ธ.ก.ส. พร้อมที่จะยกระดับนครสวรรค์โมเดลให้มีประสิทธิภาพ

มากขึ้นทั้งบูรณาการโครงการของรัฐบาล เช่น โครงการเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุนการผลิตข้าว เพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการขยายความร่วมมือเพื่อสนับสนุนด้านการตลาดในรูปแบบเครือข่ายประชารัฐ และพร้อมนำนครสวรรค์โมเดลที่เป็นระบบการบริหารจัดการข้าวตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ออกแบบมาให้เป็นระบบเกื้อกูล แบ่งปันที่เป็นธรรม ผ่านกระบวนการสหกรณ์ และเครือข่ายประชารัฐไปขยายผลกับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาการจัดการข้าวและยกระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างยั่งยืนต่อไป” นายอภิรมย์กล่าว

เทศกาลลิ้นจี่และการเปิบเนื้อหมาประจำปีเปิดฉากขึ้นแล้วที่เมืองยวี่หลิน ในมณฑลกว่างซีของจีน เมื่อวันพุธ(21 มิ.ย.) ทั้งๆที่มีรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่าทางการท้องถิ่นอาจสั่งห้ามจัดหรือลดความสำคัญของงานเทศกาลนี้ในปีนี้ลง จากการรายงานของสำนักข่าวบีบีซีที่ยังอ้างคำกล่าวของเจ้าของแผงขายเนื้อหมารายหนึ่งว่าไม่ได้ยินเรื่องทางการสั่งห้ามจัดเทศกาลนี้ ขณะเดียวกันได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นว่าไม่ได้มีการห้ามจัดงานแต่อย่างใด

บีบีซีรายงานบรรยากาศที่คึกคักในเมืองยวี่หลินว่า จะเห็นหมาที่ตายแล้วถูกแขวนขายอยู่ในตู้กระจกและตามแผงขายในตลาดตงโข่ว ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของเมือง และยังไม่มีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจประจำการณ์อย่างหนาแน่นในพื้นที่แต่อย่างใด

ขณะที่นักเคลื่อนไหวหญิงรายหนึ่งเปิดเผยกับบีบีซีว่า ตนเองถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าขวางไม่ให้เข้าไปในตลาดต้าซื่อฉาง ที่เชื่อว่ามีการขายเนื้อหมาเช่นกัน

หลายปีที่ผ่านมา เกิดเหตุปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าของแผงขายเนื้อหมากับกลุ่มนักรณรงค์ที่พยายามเข้าไปขัดขวางการฆ่าหมาเพื่อนำไปขาย เมื่อต้นปีนี้กลุ่มนักรณรงค์ชาวอเมริกันยังกล่าวอ้างว่าเจ้าหน้าที่ทางการจีนได้สั่งห้ามผู้ค้าห้ามขายเนื้อหมาแล้ว

แม้เมืองยวี่หลินไม่ได้เป็นเมืองที่มีผู้นิยมบริโภคเนื้อหมามากที่สุด แต่ก็เป็นเมืองที่ริเริ่มการจัดงานเทศกาลเปิบเนื้อหมาประจำปีขึ้นเมื่อราว 10 ปีก่อน ส่งผลให้เมืองยวี่หลินกลายเป็นที่สนใจทั้งในประเทศและต่างประเทศจากการถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงการกระทำอันโหดร้ายต่อสัตว์และเปลี่ยนทัศนคติของคนที่มีต่อสุนัขในประเทศจีน

ขณะที่ชาวบ้านและผู้ค้าเนื้อหมาต่างยืนยันว่าวิธีการฆ่าเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม และการกินเนื้อหมาก็ไม่ได้โหดร้ายน้อยไปหรือมากไปกว่าการกินเนื้อหมู เนื้อวัวหรือเนื้อไก่

ทั้งนี้การกินเนื้อหมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาช้านานในประเทศจีน เกาหลีใต้และบางประเทศในเอเชีย ซึ่งคนที่ยังยึดถือธรรมเนียมนี้พากันแสดงความไม่พอใจที่ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงธรรมเนียมปฏิบัติของท้องถิ่น ขณะที่การกินเนื้อหมาไม่ได้เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในประเทศจีน

กลุ่มนักเคลื่อนไหวประเมินว่าในช่วงปีที่มีผู้นิยมกินกันมากๆ จะมีหมาและแมวในจีนถูกฆ่าเพื่อนำไปกินในช่วงเทศกาลเปิบเนื้อหมาเมืองยวี่หลินซึ่งจัดยาวถึง 10 วัน ถึงราว 10,000 ตัว

เมื่อฤดูฝนคืบคลานเข้ามาชาวกรุงเทพฯ ก็ถูกรับน้องด้วยปริมาณฝนหนาแน่นจนชุ่มช่ำตั้งแต่ช่วงแรกของการเปิดเทอม และสิ่งที่ตามมาคือวิกฤตน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ข้อมูลจากกรมทางหลวงเผยว่า ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีจุดเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมถึง 20 จุดเลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าวิกฤตน้ำท่วมขังช่วงฤดูฝนกลายเป็นปัญหาใหญ่ ที่สร้างความเดือดร้อนทั้งในด้านการสัญจรและการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

เว็บไซต์สนุกดอทคอม (www.sanook.com) ได้เปิดพื้นที่ออนไลน์เพื่อให้ผู้ใช้งานได้ร่วมแชร์ไอเดียการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังจากภาวะฝนตก โดยจัดทำ Sanook! Poll สำรวจความคิดเห็นของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตภายใต้หัวข้อ “คุณอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. แก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างไร” ผ่านหน้าเว็บ http://news.sanook.com/2249202/

โดยปัจจุบันมีผู้ร่วมโหวตจำนวนกว่า 500 คน พบว่า ผู้ใช้งานส่วนใหญ่ต้องการให้ผู้ว่าฯ กทม. แก้ไขปัญหานี้ด้วยการขุดลอกคูคลองและทำทางระบายน้ำเพิ่ม สูงเป็นอันดับ 1 ด้วยผลโหวต 38% เพื่อเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำท่วมขังในพื้นที่ต่างๆ ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ตามมาด้วยอันดับ 2 ดูแลเรื่องการเก็บขยะ และรณรงค์ทิ้งขยะให้เป็นที่ 36% และอันดับ 3 ดูแลคลองให้ไม่มีสิ่งปลูกสร้างมากีดขวางทางน้ำ 14% ตามมาด้วยอยากให้ผู้ว่าฯ กทม. จัดทำป้ายอัจฉริยะเพื่อช่วยบอกเส้นทางน้ำท่วมขัง (2%) เท่ากับการจัดรถรับส่งสำหรับประชาชนที่ต้องเดินทางในพื้นที่น้ำท่วม (2%)

จากผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนต้องการแนวทางรับมือและบรรเทาความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมขังช่วงฝนตกหนักและน้ำรอการระบายในระยะยาว เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันในช่วงหน้าฝนนี้ได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น นอกจากวิธีการรับมือน้ำท่วมขังที่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกันดำเนินการโดยตรงแล้ว ประชาชนยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหานี้ได้โดยการทิ้งขยะลงถังหรือจุดที่กำหนด ไม่ทิ้งขยะลงคลองและท่อระบายน้ำ ซึ่งความร่วมมือจากทั้งสองฝ่ายนี้จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมขังจากฝนตกหนักได้อย่างยั่งยืน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยถึงการร่วมจัดแสดงนิทรรศการนวัตกรรมไผ่ในงานเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 ว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติโดยสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดชลบุรีได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก จัดงานวันเกษตรแห่งชาติ ประจำปี 2560 ระหว่างวันที่ 8-16 กรกฎาคม 2560 ณ บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ภายใต้แนวคิด “เกษตรสืบสาน ปณิธานพ่อ” โดยพระเจ้าหลานเธอ

พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ เสด็จเป็นองค์ประธานพิธีเปิด ซึ่งงานเกษตรแห่งชาติประจำปี 2560 จัดขึ้นเพื่อเป็นการเทิดทูนพระเกียรติคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ถึงพระราชกรณียกิจ พระปรีชาสามารถ ตลอดรวมถึงแนวพระราชดำริที่ทรงบำเพ็ญด้วยพระวิริยะอุตสาหะจนก่อให้เกิดคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงนานัปการแก่เหล่าอาณาประชาราษฎร์ เพื่อเผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้กับเกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชน

ผู้สนใจทั่วไป เพื่อการมุ่งเน้นให้มีการผลิตทางด้านการเกษตรที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสู่ผู้บริโภค แลกเปลี่ยนสินค้าทางการเกษตร และเพื่อสนับสนุนการแสดงผลิตภัณฑ์และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าการเกษตรด้วย ซึ่งในปีนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติได้นำนวัตกรรมไผ่ไปโชว์ “ ไผ่ ” เป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว ช่วยปรับปรุงระบบนิเวศ รากไผ่มีประสิทธิภาพในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการชะล้างและการกัดเซาะพังทลายของหน้าดิน เกษตรกรจะสามารถปลูกเป็นอาชีพทางเลือกได้

และเพื่อให้เกษตรกรและประชาชนที่สนใจได้รับคำแนะนำ การถ่ายทอดองค์ความรู้ นวัตกรรม การเพิ่มมูลค่า การแสดงผลงานวิจัยและเทคโนโลยีจากผู้เชี่ยวชาญด้านไผ่ ด้วยพื้นที่ 4 ไร่เต็มโซนC6 กับกิจกรรมอัดแน่นไปด้วยนิทรรศการจัดแสดง สาธิตและจำหน่าย อาทิ น้ำไผ่เพื่อสุขภาพ ถ่านไผ่คุณภาพสูง ไผ่เพื่องานก่อสร้าง หน่อไม้หลากพันธุ์พร้อมการแปรรูป กล้าพันธุ์ไผ่แปลกๆ ตลาดข้าวหลาม เป็นต้น เสวนา “มหัศจรรย์ไผ่พืชเศรษฐกิจใหม่ในอนาคต” , ไผ่เพื่ออาหารและยา ร่วมฝึกอบรม “การสร้างบ้านจากไม้ไผ่ บ้านคนไทยและบ้านในอนาคต” โดยในงานจะนำไผ่ยักษ์มาแสดง พร้อมแจกพันธุ์ไผ่ฟรีด้วย

กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดพิษณุโลก เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ผ่านศูนย์ดำรงธรรม เผยเกษตรกรปลูกสับปะรด 4.5 หมื่นไร่ เดือดร้อนหนัก ขอให้ช่วยแก้ไขปัญหาสับปะรด ราคาตกหนักเหลือกิโลกรัมละ 2 บาท

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดพิษณุโลกกว่า 10 ราย ตบเท้าเข้ายื่นหนังสื่อถึงนายศุภชัย เอี่ยมสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก โดยได้ยื่นผ่านศูนย์ดำรงธรรม มีนายอธิปไตย ไกรราช ผู้อำนวยการกลุ่มงานศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพิษณุโลก เป็นตัวแทนผู้ว่าราชการจังหวัด รับเรื่องแทน

นายอนันต์ วุฒิกานต์นนท์ ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดจังหวัดพิษณุโลก ในพื้นที่อำเภอวังทอง อำเภอเนินมะปราง อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากเป็นอันดับ 4 ของประเทศไทย โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด จำนวนกว่า 3,000 ราย พื้นที่ปลูกสับปะรด รวมทั้งจังหวัดมากกว่า 45,000 ไร่ โดยเฉพาะอำเภอนครไทย มีพื้นที่มากถึง 42,000 ไร่ ได้ประสบปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำ ซึ่งในปัจจุบันราคารับซื้ออยู่ที่ 2.20-2.30 บาท/กิโลกรัม และแผงนายหน้าที่ส่งโรงงานอุตสาหกรรมเปิดรับซื้อผลผลิตเพียงอาทิตย์ละ 2 ครั้ง ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรดได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากผลผลิตสับปะรดที่มีมากเกินความต้องการของโรงงาน และประสบกับสถานการณ์ด้านการตลาดส่งผลให้เกษตรกรขาดทุน จึงอยากให้ทางหน่วยงานภาครัฐเข้ามายื่นช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด แก้ไขปัญหาดังกล่าว

