นอกจากนี้ยังมีการแสดงผลงานและผลิตภัณฑ์จากหมู่บ้านตำบล

จากอำเภอ 10 อำเภอ การจัดกิจกรรมประกวด แข่งขัน เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในจังหวัดตรัง การแสดงศิลปะพื้นบ้านเล่าขานตำนานบิดายางพาราไทย กิจกรรมรำลึกและเชิดชูพระยารัษฎาฯ ผ่านงานศิลปะแบบประชาชนมีส่วนร่วม ตลอดจนการแสดงของชุมชน นักเรียน นักศึกษา และการแข่งขันกีฬาพื้นบ้าน

ปัจจุบัน ฟาร์มไข่มุกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของภูเก็ตไปเสียแล้ว

นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย คนต่างชาติ โดยเฉพาะคนจีนจะพากันไปดูการทำฟาร์มไข่มุก ผมเองก็ไปดูไปชมกับเขาเหมือนกัน

ฟาร์มไข่มุกที่ว่านี้มีชื่อว่า บริษัท ภูเก็ต เพิร์ล อินดัสทรี จำกัด ตั้งอยู่บริเวณอ่าวระบำทางทิศตะวันออกของเกาะภูเก็ตในแถบทะเลอันดามัน เป็นฟาร์มที่ตั้งอยู่ห่างจากฝั่งประมาณ 1 กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินทางด้วยเรือประมาณ 5 นาทีเท่านั้น

ที่ฟาร์มจะมีพนักงานของบริษัทให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวและอธิบายถึงการเพาะเลี้ยงไข่มุกจากหอยอย่างคร่าวๆ ให้ทุกคนที่ไปเยี่ยมชมได้รับรู้

วันนั้นเราโชคดีที่มี คุณศรันย์ สมรักษ์ พนักงานระดับหัวหน้าได้เป็นผู้อธิบาย เราจึงได้รู้ว่า ทะเลรอบเกาะภูเก็ตเป็นที่เหมาะสมในการเลี้ยงมุก เพราะมีสภาพแวดล้อมที่มีการขึ้นลงของน้ำ 2 ครั้ง ต่อวัน ทำให้มีผลให้เกิดอาหารของหอยมุกตามธรรมชาติอย่างสมบูรณ์

อุณหภูมิของน้ำทะเลก็พอเหมาะ หอยมุกชอบ ทำให้ช่วยในการเจริญเติบโตของหอยมุก

ที่สำคัญเป็นทะเลเปิด น้ำทะเลหมุนเวียนได้ทั้งปี ทำให้น้ำทะเลสะอาด หอยมุกที่นำมาเลี้ยงเพื่อให้เกิดไข่มุกมี 3 ชนิด

ชนิดแรกคือ หอยมุกกวาง หรือหอยปีกนก มีลักษณะเหมือนปีกนกเวลากางออก

ชนิดต่อมาคือ หอยมุกแกลบ หอยมุกกระจิ หอยมุกกระแจะ สุดแล้วแต่จะเรียก

อีกชนิดหนึ่งคือ หอยมุกจาน มีขนาดใหญ่สุด

หอยทุกชนิดหาได้จากภูเก็ตโดยผู้เลี้ยงจะซื้อจากชาวประมง พอได้หอยมาแล้วก็จับอ้าปากเพื่อฝังแกนมุกบริเวณติ่งเพศของหอย

ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยผู้ชำนาญพิเศษ มิฉะนั้นจะทำให้หอยตายได้

เมื่อตรวจดูหอยดีแล้วว่ายังไม่ตายจึงเจาะรูเพื่อร้อยเป็นพวง พวงละ 3-4 ตัว แล้วนำไปแขวนหย่อนลงเลี้ยงในทะเลประมาณ 1 ปี แล้วนำขึ้นมาเปิดฝาหอยเพื่อเอาไข่มุกที่อยู่ภายในออกมา

คุณศรันย์ บอกว่า การเพาะเลี้ยงหอยมุกเพื่อให้ได้ไข่มุกฟังแล้วดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงค่อนข้างยาก เพราะจะต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเป็นพิเศษ

ทั้งๆ ที่มีประสบการณ์แล้วก็จริง แต่ยังได้ผลเพียง 30 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

ที่ว่านี้หมายถึงเลี้ยงเป็นร้อยตัว แต่จะได้ไข่มุกเพียง 30 เม็ดเท่านั้น ไข่มุกทั่วไปจะมีสีขาวและครีม แต่ที่ฟาร์มแห่งนี้สามารถเพาะเลี้ยงหอยให้ผลิตไข่มุกสีรุ้งอมฟ้าและรุ้งอมทอง เป็นลักษณะโดดเด่นได้

ไข่มุกที่ได้จากหอยมุกจานจะมีเม็ดขนาดใหญ่สุด

มีพวกเราคนหนึ่งอยากรู้ว่าจะตรวจสอบได้อย่างไรว่าเป็นไข่มุกปลอมหรือไข่มุกแท้

คุณศรันย์ อธิบายว่า ไข่มุกแท้จะมีผิวขรุขระเล็กน้อย ส่วนไข่มุกปลอมจะกลมดิกผิวเสมอกันหมด

การทำฟาร์มไข่มุกไม่ได้หมายความว่านำไข่มุกออกจากตัวหอยได้แล้วก็จบ

สิ่งสำคัญไม่แพ้การทำฟาร์มก็คือ การนำไข่มุกแต่ละชนิดที่ผลิตไปทำเป็นเครื่องประดับ

พอทำเสร็จก็ต้องวางแผนการตลาดอีก

ฉะนั้น หลังจากเราได้ชมฟาร์มไข่มุกเสร็จก็ได้เดินทางต่อไปยังโชว์รูมแสดงสินค้าซึ่งก่อสร้างเป็นตึกทันสมัยหลายชั้น

ที่โชว์รูม เราได้พบกับเจ้าของตัวจริง คือ คุณอมร อินทรเจริญ

คุณอมรพาเราชมเครื่องประดับจากไข่มุกชนิดต่างๆ ทั้ง สร้อย กำไล เข็มกลัด ต่างหู ล้วนแต่สวยงามน่าซื้อ เพราะนอกจากดูสวยแล้ว ยังต้องเป็นไข่มุกแท้แน่ๆ

คนที่มีฐานะดีๆ คือ มีเงิน รับรองว่าเห็นแล้วจะต้องอดใจไม่ไหว ต้องซื้ออย่างแน่นอน ถ้าเป็นผู้หญิงก็ซื้อใช้เอง ถ้าเป็นผู้ชายก็ซื้อฝากแฟนอะไรทำนองนั้น

แต่ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นมงกุฎประดับไข่มุกของสาวงามทั้งไทยและเทศที่ปรากฏอยู่ในตู้โชว์

คุณอมร บอกว่า บริษัทได้รับเกียรติให้ออกแบบมงกุฎไข่มุกมาแล้วหลายเวที เช่น มงกุฎของนางงามสิงคโปร์ มิสไทยแลนด์เวิลด์หลายสมัย มิสเวิลด์สวิตเซอร์แลนด์ และนางงามพม่า แต่ละมงกุฎราคาเป็นล้านบาท

นอกจากบริษัทรับทำมงกุฎไข่มุกให้กับการประกวดนางงามดังกล่าวแล้ว ยังได้ทำเพิ่มขึ้นอีกชุดเพื่อจัดแสดงไว้ในตู้โชว์อย่างดี เพื่อไว้ให้คนมาชื่นชม

ผู้ใดต้องการเห็นมงกุฎไข่มุกประดับเพชรสวยๆ ให้ไปดูได้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม กว่าบริษัทจะมาถึงวันนี้ได้ คุณอมร เล่าให้ฟังว่า ใช้เวลานานถึง 40 กว่าปี (เริ่มประกอบการปี2519)

การทำฟาร์มเลี้ยงหอยมุกเป็นอาชีพที่ได้สืบทอดภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษมารุ่นต่อรุ่น

เมื่อ 50 ปีที่แล้วอาก๋งของคุณอมรเริ่มทำฟาร์มมุก

จนต่อมาถึงรุ่นคุณพ่อ มีการรวบรวมพันธุ์หอยจากจังหวัดอื่น เนื่องจากหอยมุกจากธรรมชาติในจังหวัดภูเก็ตลดลง อีกทั้งยังได้พบการตายของหอย จึงต้องหยุดกิจการไประยะหนึ่ง

พอมาถึงรุ่นหลานคือคุณอมรได้ทำฟาร์มเพาะเลี้ยงไข่มุกขึ้นมาใหม่ ซึ่งจากเดิมพอผลิตไข่มุกได้ก็จะขายเพียงอย่างเดียว ภายหลังจึงได้นำไข่มุกมาประกอบเป็นเครื่องประดับ จนเป็นอุตสาหกรรมครบวงจรและพบกับความสำเร็จได้เหมือนทุกวันนี้

ผู้สนใจต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับไข่มุกหรือต้องการซื้อเครื่องประดับไข่มุก ติดต่อได้ที่ คุณศรันย์โทรศัพท์ (081) 392-4949 รายงานจากจังหวัดอุดรธานีว่า นายฐานวัฒน์ ธนาธัญญพิชญ์ เกษตรจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดอุดรธานี และศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี ได้จัดงาน SWEET STORY ตอน MANGO PARADISE ในระหว่าง วันที่ 22 มีนาคม ไปจนถึง วันที่ 1 เมษายน 2561 ที่บริเวณลานบ้านเชียง หน้าศูนย์การค้า และลานกิจกรรม ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา อุดรธานี

โดยภายในงานมีการจำหน่ายมะม่วงคุณภาพส่งออกหลากหลายสายพันธุ์ รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะม่วง ทั้งจากเกษตรกรชาวจังหวัดอุดรธานี และยังรวบรวมร้านขนม เบเกอรี่ Café’ ชื่อดังมาออกบู๊ธจำหน่ายขนมหวาน โดยชูขนมหวานที่ทำมาจากมะม่วง เป็นเมนูพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะภายในงานเท่านั้น อาทิ เครื่องดื่มชามะม่วง จากร้านชาตรามือ เค้กบัทเตอร์มะม่วง จากร้านโฟโต้เค้ก Mango Choux ชูครีมแป้งนุ่ม ไส้คัสตาร์ดมะม่วง มะม่วงโทส เป็นต้น

ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในจังหวัด ให้ผู้บริโภคได้หาซื้อได้อย่างสะดวก และเพิ่มยอดขาย เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เพิ่มศักยภาพด้านการขาย การหาแหล่งจำหน่ายให้กับเกษตรกร เพื่อความเป็นอยู่อย่างมั่นคงและยั่งยืนของเกษตรกร และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของจังหวัด ประชาสัมพันธ์ของดีประจำจังหวัดอุดรธานี ให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

วันที่ 26 มี.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดอุดมชัย บ้านเหล่าตามา ต.โนนแดง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม นายยศ เหล่าอัน ประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม จัดพิธีปลูกป่าโดยใช้เถ้ากระดูกคนตายเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้ ในวันนี้มีญาติผู้วายชนม์จากหลายพื้นที่นำเถ้ากระดูกกระดูกมาร่วมทำพิธีจำนวนมากอาทิ จาก อ.บรบือ อ.เชียงยืน จ.มหาสารคาม และงานนี้มีเถ้ากระดูกบุคคลสำคัญมาจาก จ.อุดรธานี เป็นเถ้ากระดูกของ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม อดีตส.ส.อุดรธานี อดีตหัวหน้าพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย

จากนั้นได้พากันขุดหลุมขนาด 3×30 ซม. ลึก 30 ซม. พร้อมนำปุ๋ยคอกผสมกับเถ้ากระดูกก่อนนำต้นไม้ลงพร้อมปักป้ายชื่อผู้เสียชีวิตไว้สำหรับพันธุ์ไม้ที่ปลูกเป็นไม้ยางนาและไม้พะยูง ที่ทางชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม จัดเตรียมไว้ให้จากนั้นผู้ร่วมพิธีได้พากันไประกอบพิธีบังสุกุลอุทิศส่าวนกุศลให้เจ้าของเถ้ากระดูกบนศาลาการเปรียญวัดเป็นอันเสร็จพิธี

นายยศ เหล่าอัน ประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า โครงการนำเถ้ากระดูกคนตายคืนชีวิตให้ต้นไม้ ทำมาแล้วกว่า 15 ปี เนื่องจากเห็นว่าการนำเถ้ากระดูกคนตายไปเททิ้งน้ำ อาจก่อมลพิษต่อคุณภาพน้ำในแม่น้ำระยะยาวได้ แต่หากนำมาปลูกต้นไม้ จะสร้างแรงจูงใจให้เรารักต้นไม้ต้นนั้นมากขึ้น ต้นไม้เจริญเติบโตงอกงามขึ้น ไม่มีใครกล้ามาตัดต้นไม้เหล่านี้ ซึ่งเป็นกุศโลบายอย่างหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ในชุมชน จะทำให้คนที่เคารพนับถือผู้ตาย ไม่กล้ามาตัดฟันทำลายต้นไม้ต้นนี้ ญาติพี่น้องผู้ตายก็จะมารดน้ำพรวนดินรักษาต้นไม้ที่มีเถ้ากระดูกของบุคคลที่ตนรักเคารพนับถือจะทำให้ต้นไม้เจริญงอกงามคงอยู่คู่ชุมชนตลอดไป

“บางคนอาจมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติผู้เสียชีวิต ตนว่าไม่ใช่เพราะหลังเปิดรับบริจาคเถ้ากระดูกมานานกว่า 15 ปี รวมมีต้นไม้ที่ปลูกด้วยเถ้ากระดูกนับหลายหมื่นต้น เดิมทีใช้เถ้ากระดูกชาวบ้านในระแวกใกล้เคียง ปัจจุบันมีผู้บริจาคเข้ามาทั้งในจังหวัดมหาสารคาม และต่างจังหวัด รวมทั้งเถ้ากระดูกจากทหารหาญที่เสียชีวิตที่ภาคใต้ก็บริจาคมาอย่างต่อเนื่อง มีเถ้ากระดูกบุคคลสำคัญที่ญาติส่งมาให้อาทิ ดร.ทองใบ ทองเปาดิ์ พ.อ.สมคิด ศรีสังคม” นายยศ กล่าว

นอกจากจะปลูกป่าที่วัดอุดมชัย แล้วที่ผ่านมาทางชมรมฯได้มีการใช้เถ้ากระดูกผู้วายชนม์ปลูกต้นไม้แล้วในหลายพื้นที่ อาทิวัดบ้านโคกกู่ และป่าช้าบ้านโสกภารา ต.หนองคูขาด อ.บรบือ จ.มหาสารคาม วัดอรัญญาวาส บ้านหัวหนอง ม.2 ต.โนนแดง อ.บรบือ นอกจากนี้ยังมีวัดใน อ.เชียงยืน อ.ชื่นชม อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม รวมแล้วนับหมื่นต้น นอกจากนี้ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคามยังได้ร่วมกับชุมชนปลูกป่าทั่วจังหวัดมหาสารคามแล้วกว่า 3 แสนต้น

สำหรับโครงการปลูกต้นไม้เพื่อชีวิตนี้ ยังเปิดรับบริจาคเถ้ากระดูกจากผู้เห็นชอบกับโครงการในการใช้เถ้ากระดูกมาสร้างความเจริญงอกงามให้ต้นไม้ โดยผู้ที่สนใจสามารถต่อต่อบริจาคได้ที่ นายยศ เหล่าอัน ประธานชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดมหาสารคาม 58 ม.2 ต.โนนแดง อ.บรบือ จ.มหาสารคาม

แพทย์หญิงกิจจาวรรณ เฮงคราวิทย์ อาจารย์แพทย์สาขาวิชากุมารเวชกรรม ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เผยว่า โรคพิษสุนัขบ้า (rabies) หรือที่รู้จักกันว่าโรคกลัวน้ำเป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน เกิดจากการติดเชื้อไวรัส rabies โรคนี้มีความรุนแรงผู้ติดเชื้อเมื่อมีอาการจะเสียชีวิตเกือบทุกราย ยังไม่มียารักษาแต่สามารถป้องกันได้โดยวัคซีน

องค์การอนามัยโลก รายงานผู้เสียชีวิตทั่วโลก ประมาณ 60,000 ราย ต่อปี ร้อยละ 40 เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี สถานการณ์ในประเทศไทยข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555–2559 พบว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้ามากถึง 35 ราย เฉลี่ย 5-7 ราย ต่อปี ร้อยละ 95 ของผู้ที่เสียชีวิตติดโรคจากสุนัขรองลงมาคือ แมว

ข้อมูลในสัตว์ จาก Thai Rabies Net (8 มีนาคม 2560 – 8 มีนาคม 2561) ตรวจพบสุนัขติดเชื้อ ร้อยละ 88.38 มากที่สุด ร้อยละ 51.80 มีเจ้าของ โดยพบว่าเป็นสัตว์ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน ร้อยละ 50.71 ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีน ร้อยละ 36.34 และมีมากถึง ร้อยละ 12.95 มีประวัติฉีดวัคซีนแล้ว นอกจากสุนัขและแมวยังพบได้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น เช่น ชะนี ลิง กระรอก กระแต หนู ค้างคาว วัว ควาย ม้า สุกรอีกด้วย ล่าสุดขณะนี้ (1 ม.ค.-5 มี.ค. 61) พบสุนัขมีเชื้อพิษสุนัขบ้าถึง 36 จังหวัด โดย 3 จังหวัดแรกที่พบมากคือ ร้อยเอ็ด สุรินทร์ และยโสธร ตามลำดับและยังมีจังหวัดที่เฝ้าระวังอีกด้วย

การติดต่อเกิดจากการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่ติดเชื้อ ทั้งทางตรงโดยการสัมผัสน้ำลายเข้าทางแผล เช่น ถูกกัดหรือข่วน หรือมีการสัมผัสทางอ้อมผ่านทางบริเวณเยื่อบุต่างๆ เช่น ปากและตา กระทั่งการชำแหละสัตว์หรือมีการรับประทานผลิตภัณฑ์ดิบจากสัตว์ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า

ระยะฟักตัว (incubation period) โดยเฉลี่ย 1-3 เดือน แต่อาจเกิดโรคได้ตั้งแต่ระยะ 1 สัปดาห์ จนถึงหลายปี ระยะเวลาตั้งแต่เชื้อเข้าร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการบางรายอาจนานเกิน 1 ปี บางรายอาจเร็วเพียง 4 วัน แต่โดยเฉลี่ย 3 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนเชื้อ (ขนาดแผลที่ใหญ่) ตำแหน่งที่เชื้อเข้าไป (ถ้าอยู่ใกล้สมองจะมีโอกาสมาก เช่น มือหรือเท้า) อายุคนที่ถูกกัด (เด็กและคนชรา จะมีความต้านทานของโรคต่ำกว่าคนหนุ่มสาว)

สายพันธุ์ของเชื้อ ถ้าเป็นสายพันธุ์จากสัตว์ป่า จะมีอาการรุนแรงกว่าสายพันธุ์จากสุนัข

อาการของโรคมี 3 ระยะ คือ

1. เริ่มต้นผู้ป่วยจะมีอาการไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว หนาวสั่น คลื่นไส้อาเจียน กระวนกระวายนอนไม่หลับ อาจมีอาการเจ็บคล้ายเข็มทิ่ม หรือคันอย่างมากบริเวณที่ถูกกัด ระยะนี้มีอาการประมาณ 2-10 วัน

2. ระยะนี้จะมีอาการทางสมอง ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน วุ่นวาย กระสับกระส่าย อยู่ไม่นิ่ง กลืนลำบาก รวมถึงกลัวน้ำ อาการจะเป็นมากขึ้นหากมีเสียงดัง หรือถูกสัมผัสเนื้อตัว ต่อมาผู้ป่วยอาจมีอาการชักและเป็นอัมพาต ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2-7 วัน

3. ระยะท้าย ผู้ป่วยอาจมีภาวะหายใจล้มเหลว หัวใจหยุดเต้น โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด

สำหรับการรักษานั้น ปัจจุบัน ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลชัดเจน มีการนำยาต้านไวรัสหลายตัวมาใช้ แต่ยังไม่ได้ผลเป็นที่ประจักษ์ มีเพียงการฉีดวัคซีนป้องกันเท่านั้น ซึ่งเมื่อถูกสุนัขกัด ข่วน หรือเลียตามบาดแผล ให้รีบล้างแผลให้เร็วที่สุดด้วยสบู่และน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง ซึ่งเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการติดเชื้อเพราะจะทำให้เชื้อโรคต่างๆ ที่บริเวณนั้นหลุดออกจากแผลไปตามน้ำ

ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือเชื้อโรคอื่นๆ และเช็ดแผลให้แห้ง ใส่ยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน ถ้าไม่มีอาจใช้แอลกอฮอล์ 70% หรือทิงเจอร์ไอโอดีน หรือยาฆ่าเชื้ออื่นๆ แทน ต้องจดจำลักษณะและสังเกตอาการสัตว์ที่กัด รวมทั้งติดตามสืบหาเจ้าของเพื่อซักถามประวัติการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และสังเกตอาการสัตว์ที่กัด 10 วัน ไปพบแพทย์เพื่อรับการป้องกันรักษาที่ถูกต้อง ถ้ามีความเสี่ยงต่อโรคพิษสุนัขบ้า แพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายหลังสัมผัสโรค ประกอบด้วยการให้วัคซีนและอิมมูโนโกลบุลิน โดยองค์การอนามัยโลกได้แบ่งประวัติการสัมผัสโรคพิษสุนัขบ้าออกตามความรุนแรงของบาดแผลออกเป็น 3 ลักษณะ (categories) ดังนี้

WHO category I: ถูกต้องตัวสัตว์ หรือป้อนน้ำ ป้อนอาหาร หรือสัมผัสน้ำลายหรือเลือดของสัตว์บนผิวหนังที่ไม่มีแผล กรณีนี้ไม่จำเป็นต้องให้การรักษา

WHO category II: ถูกงับหรือถูกข่วนเป็นรอยช้ำที่ผิวหนัง ไม่มีเลือดออก จะให้การรักษาด้วยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

WHO category III: บาดแผลถูกกัดหรือถูกข่วนซึ่งมีเลือดออก เยื่อบุถูกปนเปื้อนด้วยน้ำลายของสัตว์ ถูกสัตว์เลียบนผิวหนังที่มีบาดแผลสด กรณีเหล่านี้จะให้การรักษาด้วยวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าร่วมกับอิมมูโนโกลบุลิน

ปัจจุบัน กระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย แนะนำให้ใช้ วัคซีน 2 สูตร ในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าภายหลังสัมผัสโรค ได้แก่

1. สูตรการฉีดเข้ากล้ามแบบวิธีมาตรฐาน (ESSEN regimen), (1-1-1-1-1-0) ฉีดวัคซีน 1 เข็ม เข้าบริเวณกล้ามเนื้อต้นแขน (deltoid) ในวันที่ 0, 3, 7, 14 และ 28

2. สูตรการฉีดเข้าในผิวหนังแบบ Thai Red Cross (TRC-ID regimen), (2-2-2-0-2-0) ฉีดวัคซีนเข้าในผิวหนังบริเวณต้นแขนสองข้าง ข้างละหนึ่งจุด ปริมาณจุดละ 0.1 มล. ในวันที่ 0, 3, 7 และ 28 ทั้งนี้ไม่ควรเปลี่ยนชนิดของวัคซีนที่ฉีด การให้อิมมูโนโกลบุลิน ERIG (Equine rabies immunoglobulin) หรือ HRIG (Human rabies immunoglobulin) ควรฉีดเร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกของการให้วัคซีน ฉีดที่บาดแผลให้ครบทุกแผล ที่เหลือฉีดเข้ากล้ามเนื้อที่สะโพกหรือกล้ามเนื้อหน้าขา ERIG ให้ในขนาด 40 IU/kg ก่อนฉีดต้องทำintradermal skin test โดยเจือจาง ERIG เป็น 1:100 ใช้ 0.02 มล. อ่านผลที่ 15 นาที ถือว่าให้ผลบวกเมื่อ wheal มากกว่า 10 มม.

HRIG ให้ในขนาด 20 IU/kg ในกรณี intradermal skin test ของ ERIG ให้ผลบวก

การให้การรักษาภายหลังสัมผัสโรคในกรณีผู้ป่วยเคยได้รับวัคซีนพิษสุนัขบ้ามาก่อน หมายถึง ผู้ป่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งต่อไปนี้

1. ผู้สัมผัสที่เคยได้รับวัคซีนภายหลังสัมผัสโรคมาก่อนครบชุดอย่างน้อย 3 เข็ม ในวันที่ 0, 3, 7

2. ผู้สัมผัสที่เคยได้รับวัคซีนก่อนการสัมผัสโรค (Pre-exposure prophylaxis) จำนวนทั้งสิ้น 3 ครั้ง ในวันที่ 0, 7 และ 21 (หรือ 28) ปัจจุบันมีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก สามารถฉีดได้ 2 เข็ม ในวันที่ 0,7 อย่างไรก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขไทย ยังไม่ได้เปลี่ยนการแนะนำ ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะใช้เพียงวัคซีนเข็มกระตุ้นโดยไม่ต้องให้อิมมูโนโกลบุลิน โดยในกรณีที่ได้เข็มสุดท้ายมาไม่เกิน 6 เดือน จะให้วัคซีนฉีดเข้าในผิวหนังหนึ่งจุด ปริมาณจุดละ 0.1 มล. หรือฉีดวัคซีน 1 เข็มเข้ากล้ามเนื้อ โดยฉีดเพียง 1 ครั้ง (วันที่ 0) และ ฉีด 2 ครั้ง (วันที่ 0, 3) ในกรณีที่เคยได้เข็มสุดท้ายมาเกิน 6 เดือน

เมื่อเวลา 08.10 น.วันที่ 27 มีนาคม นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวกรณีที่มีกระแสข่าวการย้ายอธิบดีกรมปศุสัตว์จากกรณีวัคซีนพิษสุนัขบ้า ว่า ยังไม่ทราบจริงๆ แค่เรื่องอื่นในสายก็ปวดหัวแล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า ควรจะชี้แจงเพื่อให้สังคมคลายความสงสัยหรือไม่ นายวิวัฒน์ กล่าวว่า รัฐมนตรีที่กำกับควรจะชี้แจงในเรื่องดังกล่าวเอง และตนไม่ทราบรายละเอียด ตอบไปแล้วคงจะผิด

ด้าน นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการปกปิดการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกว่า ประกาศให้ข่าวไปแล้ว และเรื่องนี้ได้พูดคุยกับปลัดกระทรวงสาธารณสุขไปแล้ว

กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เชิญชวนผู้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศแจ้งข้อมูลรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มายัง กสก. ผ่านระบบ CORN DOAE ที่ เว็บไซต์ http://corn.doae.go.th เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการซื้อขายกับผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในข้อมูลทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ของ กสก.

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ขณะนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม เป็นฤดูกาลเก็บเกี่ยวข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รอบแรกของปี 2561 กสก. จึงสร้างระบบบริการข้อมูลผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (CORN DOAE) ขึ้น ที่เว็บไซต์ http://corn.doae.go.th จากการหารือร่วมกับสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและสมาคมการค้าพืชไร่ เมื่อวันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา

ระบบดังกล่าว เน้นการเชื่อมโยงฐานข้อมูลการผลิตและรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ระหว่างเกษตรกรและผู้รับซื้อผ่านฐานข้อมูลของ กสก. เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ถึงระดับพื้นที่ และแก้ปัญหาการส่งออกเนื้อสัตว์อันเป็นผลจากการไม่ผ่านมาตรฐาน GAP ในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมทั้งเพื่อป้องกันผลผลิตล้นตลาด

จึงขอเชิญชวนผู้ที่ต้องการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากเกษตรกรผ่านระบบบริการข้อมูลผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (CORN DOAE) ลงทะเบียนเป็นผู้รับซื้อ โดยสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและสมาคมการค้าพืชไร่ส่งรายชื่อสมาชิกที่ต้องการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มายัง กสก. เพื่อขอรหัสผ่านสำหรับการลงทะเบียนต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยและผู้รับซื้อมาแจ้งลงทะเบียนในระบบแล้ว 17 ราย

ด้านเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในรอบการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2560/61 ทุกท่าน ขอให้เร่งปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร โดยแจ้งการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในระบบ ทบก. โดยเร็ว ระบบ ทบก. จะส่งต่อข้อมูลการปลูกไปยัง ระบบ CORN DOAE โดยอัตโนมัติ เพื่อให้ผู้ซื้อทราบเวลาเก็บเกี่ยวและปริมาณผลผลิต และติดต่อขอรับซื้อได้ทันที ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แจ้งปรับปรุงทะเบียนในระบบ ทบก. แล้วกว่า 200,000 ครัวเรือน