า จากกรณีชาวนาและชาวบ้านในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา บางคนสอบถามเข้ามาถึงการบริหารจัดการน้ำเหนือไหลหลาก เข้าทุ่งแก้มลิงตามธรรมชาติ 7 ทุ่ง ได้แก่ ทุ่งบ้านแพน บางบาล ผักไห่ เจ้าเจ็ด บางกุ้ง ป่าโมก และทุ่งบางกุ่ม รวม 600,000 ไร่ ที่สามารถจุน้ำได้ 1,026 ล้าน ลบ.ม. ว่า ในเมื่อกรมชลประทานให้ชาวนาเกี่ยวข้าวเสร็จก่อนวันที่ 15 กันยายนนี้ แต่ทำไมจะปล่อยน้ำเข้าทุ่งในวันที่ 25 กันยายนนั้น ขอชี้แจงว่ากรมชลประทานมีแนวทางการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และจะใช้ทุ่งแก้มลิงทั้ง 7 ทุ่ง ตัดยอดมวลน้ำเหนือไหลหลาก ในช่วงที่น้ำเหนือมีปริมาณมาก และมีภาวะน้ำทะเลหนุน ซึ่งนับจากวันที่ 15 กันยายนนี้เป็นต้นไป จะมีการโรยน้ำหรือปล่อยน้ำในปริมาณที่เหมาะสม ผ่านประตูน้ำเข้าในพื้นที่ลำคลองสาขาต่างๆในทุ่งนาแก้มลิง แบบค่อยๆปล่อยน้ำเข้าไป แต่จะไม่ให้ล้นลำคลองในทุ่งนา

ทั้งนี้เพื่อสงวนพื้นที่ทุ่งนา 600,000 ไร่ ที่กำหนดเป็นแก้มลิงตามธรรมชาติไว้ใช้ตัดยอดมวลน้ำเหนือไหลหลาก ซึ่งสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว เพราะกรมอุตุนิยมวิทยาคาดเอาไว้ว่า ในช่วง 1 เดือนจากนี้ไป อาจจะมีพายุฝนตกหนัก โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคกลางตอนบน

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 14 กันยายน 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า toobnetwork.com ประเทศไทยตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

สำหรับทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 14-18 ก.ย. 60

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา พายุโซนร้อน “ทกซูรี(DOKSURI)” บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน พายุนี้กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อยด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะเคลื่อนผ่านอ่าวตังเกี๋ย และจะเคลื่อนขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของเมืองฮานอย บริเวณประเทศเวียดนามในวันที่ 15 ก.ย. 60 โดยจะมีผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือในช่วงวันที่ 15-17 ก.ย. 60 ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปประเทศเวียดนามตอนบนควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนเดินทางด้วย และขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิดต่อไป

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยเริ่มมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคใต้และภาคตะวันออกมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันมีกำลังปานกลาง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน แพร่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณจังหวัดเลย หนองบัวลำภู หนองคาย บึงกาฬ อุดรธานี สกลนคร นครพนม ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี และสิงห์บุรี อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี สระแก้ว ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-35 กม./ชม.ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร