นศ.ตรังเจ๋ง คิดอุปกรณ์ตัดใบตอง ไม่ตกพื้นเลย-ขายราคาดี

ตรัง – นายสิฐวิชญ์ แต้มประสิทธิ์ อาจารย์แผนก ช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพตรัง กล่าวว่า นักศึกษา 4 คน ได้แก่ นายนัทธพงศ์ อินทรขัน นายนลธวัช หัวเขา นายอากร ขำเกลี้ยง และนายเอกพงศ์ ยงประเดิม ได้ร่วมกันคิดค้นวิจัยสิ่งประดิษฐ์รุ่นใหม่ขึ้นชื่อว่า “อุปกรณ์ตัดไม่ตก” เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตกลุ่มเกษตรกรผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลโคกหล่อ อำเภอเมืองตรัง ที่ตัดใบตองจำหน่ายให้ดียิ่งขึ้น และได้รางวัลระดับประเทศของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

ปกติชาวบ้านมักใช้มีดทำครัวขนาดเล็ก มัดเข้ากับปลายไม้ไผ่ เพื่อตัดใบตอง แต่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูงมาก ในกรณีที่มีดหลุดตกใส่ตัวเกษตรกร ขณะที่ใบตองร่วงลงสู่พื้นดิน ทำให้ฉีกขาด หรือหัก และเสียเวลาในการเดินเก็บด้วย ส่งผลให้ราคาใบตองตกไปอยู่ที่เกรดต่ำสุด หรือเกรด C ขายได้กิโลกรัมละ 3-4 บาทเท่านั้น

ดังนั้น นักศึกษาจึงได้ประดิษฐ์อุปกรณ์ตัดไม่ตกขึ้น ซึ่งทำด้วยสเตนเลส หรือเหล็กกล้าไร้สนิม ยกเว้นด้ามต่อยาวประมาณ 4 เมตร ทำด้วยอลูมิเนียม ทำให้อุปกรณ์ชิ้นนี้หนักเพียงแค่ 70 กรัม ยาว 167 เซนติเมตร และมีต้นทุนอยู่ที่ 600 บาท สามารถนำไปใช้ตัดใบตองได้ทุกชนิด โดยเฉพาะกล้วยตานี อีกทั้งยังใช้งานง่าย น้ำหนักเบา จึงเหมาะต่อกลุ่มเกษตรกรผู้สูงอายุ เพียงแค่โยกเครื่องมือขึ้นลงเท่านั้น อีกทั้งผลจากการทดลองใช้อุปกรณ์ชิ้นนี้แล้ว ปรากฏว่าใบตองไม่ตกลงสู่พื้นดินเลย 100%

ที่สำคัญทำให้ใบตองมีราคาสูงขึ้น เนื่องจากไม่แตกหักหรือฉีกขาด จึงถูกยกระดับจากเกรด C ขึ้นมาเป็นเกรด A สามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ด้วย แทนที่จะอยู่แค่เพียงตลาดในท้องถิ่น และให้ราคาเหมารวมแบบถูกๆ เท่านั้น โดยขณะนี้วิทยาลัยการอาชีพตรัง กำลังพัฒนาอุปกรณ์ตัดไม่ตก ให้มีหลากหลายขนาดมากขึ้น

นายภัทรพนธ์ รัตนพิเชฏฐชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เปิดเผยว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ “ยูเนสโก” (UNESCO)ได้เดินทางลงพื้นที่ จังหวัดสตูล เพื่อประเมินการเตรียมความพร้อมของอุทยานธรณีสตูล ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอทุ่งหว้า อำเภอมะนัง อำเภอละงู และ อำเภอเมือง (ในเขตอุทยานแห่งชาติตะรุเตา)

ระหว่างวันที่ 25-29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ก่อนก้าวสู่อุทยานธรณีโลก พบว่า จังหวัดสตูลมีความพร้อมทั้งด้านข้อมูลประวัติศาสตร์และซากดึกดำบรรพ์ รวมทั้งทรัพยากรที่มีอยู่ ซึ่งมีความโดดเด่นทางด้านธรณีวิทยา และควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างมาก

ผู้ว่าราชการจังหวัด สตูล กล่าวว่า อย่างไรก็ตามทางจังหวัดสตูลต้องการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น จึงได้มอบหมายให้ นางสาวดวงใจมาตยานุมัติ ประชาสัมพันธ์จังหวัดสตูล จัดทำเพจ “PR Satun Geopark” ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งทางโซเชียลมีเดีย ที่ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น และส่งภาพแห่งความประทับใจให้เพื่อนๆ ร่วมชื่นชมความงดงามของสถานที่ใน จ.สตูลได้อีกด้วย

นายภัทรพนธ์ กล่าวด้วยว่า จึงขอแรงสนับสนุนจากประชาชนทุกท่าน ร่วมสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ ด้วยการกดไลค์ กดแชร์เพจ “PR Satun Geopark” รวมทั้งแชร์ข้อมูลหรือโพสต์ของเพจ ซึ่งการกดถูกใจเพจของท่านจะเป็นส่วนหนึ่งในการประเมินจากยูเนสโก โดยจะนำไปรวมกับคะแนนส่วนอื่นๆ เพื่อเข้ารับการประเมินอีกครั้ง ในการประชุม Asia Pacific Geopark Network 2017(APGN 2017) ระหว่างวันที่ 17-22 กันยายนที่จะถึงนี้ ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ การร่วมแรงร่วมใจในการกดไลค์กดแชร์ของคนไทยทุกคนจะช่วยผลักดันให้อุทยานธรณีสตูลก้าวสู่อุทยานธรณีโลก และได้เป็นสมาชิกของ UNESCO Global Geopark ในอนาคตได้อย่างแน่นอน

เพื่อเป็นการเดินทางสายกลาง น้อมนำตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พิภัชพงศ์ คำพล ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยชัน ตำบลช่องกุ่ม อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว สังกัด สพป.สระแก้ว เขต 2 จึงมอบหมายให้ คำผอง ไตรย์วงศ์ ครู คศ.1 โรงเรียนบ้านห้วยชัน เป็นผู้รับผิดชอบโครงการศึกษาหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เดินทางสายกลาง ใช้ชีวิตพอเพียง ของโรงเรียนบ้านห้วยชัน โดยจัดสรรเนื้อที่ 5 ไร่เศษ ทำเป็นแปลงนาสาธิตให้เด็กนักเรียนได้เรียนรู้การปลูกข้าวและสืบทอดอาชีพชาวนา

“พิภัชพงศ์” เผยว่า โรงเรียนบ้านห้วยชันเปิดทำการสอนตั้งแต่อนุบาลถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีครู 19 คน นักเรียนจำนวน 250 คน จาก 2 หมู่บ้าน คือบ้านระเบาะหูกวางและบ้านห้วยชัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ ทำนา และประมงในอ่างเก็บน้ำพระปรง ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา เกิดวิกฤตภัยแล้ง น้ำในอ่างเก็บน้ำพระปรงลดลงมาก ทำให้ขาดแคลนน้ำในการทำนา เกษตรกรทั้งสองหมู่บ้านจึงหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนข้าว เช่น มันสำปะหลัง มันเทศ แตงโม แตงไทย แตงกวา ข้าวโพด และอ้อย จำนวนผู้ปลูกข้าวได้ลดลง ดังนั้นเพื่อไม่ให้การเรียนรู้เกี่ยวกับการทำนาต้องสูญหายไปจากพื้นที่ ทางโรงเรียนจึงให้เด็กนักเรียนทุกคนได้เรียนรู้วิถีชาวนา รู้หลักการทำนาอย่างถูกวิธีและได้ผลผลิตที่สูง โดยให้เด็กได้เรียนรู้จากทักษะชีวิตจริงไม่เน้นผลกำไร แต่จะเน้นทักษะการทำนาเป็นหลัก เรียนรู้หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยชัน ระบุว่า การทำนาของนักเรียนโรงเรียนบ้านห้วยชันจะเน้นการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยอินทรีย์ หยุดใช้ปุ๋ยเคมีและที่แปลงนาสาธิตแห่งนี้ได้เลิกใช้ปุ๋ยเคมีมากว่า 3 ปีแล้ว ก่อนปลูกข้าวจะปลูกพืชจำพวกปอเทืองและถั่ว เมื่อถึงฤดูทำนาจะไถกลบ ทั้งนี้จากการใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติทำให้สภาพดินเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดินมีสีดำ เป็นดินร่วน ดินทรายมีน้อยกว่าเดิม และผลผลิตข้าวแต่ละปีจะมากกว่าเดิมเรื่อยๆ จากการทำนาของนักเรียนโดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นแบบอย่างของเกษตรกรทั้งสองหมู่บ้านเป็นอย่างดีอีกด้วย

ด้าน “มณฑิตา สว่างสาลี” นักเรียนชั้น ม.3 บอกว่า จากการลงทำนาด้วยตนเอง ทำให้รู้ถึงคุณค่าของข้าว รู้คุณค่าของชาวนา กว่าจะได้เมล็ดข้าวมากินเป็นอาหาร ต้องใช้ทั้งแรงกายแรงใจ เนื่องจากการทำนาจะเริ่มตั้งแต่ไถคราด เตรียมดิน หว่านกล้า เมื่อต้นกล้าโตพอที่จะปักดำได้ก็ไปถอนกล้ามาปักดำ เมื่อปักดำแล้วต้องดูแลไม่ให้มีวัชพืช และดูแลไม่ให้มีศัตรูข้าวมาทำลายต้นข้าว เช่น ปู หอยเชอรี่ และต้องดูแลต่อเนื่อง กว่าจะออกรวงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต้องใช้ระยะเวลา 3-4 เดือน

การทำนาจึงเป็นอาชีพที่หนักมากอาชีพหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นอาชีพที่ลำบากแต่ก็ต้องรักษาไว้ เพราะเรากินข้าวเป็นอาหารหลัก นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย เปิดเผยว่า จากกรณีเจ้าหน้าที่บราซิลรับสินบนจากผู้ประกอบการและปล่อยผ่านให้เนื้อหมดอายุสามารถส่งออกได้ โดยตรวจพบตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศออกประกาศห้ามนำเข้าเนื้อไก่จากบราซิล ถือว่าส่งผลดีต่อไทย โดยน่าจะส่งออกไก่ได้มากขึ้น คาดว่าทั้งปีจะเกินเป้าหมายที่กำหนดคือ 7.7 แสนตัน ซึ่งตลาดที่เพิ่มขึ้นมากและกลายเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่งของไทยคือ ญี่ปุ่น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ไทยส่งออกได้ 56,615 ตันเพิ่มขึ้น 26.38% ขณะที่ญี่ปุ่นนำเข้าจากบราซิล 193,690 ตัน ลดลง 12.79% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

“ในช่วง 6 เดือนแรก ญี่ปุ่นนำเข้าไก่รวม 260,423 ตัน ลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากบราซิล แต่เนื่องจากมีปัญหากรณีเนื้อหมดอายุ เกิดความไม่เชื่อมั่น ญี่ปุ่นจึงหันมาซื้อกับไทย ในปีนี้คาดว่าจะส่งออกได้รวม 3.7 แสนตัน ซึ่งสมาคมมีเป้าหมายจะทวงตลาดแห่งนี้คืนจากเดิมที่ไทยเคยส่งในตลาดนี้ได้มากกว่า 40% โดยพยายามดันส่งออกไก่สดให้ได้ตามเป้า 1.5 แสนตันในปีนี้ และ 2 แสนตันในปี 2560 ซึ่งเป็นปริมาณเดิมก่อนปี 2547 ที่ไทยจะมีปัญหาไข้หวัดนก” นายคึกฤทธิ์ กล่าว

นายคึกฤทธิ์ กล่าวว่า สำหรับตลาดอียูแม้ผลจากเนื้อหมดอายุของบราซิลจะทำให้ผู้ประกอบการหันมาสนใจไก่ของไทยมากขึ้น แต่เนื่องจากการส่งออกยังติดโควต้า ทำให้ไม่สามารถเพิ่มปริมาณการส่งออกได้ โดยยังกำหนดไว้ที่ 2.9 แสนตัน นอกจากนี้อียูยังให้ความเข้มงวดมากขึ้นในการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า

นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี หัวหน้านักวิเคราะห์ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า การส่งออกและการท่องเที่ยวจะขยายตัวดีจากกำลังซื้อต่างประเทศ แต่เศรษฐกิจในประเทศยังไม่ฟื้นตัวและกำลังซื้อที่อ่อนแอ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ได้รับผลกระทบ ทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ไตรมาสแรก 2560 อยู่ที่ 4.4% คาดว่าปลายปีจะอยู่ที่ระดับ 4.6-4.7% สอดคล้องกับการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นเอสเอ็มอี ไตรมาส 2 ของธนาคาร พบว่าดัชนีลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ระดับ 39.6 จากระดับ 40.6 ในไตรมาสก่อน โดยปัจจัยที่เอสเอ็มอีกังวลมากที่สุด คือภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อฟื้นตัวช้า รองลงมาคือความกังวลด้านสภาพคล่อง การขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะช่วงนี้ที่กำลังมีการจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว รวมทั้งการปรับค่าแรงภูมิภาคจากเดิมอยู่ที่ 222-273 บาท เพิ่มเป็น 300-310 บาท ทำให้ต้นทุนเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้น ซึ่งเอสเอ็มอีที่ยังได้รับผลกระทบมาก คือเกษตร พาณิชยกรรม และการค้า

“ครึ่งปีหลังเอสเอ็มอียังมีปัจจัยกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลต่อราคาสินค้าเกษตร ผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ปัญหาแรงงานต่างด้าว และอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ส่วนปัจจัยที่จะมาหนุนธุรกิจเอสเอ็มอีมาจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น การส่งออกและท่องเที่ยวที่ขยายตัวดี การลงทุนเบิกจ่ายภาครัฐและอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลดีต่อผู้นำเข้า ซึ่งเอ็นพีแอลจะยังเพิ่มขึ้นในปีนี้ แต่ปี 2561 คาดว่าจะทยอยลดลง ซึ่งเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีที่ลดลงจะส่งผลให้เอ็นพีแอลของระบบลดลงเช่นกัน” นายเบญจรงค์ กล่าว

นายเบญจรงค์ กล่าวว่า ธนาคารอยู่ระหว่างการปรับตัวเลขอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ คาดว่าจะปรับเพิ่มเป็นอยู่ในกรอบ 3.3-3.7% จากเดิม 3.3% ส่วนการส่งออกคาดเติบโต 4-5% จากเดิม 3.7% ขณะที่การบริโภคในประเทศยังเติบโตไม่มากนัก เช่นเดียวกับการลงทุนเอกชนที่ยังไม่ฟื้นตัว ซึ่งภาพรวม

จีดีพีที่เติบโตดีขึ้นขณะนี้ยังไม่สะท้อนกำลังซื้อในประเทศ ด้านอัตราแลกเปลี่ยนยังมีความผันผวนและมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น มองกรอบค่าเงินบาทที่ประมาณ 33-34 บาท ต่อดอลลาร์สหรัฐ

ทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ปากท่า ของชาวคลองหอยโข่ง ได้รับความนิยมอย่างมาก จนทำให้ลูกค้าต้องเข้าคิวซื้อเป็นประจำทุกปี โดยจะขายในราคากิโลกรัมละ 50 บาท

