นนท์เร่งผุดโรงไฟฟ้าพลังขยะ ที่ห้องประชุมชั้น 2 ศาลากลาง

จังหวัดนนทบุรีนายภานุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางในการดำเนินโครงการก่อสร้างและบริหารจัดการระบบการนำขยะมูลฝอยและก๊าซจากหลุมฝังกลบขยะมูลฝอยเดิม ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี มาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า โดยมี นายอำพล อังคภากรณ์กุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พ.ต.อ. ธงชัย เย็นประเสริฐ นายก อบจ.นนทบุรี นายอุดร ระโหฐาน ผู้อำนวยการกองทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งเเวดล้อม อบจ.นนทบุรี นายสุวิชชา เพ็งไพบูลย์ ผู้อำนวยการกลุ่มงานกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น กอง กฎหมายเเละระเบียบท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายณัฐศักย์ ดีศรี นิติกรชำนาญการพิเศษ กองกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น รักษาราชการแทนท้องถิ่นจังหวัดนนทบุรี และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

นายอุดร กล่าวว่า ขณะนี้ จังหวัดนนทบุรี มีขยะวันละ 1,300 ตัน ที่ท้องถิ่นต่างๆ นำมาทิ้งที่บ่อขยะของ อบจ.นนทบุรี ในพื้นที่ ตำบลคลองขวาง อำเภอไทรน้อย โดย อบจ.ได้เปิดให้บริษัทเอกชนยื่นเสนอโครงการเข้ามา ขณะนี้มีผู้ยื่นเสนอเข้ามาแล้ว 4 ราย ล้วนแต่เป็นบริษัทใหญ่ทั้งสิ้น เพื่อจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะวันละประมาณ 1,000 กว่าตัน โดยเอกชนจะเป็นผู้ลงทุนทั้งหมด 4,000 ล้านบาท ผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 20 เมกะวัตต์ ซึ่งกำลังอยู่ในการพิจารณารายละเอียดของแต่ละบริษัทและข้อเสนอต่างๆ

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) เชียงใหม่ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โหล่งขอด ชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน ชมรมผู้สูงอายุคณะสงฆ์ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ “โหล่งขอดโมเดล” นำศาสตร์พระราชา ฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ ให้คนอยู่กับป่า แก้ปัญหาบุกรุก พร้อมขอคืนพื้นที่ป่าด้วยความสมัครใจ พัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม เป็นเกษตรอินทรีย์ต้นแบบ จัดทำผังเมืองรวมหรือพื้นที่สีเขียว 100% พร้อมเผยแพร่และบำรุงพระพุทธศาสนา ใช้หลักธรรมอบรมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนแบบพึ่งตนเองและยั่งยืน

ทรงวุฒิ นิติภักดิ์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) โหล่งขอด อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ กอ.รมน.จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ท.จ. และ ก.อบต.จังหวัดเชียงใหม่ เผยว่า ร่วมกับ กอ.รมน. อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และคณะสงฆ์ จัดทำโครงการโหล่งขอดโมเดล ฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ จำนวน 187,500 ไร่ ครอบคลุม 9 หมู่บ้าน ซึ่งเป็นหมู่บ้านใหญ่ 3 หมู่บ้าน หมู่บ้านขนาดเล็กอีก 3 หมู่บ้าน ประชากรกว่า 5,000 คน ส่วนใหญ่พื้นที่อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีลานนา 90% พื้นที่มีเอกสารสิทธิเพียง 10% เท่านั้น ทั้งนี้ ประชาคมตำบลได้จัดทำกฎระเบียบชุมชนเพื่อใช้ประโยชน์จากป่า โดยนำหลักศาสตร์พระราชามาเป็นแนวทางปฏิบัติ ให้คนอยู่กับป่าได้ไม่ใช่ไล่คนออกจากป่าเป็นสำคัญ โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมรักษาฟื้นฟูอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ บวชป่า ปลูกป่า และทำฝายชะลอน้ำเพิ่มทุกปี เป็นส่วนหนึ่งเพื่อแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันตามยุทธศาสตร์จังหวัด