ทั้งนี้ข้อมูลจากศูนย์สารสนเทศการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุว่า ปี 2559 ผลผลิตสับปะรดรวมทั้งประเทศ จำนวน 1.79 ล้านตัน ลดลงจากปี 2558 ที่มีจำนวนผลิตรวม 1.82 ล้านตัน แบ่งเป็น ภาคเหนือ 2.5 แสนตัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.08 แสนตัน ภาคกลาง 1.4 ล้านตัน และภาคใต้ 2 หมื่นตัน โดยผลผลิตปี 2559 อันดับ 1 ได้แก่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 7.4 แสนตัน อันดับ 2 จังหวัดระยอง 2.1 แสนตัน อันดับ 3 จังหวัดชลบุรี 1.14 แสนตัน อันดับ 4 จังหวัดราชบุรี 1.04 แสนตัน และอันดับ 5 จังหวัดพิษณุโลก 9.5 หมื่นตัน

พ่อค้า นักธุรกิจนั่งไม่ติด ราคายางผันผวนทุบกำลังซื้อวูบหนักหมื่นล้าน การค้าขายหลายจังหวัดเงียบเหงา ยอดขายสินค้าซบเซาอีกระลอก วอนรัฐบาลทำงานเชิงรุก เร่งวิจัย/แปรรูปเพิ่มการใช้ยางในประเทศจริงจัง จี้ปลดล็อกทีโออาร์จัดซื้อจัดจ้างให้นำยางพารามาผสมทำถนนได้ แนะเกษตรกรชาวสวนยางอย่าทำพืชเชิงเดี่ยว ควรปลูกพืช-เลี้ยงสัตว์เพิ่มรายได้

นายวัฒนา ธนาศักดิ์เจริญ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคใต้ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ราคายางพาราตกต่ำได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาคใต้ เนื่องจากยางพาราเป็นรายได้หลักของเกษตรกร โดยในแต่ละปีมีน้ำยางพาราออกสู่ตลาดประมาณ 3 ล้านกว่าตันทั่วประเทศ และเมื่อราคายางพาราลดลงทุก ๆ 10 บาท/กิโลกรัม (กก.) จะส่งผลให้มูลค่าลดลงไปกว่า 30,000 ล้านบาท ทั้งนี้มองว่าราคายางควรจะอยู่ที่ 70 บาทขึ้นไป/กก. เกษตรกรจึงจะสามารถปรับตัวและผ่านไปได้ แต่หากราคาสูงถึง 90 บาท/กก.จะดีมาก แต่อาจจะเป็นไปได้ยาก เนื่องจากสต๊อกยางของโลกยังมีอยู่

ทั้งนี้มองว่าหากรัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังในการนำงบประมาณมาวิจัย(Research)เพื่อหาวิธีการนำยางไปเป็นผลิตภัณฑ์ตั้งต้นในการทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเริ่มต้นอาจทำเพียงใช้เป็นผลิตภัณฑ์ในประเทศก่อน เช่น หลังคายางพารา พาร์ทิชั่นบอร์ด เป็นต้น โดยจะต้องเป็นภาครัฐที่เข้ามาศึกษาวิจัย เพราะหากให้ภาคเอกชนทำวิจัยเองจะค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องใช้ต้นทุนสูงและระยะเวลานาน ซึ่งหากทำได้จริงจะส่งผลให้สต๊อกยางในประเทศลดลง ซึ่งทำให้เกิดดีมานด์และซัพพลาย รวมถึงตลาดด้วย

ในปัจจุบันยังมีงบฯในส่วนนี้น้อยมาก และที่สำคัญควรจะแก้กฎระเบียบหรือกฎหมายให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ต่อไป ขณะนี้ยังไม่สามารถทำได้ เพราะงานชิ้นนั้นเป็นของรัฐ และเอกชนไม่สามารถนำมาใช้ได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นการแก้ปัญหาระยาวสามารถช่วยเกษตรกรได้อย่างแน่นอน

“การแก้ปัญหาระยะสั้นนั้น ควรจะนำยางไปทำเป็นส่วนผสมในการทำถนนและสนามฟุตซอล เนื่องจากเป็นนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้แอ็กชั่นแบบนั้น เพราะยังติดปัญหาทีโออาร์ (TOR) ซึ่งก่อนหน้านี้ยังไม่มียางพาราเป็นส่วนผสมในการทำถนน มีเพียงยางมะตอยเท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ ดังนั้นภาครัฐควรจะมีความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรด้วยการแก้ไขทีโออาร์” นายวัฒนากล่าว