สวนทุเรียนของชาวบ้านในพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านช่างแก้ว ตำบลคลองหลา อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมากในระยะนี้ เนื่องจากมีทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ปากท่า ซึ่งเป็นทุเรียนพื้นบ้านที่มีอายุยาวนานกว่า 200 ปี และที่สวนแห่งนี้มีอยู่จำนวน 7 ต้นเท่านั้น แต่ละต้นมีขนาดใหญ่ประมาณ 2 คนโอบ โดยทุเรียนพันธุ์นี้ได้รับความนิยมทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ รวมถึงชาวไทยเชื้อสายจีน ที่อยู่ในอำเภอหาดใหญ่และใกล้เคียง นิยมเดินทางมาซื้อหาไปรับประทานกันเป็นประจำทุกปี เนื่องจากทุเรียนสายพันธุ์นี้นั้นหารับประทานได้ยาก ให้ผลปีละ 1 ครั้ง มีเนื้อเยอะ แน่น เนื้อละเอียด และหวานเข้ม ทำให้ผู้ที่ได้รับประทานถึงกับติดใจ และมาถามซื้อกันจนต้องมีการเข้าคิวรอกันเลยทีเดียว โดยลูกค้าที่อยู่ใกล้เคียงนั้นถึงขนาดมานั่งรอ เพื่อรอให้ผลทุเรียนร่วงหล่นลงมาจากต้น บางรายก็ไปเดินหาทุเรียนใต้ต้นเพื่อจะได้เป็นเจ้าของทุกเรียนที่เพิ่งหล่นจากต้น ทำให้ทุเรียนที่สวนนี้ไม่ได้มีวางขายหน้าบ้าน เพราะผลผลิตมีไม่เพียงพอ นอกจากนั้นยังมีทุเรียนพันธุ์กะเทย ซึ่งเป็นการผสมพันธุ์กันเองระหว่างพันธุ์ชะนี กับ พันธุ์หมอนทอง อีกด้วย

นายพรพิษณุ รัตนศรี เจ้าของสวนทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ปากท่า บอกว่า จะจำหน่ายทุเรียนพื้นบ้านพันธุ์ปากท่าในราคากิโลกรัมละ 50 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ทุกคนสามารถรับประทานได้ ทำให้ในแต่ละปี มีลูกค้ามาถามซื้อและเข้าคิวรอซื้อทุเรียนชนิดนี้กันอย่างไม่ขาดสาย แม้ในปีนี้นั้นผลผลิตมีน้อยกว่าทุกปีเนื่องจากสภาพอากาศ แต่ก็สร้างรายได้ให้ประมาณ 30,000 บาท
สำหรับทุเรียนพันธุ์ปากท่านั้น เป็นสายพันธุ์ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มีอายุไม่น้อยกว่า 200 ปี โดยในส่วนของตนเองนั้น บิดาได้ไปทาบกิ่งมาจากต้นแม่ ทำให้ได้ผลทุเรียนที่มีขนาดและรสชาติที่ดี เทียบเท่าต้นแม่ ประกอบดินบริเวณนี้ ซึ่งเคยเป็นปากท่า เป็นที่รวมของสายน้ำ ทำให้ดินมีความสมบูรณ์ เหมาะกับการปลูกไม้ผล ทำให้ได้ผลผลิตดี ทั้งนี้อยู่ระหว่างการขยายพันธุ์เพิ่ม เพื่ออนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์ปากท่า เพราะเกรงว่าหากต้นเดิมตายไป อาจจะทำให้สูญพันธุ์ไปได้

“ลำไยรูดร่วง” ราคาขยับขึ้น “17-18บาท” ขณะ “สดช่อ” ยังส่งออกตจว.ต่อเนื่อง เกษตรกรเริ่มใจชื้นลำไยระบายไม่หยุด

วันที่ 10 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ลำไยจังหวัดพะเยา ว่า สืบเนื่องจากตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา จังหวัดพะเยาได้ดำเนินการระบายผลผลิตลำไยสดช่อของเกษตรกรชาวสวนลำไยจังหวัดพะเยา ออกจากพื้นที่ส่งตรงถึงผู้บริโภคต่างจังหวัดปลายทาง ผ่านเครือข่ายสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ และวางขายตามจุดที่ทางสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยาได้ประสานงานหน่วยงานต่างๆ เพื่อช่วยกันระบายผลผลิตลำไยคุณภาพ ทำให้ราคาลำไยรูดร่วงขนาด AA ที่ต่ำลงในปลายเดือนกรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา กก.ละ 12 บาท นั้น ได้ดีดตัวขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 17-18 บาท

