นมดิบที่ลดลงกว่า 27 ล้านกิโลกรัม นั้น มีมูลค่ากว่า 472 ล้านบาท

หรือกว่า 52 ล้านบาท โดยเฉลี่ยต่อเดือน ซึ่งส่งผลให้รายได้ของเกษตรกรหายไปด้วย ขณะที่การสต๊อกนมรสจืดยูเอชทีของบริษัทลดลงเหลือวันต่อวัน ดีแต่ว่ามีสต๊อกจากการรับซื้อนมโรงเรียนช่วงปิดเทอมเข้ามาเสริม ทำให้สต๊อกคลายตัวบ้าง ส่วนในปี 2561 คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำนมดิบจะอยู่ในภาวะทรงตัว คือ มีปริมาณเพิ่มขึ้นไม่มาก แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบายการส่งเสริมในการทำเกษตรโคนม

โดยประกาศใช้มาตรฐานการรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ ควบคู่กับการประกาศราคากลางรับซื้อน้ำนมโค ณ ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ซึ่งส่งผลให้มีการขยายการเลี้ยงโคนมเพิ่มขึ้นทุกๆ ปี อย่างไรก็ตาม การขยายขนาดการเลี้ยงโคนม ต้องใช้เวลามากกว่าปศุสัตว์อื่นๆ ประกอบกับผลกระทบสืบเนื่องจากภาวะน้ำท่วมขังในปีนี้ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณโคนมที่พร้อมจะให้ผลผลิตในปีหน้านั้นลดลง” นายสมสวัสดิ์ กล่าว

อนึ่ง ปี 2559 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า ไทยมีจำนวนโคนมทั้งหมด 622,892 ตัว โดยประมาณ ให้ผลผลิตน้ำนมโคกว่า 1,161 ล้านลิตร หรือกิโลกรัม ต่อปี เป็นผลผลิตจากภาคกลาง 63% ภาคอีสาน 25% ภาคเหนือ 11% ภาคใต้ 1% จังหวัดที่มีอัตราการผลิตน้ำนมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ สระบุรี 22% นครราชสีมา 15% ลพบุรี 10% ของปริมาณน้ำนมดิบทั้งประเทศ
ในขณะที่ราคาแม่โคนมพร้อมรีดนมปัจจุบันพุ่งขึ้นเป็นตัวละ 5 หมื่นบาท จาก 5 ปีที่ผ่านมาตัวละ 2 หมื่นบาท ลูกโคนมเพศเมียที่หย่านมขณะนี้ตัวละ 3,000 บาท ลูกโคนมเพศผู้ยังไม่หย่านมตัวละ 700-800 บาท

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) รับมอบป้ายประชาสัมพันธ์อุทยานแห่งชาติเขตปลอดสุรา จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) และสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) เพื่อนำไปใช้เป็นสื่อรณรงค์และติดประชาสัมพันธ์ห้ามนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าในพื้นที่อุทยานและวนอุทยานทุกแห่งทั่วประเทศ

นายธัญญา เปิดเผยว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมรับมือนักท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งขณะนี้ต่างชาตินิยมมาเที่ยวชมธรรมชาติมากขึ้น นักท่องเที่ยวมีการจองที่พักในอุทยานฯ เต็มทุกพื้นที่แล้ว กรมอุทยานแห่งชาติฯ ได้เตรียมความพร้อมด้านการท่องเที่ยว ที่พัก ห้องน้ำ ความปลอดภัย ความสะอาด การกำจัดขยะ แต่สิ่งที่กังวลใจมากที่สุด คือ การส่งเสียงดัง ทะเลาะวิวาท เนื่องจากมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดังนั้น จึงได้มอบนโยบายและกำชับเจ้าหน้าที่อุทยานฯทั่วประเทศให้เข้มงวด ห้ามนักท่องเที่ยวนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เข้าไปในอุทยานฯ หากฝ่าฝืน จำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับไม่เกิน 1 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และจะเชิญออกจากพื้นที่ทันที นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้อุทยานฯ ทั่วประเทศ จัดกิจกรรมสวดมนต์ข้ามปี เพื่อต้อนรับปีใหม่ด้วย ซึ่งจะเป็นกิจกรรมทดแทน สร้างสรรค์ เป็นสิริมงคล และช่วยให้การดื่มเหล้าเบียร์ลดลง

คนที่เข้าไปในอุทยานฯ ต่างต้องการความสงบ อยากสัมผัสธรรมชาติ หวังว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ และใช้เป็นกฎกติการ่วมกัน ซึ่งหากตรวจพบการลักลอบนำเหล้าเบียร์เข้าไปจะต้องมีความผิดและต้องออกจากพื้นที่ทันที เพราะถือว่าได้ประชาสัมพันธ์ไปแล้ว ขณะเดียวกัน หากพบว่าเจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่เข้มงวดก็ถือว่ามีความผิดด้วย และหากผู้ใดพบเห็นการกระทำผิดในอุทยานฯสามารถโทรสายด่วน 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง

ด้าน ภก. สงกรานต์ ภาคโชคดี ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า (สคล.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของเครือข่าย พบว่าหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้นและทราบถึงมาตรการนี้แล้ว โดยเครือข่ายที่มีอยู่ทั่วประเทศจะช่วยเฝ้าระวังและเร่งประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ สสส.และภาคีเครือข่ายได้สนับสนุนป้ายประชาสัมพันธ์ ห้ามนำเหล้าเบียร์เข้าอุทยานฯส่งไปยังอุทยานแห่งชาติและวนอุทยาน เป็นป้ายไวนิลจำนวนกว่า 2,000 ผืน และป้ายพลาสติกถาวรอีก กว่า 5,000 แผ่น

ช้างทองคำผู้ผลิตกาแฟขี้ช้างสบช่องหารายได้ช่วยเหลือศูนย์ช้างมหาสารคาม จับมือผลิตกาแฟขี้ช้าง เผยตลาดต้องการสูง ราคาพุ่ง 4 หมื่นบาท ต่อกิโลกรัม เจาะตลาดพรีเมี่ยม ไต้หวัน สิงคโปร์ ต้องการสูง เผยปี 2561 ตั้งเป้ารายได้ 400 ล้านบาท เตรียมแผนเพิ่มช้างเข้ามาอนุรักษ์ ดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวมหาสารคาม
นายธนบดี พรหมสุข ประธานกรรมการ บริษัท ช้างทองคำ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกาแฟจากขี้ช้าง จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในปีที่ผ่านมาสามารถผลิตเมล็ดกาแฟได้ 4 ตัน แบ่งเป็นการจำหน่ายในประเทศ 2 ตัน และส่งออกไปต่างประเทศอีก 2 ตัน ได้แก่ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ และฟินแลนด์ มียอดขายรวมประมาณ 50-60 ล้านบาท และในปีนี้มีเมล็ดกาแฟอยู่ในสต๊อกที่จะนำมาทำการผลิตรวม 12 ตัน ซึ่งคาดว่าในปี 2561
จะผลิตเป็นกาแฟขายได้มูลค่าประมาณ 400 ล้านบาท โดยเตรียมส่งออกประมาณ 6 ตัน ส่งขายผ่านตัวแทนจำหน่าย 3 ตัน และรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมอีก 3 ตัน คิดเป็นสัดส่วนการขายภายในประเทศ 50% และการส่งออก 50%

ทั้งนี้ กาแฟช้างทองคำจากขี้ช้าง เป็นกาแฟอราบิก้าของสวนยาหลวง ที่สั่งซื้อมาจากจังหวัดน่าน อำเภอท่าวังผา เป็นเมล็ดพันธุ์กาแฟชั้นดีมีคุณภาพ เมื่อนำมาโปรเซสผ่านช้าง มีราคาตกอยู่ที่ 35,000-40,000 บาท/กิโลกรัม กล่องขนาด 100 กรัม ราคา 3,500 บาท และขนาด 50 กรัม หรือบรรจุ 5 ซอง ราคา 1,800 บาท มีตัวแทนจัดจำหน่ายผ่านร้านมิสเตอร์คอฟฟี่ ทุกสาขา ในภาคตะวันออก ส่วนภาคกลางจัดจำหน่ายที่ปางช้างเผือก ที่อำเภอดำเนินสะดวก โดยมีเอกลักษณ์โดดเด่นคือ กลิ่นหอม รสชาติไม่ขมบาดลิ้น ไม่มีรสฝาดหรือรสเปรี้ยว