ราคายางลามค้าปลีกนครศรีฯซบ

ขณะที่นายกรกฎ เตติรานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า สถานการณ์ราคายางพาราในปัจจุบันเกิดจากดีมานด์และซัพพลายของตลาดโลก ซึ่งกระทบต่อกำลังซื้อภายในจังหวัด เนื่องจากกำลังซื้อในภาคการเกษตรคิดเป็น 60-70% ของจังหวัดนครศรีธรรมราช หรือคิดเป็นมูลค่า 70,000-80,000 ล้านบาท ส่งผลให้ธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกหดตัว ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าผู้บริโภคยางพารา หรือผู้ที่นำยางพาราไปเป็นวัตถุดิบ เราไม่สามารถควบคุมปลายทางได้ เนื่องจากผู้บริโภคหลักอยู่ต่างประเทศ ฉะนั้นเราควรจะบริหารจัดการความเสี่ยงของเราเองจะดีกว่า

“มองว่าเกษตรกรจะต้องปรับตัว เปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว เป็นการทำเกษตรที่หลากหลาย หรือการหารายได้หลายช่องทาง แทนที่จะรอการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว ซึ่งภาคการเกษตรมีกิจกรรมหลายระดับและมิติที่สามารถสร้างรายได้ เช่น ปัจจุบันเกษตรจังหวัดได้ส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน แพะ ปลา และการเลี้ยงสัตว์ปีกแบบเปิด” นายกรกฎกล่าว

เศรษฐกิจตรังเงียบเหงามาก

นายภราดร นุชิตศิริภัทรา รองประธานหอการค้าจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ปัญหาราคายางพาราที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของจังหวัดตรังเป็นอย่างมาก เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับหนึ่งในการกำหนดภาวะเศรษฐกิจของจังหวัด หากราคายางพาราดี ประชาชนมีกำลังซื้อ ธุรกิจอื่น ๆ ก็ดีตามไปด้วย แต่หากราคายางพาราไม่ดีอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อน้อย การจับจ่ายใช้สอยก็ลดลง ดังนั้นจึงทำให้ภาคธุรกิจต่าง ๆ มียอดขายที่ลดลงตามกันไปหมด เช่น โทรศัพท์มือถือ เครื่องใช้ไฟฟ้า มอเตอร์ไซค์ รถยนต์ เรียกว่าเป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีความเงียบเหงามาก

ขณะที่ความจริงแล้วช่วงนี้ราคายางน่าจะดีขึ้น เนื่องจากปริมาณยางที่ออกสู่ตลาดมีน้อย เพราะฝนตกต่อเนื่องทำให้เกษตรกรกรีดยางไม่ได้ เฉลี่ยแล้วปีนี้มีเวลากรีดยางไม่ถึง 10 วันต่อเดือนด้วยซ้ำ แม้ว่าที่ผ่านมาทางรัฐบาลจะออกมาตรการมาช่วยเหลือเกษตรกร แต่ตนมองว่ายังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เนื่องจากเป็นมาตรการเดิม ๆ เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและซื้อเวลาออกไปเท่านั้น ปัญหาราคายางพาราที่เกิดขึ้นนั้นตนเห็นว่าเกิดจากผู้ที่มีหน้าที่ดูแลเรื่องยางพาราฝีมือยังไม่ถึง ไม่สามารถเข้าไปกำหนดราคาในตลาดได้

“รัฐบาลก็ยังแก้ปัญหาไม่ถูกจุด ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรได้ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะให้การสนับสนุนผู้ประกอบการรายใหญ่ และให้ความสนใจการส่งเสริมการแปรรูปน้อย หากฟังชาวบ้านและออกมาตรการใหม่ ๆ ที่ตรงกับปัญหา ผมเชื่อว่าจะแก้ปัญหาราคายางพาราในระยะยาวได้อย่างถาวร เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการอยู่มาก” นายภราดรกล่าว

ยางโล 70 บาทปลุกกำลังซื้อ

นายณพพงศ์ ธีระวร ประธานสมาพันธ์เอ็สเอ็มอีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ยางพาราที่เป็นอยู่ในขณะนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชาวสวนยาง แต่ถ้าเกษตรกรขายยางได้ราคาดีก็จะเกิดกำลังซื้อ และส่งผลให้ผู้ประกอบการเอ็มเอสอี พ่อค้าแม่ค้าสามารถที่จะขายสินค้าดีขึ้นทั้งประเทศ หากจะทำให้เศรษฐกิจกระเตื้องขึ้นต้องรักษาเสถียรภาพราคายางขยับขึ้นมาอยู่ที่ 70-80 บาท/กก.