ที่ผ่านมา มีการบุกรุกพื้นที่ป่าและอุทยานกว่า 700 ราย จำนวน 8,000 ไร่ จึงขอคืนพื้นที่ด้วยความสมัครใจรวม 3,000 ไร่ แล้ว พร้อมเพิกถอนพื้นที่ถูกบุกรุกอีก 1,300 ไร่ เพื่อให้เป็นป่าชุมชน ใช้ประโยชน์ร่วมกัน พร้อมดำเนินคดีกับผู้บุกรุกป่าที่ฝ่าฝืนจำนวน 300 ไร่ พร้อมกับขับเคลื่อนของบประมาณจากกรม ชลประทาน ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่ตายละ มูลค่า 400 ล้านบาท พร้อมระบบส่งน้ำอีก 200 ล้านบาท เพื่อกักเก็บน้ำจากลำน้ำแม่ตายละ และลำน้ำแม่ขอด 23 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อส่งน้ำพื้นที่เกษตรกรรม รวม 25,000 ไร่ หลังจากเรียกร้องสร้างอ่างดังกล่าวมานานกว่า 20 ปี เพราะไม่มีพื้นที่แก้มลิงกักเก็บน้ำฤดูแล้งและแก้ปัญหาอุทกภัยในฤดูฝน ทำให้สูญเสียปริมาณน้ำโดยไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งการก่อสร้างบางส่วนอยู่ในเขตอุทยานจำเป็นต้องเพิกถอนพื้นที่ออกกว่า 1,600 ไร่ โดยมีการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอก่อน

“อ่างเก็บน้ำดังกล่าว สร้างอยู่ในพื้นที่บ้านหลวง หมู่ที่ 6 เนื่องจากเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดของอำเภอพร้าว มีประชากรกว่า 1,300 คน เริ่มดำเนินการสร้างปลายปีนี้ คาดแล้วเสร็จปี 2565 หากมีการเปิดใช้อ่างเก็บน้ำอย่างเป็นทางการ ปริมาณน้ำที่ไหลออกจากอ่างก็ไหลลงสู่ลำน้ำแม่งัด บางส่วนไปเติมปริมาณน้ำในเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อำเภอแม่แตง ปีละ 20-30 ล้านลูกบาศก์เมตร”

ได้ทำแผนยุทธศาสตร์และแผนงานโหล่งขอดโมเดล ระยะ 5 ปี ปี 2561-2565 มีเป้าหมายเป็นหมู่บ้านร่มเย็นเป็นสุข ภายใต้บริบทสังคมเกื้อกูล ช่วยเหลือ และดูแลซึ่งกันและกัน พร้อมจัดทำผังเมืองรวม ตำบลโหล่งขอด เป็นพื้นที่อนุรักษ์หรือสีเขียว 100% มีเป้าหมายผลิตเกษตรอินทรีย์และท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เนื่องจากราษฎรมีอาชีพเกษตรกรรม 80% ปลูกข้าวเหนียวสันป่าตอง ข้าวหอมมะลิ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ กว่า 15,000 ไร่ ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง มะม่วง ลำไย ที่เป็นพืชเศรษฐกิจรวม 20,000 ไร่ ที่สร้างรายได้ให้ ท้องถิ่นปีละ 50 ล้านบาท

“ผลผลิตของ ตำบลโหล่งขอด โดยเฉพาะข้าวเหนียวสันป่าตอง มีโรงสีข้าวและตลาดรับซื้อ ส่วนมันฝรั่งที่ปลูกในฤดูแล้ง เป็นพันธุ์แอตแลนติก คุณภาพดีที่สุดในประเทศ และเป็นรายได้หลักของชุมชน ส่วนมะม่วง เป็นพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง ลำไยพันธุ์อีดอ ที่เปลือกและเนื้อหนา เมล็ดเล็ก ทำให้นักลงทุนจีนเข้ามาตั้งโรงงาน หรือล้ง รับซื้อผลผลิตทำลำไยอบแห้งส่งออกประเทศจีนเนื่องจากเป็นผลผลิตที่มีคุณภาพ ตลาดมีความต้องการสูง”