นายธนบดี กล่าวอีกว่า สำหรับธุรกิจกาแฟขี้ช้างนั้นเริ่มต้นมีมาจากจังหวัดเชียงราย หลังจากเป็นข่าวโด่งดังจึงมองเห็นโอกาสในการสร้างรายได้เพื่อดูแลช้าง เมื่อจังหวัดมหาสารคามก็มีช้างอยู่แล้ว เป็นศูนย์ดูแลช้างที่สวนป่าพุทธสถานสุประดิษฐ์เมธี ดูแลโดยหลวงปู่ครูบาธรรมมุนี ทางบริษัทจึงเริ่มทำวิจัยโดยการลองผิดลองถูกในการทำกาแฟขี้ช้างอยู่ประมาณ 2 ปี หาหนทางเพื่อขจัดปัญหาเรื่องกลิ่น กระทั่งค้นพบสมุนไพร ที่ช้างสามารถกินได้ ดีต่อสุขภาพ แก้ปัญหาเรื่องท้องผูกท้องเสีย และทำให้ขี้่มีกลิ่น จากนั้นได้นำผลผลิตไปตรวจสอบทางเคมีในแล็บของมหาวิทยาลัยขอนแก่น และได้รับรองมาตรฐาน จึงเริ่มทำการผลิตอย่างจริงจัง แต่ด้วยกรรมวิธีในการทำค่อนข้างยาก และผลผลิตค่อนข้างน้อย ซึ่งในประเทศไทยที่ทำกาแฟขี้ช้างมีอยู่เพียง 3 รายเท่านั้น ทำให้ราคาแพง แต่ถึงกระนั้นก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะไต้หวัน และสิงคโปร์ ที่มีความต้องการ 30-40 ตัน ต่อปี

“เราเพิ่งเริ่มโปรโมตจริงจังในปีนี้ ปัจจุบันมีช้าง 9 เชือก ตั้งเป้าว่าจะนำช้างเข้ามาอนุรักษ์เพิ่มในปีหน้า เราเป็นนิติบุคคลที่เลี้ยงช้างเพื่อการอนุรักษ์ ไม่ใช่เลี้ยงเพื่อธุรกิจ ไม่มีการใช้งานช้างหรือการจัดแสดง ช้างจะกินเมล็ดกาแฟในช่วงฤดูกาล ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนมกราคม เท่านั้น และสามารถกินได้ไม่เกิน 5-10% ต่ออาหารหลัก 300-600 กิโลกรัมต่อตัว/วัน แล้วแต่ขนาดตัวและน้ำหนัก ปริมาณกาแฟจะกินได้ไม่เกินวันละ 50-60 กิโลกรัม/วัน ที่เหลือจะเป็นหญ้าเนเปียร์”
นายธนบดี กล่าวต่อว่า

ตั้งใจอยากให้มหาสารคามเป็นจังหวัดในการเลี้ยงและดูแลช้างอย่างแท้จริง ซึ่งตอนนี้เรากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหญ่ในมหาสารคามแล้ว แต่ไม่ใช่ธุรกิจหรือสวนสัตว์และไม่ต้องไปแข่งกับใคร นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนได้โดยไม่เสียค่าเข้าชม และรายได้จากการขายกาแฟจะส่งผลถึงช้างในความดูแลทุกตัว ซึ่งจะเป็นการผลักดันสินค้าไปสู่ตลาดพรีเมี่ยมและนักท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ขึ้นไป ควบคู่ไปกับการตั้งปณิธานเพื่อช่วยเหลือช้างได้ในส่วนหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปัจจุบันประเทศไทยมีการทำธุรกิจกาแฟขี้ช้างอยู่ 3 ราย คือ กาแฟขี้ช้าง Black Ivory Coffee จังหวัดเชียงราย กาแฟขี้ช้างจากปางช้างแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และกาแฟช้างทองคำของ จังหวัดมหาสารคาม หนึ่งเดียวในภาคอีสาน