เช่นเดียวกับนายปรีชา กิจถาวร ประธานฝ่ายเศรษฐกิจพอเพียงและสมาร์ทฟาร์มเมอร์ หอการค้าจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า ภาวะราคายางที่อยู่ในสภาพปัจจุบันทำให้กำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนลดลงมาก โดยเฉพาะเนื้อสุกรหดตัวไปเกินกว่า 50% ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไปก็ลดลงเช่นเดียวกัน ซึ่งสภาพการค้าขายแตกต่างกันมากจากในยุคที่ราคายางอยู่ในระดับ 80-90 บาท/กก. ที่มีความคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะเกิดกำลังซื้อที่ดี อย่างไรก็ตาม หากทำให้ราคายางอยู่ในระดับ 70 บาท/กก. ก็จะทำให้เกิดกำลังซื้อและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ดีด้วย

บึงกาฬจี้รัฐบาลทำงานเชิงรุก

ด้านนางกุสุมา หงษ์ชูตา อดีตประธานหอการค้าจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกยางมากที่สุดในภาคอีสาน เปิดเผยว่า ราคายางพาราปัจจุบันนี้ไม่เป็นไปตามกลไกตลาด สร้างความสับสนให้กับพี่น้องเกษตรกรอย่างมาก จากราคายางที่ตกต่ำลงทำให้สภาพบ้านเมืองบึงกาฬเวลานี้การซื้อขายเงียบเหงาซบเซา ยกตัวอย่างเช่น ไก่ย่างวิเชียรบุรีจากเดิมขายได้วันละ 20 ตัว ตอนนี้ 3 ตัวก็ยังขายไม่หมด

“ชาวบ้านบางคนไม่พอใจ แต่ก็ต้องออกมากรีดยาง เพราะทำอะไรไม่ได้ หากราคาลงต่ำกว่านี้ เกษตรกรอาจเข้ากรุงเทพฯ ไปใช้แรงงานแทน แล้วก็จะเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานกรีดยาง ดิฉันมองว่าเรื่องนี้กลายเป็นเกมการเงิน ปั่นราคากันที่ตลาดฟิวเจอร์ ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต้องออกมาสู้อย่างจริงจัง ตลาดฟิวเจอร์จะปั่นราคาก็ทำไป แต่รัฐบาลต้องทำงานเชิงรุก เพราะวันนี้ต้นน้ำ ปลายน้ำถึงกันอยู่แล้ว ต้องจับมาเจอกัน ทำสัญญาซื้อขายกันทั้งปีให้ชัดเจน แบบนี้จึงจะแก้ไขปัญหาได้”

ศรีสะเกษ – นางธนภร พูลเพิ่ม ผอ.การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) สนง.อุบลราชธานี กล่าวว่า ได้ร่วมกับ สนง.เกษตร จังหวัดศรีสะเกษ จัดกิจกรรม “ตะลุยสวน ชวนกินทุเรียนศรีสะเกษ” ระหว่าง 16-30 มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทุเรียนภูเขาไฟ คุณภาพดีของจังหวัดศรีสะเกษ ออกสู่ตลาด โดยมีสวนที่เข้าร่วม 4 สวน คือ สวนที่ตั้งอยู่เขตบ้านหนองเต่า บ้านซำ-บันได และบ้านซำขี้เหล็ก ตำบลพราน อำเภอขุนหาญ ได้แก่ สวนลุงเสริม โทร. (087) 243-7118 สวนลุงฟอง โทร. (098) 609-4288 และ สวนพ่อวันนา โทร. (081) 790-6564 สวนที่ตั้งอยู่บ้านซำตารมย์ ตำบลตระกาจ อำเภอกันทรลักษ์ ได้แก่ สวนทศพล โทร. (083) 797-8856 โดยทั้ง 4 สวน ซึ่งหากแค่ชิมแบบ จำกัดจำนวนจ่าย คนละ 100 บาท ส่วนบุฟเฟต์ผลไม้ คนละ 399 บาท

