นอกจากนี้ในส่วนของผู้โพสต์นั้น จะเดินทางไปพบเพื่อขอทราบ

ว่าซื้อจากที่ไหน อย่างไร และลักษณะที่พบนั้นเป็นอย่างไร เพราะจากการดูจากภาพถ่ายที่โพสต์พบว่า ไส้เดือนเป็นตัวยาว มีความสมบูรณ์ ในขณะที่ข้าวเกือบหมดกล่อง เหตุใดเพิ่งพบ อย่างไรก็ตามหากพบว่าเป็นข้าวที่ซื้อโรงพยาบาลหาดใหญ่ ทางโรงพยาบาลต้องขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

การยางแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และกรมราชทัณฑ์ ลงนามความร่วมมือโครงการ การจัดการศึกษาและพัฒนาอาชีพเพื่อพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในเรือนจำ ร่วมให้โอกาสด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา สร้างอาชีพ สร้างรายได้ พร้อมสนับสนุนให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศ

ดร.ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. มีหน้าที่ในการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบ รวมถึงการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศ สร้างเสถียรภาพทางรายได้ในธุรกิจยางพารา ซึ่งที่ผ่านมา กยท. ได้ส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และมีการจัดอบรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา เพื่อเป็นการสร้างอาชีพเสริมให้แก่ เกษตรกร/กลุ่มสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการแปรรูปยางพารามาอย่างต่อเนื่อง

จนวันนี้ได้ขยายผลเป็นความร่วมมือในโครงการ “การจัดการศึกษาและพัฒนาอาชีพด้านอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในเรือนจำ” ระหว่าง 3 หน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ การยางแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา และกรมราชทัณฑ์ โดย กยท. ให้การสนับสนุนในด้านการจัดหาน้ำยางสดที่มีคุณภาพจากสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมทั้งจัดหาบุคลากร และวัสดุอุปกรณ์ในการฝึกอาชีพ และเบื้องต้นจะเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำที่นอนยางพาราให้แก่ผู้ต้องขัง ที่ได้รับการคัดเลือกจากกรมราชทัณฑ์ และนักศึกษา ระดับ ปวช. และ ปวส. ที่มีความสนใจเข้าร่วมหลักสูตรการฝึกอบรมนี้

พันตำรวจเอก ดร.ณรัชต์ เศวตนันท์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กรมราชทัณฑ์เล็งเห็นความสำคัญในด้านการศึกษาและส่งเสริมพัฒนาอาชีพด้านยางพาราให้กับผู้ต้องขัง ให้สามารถนำไปใช้ประกอบอาชีพภายหลังพ้นโทษ ตลอดจนลดการกระทำผิดซ้ำและกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข พร้อมกันนี้กรมราชทัณฑ์ยังได้จัดตั้งศูนย์ประสานงานและส่งเสริมการมีงานทำ (Care: Center For Assistance to Reintegration and employment) เพื่อช่วยเหลือ หางานให้ผู้ต้องขังหลังพ้นโทษและเป็นไปตามภารกิจหลักของกรมราชทัณฑ์และนโยบายของรัฐบาล ที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนร่วมมือแก้ไข ฟื้นฟูพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมในการคืนคนดี มีคุณค่า ได้อย่างแท้จริง

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า “สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีภารกิจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน และส่งเสริมการฝึกอบรมด้านวิชาชีพ โดยคำนึงถึงคุณภาพและความเป็นเลิศทางวิชาชีพ สอศ. ได้จัดการเรียนการสอนทั้งระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้น และระบบทวิภาคี จะทำหน้าที่ สนับสนุนสื่อการเรียนการสอน ฝึกสอนอาชีพดูแลจนผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำมาประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน รวมทั้งพัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมอาชีพให้สอดคล้องกับความต้องการทั้ง 3 หน่วยงาน เพื่อร่วมกันพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังในเรือนจำ

มีใครบางคนกล่าวว่า…คนพิการเป็นคนจนที่สุด ในหมู่คนจนทั้งหลาย ตรงนี้อาจเป็นสิ่งสะท้อนว่านอกจากผู้พิการจะมีอุปสรรคจากความไม่สมประกอบทางร่างกาย ยังเป็นกลุ่มคนที่ถูกซ้ำเติมจากการดำรงชีวิตอย่างไม่มีคุณภาพอีกด้วย

เพราะจากข้อมูลของกรมส่งเสริม และพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการเปิดเผยว่า ประเทศไทยมีผู้พิการที่จดทะเบียนทั่วประเทศ 1.8 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 2.72 ของประชากรทั้งหมด โดยจำนวนนี้มีผู้พิการที่อยู่ในวัยแรงงานคืออายุระหว่าง 15-60 ปี จำนวน 8 แสนคน หรือร้อยละ 44.5 แบ่งย่อยเป็นผู้พิการที่มีงานทำจำนวน 2.2 แสนคน ผู้พิการที่ทำงานได้แต่ยังไม่มีงานทำ 4.5 แสนคน และมีผู้พิการที่อยู่ในวัยทำงาน แต่ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากพิการรุนแรงอีกราว 1.2 แสนคน

จำนวนตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้พิการถึง 5.7 แสนคน ที่ไม่มีงาน ไม่มีรายได้ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ท้าทายว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้พิการกลุ่มนี้ได้อย่างไร และด้วยวิธีใดจึงจะเหมาะสมกับพวกเขามากที่สุด

“ศ.วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์” ประธานมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ ผู้เป็นผู้ริเริ่มศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน โดยเขามองว่าการสร้างงานให้ผู้พิการสามารถประกอบอาชีพอิสระจนดำรงตนอยู่ได้จะเป็นทางออกที่ช่วยให้ผู้พิการที่กระจายอยู่ในพื้นที่ต่างๆ หลุดพ้นจากความยากจน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขี้นได้

“ทางออก หรือแนวทางที่จะช่วยเหลือคนพิการทั่วประเทศ ที่ส่วนใหญ่อยู่ในชนบท มีฐานะยากจน และไม่มีอาชีพที่แน่นอนให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น จะต้องให้ผู้พิการ และครอบครัวประกอบอาชีพที่ทำได้จริงด้วยตนเอง โดยอาชีพเหล่านั้นต้องเป็นอาชีพอิสระ ใช้พื้นที่น้อย ลงทุนต่ำ รายได้ดีเพียงพอ ที่สุดจึงมีการสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เพื่อเป็นสถานที่ฝึกอบรมด้านอาชีพ โดยออกแบบหลักสูตรมาเพื่อคนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ และครอบครัวของผู้พิการให้เข้ารับการอบรมภาคทฤษฎี 93 ชั่วโมง ภาคปฏิบัติ 507 ชั่วโมง รวมทั้งสิ้น 3 เดือน หรือ 100 วัน

ทั้งนี้ ผู้พิการ หรือผู้ดูแลผู้พิการจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่ศูนย์ เรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำคือการเพาะปลูก กลางน้ำคือการหาตลาด บริหารต้นทุน ไปจนถึงปลายน้ำคือการแปรรูป ปัจจุบันทางศูนย์ฝึกอาชีพ 3 ด้าน คือการเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด เพาะเห็ดนางฟ้าภูฏาน และการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งเป็นอาชีพที่มีรอบการผลิตต่ำใช้เวลา 45 วัน ทั้งยังเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาดสูง

“จุดเด่นของศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน นอกจากฝึกอาชีพด้านเกษตร ผู้พิการยังจะได้องค์ความรู้ในด้านงานบริการจากการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหาร เพราะพื้นที่ 33 ไร่ มีการปรับภูมิทัศน์ให้สวยงาม เหมาะแก่การแวะพัก มีที่พักรองรับคนทุกวัย บุคลากรผู้พิการจะมาปฏิบัติงาน หรือส่งผลิตผลเกษตรมาเป็นวัตถุดิบของร้านอาหาร เสมือนเป็นการสร้างงานอย่างเป็นระบบ”