หลังจากเผชิญปัญหาราคาข้าว และสภาพอากาศแปรปรวนส่งผลกระทบต่อวิถีเกษตรกรรม ทำให้ชาวบ้านตำบลท้ายทุ่ง อำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาเป็นอาชีพหลัก หันมาประกอบอาชีพเสริมหลังหมดฤดูกาลทำนา โดยรวมกลุ่มกันเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มในโรงเรือนเพื่อสร้างรายได้ โดยมี “สุชีพ หอมจันทร์” ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลท้ายทุ่ง เป็นประธานกลุ่ม

สุชีพ หอมจันทร์ เล่าว่า ชาวบ้านหมู่ที่ 1 ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา แต่ที่ผ่านมาพบว่า บางครั้งราคาข้าวไม่ดีนัก ทำ ให้มีแนวคิดว่าควรหาอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้หลังเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนา โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง จึงร่วมกลุ่มชาวบ้านที่สนใจ ทดลองเพาะเห็ดฟางจากทะลายปาล์มในโรงเรือน โดยมีเกษตรอำเภอ เกษตรจังหวัดพิจิตรให้การสนับสนุน ปรากฏว่า ทดลองครั้งแรกประสบความสำเร็จ ชาวบ้านได้ผลผลิตเห็ดสดไปบริโภค ทั้งยังนำไปขายสร้างรายได้เสริม

“ขั้นตอนการปลูกเห็ดฟาง เริ่มจากการสร้างโรงเรือนขนาด 4 x 8 เมตร 2 โรง โดยใช้ทะลายปาล์มเป็นวัสดุในการเพาะเห็ด ซึ่งคุณสมบัติพิเศษของทะลายปาล์มเมื่อนำมาเพาะเห็ดฟางจะทำให้เห็ดมีดอกใหญ่ กรอบ รสชาติดี เป็นที่ต้องการของตลาด และมีผลผลิตสูงกว่าการใช้วัสดุอื่น ทั้งนี้ จะนำทะลายปาล์มมาแช่น้ำ 7 วัน โดยผสมกากน้ำตาล น้ำหมัก EM และโรยปูนขาว เมื่อครบ 7 วันแล้วนำมาหมักแห้งต่ออีก 7 วัน เพื่อเลี้ยงราขาว จากนั้น จึงนำเข้าโรงเรือน โรยปูนขาว และรำอ่อน เลี้ยงไว้ 3 วัน อบด้วยไอน้ำที่อุณภูมิ 70 องศาเซลเซียส ในวันรุ่งขึ้นจึงโรยเชื้อเห็ดฟางแล้วรดน้ำ ก่อนปิดโรงเรือนไว้ 4 คืน เพื่อให้ใยเห็ดเดิน กระทั่งในวันที่ 5 จะเปิดระบายอากาศ ตัดใยด้วยการพ่นสเปรย์หมอก และปิดโรงเรือนไว้ จากนั้น

ในวันที่ 6 จะเปิดโรงเรือนเพื่อระบายอากาศ ในช่วงนี้จะสังเกตเห็นเห็ดขึ้นตุ่มดอก ให้รอจนดอกเห็ดโตได้ขนาดตามที่ตลาดต้อง ก็สามารถเก็บเห็ดได้ โดยเวลาที่เหมาะสมในการเก็บเห็ด คือ ช่วงเวลา 02.00-03.00 น. เห็ดจะสด สวยที่สุด ซึ่งเก็บได้อย่างเนื่องอีก 7 วัน ใน 1 โรงเรือนสามารถเก็บผลผลิตได้ประมาณ 20-30 กิโลกรัม ต่อวัน เก็บผลผลิตได้ประมาณ 100-120 กิโลกรัม ต่อรุ่น แต่ละรุ่นเกษตรกรสามารถเก็บผลผลิตได้ 7 วัน นำไปขายส่งในราคากิโลกรัมละ 70-80 บาท หรือ ขายปลีกกิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้าตลาดในชุมชนมารับซื้อถึงที่ ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้จากการเพาะเห็ด 8,000-11,000 บาท ต่อโรงเรือน หรือไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ต่อเดือน เฉลี่ยคนละไม่ต่ำว่า 2,500-3,000 บาท”

“ผู้ใหญ่สุชีพ” กล่าวทิ้งท้ายว่า การเพาะเห็ดฟางสามารถสร้างรายได้เสริมเกษตรกรในช่วงที่ว่างเว้นจากการทำนา แม้รายได้ไม่สูงมาก แต่สามารถอยู่ได้อย่างพอเพียง และถือเป็นการพึ่งพากันอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเปิดให้ผู้สนใจสั่งซื้อเห็ดฟางจากทะลายปาล์ม หรือ องค์ความรู้การเพาะเห็ดจากทลายปาล์ม สามารถติดต่อได้ที่ โทร. (091) 837-9414 พร้อมแบ่งปันความรู้และแนวทางสร้างรายได้อย่างเต็มที่

กระทรวงเกษตรฯ จัดงานวันดินโลก ปี 2560 เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรและเผยแพร่สืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์

นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเปิดงานวันดินโลก ปี 2560 ภายใต้หัวข้อ “Caring for the Planet Starts from the Ground : รักษ์โลก เริ่มจากรักษ์ดิน สู่ความยั่งยืน” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 ธันวาคม 2560 ณ ศูนย์ศึกษาวิธีการฟื้นฟูที่ดินเสื่อมโทรมเขาชะงุ้ม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมพัฒนาที่ดิน กำหนดจัดงานวันดินโลกเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเผยแพร่สืบสานพระราชปณิธานในการพัฒนาทรัพยากรดินและน้ำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ สามารถทำการเกษตรที่สร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร และเป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศตามธรรมชาติให้เกิดความยั่งยืน ซึ่งเป็นการจัดงานเฉลิมฉลองวันดินโลกอย่างเป็นทางการ ครั้งที่ 4 เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ และเชิดชูพระเกียรติยศในฐานะทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รวมทั้งเพื่อสร้างการรับรู้และความตระหนักในความสำคัญของทรัพยากรดินให้สาธารณชนรับทราบ และช่วยกันดูแลรักษาอย่างถูกวิธี

สำหรับกิจกรรมภายในงานมีการแสดงนิทรรศการ “ตามรอยพระราชปณิธาน ปราชญ์แห่งดิน” ประกอบด้วย นิทรรศการสหประชาชาติสดุดี นิทรรศการฟื้นฟูปฐพีด้วยพระปรีชาพ่อ นิทรรศการสานต่องานพ่อทำ และนิทรรศการน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่ความยั่งยืน นิทรรศการจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การเสวนาวิชาการ การประกวดวาดภาพและสุนทรพจน์ระดับเยาวชน การแข่งขันตอบปัญหา กิจกรรมสาธิตและฝึกปั้นภาชนะจากดิน กิจกรรมนั่งรถพ่วงชมแปลงเกษตรทฤษฏีใหม่ แปลงปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูกตามพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 สวนไม้มงคล หลุมดินปัญหา พลับพลาที่ประทับและต้นประดู่ทรงปลูก รวมถึงการออกร้านจำหน่ายสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรตลอดการจัดงาน “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอยืนยันเจตนารมณ์จะสืบสานพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยการน้อมนำพระราชดำรัส ดำเนินตามพระราชกรณียกิจ เพื่อรักษาและใช้ประโยชน์ทรัพยากรดินและน้ำตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อพัฒนาการเกษตรของไทย และยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรให้เกิดความมั่นคงในอาชีพและรายได้ สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีเกียรติและมีความสุข ตามพระราชปณิธานของพระองค์สืบไป” นายกฤษฎา กล่าว

ทั้งนี้ สหภาพวิทยาศาสตร์ทางดินนานาชาติ (IUSS) ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2555 ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรางวัล “นักวิทยาศาสตร์ดินเพื่อมนุษยธรรม” (The Humanitarian Soil Scientist) แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 เป็นพระองค์แรกของโลก เพื่อยกย่องและถวายราชสดุดีพระเกียรติคุณให้เป็นที่ประจักษ์ถึงพระวิสัยทัศน์ และพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากรดินอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร นอกจากนี้ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 68 มีมติเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2556 รับรองให้วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปีเป็น “วันดินโลก” (World Soil Day) และปี 2558 เป็นปีดินสากล (International Year of Soils 2015) มีผลให้วันดินโลกได้รับการบรรจุในปฏิทินปฏิบัติงานขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ ปี 2557 เป็นต้นไป

ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช นายมนัส บุญพัฒน์ นายกสมาคมคนกรีดยางและชาวสวนยางรายย่อย ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่มแกนนำยาง 20 องค์กรใต้ กล่าวถึงความคาดหวังในการแก้ไขปัญหายางพาราของ นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่า พวกเราให้โอกาสและคาดหวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ตามที่ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่ผ่านมาก็ไม่สามารถแก้ไขได้ เนื่องจากเป็นการแก้ไขที่ไม่ถูกจุด และจุดที่จะต้องแก้ไขได้คือ ต้องลงมาหาข้อมูลเชิงลึก ลงมาสัมผัสกับเกษตรกรชาวสวนยาง และตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกษตรกรชาวสวนยางได้ยื่นหนังสือให้เอาบอร์ดการยางแห่งประเทศไทย(กยท.) และ ผู้ว่า กยท. ออกทั้งชุด เนื่องจากบุคคลกลุ่มนี้บริหารยางล้มเหลว และหากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯบริหารงานโดยโยนให้ กยท.รับผิดชอบ ก็เข้าสู่แบบเดิม แล้วก็จะทำให้รัฐเสียหายไปอีก

“ปัญหาอยู่ที่ ผู้ว่ากยท. และบอร์ด กยท. childbrides.org เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ไม่สามารถหาทางแก้ไขได้ ทำให้รัฐต้องสูญเสียงบประมาณไปเป็นจำนวนมากมหาศาล ก็เพราะผู้ว่า กยท. และบอร์ด กยท.ดังนั้นหากรัฐมนตรียังแก้ไขปัญหาแบบเดิมๆ มันก็จะเกิดขึ้นอีก จะรักษาไข้ให้หายขาด ก็ต้องรักษาที่ต้นเหตุ มิใช่รักษาที่ปลายเหตุ รักษากันจนตายก็ยังไม่หาย มิหนำซ้ำโรคร้ายก็เวียนมาเกิดขึ้นอีก ซ้ำซาก” นายมนัส

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเคลื่อนไหว เดินทางไปยื่นหนังสืออีกหรือไม่ นายมนัส กล่าวว่า ก็ต้องให้โอกาสในการแก้ไขปัญหา หากแก้ไม่ตรงจุดก็ต้องนำจดหมายฉบับเดิมไปยื่นซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้ท่านได้เห็น ส่วนจะเป็นอย่างไรนั้น ก็ต้องรอดูมติกลุ่ม 20 องค์กรยางใต้อีกครั้ง

นายเรืองยศ เพ็งสกุล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนคนกรีดยางรายย่อย อ.ถ้ำพรรณรา กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากการบริหารจัดการที่เอื้อกลุ่มทุน ถ้าเกษตรกรยังใช้วิธีการแบบเดิม ก็ไม่สามารถอยู่ได้ ที่เรานิ่งยังไม่ทำอะไร เพราะเปลี่ยนรัฐมนตรี ก็ต้องให้โอกาสการทำงาน ประกอบกับน้ำท่วมทางภาคใต้ ผมเองต้องไปช่วยเหลือเรื่องน้ำท่วมก่อน เพราะเป็นปัญหาเร่งด่วน ยางก็ไม่ได้กรีด ปัญหาอยู่ที่ยางแปรรูป ยางแผ่นดิบ ยางแผ่นรมควัน ที่เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรแปรรูปตอนนี้อยู่ไม่ได้ เพราะราคาต่ำกว่าต้นทุนการผลิต ทำให้มีการหยุดการแปรรูปส่วนใหญ่ ส่งน้ำยางสด ออกสู่ตลาดเกือบทั้งหมด เป็นโอกาสของกลุ่มทุนที่เห็นยางเกือบทั้งหมดในกระบวนการผลิตแต่ละวัน รอทุบราคาเป็นช่วงๆ การจัดการยางต้องวิ่งสองทางคือไปเป็นน้ำยางและเป็นยางแห้ง จะมีการแข่งขันกันซื้อแต่ถ้าถูกบังคับไปทางใดทางหนึ่งด้วยเหตุใดก็ตาม ราคายางจะโดนทุบราคาโดยกลุ่มทุนตลอด กลุ่มทุนต้องการบริหารจัดการยางตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

“เราเลยคิดว่า กยท.ต้องแยกจากกลุ่มทุนและบริหารจัดการยางเอง สำหรับทุนขายหุ้นให้เกษตรกร หรือดึงกลุ่มเกษตรกรที่แปรรูปร่วมทำสต็อกยางที่รอการขายก็ได้ สุดท้ายต้องเปลี่ยนนโยบายการบริหารจัดการใหม่ ถ้าเปลี่ยนไม่ได้ ก็ต้องยืนยันเปลี่ยนบุคคลที่มาบริหารการยางต่อไป เพราะการกระทำที่ผ่านมาเสียหายและไม่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยางเลย” นายเรืองยศ กล่าว

ด้านนายกรกฎ เตติรานนท์ ประธานหอการค้าจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ไม่อยากให้ชาวสวนยางมองที่การแก้ปัญหาที่ฝ่ายบริหารแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่อยากให้มองที่ตัวเองด้วย วันนี้ต้นยางเติบโตให้ผลผลิตทั้งประเทศ จึงไม่แปลกที่อะไรมากๆ ย่อมมีราคาถูก แต่วันนี้ชาวสวนยางก็ต้องหันกลับมามองที่ตัวเองด้วยว่า ควรจะแก้ปัญหาได้อย่างไร ตนไม่อยากให้เปลี่ยนแล้วมีผลกระทบต่อวิถีการดำรงชีวิต แต่อยากให้คิดเพื่อต่อยอดว่าอะไรที่มีแล้วจะปรับเปลี่ยน แปรรูปเป็นอย่างอื่นที่จะสนองตอบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้อย่างไร ดังนั้นในเวลานี้สิ่งแรกที่จะต้องแก้ปัญหาให้ได้ก็คือ เราจะอยู่ได้ด้วยตัวเองอย่างไร และจะทำอย่างไรให้ครอบครัวอยู่ได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ต่างหาก

ที่ จ.นครพนม บรรยากาศช่วงวันหยุดวันพ่อแห่งชาติ พบว่าที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ซึ่งเป็นที่ตั้งองค์พระธาตุพนม สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองนั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมาคึกคักไปด้วยประชาชน นักท่องเที่ยว ต่างพาครอบครัวมาเที่ยวพักผ่อน ทำบุญ กราบไหว้นมัสการองค์พระธาตุพนม เพื่อเป็นสิริมงคล เนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญ ในช่วงวันสำคัญต่างๆ ประชาชน นักท่องเที่ยว จะถือโอกาสพาครอบครัวมาท่องเที่ยวทำบุญ ส่งผลดี ต่อเศรษฐกิจการค้า การท่องเที่ยว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ขณะเดียวกันยังส่งผลดีกับเกษตรกรริมฝั่งแม่น้ำโขง ที่มีอาชีพปลูกมันแกวหวานขาย เนื่องจากในช่วงนี้เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต เพื่อนำมาวางขายตามจุดขายสองฟากริมถนน ทำให้ในช่วงนี้ มีประชาชน นักท่องเที่ยว แวะซื้อมันแกวหวานไปรับประทาน เป็นของฝากขึ้นชื่อ เพราะเป็นมันแกวหวาน ที่รสชาติอร่อย กรอบหวาน ที่เดียวในภาคอีสาน สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรวันละกว่า 10,000 บาท ส่วนมันแกวหวาน ถือเป็นสินค้าโอท็อปขึ้นชื่อ ของอำเภอธาตุพนม จ.นครพนม ที่สร้างเงินหมุนเวียนสะพัดปีละกว่า 100 ล้านบาท โดยในช่วงส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ จะมีประชาชน มาท่องเที่ยวคึกคัก ทำให้ยอดขายดี สร้างเงินสะพัดยาวไปถึงปีใหม่ และงานนมัสการองค์พระธาตุพนม ในช่วงเดือนมกราคม และเดือนกุมภาพันธ์ ของทุกปี