นอกจากนี้ ยังได้จัดกิจกรรม เสริม “กินหมอนทอง รับหมอน ททท.” เพียงเข้าไปเยี่ยมชมสวน แล้วถ่ายภาพท่า “กินทุเรียนฟินๆ” ร่วมกับน้องสุขใจและน้องทุเรียน ที่ ททท. นำไปรอต้อนรับในสวน…รับทันทีหมอนรองคอผ้าขิด คนละ 1 ใบ

ด้าน นางจีรภัทร์ บุญทกา ลูกสาว นายเสริม หาญชนะ เจ้าของสวนลุงเสริม กล่าวว่า ปีนี้มีนักท่องเที่ยวมาสวนจำนวนมาก ขณะที่ปีนี้มีทุเรียนมากกว่าปีที่แล้วเกือบเท่าตัว เพราะอากาศดี และคงขายถึงเดือนกรกฎาคม โดยขายกิโลกรัมละ 100-130 บาท สาเหตุที่ขายแพง เนื่องจากตัดแก่จัด 95% จึงมีน้ำหนักเบา ส่วนทุเรียนภาคตะวันออกตัดขายที่ความสุก 70% จึงมีน้ำหนักมากกว่า

“ทุเรียนของเราลูกค้ามักจะบ่นว่าสีไม่สวย สีจืด และเม็ดสีขาว ถือเป็นจุดด้อย แต่ได้บอกคนซื้อไปว่าเป็นเรื่องของดินที่ปลูก ขอให้ชิมรสชาติที่อร่อยดีกว่า ซึ่งใครทานแล้วต่างยอมรับว่าอร่อยจริงๆ”

สศค.เผยลงทะเบียนคนจน 14.1 ล้านคน พบหนี้นอกระบบ 7 หมื่นล้านบาทลดลง 2 หมื่นล้านบาทจากปีที่แล้ว เชื่อหากนำเข้าคณะกรรมการไกล่เกลี่ยทุกจังหวัด ตัดดอกเบี้ยผิดกฎหมาย จะเหลือแค่ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมเดินหน้าให้แบงก์รัฐ ทั้งออมสิน และ ธ.ก.ส. ดึงเข้าระบบ

นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของการลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อยในปีนี้ มีคนมาลงทะเบียนทั้งสิ้น 14.1 ล้านคน นั้น ปรากฏว่ามีผู้ที่ระบุว่ามีภาระหนี้นอกระบบรวมแล้วประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ลดลงจากปีที่แล้ว ที่มีคนมาลงทะเบียนทั้งสิ้น 8.27 ล้านคน โดยระบุว่ามีหนี้นอกระบบรวมกันที่ 9 หมื่นล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า หนี้นอกระบบทั้ง 7 หมื่นล้านบาท haveyoursayonline.net เป็นวงเงินที่รวมทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย หากนำเจ้าหนี้นอกระบบและลูกหนี้นอกระบบเข้าคณะกรรมการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้ที่มีอยู่ทุกจังหวัด ซึ่งจะต้องตัดดอกเบี้ยในส่วนที่คิดเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ซึ่งคาดว่าคิดเป็นวงเงินราว 30% ของ 7 หมื่นล้านบาท ก็จะเหลือมูลหนี้ที่เจ้าหนี้และลูกหนี้จะต้องเจรจากันราว 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากเจ้าหนี้ตกลงตามเงื่อนไขดังกล่าว ทางกระทรวงการคลังก็พร้อมที่จะให้ธนาคารของรัฐ คือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เข้ามาช่วยทำให้หนี้ดังกล่าวเข้าสู่ระบบ ขณะที่เจ้าหนี้นอกระบบก็จะได้รับการชำระหนี้ทันที และอยู่ภายใต้กฎหมายที่ห้ามคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดด้วย โดยปัจจุบันทั้งธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส.มีวงเงินเพื่อช่วย แห่งละ 5 พันล้านบาท รวมเป็น 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยไป 3 พันล้านบาท