ขณะนี้อยู่ในขั้นระดมทุนผ่านช่องทางต่างๆ มากมาย รวมไปถึงโครงการ “ปั่นไปไม่ทิ้งกัน สานต่องานที่พ่อทำ No One Left Behind” ที่มีผู้พิการกว่า 40 ชีวิต รวมพลังปั่นจักรยานจากกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ล่าสุดมีการระดมทุนได้แล้วกว่า 30 ล้านบาท เพื่อสร้างศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน แต่ระหว่างที่ศูนย์ยังไม่แล้วเสร็จ ผู้พิการจะเข้าอบรมที่ศูนย์ฝึกอาชีพผู้พิการแม่ริม เพื่อเป็นพื้นที่ชั่วคราว โดยเริ่มดำเนินการฝึกอาชีพไปแล้ว 2 รุ่น”

“ศ.วิริยะ” กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ พยายามขับเคลื่อนให้สังคมไทยให้โอกาสแก่ผู้พิการเพื่อให้พวกเขาไม่รู้สึกด้อยค่า เพราะเราต้องการพัฒนาศักยภาพ และให้โอกาสในการทำงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับพวกเขา

“ทั้งยังพยายามทำให้พวกเขาปราศจากอุปสรรคจากการเดินทาง หรือการใช้ชีวิต ดังนั้น หากเราขับเคลื่อนในเรื่องเหล่านี้ได้ คนพิการจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขเหมือนกับคนปกติทั่วไป เพราะจริงๆ แล้วความพิการเป็นแค่เรื่องน่ารำคาญ และความไม่สะดวกเท่านั้นเอง”

“ดร.อธิป อัศวานันท์” ผู้บริหารสำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า เรามีนโยบายสนับสนุนและช่วยเหลือผู้พิการมาโดยตลอด ผ่านการจ้างงานผู้พิการทำงาน ตามมาตรา 33 ซึ่งในเครือเจริญโภคภัณฑ์มีการจ้างงานผู้พิการมากกว่า 1,000 คน และผ่านการอบรมให้ความรู้ผู้พิการ ตามมาตรา 35 โดยมีการร่วมมือกับศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยีทางด้านการเกษตร ทั้งยังเป็นหนึ่งช่องทางการตลาด โดยรับซื้อผักไฮโดรโปนิกส์จากศูนย์อีกด้วย

“สำหรับแผนระยะยาว เราจะนำรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมเข้ามายกระดับ ระยะแรกจะเปิดหลักสูตรบาริสต้า ทั้งผ่านการจ้างงานผู้พิการเพื่อเข้ามาทำงานที่ร้านทรู คอฟฟี่ และรูปแบบที่สองคือการจัดอบรมเพื่อให้ผู้พิการที่สนใจเปิดร้านกาแฟ มีองค์ความรู้เพื่อนำไปเปิดร้านของตนเอง เบื้องต้นเรามีการนำร่องจ้างงานผู้พิการทางการได้ยินมาเป็นบาริสต้าในร้านของเราแล้ว ทั้งยังมีแผนเพิ่มจำนวนบาริสต้าคนพิการมากขึ้น โดยเน้นสาขาที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยว หรือในมหาวิทยาลัยก่อน”

“พิษณุพงศ์ ทรงคำ” ผู้จัดการศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน กล่าวว่า ที่ผ่านมาอุปสรรคในการจ้างงานของสถานประกอบการคือเรื่องความไม่พร้อมของสถานที่ เช่น ทางลาด ห้องน้ำที่มีราวจับ หรือมีขนาดใหญ่ให้รถเข็นเข้าไปได้ รวมทั้งลิฟต์ขนส่ง นอกจากนี้ แม้แต่พื้นที่สาธารณะต่างๆ ไม่เอื้อให้ผู้พิการใช้ชีวิต ทั้งเครื่องหมายบนพื้นที่บอกระยะของถนนสำหรับผู้พิการทางสายตา ทางลาดเพื่อให้รถเข็นสามารถสัญจรบนฟุตปาธ หรือทางลาดเพื่อข้ามถนน

“สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าหลายฝ่ายมองข้ามผู้พิการ ทั้งยังตอกย้ำให้เกิดความต่างระหว่างคนปกติ และคนพิการมากขึ้น ดังนั้น ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน จึงเป็นต้นแบบของภูมิสถาปัตย์ ที่ออกแบบเพื่อให้คนทุกกลุ่มสามารถใช้ได้ หรือที่เรียกว่า universal design โดยมีทางลาดสำหรับรถเข็น ในห้องน้ำจะมีราวจับ และมีขนาดใหญ่พอให้รถเข็นสามารถเข้าไปใช้ได้ การออกแบบดังกล่าวไม่เพียงเอื้อประโยชน์ต่อผู้พิการ ยังเอื้อประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย เด็ก และคนทั่วไปอีกด้วย เพราะการออกแบบดังกล่าวมีการลบเหลี่ยมคมต่างๆ ออกไป เพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ” จึงนับเป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นต่อไปในสังคมไทยของเรา

วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บริเวณสวนดาวเรืองในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลท่าขมิ้น อำเภอโพทะเล จังหวัดพิจิตร กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรืองจำนวนกว่า 10 ไร่ เร่งตัดดอกดาวเรือง เพื่อนำไปบรรจุลงในถุง ถุงละ 50 ดอก สำหรับจัดส่งให้กับผู้ประกอบการ พ่อค้าและแม่ค้าในตลาดค้าส่งดอกไม้ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่จะมารับซื้อนำไปจำหน่าย ในช่วงสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาวันมาฆบูชาที่จะมาถึงในวันพรุ่งนี้ ทำให้กลุ่มเกษตรกรต้องเร่งตัดดอกดาวเรือง เพื่อให้เพียงพอต่อยอดการสั่งจองซื้อของลูกค้า

โดยราคาจำหน่ายดอกดาวเรือง หากเป็นดอกใหญ่ไซซ์จัมโบ้ ราคาจะอยู่ที่ดอกละ 2 บาท 50 สตางค์ หรือร้อยละ 250 บาท ส่วนดอกขนาดกลางและขนาดเล็กราคาก็จะลดลงตามลำดับ ตั้งแต่ 1 บาท จนต่ำสุดก็คือ 25 สตางค์ ทำให้ในแต่ละวันจะมีรายได้จากการตัดดอกดาวเรือง ส่งจำหน่ายอย่างน้อยวันละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท

นายเตชิต กล้วยหอมทอง อายุ 52 ปี หมู่ที่ 1 ตำบลท่าขมิ้น หนึ่งในเกษตรกรปลูกดอกดาวเรือง กล่าวว่า ในช่วงวันพระสำคัญอย่างวันมาฆบูชาที่จะมาถึง เกษตรกรผู้ปลูกดอกดาวเรือง ทั้งของตนเองและเพื่อนบ้าน ล้วนได้รับอานิสงส์ เพราะมีออเดอร์สั่งซื้อดอกดาวเรืองทั้งหมดที่มีอยู่ เนื่องจากสภาพความแห้งแล้ง ทำให้นาบัวไม่ออกดอก ดอกบัวหายากและขาดตลาด ทำให้พุทธศาสนิกชนหันมาให้ความนิยมซื้อดอกดาวเรืองไปไหว้พระและทำบุญแทน

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ นพ. อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรอาชีวศึกษาตามนโยบายรัฐ หรืออาชีวะพรีเมียม เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมได้ข้อสรุปว่า ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จะเปิดรับนักศึกษาหลักสูตรอาชีวะพรีเมียม 6 สาขาวิชา ใน 19 วิทยาลัย ได้แก่ สาขาระบบขนส่งทางราง เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เรียน 3 ปี เปิดสอนใน 4 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) บ้านไผ่ วิทยาลัยเทคนิค (วท.)