ตัวชี้วัดความสำเร็จของโหล่งขอดโมเดลที่ผ่านมา คือได้รับรางวัลหมู่บ้านที่มีการบริหารจัดน้ำอย่างยั่งยืนระดับประเทศ หมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข ปี 2560 การบริหารจัดการแผนงานและเครือข่ายระดับจังหวัด อาสาสมัครหมู่บ้านพิทักษ์ป่าดีเด่น ซึ่งได้รับเข็มและธงพระราชทานจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวมาจากยุทธศาสตร์และแผนงานประชาคมตำบลที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นหลัก โดยมีประชุมระดมความคิดเห็นจัดทำแผนโครงการและใช้งบประมาณ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาท้องถิ่นที่ อบต.เดือนละ 1 ครั้ง เนื่องจาก อบต.มีรายได้ปีละ 34 ล้านบาท เป็น รายจ่ายประจำ 20 ล้าน มีงบฯ พัฒนาเพียง 5 ล้านบาท/ปี มีหมู่บ้านดูแลรวม 9 หมู่บ้าน ผ่านสมาชิก อบต.อีก 18 คน ซึ่งประชาคมตำบลมีมติไม่ยกฐานะ อบต.เป็นเทศบาลตำบล โดยยึดหลักประชากรในตำบลเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่แบ่งแยก รู้รักสามัคคี ปรองดอง ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ด้าน พระครูวรวรรณวิวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดบ้านหลวง ในฐานะเจ้าคณะตำบลโหล่งขอด กล่าวว่า ร่วมกับ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและศิษยานุศิษย์ สร้างศูนย์ฝึกอาชีพประจำตำบลโหล่งขอด เพื่อสร้างงานและรายได้แก่ผู้สูงอายุกลุ่มแม่บ้าน เยาวชน ทั้งการแปรรูปการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ งานหัตถกรรมพื้นบ้าน พร้อมเผยแพร่พระพุทธศาสนา อบรมคุณธรรม จริยธรรมทุกระดับ โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นอาคาร 2 ชั้น พื้นที่ 900 ตารางเมตร พร้อมกำแพงรอบวัด มีมูลค่า 4.5 ล้านบาท ขณะนี้ก่อสร้างคืบหน้าไปแล้ว 10% ใช้เวลาสร้าง 1 ปี คาดเสร็จมีนาคมปีหน้า ซึ่งศูนย์ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการโหล่งขอดโมเดล เพื่อยกระดับและพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

“โหล่งขอดโมเดล” จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบที่นำศาสตร์พระราชามาปฏิบัติตามคำสอนพ่อ พลิกฟื้นผืนป่า สร้างแหล่งผลิตเกษตรอินทรีย์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค เพิ่มมูลค่าผลผลิต ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด พร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีชีวิตชุมชนแบบเพียงพอ และแหล่งเรียนรู้ประศาสตร์ท้องถิ่นไปพร้อมกัน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวระหว่างการเข้าร่วมเสวนา เรื่อง “กลยุทธ์สร้างแรงจูงใจ ส่งเสริมไม้เศรษฐกิจให้ถึงเป้า” จัดโดยคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ว่า การสร้างแรงจูงใจในการสร้างเศรษฐกิจจากการปลูกต้นไม้ สิ่งสำคัญที่สุดต้องให้คนปลูกหรือเกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากการปลูกต้นไม้อย่างเป็นรูปธรรม

การปลูกต้นไม้ส่วนใหญ่จะเป็นการสร้างรายได้ในระยะยาว เพราะต้นไม้บางชนิดใช้เวลา 10-30 ปี ถึงจะเริ่มมีรายได้ จึงต้องสร้างแรงจูงใจโดยวิธีการที่หลากหลาย อาทิ การทำแผนธุรกิจที่เหมาะสมสอดคล้อง การมีพืชหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลากหลาย การออกแบบให้มีการสร้างรายได้ระยะสั้นๆ ให้พี่น้องเกษตรกรมีแรงจูงใจและสามารถที่จะนำไปประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ปลูกไผ่ควบคู่กับไม้ยืนต้นก็สามารถสร้างรายได้ในระยะปานกลางได้ ไผ่ปลูก 3 ปี ปีที่ 4 ก็เริ่มเก็บทำประโยชน์ จึงเป็นพืชตัวแปรช่วงเปลี่ยนผ่านให้กับเกษตรกรที่สนใจในการปลูกไม้ยืนต้นได้

ถ้าเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นโดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ก่อนจะมีรายได้จากไม้ยืนต้น เกษตรกรจะไม่มีกำลังในการดูแลตนเอง ครอบครัว จนกว่าจะสร้างรายได้ขึ้นมา เมื่อไรไม้ยืนต้นเปลี่ยนเป็นเงินได้ เมื่อนั้นก็จะเริ่มมีความมั่นคงมากขึ้น

เพราะไม้ยืนต้นหลายชนิดมีมูลค่าสูง ยกตัวอย่าง ฟาร์มเพชรล้านนาที่ จ.ลำปาง ได้ออกแบบธุรกิจไว้เป็นรายได้ 4 ระดับ มีรายได้เป็นเงินสดรายวัน เช่น ขายไข่ ไก่ไข่ หน่อไม้ พืชผัก, รายเดือน เช่น ขายลูกหมู ขายลูกไก่พื้นเมือง ไก่ขุน, รายปี เช่น การทำฟาร์มหมูขุน การขายลำไผ่ ขายส้มโอออร์แกนิค, กิจกรรมสะสมทรัพย์ เช่น การปลูกไม้ยืนต้น ปศุสัตว์วัว ควาย แพะ แกะ ยิ่งอยู่นานทุนก็จะพอกพูนมากขึ้น เศรษฐกิจระยะสั้นนำไปเลี้ยงเศรษฐกิจในระยะยาวได้ เช่น เงินสดรายเดือน, รายปีสามารถนำไปเลี้ยงทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบสะสมทรัพย์ ไม่เดือดร้อนไม่ต้องตัดขาย ต้นไม้ก็จะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น, ไม่เดือดร้อนก็ไม่ต้องขายควาย ควายก็ขยายฝูงมากขึ้น เป็นต้น อย่างนี้ก็สามารถที่จะเลี้ยงตนเองได้ด้วยเศรษฐกิจ 4 ระดับ ดังกล่าว

“หากพี่น้องเกษตรกรยังพอมีพื้นที่เหลือตามหัวไร่ปลายนา ก็สามารถที่จะปลูกไม้ยืนต้นได้ เชื่อมั่นได้ว่าในระยะยาวจะทำให้สามารถสร้างความมั่นคง มั่งคั่งในชีวิตของตัวท่านเองและลูกหลานได้ ประเทศชาติได้ประโยชน์แน่นอนจากการปลูกไม้ยืนต้น ไม้อายุสั้นไม่มีอนาคตนับวันมีแต่ปัญหา หากหลีกเลี่ยงได้ก็พยายามหลีกเลี่ยง หากสนใจและมีกำลังมากพอ มีที่เหลือปลูกเถอะครับ เชื่อมั่นได้ว่าฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นได้แน่นอน” นายประพัฒน์ กล่าวปิดท้าย

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครกลุ่มวิสาหกิจชุมชุม สหกรณ์ หรือ SME ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงานเข้าร่วม “โครงการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน”

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ร่วมกับ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดรับสมัครกลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนและกลุ่มผู้ใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน ที่มีความสนใจเข้าร่วมโครงการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน

เพื่อสร้างรูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการเชื้อเพลิงในภาคความร้อนแบบครบวงจร เป็นการสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้ภาคอุตสาหกรรมในการที่จะใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน รวมทั้งเป็นการก่อให้เกิดชุมชนต้นแบบการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวลให้กับท้องถิ่น เพื่อนำไปขยายผลต่อในพื้นที่อื่นๆ และการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อนในประเทศเพิ่มขึ้น

วันที่ 6 มีนาคม 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวโครงการสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนในภาคความร้อน และประกาศประชาสัมพันธ์การรับสมัครกลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนและกลุ่มผู้ใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนเข้าร่วมโครงการ

โดยมี นายเจตรายุภนท์ ธรรมรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มชีวมวล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมด้วย ดร.มะลิวัลย์ หฤทัยธนาสันติ์ เป็นหัวหน้าโครงการ และกลุ่มผู้ผลิตผู้ใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนเข้าร่วมงาน ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน

นายเจตรายุภนท์ ธรรมรักษ์เจริญ ผู้อำนวยการกลุ่มชีวมวล กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์ พลังงาน กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการนำร่อง เพื่อให้การสนับสนุนวิสาหกิจพลังงานทดแทนชุมชน สหกรณ์การเกษตร และผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (SME) ที่มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน แทนพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงระบบ เพื่อรองรับต่อการใช้พลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยได้รับเงินสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงพลังงาน ตามแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก พ.ศ. 2558-2579 หรือ แผน AEDP 2015 ได้กำหนดเป้าหมายให้มีสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน ร้อยละ 30 ของการใช้พลังงานขั้นสุดท้ายในปี 2579 ในรูปพลังงานความร้อน จำนวน 25,088.00 ktoe และเชื้อเพลิงชีวภาพ จำนวน 8,712.43 ktoe

ในขณะที่ปัจจุบันมีการผลิตพลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนเพียง 6,000 ktoe เท่านั้น และหนึ่งในพลังงานทดแทนที่มีศักยภาพมากที่สุดที่สามารถจะส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมหรือชุมชนใช้ในปริมาณมากเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายที่วางไว้ ได้แก่ พลังงานชีวมวล เช่น ไม้โตเร็ว มีเป้าหมายการผลิตจำนวน 22,100 ktoe ในปี 2579 ซึ่งมากกว่า ร้อยละ 88 ของเป้าหมายการผลิตพลังงานความร้อนจากพลังงานทดแทนทั้งหมด

ดร.มะลิวัลย์ หฤทัยธนาสันติ์ หัวหน้าโครงการ และผู้อำนวยการสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของโครงการนี้เพื่อเป็นการสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ ที่มีความพร้อมและมีความต้องการผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล ให้สามารถผลิตเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพป้อนภาคอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

และเพื่อให้การสนับสนุนวิสาหกิจ สหกรณ์ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็ก (SME) ที่มีความต้องการใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนพลังงานจากฟอสซิลได้มีโอกาสเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงระบบ เพื่อรองรับต่อการใช้พลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะทำหน้าที่เป็นทีมที่ปรึกษา กำหนดเปิดรับสมัคร ระหว่าง วันที่ 15 มีนาคม-31 พฤษภาคม 2561 แบ่งการรับสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน มีคุณสมบัติดังนี้
1) เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์
2) ที่ตั้งโรงผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทน ต้องห่างจากชุมชน ไม่น้อยกว่า 500 เมตร
3) พื้นที่ตั้งของโครงการ ต้องมีพื้นที่ใช้สอยเพื่อการผลิตเชื้อเพลิงทดแทน ไม่น้อยกว่า 2.5 ไร่
4) มีพื้นที่ส่งเสริมปลูกไม้โตเร็วของกลุ่ม ไม่น้อยกว่า 1,000 ไร่ ต่อปี
5) มีเอกสารประกอบที่สามารถขออนุญาตจัดตั้งผลิตพลังงานเชื้อเพลิงได้

ซึ่งกลุ่มผู้ผลิตเชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจะได้รับเงินสนับสนุนในสัดส่วน ไม่เกินร้อยละ 80 ของเงินลงทุนแต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ต่อโครงการ พร้อมทั้งที่ปรึกษาสำหรับการดำเนินงานตลอดระยะเวลาโครงการ

2. กลุ่มผู้ใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทน มีคุณสมบัติ ดังนี้
1) เป็นวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ และผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขนาดเล็ก (SME)

2) ต้องมีแหล่งผลิตพลังงานความร้อนที่ให้แหล่งพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

ซึ่งกลุ่มผู้ใช้เชื้อเพลิงพลังงานทดแทนจะได้รับเงินสนับสนุนในสัดส่วน ไม่เกินร้อยละ 40 ของเงินลงทุน แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท ต่อโครงการ พร้อมทั้งที่ปรึกษาสำหรับการดำเนินงานตลอดระยะเวลาโครงการ

ผู้สนใจ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 02-942-8700, 085-1669494 และ Error! Hyperlink reference not valid. Error! Hyperlink reference not valid. www.dede.go.th

สศก. ร่วมประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค หรือ RCEP-TNC ครั้งที่ 21 ณ เมือง ยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย รุกแนวทางเปิดตลาดการค้าสินค้าร่วมกัน ผลักดันสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ ให้ขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศสมาชิก RCEP มากขึ้น

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership – Trade Negotiating Committee: RCEP-TNC) ครั้งที่ 21 ซึ่ง สศก. ในฐานะผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าร่วมเจรจาภายใต้คณะทำงานการค้าสินค้า (Trade in Goods) เพื่อพิจารณารูปแบบและรายการสินค้าเกษตรของไทยทั้งรายการที่สามารถเปิดตลาดและสินค้าอ่อนไหวภายใต้ความตกลง RCEP ระหว่าง วันที่ 5-9 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ณ เมือง ยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

โดยฝ่ายไทย มีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ เป็นต้น พร้อมด้วยประเทศสมาชิก ASEAN 10 ประเทศ และประเทศคู่เจรจาอาเซียน (ASEAN FTA Partner: AFP) รวม 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

การประชุมครั้งนี้ ประเทศสมาชิก RCEP ได้ยื่นข้อเสนอรายการปรับปรุงการเปิดตลาด (Improved Second Offer) แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1. ประเทศที่มีสัดส่วนการเปิดตลาด มากกว่าร้อยละ 90 คือ ฟิลิปปินส์ บรูไนดารุสซาลาม สิงคโปร์ ออสเตรเลีย และจีน

2. ประเทศที่มีสัดส่วนการเปิดตลาดอยู่ระหว่าง ร้อยละ 85-89 คือ ไทย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมา กัมพูชา และญี่ปุ่น และ

3. ประเทศที่มีสัดส่วนการเปิดตลาดน้อยกว่า ร้อยละ 84 คือ เวียดนาม และอินเดีย อย่างไรก็ตาม การประชุมครั้งนี้อาเซียนได้เร่งผลักดันให้มีการเปิดตลาดสินค้ามากยิ่งขึ้น ที่ร้อยละ 92 ของจำนวนรายการสินค้าทั้งหมดและมูลค่าทั้งหมด ซึ่งประเทศสมาชิกได้มีความพยายามที่จะบรรลุเป้าหมายให้เข้าใกล้ระดับการเปิดตลาดสินค้าตามข้อเสนออาเซียน

หากพิจารณาเฉพาะรายการสินค้าเกษตรที่ประเทศคู่เจรจา RCEP เปิดตลาดให้ไทย พบว่า มีสินค้าที่สามารถเปิดตลาดมากกว่าความตกลงการค้าเสรีอาเซียน+1 ดังนี้ อินเดีย (สินค้าชา) ญี่ปุ่น (สินค้าประมง ผัก ผลไม้ เครื่องดื่ม เนื้อสัตว์แปรรูป น้ำมันเมล็ดพืช ไหม) เกาหลีใต้ (สินค้าประมง เนื้อสัตว์ปรุงแต่ง) นอกจากนี้ อาเซียนได้ยื่นข้อเสนอรูปแบบการเปิดตลาดสินค้าอ่อนไหวส่วนที่เหลือ ร้อยละ 8 ให้ประเทศสมาชิก RCEP พิจารณา ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องหารือร่วมต่อไป

สำหรับการประชุม RCEP นับได้ว่าเป็นความตกลงการค้าเสรีระดับภูมิภาคขนาดใหญ่ และเป็นความตกลงแบบองค์รวม (Comprehensive Agreement) ที่มีมาตรฐานสูง ครอบคลุม เรื่องที่เกี่ยวกับกฎระเบียบและกฎเกณฑ์ในการค้าต่างๆ มีเป้าหมายเร่งการเปิดตลาดการค้าสินค้าระหว่างกันให้ได้มากขึ้น ซึ่งจะทำให้มูลค่าการค้าภายใต้ความตกลงสูงกว่าความตกลงการค้าเสรีอาเซียน+1 และผลักดันให้ไทยเร่งพัฒนาศักยภาพและขยายโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทย รวมถึงการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งภาษีและมิใช่ภาษีระหว่างประเทศสมาชิก

ทั้งนี้ สศก. จะผลักดันให้สินค้าเกษตรที่มีศักยภาพของไทย (อาทิ ข้าว มันสำปะหลัง ไก่ กุ้ง น้ำตาล สินค้าแปรรูป) สามารถขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศสมาชิก RCEP ได้มากขึ้น โดยลด/ยกเลิกภาษีนำเข้าที่เป็นอุปสรรคทางการค้าระหว่างกัน สำหรับสินค้าอ่อนไหว ที่ไทยอาจได้รับผลกระทบหากเปิดตลาดจะทยอยลดภาษีโดยให้มีระยะเวลาการปรับตัวของเกษตรกรเพื่อรองรับการเปิดตลาดในอนาคตหรือขอสงวนการเปิดตลาดต่อไป โดยการประชุม RCEP-TNC ครั้งที่ 22 จะจัดขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคม 2561 ณ ประเทศสิงคโปร์