สำนักงานพาณิชย์จังหวัดพะเยา ได้รายงานสถานการณ์ลำไยพะเยา วันที่ 9 สิงหาคม 2560 ด้านราคาลำไยรูดร่วง ขยับตัวสูงขึ้นมา กก.ละ 5-6 บาท โดยเกรด AA อยู่ที่ กก.ละ 17-18 บาท A 8-9 บาท B 4-5 บาท และ C 1 บาท ราคาลำไยสดช่อส่งตลาดจีนคละเกรด (AA-A-B) กก. 17-18 บาท (ซื้อเหมาสวน) ราคาลำไยสดช่อซื้อโดยเอกชนส่งเวียดนาม AA+A กก.16-18 บาท ขณะที่ลำไยสดช่อส่งตรงถึงผู้บริโภคผ่านเครือข่ายสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เกรด AA+A ราคา กก.ละ 30-32 บาท ซึ่งมีการนำส่งลูกค้าต่างจังหวัดโดยผ่านระบบสหกรณ์ทุกวันจันทร์-ศุกร์ วันละไม่ต่ำกว่า 5-7 ตัน

นายต่วนกฤษ จันทะนะ เกษตรกรชาวสวนลำไยน้ำแวน ต.น้ำแวน อ.เชียงคำ จ.พะเยา กล่าวว่า ภายหลังจากที่จังหวัดพะเยาได้มีการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยโดยการส่งออกลำไยสดช่อถึงผู้บริโภคโดยตรง ทำให้ผลผลิตลำไยส่วนหนึ่งถูกระบายออกจากพื้นที่ เป็นผลให้ราคาลำไยรูดร่วงมีการเคลื่อนไหวขยับตัวขึ้นมาอีกครั้ง เป็นผลดีต่อเกษตรกรมากขึ้น แต่ต้นทุนชาวสวนลำไยที่ยังต้องแบกรับคือค่าแรงงานเก็บลำไยที่ชาวสวนต้องจ้างคู่ละ 500-600 บาท/วัน เนื่องจากช่วงนี้เป็นระยะเวลาที่ลำไยเชียงคำต้องมีการเก็บผลผลิตแล้ว พอดีกับราคาลำไยที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรเริ่มเก็บรูดร่วงขายบ้างแล้ว

สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรรมปลูกข้าวเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 สืบสานการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ณ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 10 สิงหาคม 2560 สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “ปลูกข้าว” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 เนื่องในโอกาสวันเฉลิม พระชนมพรรษา 85 พรรษา 12 สิงหาคม 2560 โดยให้ทุกภาคส่วน รวมทั้งนักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมและร่วมเรียนรู้วิธีการปลูกข้าวตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมี ดร.เมธี พยอมยงค์ ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เป็นประธานเปิดกิจกรรม ณ สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จังหวัดเชียงใหม่

สำหรับกิจกรรมปลูกข้าวในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ปลูกข้าวธัญโอสถ เป็นกลุ่มพันธุ์ข้าวที่มีสรรพคุณทางยา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ และธาตุเหล็กสูง ประกอบด้วย “ข้าวไรซ์เบอรี่” เป็นพันธุ์ข้าวที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว
และคณะกรรมการกรมวิจัยแห่งชาติร่วมกันวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมา ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวหอมนิลและข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทำให้ได้ข้าวพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเด่นประจำสายพันธุ์ คือ เมล็ดข้าวมีสีม่วงเรียวยาวและมีผิวที่มันวาว สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี “ข้าวสินเหล็ก” เป็นพันธุ์ข้าวที่ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวหอมนิล กับ ข้าวขาวดอกมะลิ 105 เหมาะต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน มีใยอาหารสูง อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และ “ข้าวพันธุ์ กข69 (ทับทิมชุมแพ)” เป็นข้าวที่ได้จากการการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวขาวดอกมะลิ 105 และข้าวสังข์หยดพัทลุง มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

และในโอกาสเดียวกันผู้เข้าร่วมกิจกรรมยังได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานจากกรมการข้าว จำนวน 2 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข้าวปทุมธานี 1 และพันธุ์ กข 41 จำนวนรวม 1,500 ซอง และชมนิทรรศการข้าวจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเชียงใหม่ นิทรรศการผู้นำเกษตรกรจากชุมชนบนพื้นที่สูงเพื่อเรียนรู้ความสำเร็จของเกษตรกรตัวอย่างภายใต้การดำเนินงานของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ที่นำไปส่งเสริมและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจได้ชมอีกด้วย

10 สิงหาคม 2560– เนื่องในโอกาสมหามงคล icid2018.org เฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ พระชนมพรรษา ๘๕ พรรษา ๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๐ คณะผู้บริหารและพนักงาน บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ได้ร่วมถวายความจงรักภักดีต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ โดยมี นายลาร์ส นอร์ลิ่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มเทคโนโลยี, นายภารไดย ธีระธาดา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มกิจการองค์กร และ นางสาวนาฎฤดี อาจหาญวงศ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบุคคล, นายซเวเร่ เพ็ดเดอร์เซ็น รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการเงิน. และ นายแอนดริว กวาลเซท รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดิจิทัล เป็นผู้แทนบริษัทฯ ทำพิธีเทิดพระเกียรติ ในพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ พระราชกรณียกิจที่ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกร การพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน และโครงการตามพระราชดำริอีกหลายโครงการ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงปฏิบัติภารกิจ นานัปการ ทั้งในฐานะ “พระผู้เป็นที่พึ่งของปวงชนชาวไทย” และในฐานะ “คู่บุญ คู่พระราชหฤทัย” ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจที่ทรงคุณประโยชน์อย่างยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทยโดยเฉพาะราษฎรยากจนไร่ที่พึ่งพิง ทรงพระเมตตาต่อชนทุกชาติทุกศาสนา ทรงเห็นการณ์ไกล ทรงมีพระราชดำริต่างๆในการช่วยเหลือราษฎรทุกพื้นที่ทุกภาค เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณต่ออาณาประชาราษฎร์อย่างหาที่สุดมิได้ ทั้งนั้ก็เพื่อปวงราษฎร์ทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ร่มพระบารมีจะได้ร่มเย็นเป็นสุขทั่วหน้า “ไม่มีวันไหนที่พระองค์จะไม่ทรงนึกถึงประชาชนคนไทย” พสกนิกรล้วนได้ประจักษ์แล้วว่า พระองค์ทรงรักและเอื้ออาทรต่อราษฎร ประดุจความรักของมารดา ที่มีต่อบุตรโดยแท้ ทำให้ทุกวันที่ ๑๒ สิงหาคมของทุกปี เป็น “วันแม่แห่งชาติ” สืบมาจนถึงทุกวันนี้

ผู้บริหารและพนักงานดีแทค คือ หนึ่งในพสกนิกรชาวไทย ที่น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้และพร้อมที่จะน้อมนำโครงการในพระราชดำริไปปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางในการทำความดีให้กับแผ่นดินไทยตลอดไป ขอพระองค์ทรงสถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของเหล่าพสกนิกร ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงสมบูรณ์ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ทั้งนี้ คณะผู้บริหารและพนักงานดีแทค ได้ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีและเพลงสดุดดีมหาราชา พร้อมลงนามถวายพระพรต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ดีแทคเฮ้าส์ จัตุรัสจามจุรี บรรยากาศเต็มไปด้วยความปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่ง.

สำนักงานชลประทานที่ 12 ออกหนังสือเตือนด่วนถึง 7 จังหวัด โดยเฉพาะอยุธยา ว่าต้องเร่งปล่อยน้ำเพิ่มลงเจ้าพระยา เพราะมวลน้ำเหนือไหลหลากเดินทางมาถึงปากน้ำโพแล้ว

เวลา 19.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม 60 นายโบว์แดง ทาแก้ว ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ล่าสุดนายสุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 12 ได้ออกหนังสือแจ้งเตือนไปถึงผู้ว่าราชการจังหวัด 7 แห่ง ประกอบด้วย จังหวัดอุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี ว่าเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท จำเป็นต้องเร่งพร่องน้ำลงท้ายเขื่อนเพิ่มขึ้น นับจากนี้เป็นต้นไป เพราะว่ามวลน้ำเหนือที่ไหลมาตามแม่น้ำปิง วัง ยม และน่าน ได้มารวมกันเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านจังหวัดนครสวรรค์ ที่ 1,699 ลบ.ม./วินาทีแล้ว