สุราษฎร์ธานี วท.วาปีปทุม และ วท.ชลบุรี โดยมีกลุ่มวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาการรถไฟหวู่ฮั่น วิทยาลัยและอาชีวศึกษาการรถไฟเทียนจิน วิทยาลัยเทคนิคการรถไฟความเร็วสูงหูหนาน และวิทยาลัยการคมนาคมขนส่งสาธารณะฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน, สาขาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ เป็นหลักสูตรระดับ ปวส.เรียน 2 ปีครึ่ง เปิดสอนใน 2 วิทยาลัย ได้แก่ วท.พระนครศรีอยุธยา และ วท.มีนบุรี จับคู่กับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเทียนจินโป๋ห่าย ของจีน

นพ. อุดม กล่าวต่อว่า สาขาช่างอากาศยาน หลักสูตรระดับ ปวส.เรียน 2 ปี อิงมาตรฐานสากลองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization-ICAO) สอนใน 6 วิทยาลัย ได้แก่ วท.ถลาง วท.สัตหีบ วท.ดอนเมือง วท.สมุทรปราการ วท.อุบลราชธานี และ วท.ขอนแก่น จับคู่ความร่วมมือกับสถาบันการบินพลเรือน และสถานประกอบการในประเทศ, สาขาหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม หลักสูตร ปวส.เรียน 2 ปี เปิดสอนใน 4 วิทยาลัย ได้แก่ วท.สมุทรสงคราม วท.สมุทรสาคร วท.สระบุรี และ วท.สุพรรณบุรี จับคู่กับมหาวิทยาลัยในเยอรมนี ซึ่งองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี จะคัดเลือกมหาวิทยาลัยให้, สาขาโลจิสติกส์ เปิดสอนระดับ ปวส.เรียน 2 ปีครึ่ง สอนใน 1 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.) อุดรธานี จับคู่กับ Chongqing City Management College : CCMC ของจีน

นพ. อุดม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สถาบันโคเซ็น ประเทศญี่ปุ่น จะจับคู่กับ วท.สุรนารี สอนสาขาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ และจับคู่กับวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ชลบุรี สาขาหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหลักสูตร ปวส.เรียน 5 ปีต่อเนื่อง รับผู้จบชั้น ม.3 ส่วนสาขาสุดท้ายคือ สาขาสมาร์ทฟาร์มมิ่ง ที่จะดำเนินการในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกลุ่มเฉพาะ

“หลักสูตรอาชีวะพรีเมียมทั้งหมด ผู้จบการศึกษาจะได้รับทวิวุฒิ หรือ 2 วุฒิ จาก 2 ประเทศ คือวุฒิการศึกษาจากไทย และวุฒิการศึกษาจากวิทยาลัยที่มาจับคู่ คือ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมนี ซึ่งผมขอยืนยันว่ากระบวนการเรียนการสอน เมื่อเด็กจบแล้วทำงานได้จริง และเป็นเด็กที่มีแนวคิดพัฒนาต่อได้ด้วย มีทักษะการปฏิบัติแบบมืออาชีพ เป็นนานาชาติตอบโจทย์ตลาด อย่างไรก็ตาม จากนี้ทุกวิทยาลัยจะเร่งจัดทำรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง และกลางเดือนมีนาคมนี้ จะนำหลักสูตรที่ปรับปรุงเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) พิจารณา และรับรอง เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ส่วน สอศ.จะต้องเตรียมจัดทำคำของบประมาณ ช่วงเดือนเมษายน ศธ.จะเสนอสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยืนยันว่าทันเปิดภาคเรียนช่วงเดือนพฤษภาคมนี้แน่นอน” นพ. อุดม กล่าว

เนื้องอกในสมอง เป็นโรคที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย

นพ. ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ให้ข้อมูลว่า เนื้องอกในสมอง คือ เนื้อที่เกิดจากการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของเซลล์ในสมองหรือบริเวณเนื้อเยื่อและต่อมต่างๆ บริเวณใกล้เคียงกับสมองไปรบกวนระบบประสาทและการทำงานของสมอง ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน มีปัญหาด้านพฤติกรรม บุคลิกภาพ การพูด การได้ยิน การมองเห็น ความจำ และอาจเกิดอาการชัก เป็นอัมพาตครึ่งซีก

เนื้องอกในสมองมี 4 ระดับ วัดตามลำดับการเจริญเติบโตของเนื้องอกและโอกาสกลับมาเป็นอีก แม้ได้รับการรักษาแล้ว แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1. เนื้องอกที่เป็นเนื้อธรรมดา มีการเจริญเติบโตช้า สามารถรักษาให้หายหรือมีขนาดเล็กลงได้ และมีโอกาสน้อยที่ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นอีกหลังรักษา 2. เนื้องอกที่เป็นเนื้อร้าย มีการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ คือ เซลล์มะเร็ง อาจเกิดบริเวณสมอง หรือเกิดขึ้นที่อวัยวะอื่นแล้วลามเข้าสู่สมอง เนื้องอกที่เป็นเซลล์มะเร็งจะมีการเจริญเติบโตเรื่อยๆ ไม่สามารถควบคุมได้ และมีโอกาสกลับมาเป็นได้อีก

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่เฉพาะเจาะจงในการป้องกันไม่ให้เกิดเนื้องอกในสมอง แต่ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิด ได้แก่ อายุ การได้รับรังสีอันตรายเข้าสู่ร่างกาย ประวัติบุคคลในครอบครัวที่เคยมีเนื้องอกในสมอง ปัจจุบันแนวทางการรักษามี 3 วิธี คือ ผ่าตัด ฉายรังสี และให้ยาเคมีบำบัด ซึ่งแพทย์จะพิจารณาจากอาการของผู้ป่วย ตำแหน่งของเนื้องอก และขนาดของเนื้องอก

ดังนั้น หากมีสัญญาณอันตรายที่เกิดขึ้นกับร่างกายที่อาจบ่งบอกว่ามีเนื้องอกในสมอง เช่น ปวดศีรษะเรื้อรังที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อ่อนแรงที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย ชัก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย

หญิงไทยยุคก่อนสวยด้วย “สมุนไพร” อภัยภูเบศรชี้หลายชนิดสรรพคุณสูง รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เผยเคล็ดลับหญิงไทยในอดีตสวยด้วย “สมุนไพร” ประทินผิวพรรณด้วยน้ำซาวข้าว น้ำมันมะพร้าว นมข้าวโพด เปลือกมังคุด ชี้สรรพคุณเพียบ

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ภญ. ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรชำนาญการ โรงพยาบาล (รพ.) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี กล่าวถึงกระแสละครไทยย้อนยุคที่มีการพูดถึงการใช้สมุนไพรต่างๆ ว่า หญิงไทยในสมัยก่อนที่ไม่มีเครื่องสำอาง หรือครีมบำรุงผิวใช้เหมือนเช่นปัจจุบัน ใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน สมุนไพรต่างๆ ที่หาได้ ทำเป็นเครื่องประทินผิวพรรณ เริ่มตั้งแต่ทำความสะอาดผิวหน้าด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำล้างข้าว น้ำซาวข้าว ซึ่งมีวิตามินและเกลือแร่ เพราะว่าในสมัยก่อน ผู้หญิงไม่ได้มีเมกอัพหรือเครื่องประทินผิวที่ล้างออกยาก ประกอบกับวิตามินและเกลือแร่จะซึมซาบสู่ผิวไปบำรุงผิวภายใน โดยหลังจากล้างหน้าจะบำรุงผิวด้วยน้ำมันมะพร้าว ทาทิ้งไว้ หรือหากเป็นสิว จะใช้เปลือกมังคุด เนื่องจากมีสารแทนนิน ใช้ต้านการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิวและลดการอักเสบ

ภญ.ผกากรอง กล่าวอีกว่า ส่วนการทำความสะอาดผิวกายจะใช้มะขามเปียก หัวขมิ้น ไพล บดผสมไว้ขัดตัวเพื่อช่วยผลัดเซลล์ผิวให้ดูกระจ่างใส ดับกลิ่นตัว และบำรุงผิว สระผสมใช้มะกรูด ความเปรี้ยว เพราะความเป็นกรดจะช่วยขจัดความมันหนังศีรษะ และช่วยให้ผมดกดำเป็นเงางาม ในเรื่องของการบำรุงผิวพรรณนั้น สมัยโบราณยังใช้ข้าวโพดบำรุงผิว โดยข้าวโพดดิบ 1 ฝัก แกะเมล็ดออกโขลกให้ละเอียด จากนั้นนำมาคั้นด้วยผ้าขาวบาง จะได้เป็นน้ำนมจากข้าวโพด ใช้ทาผิวหน้าทุกวัน ส่วนการสีฟัน ก็ใช้กิ่งข่อย ทุบปลายฟูนุ่ม จุ่มน้ำสีฟัน ช่วยดูแลเหงือกและฟันได้อย่างดี เนื่องจากข่อยมีคุณสมบัติลดการอักเสบของเหงือก และช่วยยับยั้งการเจริญเติยโตของแบคทีเรียในช่องปากได้

ภญ. ผกากรอง กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่เห็นในละครมีจุ่มผงสีออกขาวเทา คาดว่าเป็นขี้เถ้า เนื่องจากขี้เถ้ามีความเป็นด่าง เมื่อผสมน้ำจะเกิดฟอง ใช้ลดความมันบนผิวได้ สำหรับการผัดแป้ง สมัยโบราณไม่มีแป้งฝุ่น แป้งพัฟ ก็ใช้แป้งดินสอพอง บดผสมน้ำทาหน้า ทาตัว เกลี่ยให้เนียนเท่ากัน หรือพื้นบ้านใช้แป้งจากเมล็ดบานเย็นผัดหน้าช่วยรักษาสิวฝ้าได้ เนื่องจากมีมีฤทธิ์ต้านการเกิดฝ้าและมีสาร quercetin, kaemferol ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและลดการสร้างเม็ดสีเพิ่มความอ่อนเยาว์ให้เซลล์ หรือใช้แป้งร่ำ ผสมน้ำอบ น้ำปรุง เครื่องหอมแบบชาววังประทินผิว

“ที่สำคัญหลายคนสงสัยว่า การแต่งหน้าในสมัยโบราณทำอย่างไร เช่น การเขียนคิ้วจะใช้ถ่านกะลามะพร้าว ส่วนลิปสติก หรือทาแก้มนั้น ไม่มีบรัชออน จะใช้สีแดงทาได้ทั้งแก้มและริมฝีปาก โดยใช้สีแดงจากชาดซึ่งนำเข้าจากจีน มีลักษณะเป็นดอกไม้ที่มีสีแดง นำเป็นแผ่นกระดาษนำมาซับ หรือหากเป็นของไทยเองก็ใช้สีจากผลผักปลังแดง ทาแก้ม ทาปาก ก็ได้สีออกแดงชมพูธรรมชาติ ซึ่งการศึกษาพบว่าผักปลังแดงช่วยเพิ่มเม็ดเลือด บำรุงเลือดได้ เนื่องจากมีสารแอนโธไซยานิน สำหรับการรักษาสิวของหญิงไทยสมัยก่อนจะใช้กิ่งมะขาม 4-5 กิ่ง ต้มลงหม้อน้ำเดือด ต้มให้เดือดนาน 10 นาที นำมาล้างหน้าแทนน้ำเปล่าทุกเช้าเย็น ประมาณ 1 สัปดาห์ ปัญหาสิวจะค่อยๆ ดีขึ้น และทำให้ผิวขาวขึ้นด้วย” ภญ. ผกากรอง กล่าว