นายกฤษฎา กล่าวว่า ล่าสุด กระทรวงการคลังไปประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบที่จังหวัดนครนายก ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายกร่วมประชุมด้วย ซึ่งจากการรายงานของทางจังหวัดพบว่า ที่จังหวัดนี้มีลูกหนี้นอกระบบอยู่ราว 4 พันราย ซึ่งเป้าหมายของทางจังหวัดต้องการให้หนี้นอกระบบในจังหวัดเป็นศูนย์

นายกฤษฎา กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา สศค.ออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบหลายมาตรการ โดยเฉพาะการพยายามให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบได้ง่ายขึ้น ด้วยการออกใบอนุญาตการประกอบกิจการให้กู้เงินรายย่อย ที่เรียกว่า นาโนไฟแนนซ์ และฟิโคไฟแนนซ์ โดยนาโน ซึ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจ จะให้กู้ต่อรายไม่เกิน 1 แสนบาท ส่วนฟิโคฯ จะให้กู้ต่อรายไม่เกิน 5 หมื่นบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยเท่ากัน คือ ไม่เกิน 36% อย่างไรก็ตาม สำหรับฟิโคฯ นั้น การประกอบธุรกิจจะสามารถทำได้เฉพาะในเขตจังหวัดที่จดทะเบียนไว้เท่านั้น ส่วนนาโนสามารถประกอบธุรกิจได้ทั่วประเทศ ในปัจจุบันมีผู้ยื่นขอใบอนุญาตทำธุรกิจฟิโคฯ แล้ว 155 ราย กระทรวงการคลังออกใบอนุญาตไปแล้ว 13 ราย ส่วนนาโนฯ อนุมัติใบอนุญาตไปแล้ว 9 ราย

KCG ชูนวัตกรรมต่อยอดสินค้า สร้างมูลค่าเพิ่มในตลาด ล่าสุดดึง “ข้าวไรซ์เบอร์รี่” มาทำ “ขนมอบกรอบ-คุกกี้” เผยตั้งเป้ารายได้ในปี 2560 โต 10% จากปี 2559 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท

นายตง ธีระนุสรณ์กิจ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เคซีจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (KCG) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า อาทิ คุกกี้-แยม อิมพีเรียล เนยอลาวรี น้ำส้มซันควิก และขนม กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าอาหารมีการแข่งขันกันสูงอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงมองว่าหากจะแข่งขันทางด้านราคาอาจจะสู้คู่แข่งในตลาดไม่ได้ บริษัทจึงเริ่มให้ความสำคัญ โดยนำเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้กับสินค้าให้มากขึ้น เพื่อสร้างคุณภาพสินค้าและมูลค่าให้สูงขึ้นโดยปัจจุบันบริษัทมีสินค้าที่มีการต่อยอดจากการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ มาพัฒนาเป็นสินค้าขนมอบกรอบ คุกกี้ เป็นต้น ซึ่งได้รับการตอบรับจากลูกค้าทั้งตลาดภายในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัทมองว่ายังมีโอกาสเติบโตและทำตลาดได้อีกมาก และมั่นใจว่าเทรนด์ของสินค้านวัตกรรมกำลังมา

อย่างไรก็ดี บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 2560 มีอัตราการขยายตัวให้ได้ 10% จากปี 2559 ที่ผ่านมามีรายได้อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท สำหรับการผลิตและการจำหน่ายสินค้าบริษัทผลิตเอง 80% ขายทั้งในประเทศและต่างประเทศอีก 20% เป็นสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศ

นายวิทวัส ตันติเวสส รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ด้านการตลาด บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า ในการทำตลาดของบริษัทได้เน้นเรื่องนวัตกรรมอาหารอย่างยั่งยืน สินค้าที่ให้พลังงานสูง เน้นเรื่องของสุขภาพ และตลาดผู้สูงอายุ เนื่องจากแนวโน้มตลาดให้ความสำคัญในกลุ่มนี้มากขึ้น บริษัทจึงได้ทำการศึกษาวิจัยสินค้ากลุ่มอาหารที่เหมาะสมกับกลุ่มของลูกค้า โดยนำเรื่องของเทคโนโลยีนวัตกรรมเข้ามาปรับใช้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และมั่นใจว่าจะสร้างรายได้และการเติบโตให้กับบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายได้