นพ.วชิระกล่าวว่า และ 4.ผู้ทำงานขับรถ จะอยู่ในท่านั่งเป็นเวลานาน

ซึ่งมีผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว โดยรูปแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายคือมีท่าทางที่ซ้ำๆ และอยู่ในพื้นที่จำกัด และต้องบังคับรถตลอดเวลา ทำให้ต้องเกร็งกล้ามเนื้อหลายส่วน คอ ลำตัว แขน ขา ทำให้มีอาการเมื่อยล้า ทั้งนี้ คนทำงานขับรถมีการใช้พลังงานจากการทำงานต่อวันคือ 500 กิโลแคลอรี่ โดยแทบไม่มีกิจกรรมระดับปานกลางถึงหนักเลย ถือเป็นอาชีพที่มีกิจกรรมทางกายน้อยกว่าข้อแนะนำ หากจะเพิ่มกิจกรรมทางกายในอาชีพนี้ทำได้ใน 2 ช่วงคือ ระหว่างทำงาน ควรจอดรถหยุดพักทุก 2 ชั่วโมง ลุกขึ้นยืน เดิน เพิ่มการเผาผลาญ และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ส่วนช่วงเลิกงานควรทำกิจกรรมทางกายเพิ่มเติมคือ ออกกำลังกาย เล่นกีฬา สะสมให้ได้วันละ 30 นาที หากไม่สะดวกอาจใช้การทำความสะอาดรถเป็นตัวช่วย หรือทำงานบ้าน และอาจไปออกกำลังกายตามที่สาธารณะหรือฟิตเนสเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อด้วย

นางสุดารัตน์ วัชรคุปต์ เหล่าวิชยา อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – 2559) ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาคน สู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน รวมถึงการพัฒนาผู้สูงอายุหรือผู้พิการให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม มีคุณภาพ มีคุณค่า สามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลง และเป็นพลังในการพัฒนาสังคม โดยส่งเสริมการสร้างรายได้และการมีงานทำในผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ควบคู่กับ การเพิ่มพูนความรู้ เพื่อการประกอบอาชีพและการพัฒนาตัวเอง

กรมหม่อนไหม เห็นถึงความสำคัญในการช่วยเหลือผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส และเพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จึงได้จัดทำ “โครงการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมสำหรับผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ได้มีงานทำ สามารถพึ่งพาตนเองได้ อีกทั้งยังเป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านหม่อนไหมให้คงอยู่ต่อไป โดยปัจจุบันการผลิตไหมหัตถกรรมจะเป็นการผลิตในระดับครัวเรือนของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่สืบทอดอาชีพและสั่งสมประสบการณ์มายาวนาน จากบรรพบุรุษ

ทั้งนี้ กรมหม่อนไหม จึงได้เริ่มดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพด้านหม่อนไหมสำหรับผู้ชราและผู้พิการ ตั้งแต่ปี 2560 โดยจัดให้มีการฝึกอบรมให้ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านหม่อนไหม (การแปรรูปผลิตภัณฑ์หม่อนไหม/การทำสิ่งประดิษฐ์จากรังไหม) ให้แก่ผู้ชราและผู้พิการ จำนวน 93 ราย ใน 8 แห่ง ได้แก่ 1) โรงเรียนโสตศึกษา อ.เมือง จ.ขอนแก่น 2) โรงเรียน โสตศึกษา อ.ธวัชบุรี จ.ร้อยเอ็ด 3)บ้านโคกสูง ต.นาข่า อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม 4)ศูนย์พัฒนาอาชีพ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 5) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี 6) อบต.โคกสะอาด ต.โคกสะอาด อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ 7) ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดศรีสะเกษ และ 8) กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านหัวดง ต.เปือย อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ โดยผู้ที่เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปใช้เพื่อสร้างรายได้เพิ่มให้แก่ตนเองและครอบครัว

สำหรับในปี 2561 กรมหม่อนไหมจะได้ดำเนินงานโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดหลักสูตรในการอบรม 2 หลักสูตร คือ 1)หลักสูตร การออกแบบและทอผ้าไหม สำหรับผู้ด้อยโอกาสในทัณฑสถานหญิงเชียงใหม่ เรือนจำชั่วคราวดอยรอง จ.เชียงใหม่ เรือนจำชั่วคราวแคน้อย จ.เพชรบูรณ์ เรือนจำชั่วคราวเขาระกำ จ.ตราด เรือนจำชั่วคราวเขาพลอง จ.ชัยนาท เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน จ.สุรินทร์ และ 2) หลักสูตร การแปรรูปผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม สำหรับผู้ชราและผู้พิการ โดยมีเป้าหมายอบรมให้แก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวม 260 ราย นอกจากนี้ในปี 2561 กรมหม่อนไหม ยังเตรียมบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น เช่น กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อร่วมกันส่งเสริมสนับสนุนอาชีพแก่ผู้สูงอายุด้วย ทั้งนี้ คาดว่าจากการดำเนินงานโครงการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส นอกจากเป็นการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนแล้ว ยังคาดหวังให้มีการนำความรู้และประสบการณ์ของผู้ชรา ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่เป็นผู้มีความรู้เกี่ยวกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาท้องถิ่นด้วย

การยางแห่งประเทศไทย กยท. สั่งการด่วนไปยังพื้นที่ เร่งให้การช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่ภาคใต้ที่ประสบอุทกภัย มอบสิ่งของจำเป็นเยียวยาเบื้องต้น พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบสวนยางเสียสภาพหลังน้ำลด เพื่อมอบเงินช่วยเหลือไม่เกิน 3,000 บาท/ราย ตามมาตรา 49(5)

นายพูลสุข อุเทนพันธ์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย เขตภาคใต้ตอนล่าง กล่าวว่า จากสถานการณ์ภาคใต้ที่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและทำให้เกิดน้ำท่วมขังโดยเฉพาะเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนล่างครอบคลุม 9 จังหวัด ได้แก่ ยะลา นราธิวาส สงขลา ปัตตานี พัทลุง ตรัง สตูล นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ทำให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางได้รับความเดือดร้อน ล่าสุด จากการสำรวจเบื้องต้น พบพื้นที่สวนยางได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ประมาณ 61,690 ไร่ ซึ่งทาง กยท. เขตภาคใต้ตอนล่าง ไม่นิ่งนอนใจกับสภาพปัญหาและความเสียหายที่เกิดขึ้น เร่งให้เจ้าหน้าที่ของ กยท. ลงพื้นที่เพื่อมอบสิ่งของอุปโภค บริโภคที่จำเป็น พร้อมเข้าเยี่ยมสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ ซึ่งหลังจากน้ำลดจะส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบความเสียหายทันทีทุกพื้นที่

ด้าน นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและพัฒนาการผลิต กล่าวว่า พื้นที่ทั้ง 9 จังหวัดที่ประสบอุทกภัย นับเป็นพื้นที่ปลูกยางหลักของประเทศ ซึ่งมีเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. จำนวน748,386 ราย คิดเป็นพื้นที่ประมาณกว่า 7.4 ล้านไร่ ทั้งนี้ หากสวนยางได้รับผลกระทบจนเสียสภาพสวน (ต้นยางพาราเสียหายไม่น้อยกว่า 20 ต้นต่อไร่) จากอุทกภัยในครั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งขอรับเงินช่วยเหลือ จาก กยท. เป็นเงินช่วยเหลือตามมาตรา 49(5) ค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง รายละไม่เกิน 3,000 บาท ทันที โดยเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติสามารถแจ้งขอ รับการช่วยเหลือ หลังจากสวนประสบภัยภายใน 15 วัน ที่ กยท.สาขาใกล้บ้าน ซึ่งทาง กยท. จะส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบ เพื่อช่วยเหลือเยียวยาแก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง

“ยางพารา เป็นพืชที่ทนต่อภาวะน้ำท่วมขังได้นานพอสมควร (ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 2 เดือน) ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับอายุต้นยางพารา ระดับและความยาวนานของน้ำที่ท่วม สภาพน้ำท่วมขังจะทำให้ดินสูญเสียธาตุอาหาร หรือกระทบต่อรากยาง นอกจากนี้ ในภาวะที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันหรือน้ำท่วม ทำให้ดินอ่อนตัวลงโดยเฉพาะรอบๆ บริเวณโคนต้น มีความเสี่ยงต่อต้นยางโค่นล้มได้” นายณรงศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถึงประเด็นการดูแลเกษตรกร และการแก้ปัญหาพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า งานที่ต้องเร่งทำตามพระราชกระแสรับสั่งของรัชกาลที่ 10 ที่ว่าต้องดูแลประชาชนให้มีความสุข ซึ่งประชาชน 20-30 ล้านคน ที่เป็นเกษตรกรจำนวนมาก แต่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพียง 8-9% จึงยังมีความยากจนอยู่

ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรีได้กำชับว่า ปีนี้และปีหน้า งานสำคัญลำดับแรก คือ การช่วยเหลือเศรษฐกิจข้างล่างให้แข็งแรง ให้ทุ่มสรรพกำลังลงไปเต็มที่ ถึงเวลาแล้วต้องช่วยเหลือคนตัวเล็กจำนวนมากอย่างเกษตรกร โดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานบูรณาการกันอย่างใกล้ชิด และไม่ได้อยู่แค่การผลิตสินค้า การตลาด แต่ต้องทำให้พื้นที่และชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการเชื่อมโยงให้เกิดการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย

นายสมคิด กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้ ได้ฝากการบ้านหลายอย่าง ทุกเรื่องให้เร่งทำออกมาเกิดผลเป็นรูปธรรมเร็วที่สุด ได้แก่ ระยะเร่งด่วน ให้เร่งแก้ไขปัญหายางพารา ราคายางเป็นปัญหาสะสมมา 15 ปีแล้ว เดิมปลูกยางพาราแค่ภาคใต้ พอราคาดี มีการเพิ่มปริมาณปลูกกระจายไปยังภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะหลังราคาน้ำมันโลกลง แต่การผลิตยางของไทยไม่เปลี่ยนแปลง มีสินค้าเข้ามาทดแทน เกิดซัพพลายยางล้นตลาด เบื้องต้น มี 2 วิธี ที่จะต้องทำ คือ ระยะสั้นประคองราคายางให้เหมาะสมและสมเหตุสมผล การซื้อขายยางด้วยราคาต่ำกว่าต้นทุนไม่ควรจะเกิดขึ้น กระทรวงเกษตรฯจะหารือกับผู้ประกอบการและสมาคมที่เกี่ยวข้องต่อไป และระยะยาวจะต้องส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มยางพารา

ส่วนปาล์มน้ำมัน ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา พบว่า ขณะนี้ไทยมีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) ถึง 5 แสนกว่าตัน ซึ่งเป็นปริมาณสูงสุด ไม่เคยมีมาก่อน สูงแบบนี้เกิดจากขาดการบริหารแบบบูรณาการ โดย กนป.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ ดูแลการผลักดันส่งออกซีพีโอ 1 แสนตัน ส่วนกระทรวงพลังงานดูแลการนำซีพีโอ 1 แสนตันไปทำไบโอดีเซล รวมให้ดูดซับออกไป 2 แสนตัน นอกจากนี้ยังมีองค์การคลังสินค้า (อคส.) และ บริษัท ปตท. ที่จะเข้ามาช่วยดูดซับอีกหากจำเป็น ส่วนพืชเกษตรสำคัญอื่นๆ หน่วยงานไหนที่เป็นเจ้าภาพดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงเกษตรฯ ก็ให้สามารถระบุคนดูแลได้

นายสมคิด กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องใหญ่ ในระยะกลาง-ยาว คือ การทำให้เกษตรกรแข็งแรง ด้วยการสร้างเอสเอ็มอีเกษตร โดยกระทรวงเกษตร ร่วมกับ ธ.ก.ส. ร่วมกันทำมาตรการออกมาให้เกิดความเข้มแข็ง เช่น หาตลาดอย่างไร พืชสวน ผลไม้ การค้าอี-คอมเมิร์ซ เริ่มจากเกษตรกรกลุ่มที่มีความเป็นผู้นำก่อน นำศาสตร์พระราชา เกษตรแปลงใหญ่ ร่วมด้วย หากทำผ่านกลุ่มนี้ได้ จะเกิดการเรียนรู้กระจายสู่หมู่บ้านข้างๆ ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งใหญ่

“ เรื่อง บิ๊กดาต้า นำข้อมูลเกษตรมาแชร์ข้อมูลกันทุกกระทรวง ไม่กักข้อมูล เพราะปัญหาเกษตรไทยอยู่ที่การบริหารจัดการ โดยจะต้องเซ็ทระบบข้อมูลขึ้นมา อะไรที่จ้างข้างนอกได้ก็ทำ ข้อมูลอะไรที่เคยมั่วไว้ก็เลิกมั่ว ทำให้ถูกต้อง รัฐบาลนี้มีเวลาอยู่อีก 1 ปี หลักๆ ผมจะทำหน้าที่ประสานงาน หากหน่วยงานต่างๆ ต้องการจะเสนออะไรเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา ก็เสนอมา ” นายสมคิด กล่าว

นายสมคิด กล่าวว่า ส่วนการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ทั้งกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ จะต้องร่วมกัน ให้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะเกษตรกรอย่างละเอียดใกล้ชิด ว่าต้องการอะไร มีปัญหาตรงไหน ตรงเป้าตรงจุด เพราะในระยะ 1 ปี เรื่องเร่งด่วนต้องทำคือเกษตรกร รวมถึงการสร้างรายได้ให้เกษตรกร ในช่วงนอกฤดูเก็บเกี่ยวที่ไม่มีรายได้ ตรงนี้กระทรวงเกษตรฯรับไปเร่งออกมาว่า ว่าจะสร้างรายได้หล่อเลี้ยงให้มีรายได้พอสมควรอย่างไร ขณะเดียวกันต้องส่งเสริมปศุสัตว์ โดยเฉพาะบนที่ดินปลูกพืชไม่ขึ้น จัดหาโคเนื้อให้ชุมชนร่วมกันเลี้ยง อีกเรื่องคือสหกรณ์ ซึ่งมีทั้งที่เข้มแข็งและอ่อนแอ ให้ไปสอดส่องเข้มข้น ว่าจะทำการพัฒนาอย่างไร ดูให้ดีๆ เรื่องหนี้

สำนักข่าวเอเอฟพีอ้าง ผลวิจัยตีพิมพ์ลงในวารสารเนเจอร์ เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมาระบุว่า ผลการคาดการณ์ภาวะโลกร้อนขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นั้นต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 15 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าในช่วงสิ้นสุดศตวรรษนี้อุณหภูมิโลกจะพุ่งสูงขึ้นถึง 0.5 องศาเซลเซียส มากกว่าที่เคยคาดไว้

ผลวิจัยดังกล่าวนั้นจะส่งผลให้เป้าหมายซึ่ง 196 ประเทศทำข้อตกลงปารีสเพื่อลดโลกร้อนที่ตั้งไว้ว่าจะไม่ทำให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสนั้นยากมากยิ่งขึ้นทั้งนี้คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ไอพีซีซี) ซึ่งมีหน้าที่วางนโยบายทางวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดการรณ์ไว้ว่าอุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นราว 4.5 องศาเซลเซียสในปี 2643 หากยังไม่มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างไรก็ตามตัวเลขยังคงมีความไม่แน่นอนโดยอยู่ระหว่าง 3.2-5.9 องศาเซลเซียส และงานวิจัยดังกล่าวมีขึ้นเพื่อลดช่องว่างความไม่แน่นอนดังกล่าวลง

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 ธ.ค. พ.ต.ท.ธนวัย ศรีทอง รองสาราวัตรสอบสวน ร้อยเวร สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว รับแจ้งจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพบ้านหนองสังข์ ว่า มีเด็กจมน้ำเสียชีวิต จึงประสานไปยังกู้ภัยอรัญประเทศ ไปยังที่เกิดเหตุพบเด็กที่จมน้ำเสียชีวิตแล้วด.ญ.ดีนา อายุ 4 ขวบ ชาวกัมพูชา จึงให้กู้ภัย นำร่างของด.ญ.ดีนา มาให้แพทย์ที่โรงพยาบาลอรัญประเทศ ตรวจพิสูจน์การตายให้แน่นอน ก่อนมอบศพให้ญาติพี่น้องนำศพข้ามไปบำเพ็ญกุศลที่บ้านเกิดในฝั่งกัมพูชาต่อไป

ต่อมาผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เกิดเหตุพบเป็นสระน้ำอยู่กลางป่าอ้อยบ้านหนองหญ้าปล้อง ต.หนองสังข์ อ.อรัญประเทศ นางโซ สวง อายุ 34 ปี บอกว่า พวกตนเป็นชาวกัมพูชา บ้านอยู่เสียมโบก จ.สตรึงเต็ง มารับจ้างตัดอ้อย โดยมาสร้างแคมป์พักอยู่ใกล้ๆกับสระน้ำ ห่างสระน้ำประมาณ 100 เมตร หลังกินข้าวปลาอาหารเช้ากันแล้ว พากันออกไปตัดอ้อยในแปลงอ้อย ห่างจากแคมป์ที่พักประมาณ 300 เมตร หลังใกล้เที่ยงจึงพากันกลับมากินข้าวที่แคมป์พัก มองหาด.ญ.ดีนา ไม่พบ จึงร้องเรียกหา แต่ไม่มีเสียงตอบ เดินไปดูที่สระน้ำพบว่าด.ญ.ดีนาจมน้ำเสียชีวิตอยู่ที่สระน้ำนั่นเอง

นางโซ สวง บอกว่า ก่อนหน้านี้ด.ญ.ดีนา simpleweightlossplans.com เดินไปดูชาวบ้านซึ่งเป็นคนไทยลงแขกหวิดปลาเพื่อนำไปทำปลาร้า ตามท้องนาที่เกี่ยวข้าวแล้ว ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับที่พักคนงานของพวกตน คิดว่าหลังด.ญ.ดีนา เห็นดังนั้น จึงจะลงไปจับปลา เอามาให้แม่ทำกับข้าว แต่ด้วยความไร้เดียงสา ไม่รู้ว่าน้ำในสระลึก จึงจมน้ำเสียชีวิต

ทีม COCONUT GARDEN CARE นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ประกอบด้วย นายกฤตธัช สารทรานนท์ นายวีระชาติ ค้ำคูณ นายวุฒิภัทร โชคอนันตทรัพย์ นายณัฐพงษ์ ฉางแก้ว และนายชินวัตร ชินนาพันธ์ โดยมี น.ส.อรพดี จูฉิม เป็นที่ปรึกษา สร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาเกษตรกรรมของประเทศ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยกับยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่พร้อมพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ

โดยสร้าง “UAV ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าว” ที่ก้าวผ่านข้อจำกัดในเรื่องความสูง ป้องกันอุบัติเหตุ และการใช้งานไม่ยุ่งยาก ชิ้นส่วนทุกชิ้นสามารถหาซื้อได้ในประเทศ ทำให้การซ่อมบำรุงเป็นเรื่องง่าย ที่สำคัญ ราคาต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคา UAV พ่นปุ๋ยทางการเกษตรในท้องตลาด

นายกฤตธัช เล่าถึงที่มาของแนวคิดการสร้าง UAV ระบบอัตโนมัติพ่นยากำจัดศัตรูพืชให้กับสวนมะพร้าวว่า เกิดจากความสนใจเข้าร่วมประกวด UAV Startup 2017 จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อนำความรู้ที่มีตามความถนัดของแต่ละคนในกลุ่มมาช่วยกันสร้างผลงาน โดยจะสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์กับสังคมไทย

ซึ่งไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และกลุ่มผู้ที่ทำสวนมะพร้าวในไทยมีจำนวนมาก ทั้งสวนขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ มะพร้าวเป็นพืชยืนต้นที่จะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะได้ผลผลิต ฉะนั้น การกำจัดศัตรูพืชเป็นเรื่องสำคัญในการรักษาต้นมะพร้าวไม่ให้ได้รับความเสีย

เนื่องจากต้นมะพร้าวมีขนาดสูง การสังเกตศัตรูพืชจากด้านล่างจึงทำได้ยาก โดยปกติเกษตรกรจะต้องจ้างคนปีนขึ้นไปพ่นยากำจัดศัตรูพืช หากเป็นไร่ขนาดใหญ่ก็ไม่สามารถทำได้ หรือหากใช้เครื่องแรงดันสูงพ่นยากำจัดศัตรูพืชขึ้นไป หรือวิธีการฉีดยากำจัดศัตรูพืชเข้าสู่ลำต้น จะพบปัญหาค่าใช้จ่ายสูง ทีมจึงช่วยกันระดมความคิด เพื่อสร้างนวัตกรรมขึ้นมาแก้ปัญหา

นายณัฐพงษ์ เล่าว่า เริ่มจากศึกษาข้อมูล วิธีการดูศัตรูพืช โดยใช้โดรนบินถ่ายภาพต้นมะพร้าวจากด้านบน แล้วนำภาพมาศึกษาร่วมกับเจ้าของสวนมะพร้าวว่าต้นใดมีศัตรูพืช จากนั้นใส่ข้อมูลลงโปรแกรม และสร้างให้มีการประมวลผล หากพบใบมะพร้าวที่มีสีเหลือง ก็จะบอกได้ว่าตรงจุดนี้มีปัญหา และพ่นยากำจัดศัตรูพืช

นายวีระชาติ กล่าวว่า ระบบการทำงานของ UAV เกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด เพียงแต่ครั้งแรกต้องสร้างเส้นทางการบินให้กับ UAV ด้วย Google Map ซึ่ง UAV จะจดจำเส้นทางการบินจากตำแหน่งที่สร้างไว้

จากนั้นผู้ใช้เพียงแค่เติมน้ำยากำจัดศัตรูพืช ส่ง UAV ขึ้นบิน และสำรวจสวนมะพร้าวด้วยระบบอัตโนมัติ เมื่อพบจุดที่มีต้นมะพร้าวมีลักษณะใบสีเหลือง เครื่องจะฉีดพ่นยากำจัดศัตรูพืช ด้วยการประมวลที่เป็นระบบอัตโนมัติ

ซึ่งผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการทำงาน และตำแหน่งของ UAV ได้จากคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ UAV ยังมีชุดคำสั่งป้องกันการตก หาก GPS หรือ Sensor ทำงานผิดปกติมอเตอร์จะไม่ทำงาน และมีระบบควบคุมโดยการบังคับ ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินกับตัว UAV ในขณะกำลังบินปฏิบัติหน้าที่

นายวุฒิภัทร บอกว่า ในส่วนของการออกแบบโครงสร้าง UAV ที่มี 4 ใบพัดแบบในท้องตลาด แต่เพิ่มขนาดของมอเตอร์ให้มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น รับน้ำหนักได้เทียบเท่ากับ UAV ที่มี 6-8 ใบพัด บรรจุน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากกว่า 10 ลิตร โดยทางทีมเลือกใช้วัสดุชิ้นส่วนที่หาซื้อได้ภายในประเทศมาประกอบทั้งหมด ส่งผลให้การหาซื้ออะไหล่ หรือการซ่อมบำรุงสะดวก

ทีม COCONUT GARDEN CARE ยังวางแผนพัฒนา UAV รุ่นต่อไป โดยเพิ่มศักยภาพในการทำงานที่รองรับน้ำยากำจัดศัตรูพืชได้มากขึ้น และด้วยการออกแบบการทำงานของ UAV ที่รองรับงานที่ยากนี้ จึงประยุกต์การทำงานของ UAV ให้เข้ากับการใช้งานของการเกษตรในรูปแบบอื่นๆ ได้ไม่ยากในอนาคต