นอกจากนี้ในแผนปฏิบัติการฝึกอบรม อีกมาตรการสำคัญคือ

การจัดทำหลักสูตรเกษตรกรและผู้รับจ้างพ่นสารและหลักสูตรพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยสาระสำคัญหลักสูตรผู้รับจ้างพ่นสารจะเน้นให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้ 3 สารเคมี อันตรายจากการใช้ ความเป็นพิษต่อร่างการ สุขภาพและสิ่งแวดล้อม การใช้วัตถุอันตรายอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย

ส่วนหลักสูตรเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลสังกัด เน้นให้ความรู้เกี่ยวกับมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร กฎระเบียบ และบทบาทพนักงานเจ้าหน้าที่วัตถุอันตราย ตามพ.ร.บวัตถุอันตรายพ.ศ2535และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อไปทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้สารในพื้นที่ที่รับผิดชอบได้อย่างถูกต้อง

ส่วนหลักสูตรผู้รับจ้างพ่นฉีด จะเน้นการสาธิต ฝึกปฏิบัติจริงและต้องผ่านการทดสอบข้อเขียนและปฏิบัติอย่างเข้มข้นและผู้พ้นและลูกจ้างจะต้องมาอบรมทุกๆ 3ปี
ส่วนหลักสูตรเกษตรกรจะเน้นการสาธิต e-learning และต้องผ่านการทอดสอบข้อเขียน

ด้านนายศรัณย์ วัธนธาดา ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ภายหลังกฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วันนับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (23 เมย.62) เกษตรกรผู้มีสิทธิซื้อสารเคมี 3 ชนิด จะต้องผ่านการอบรมและหรือผ่านการทดสอบตามหลักสูตรที่กรมวิชาการเกษตรกำหนด และมีหลักฐานแสดงพืชปลูกและพื้นที่ปลูก เพื่อกำหนดปริมาณในการซื้อ 3 สาร ตามคำแนะนำในฉลากในระหว่างที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้ เป็นช่วงที่ผู้ประกอบการต้องปรับปรุงฉลาก 3 สาร ตามข้อกำหนดในประกาศฯ เร่งอบรมให้ความรู้เกษตรกร และผู้เกี่ยวข้อง

กรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยผลดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งสหกรณ์ระยะ 5ปีฉลุย สมาชิกขยับเป็นเป็น 11.57 ล้านคน มีทุนหมุนเวียน 3 ล้านล้านบาท ทุ่ม 2.6 พันล้านเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างภาคสหกรณ์กับภาคเอกชนผ่าน CDC สร้างมูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาท

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวว่า กล่าวถึงผลการดำเนินงานส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาว่า ส่งผลให้ปัจจุบันมีสมาชิกสหกรณ์รวมทั้งสิ้น 11.57 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.10 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 0.87) สหกรณ์มีทุนดำเนินงานรวม 3.13 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.69 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 28.28)

และมีปริมาณธุรกิจรวม 2.52 ล้านล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.29 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 13.21) โดยผลการดำเนินงานสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนให้สมาชิกเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านธุรกิจสินเชื่อ จำนวน 1.50 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.24 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.04) และส่งเสริมการออมของสมาชิก โดยรับฝากเงินออม จำนวน 0.83 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 0.07 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 9.21)

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวด้วยว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ดำเนินการพัฒนาสหกรณ์ใน 2 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ด้านการส่งเสริมและพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ จำนวน 8,129 แห่ง ทั่วประเทศ ให้สามารถดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยสนับสนุนและผลักดันให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีศักยภาพ พัฒนาให้เป็นองค์กรหลักในระดับอำเภอ จำนวนทั้งสิ้น 823 แห่ง ทั่วประเทศ เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านนโยบายของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรสมาชิก

รวมทั้งได้สนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนกว่า 2,602ล้านบาท ในการจัดหาปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานและอุปกรณ์ด้านการผลิต การรวบรวม การแปรรูป การตลาด เพื่อพัฒนาเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ รวมทั้งเสริมสร้างและพัฒนาองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการธุรกิจ ส่งผลให้ในปัจจุบันสหกรณ์ภาคการเกษตรกว่า 1,573 แห่ง มีศักยภาพในการรวบรวมและรับซื้อผลผลิตการเกษตรที่สำคัญของเกษตรกรสมาชิก เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เป็นต้น โดยมีปริมาณการรวบรวมมากกว่า 5.53 ล้านตัน/ปี และในจำนวนนี้มีสหกรณ์ 718 แห่ง สามารถจัดการด้านคุณภาพและแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ปริมาณรวมกว่า 1.103 ล้านตัน/ปี

ส่วนด้านการตลาด กรมได้ส่งเสริมให้สหกรณ์มีการเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างภาคสหกรณ์กับภาคเอกชน เพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพตามความต้องการของเกษตรกรสมาชิก และจัดจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร และสินค้าอุปโภค บริโภคให้แก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป ผ่านช่องทางศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (Cooperative Distribution Center : CDC) จำนวน 121 แห่ง มูลค่ารวมกว่า 21,718 ล้านบาท ห้างสรรพสินค้า/โมเดิร์นเทรด เช่น แม็คโคร บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์มาร์เก็ต เป็นต้น มูลค่ารวมกว่า 3,063.87 ล้านบาท และสหกรณ์ 55 แห่ง มีศักยภาพในการผลิตสินค้าเกษตรส่งออกไปยังต่างประเทศกว่า 28 ประเทศ ผลผลิตจำหน่ายรวม 45,869.05 ตัน มูลค่า 1,888.52 ล้านบาท

ราว 3-4 ปีก่อน ทุเรียนมูซังคิง หรือ เหมาซานหวัง ขึ้นชื่อลือชาอย่างที่สุด เพราะความนิยมบริโภคของชาวเอเชีย ส่งผลให้ราคาทุเรียนสายพันธุ์นี้พุ่งขึ้นสูงไปถึง กิโลกรัมละ 500-1,000 บาท

ด้วยตัวเลขราคาซื้อขายเช่นนี้ ทำให้ชาวไทยหลายคนที่มีพื้นที่ทำสวนและมีสภาพแวดล้อมใกล้เคียงสามารถปลูกทุเรียนได้ โค่นพืชบางชนิดที่ไม่ทำกำไร หันมาปลูกทุเรียนมูซังคิง หรือเริ่มต้นลงแปลงปลูกใหม่ โดยไม่คิดหน้าคิดหลัง

ถึงวันนี้ ผลผลิตออกสู่ตลาดในจำนวนที่มากขึ้น แต่ไม่ถึงกับล้นตลาด และไม่ทำให้ราคาทุเรียนมูซังคิงตกลงถึงขั้นน่าเป็นห่วง

อำเภอเบตง จังหวัดยะลา สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขา สภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิต่ำ มีความใกล้เคียงกับสภาพภูมิประเทศของมาเลเซีย ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นต้นกำเนิดของทุเรียนราคาแพงอย่างมูซังคิง

คุณศักดิ์ศรี สง่าราศรี เกษตรกรรุ่นใหม่ในเบตง ปรับเปลี่ยนพื้นที่จากการทำสวนยางพารามาปลูกไม้ผล เป็นทุเรียนหมอนทอง พวงมณี และก้านยาว มาตั้งแต่ 12 ปี ที่ผ่านมา และทำสวนส้มอีกจำนวนหนึ่ง แต่สวนส้มเกิดภาวะโรคระบาด ประกอบกับเพื่อนของคุณพ่อที่อยู่มาเลเซีย บอกว่า ทุเรียนพันธุ์มูซังคิง เป็นพันธุ์ที่มีราคาขายดีมากในมาเลเซีย ราคาสูงถึง 200 บาท ต่อกิโลกรัม จึงเป็นแรงจูงใจให้รื้อแปลงส้มทิ้งทั้งหมด แล้วเปลี่ยนเป็นทุเรียนมูงซังคิงแทน

เมื่อรื้อแปลงส้มออกทั้งหมด 8 ไร่ จึงปลูกทุเรียนพื้นบ้านไว้เป็นต้นตอ เมื่ออายุได้ 1 ปี จึงนำยอดทุเรียนมูซังคิงมาเสียบ ระยะปลูก 8×9 เมตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 25 ต้น

ผลผลิตจากทุเรียนก้านยาว หมอนทอง และพวงมณี ที่มีอยู่ก่อนหน้า เกินกว่าครึ่งถูกส่งไปขายในมาเลเซีย ซึ่งการจัดการภายในสวน คุณศักดิ์ศรี บอกว่า อำเภอเบตง มีสภาพภูมิอากาศดี มีฝนตกต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงไม่ต้องลงทุนเรื่องระบบน้ำ แต่หลังจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงจึงหันมาดูแลรดน้ำบ้าง ต้นทุนที่เห็นในการทำสวนทุเรียนคือ การให้ปุ๋ย การราดสาร การทำน้ำหมักจากผลผลิตที่เหลือใช้ภายในสวน มีน้ำที่ใช้รดในช่วงที่สภาพอากาศแล้งนานเท่านั้น

สวนของคุณศักดิ์ศรี เป็นสวนแรกๆ ที่นำทุเรียนพันธุ์มูซังคิงเข้ามาปลูกในพื้นที่อำเภอเบตง แต่เพราะไม่ได้ใส่ใจในการบริหารจัดการภายในสวน ปล่อยให้เจริญเติบโตจากธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตก็เจริญเติบโตตามธรรมชาติไปด้วยเช่นกัน

กระทั่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนมูซังคิงสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 500 บาท ทำให้คุณศักดิ์ศรีเริ่มหันกลับมาดูแลสวนทุเรียนมูซังคิงจริงจัง คุณศักดิ์ศรี บอกว่า ทุกๆ 2 เดือน ต้องใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ หมั่นระวังโรคและแมลงด้วยการฉีดยาป้องกัน เมื่อถึงช่วงที่ทุเรียนให้ดอก จะเริ่มให้อาหารเสริมในกลุ่มธาตุอาหารที่จำเป็นกับทุเรียน เช่น แมกนีเซียม โบรอน เมื่อดอกเริ่มบาน ต้องให้ปุ๋ย สูตร 8-24-24

การให้น้ำ ก็จัดการระบบน้ำด้วยสปริงเกลอร์ ช่วงที่ทุเรียนยังไม่ให้ดอก รดน้ำ 40 นาที ต่อต้น วันเว้นวัน แต่ถ้าอยู่ในช่วงติดดอกให้ลดปริมาณน้ำลงมาครึ่งหนึ่ง เพราะการจำกัดปริมาณน้ำจะช่วยให้ขั้วทุเรียนมีความเหนียวมากขึ้น หากสามารถบริหารจัดการทำให้ดอกทุเรียนติดอยู่ได้นานจนได้ผลผลิต ก็จะได้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพ

หลังดอกบาน 100-110 วัน ผลผลิตจะเก็บเกี่ยวไปจำหน่ายได้ ส่วนใหญ่ผลผลิตทุเรียนมูซังคิงที่ได้ จะมีน้ำหนัก 1.5-2.2 กิโลกรัม ต่อลูก มีบ้างที่เป็นผลใหญ่ น้ำหนัก 3-4 กิโลกรัม ต่อลูก ซึ่งลูกค้าไม่ได้กำหนดเจาะจงเรื่องของขนาดผลทุเรียน ไม่ว่าจะได้ขนาดไหนมา ก็ขายออกสู่ตลาดได้ราคาดีเหมือนกัน

ทุเรียนมูซังคิง เป็นทุเรียนที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเบตง สภาพอากาศทำให้ทุเรียนให้ผลผลิตราวเดือนสิงหาคมของทุกปี

“ปีที่แล้วทุเรียนมูซังคิงที่ได้ส่งไปขายที่มาเลเซีย ราคากิโลกรัมละ 350 บาท ถ้าผลผลิตที่ไทยออกมากในช่วงที่มาเลเซียยังมีน้อย ราคาจะสูง แต่ถ้าตรงกับช่วงที่ผลผลิตทางมาเลเซียมีมาก ราคาจะถูกลง แต่ไม่ถูกมาก อย่างน้อยก็ได้กิโลกรัมละ 200 บาท”

ในช่วงที่ทุเรียนมูซังคิง ได้รับความนิยมแพร่หลาย เป็นผลให้คนจำนวนหนึ่งต้องการปลูกทุเรียนมูซังคิง คุณศักดิ์ศรีจึงทำกิ่งพันธุ์ทุเรียนมูซังคิงขาย และเริ่มขายทางออนไลน์ได้ผลดีตั้งแต่นั้นมา ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีผู้สนใจซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนมูซังคิงไปปลูกเรื่อยๆ

คุณศักดิ์ศรี ขายในราคา 150 บาท ต่อกิ่ง ไม่รวมค่าขนส่ง

เมื่อถามถึงจำนวนผลผลิตที่ได้ ทุกๆ ปี ต้นทุเรียนเจริญเติบโตขึ้น แต่อย่างที่คุณศักดิ์ศรีบอกว่า ไม่ได้ดูแลจริงจังมาตั้งแต่แรกเริ่ม เพิ่งมาบริหารจัดการภายในสวนเมื่อ 3-4 ปี ที่ผ่านมา แต่ถึงอย่างนั้น จำนวนทุเรียนมูซังคิงในสวนทุเรียนแห่งนี้ก็ถือเป็นแปลงทุเรียนมูซังคิงที่ใหญ่ที่สุดที่ให้ผลผลิตแล้วในอำเภอเบตง

“ตอนนี้ ทุเรียนมูซังคิงในสวนผม ให้ผลผลิตแล้ว 75 ต้น ถือว่าน้อย เพราะที่ผ่านมาผมไม่ได้ดูแลจริงจัง แต่คาดว่าปีนี้น่าจะได้ไม่น้อยกว่า 7 ตัน”

กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเบตงที่เป็นคนรุ่นใหม่ เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ก็ถูกนำกลับมาใช้อีก คุณศักดิ์ศรี ก็เป็นอีกคนที่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงการทำการเกษตร ต้องการนำอินทรีย์เข้ามาแทนที่สารเคมี เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่เพราะรอบข้างยังทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีอยู่ ทำให้การปรับเปลี่ยนทำได้ยาก แต่อย่างน้อยการปลูกทุเรียนมูซังคิงตอนนี้ ก็ค่อยๆ ลดการใช้สารเคมีลงไปได้มากแล้ว

ทุกฤดูกาลของทุเรียนมูซังคิง คุณศักดิ์ศรี ลงขายผ่านออนไลน์ มีคนจองและสั่งตลอดฤดูกาล แต่เกือบทั้งหมดส่งขายไปยังมาเลเซีย มีจำนวนน้อยที่ขายในพื้นที่เบตงบ้าง เรียน คุณหมอเกษตร ทองกวาว ที่นับถือ

ผมทราบว่า ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ เป็นผลงานของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นพันธุ์ข้าวที่ได้รับความนิยมบริโภคเพื่อสุขภาพ นอกจากนี้ ยังมีข้าวพันธุ์อื่นๆ อีกหรือไม่ครับ ถ้าหากมีผมขอรบกวนคุณหมอเกษตรได้กรุณาแนะนำด้วย และพันธุ์ข้าวเหล่านั้นผมจะติดต่อซื้อเมล็ดพันธุ์ได้ที่ไหนครับ ผมถือโอกาสขอบคุณมาในโอกาสนี้ แล้วผมจะติดตามอ่านในนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านครับ

ปรัชญาการปรับปรุงพันธุ์ข้าว ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ว่าด้วยข้าวพันธุ์พิเศษในที่นี้หมายความว่า พันธุ์ข้าวที่มีการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะทาง หรือในเขตเพาะปลูกที่มีปัญหาเฉพาะถิ่น โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ร่วมกันปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ข้าวออกมาสู่เกษตรกรอีกหลายพันธุ์ ตามปรัชญาที่ตั้งไว้มีดังนี้

ข้าวพันธุ์หอมชลสิทธิ์ เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวพันธุ์ข้าวดอกมะลิ 105 กับพันธุ์ข้าวทนน้ำลึก (ไม่ระบุชื่อพันธุ์) เป็นพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพหุงต้มใกล้เคียงกับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง มีความสามารถทนน้ำท่วมได้เป็นเวลา 2 สัปดาห์ อีกทั้งมีความต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ดี และให้ผลผลิตเฉลี่ย 900 กิโลกรัม ต่อไร่ มีอายุเก็บเกี่ยว 120 วัน

ข้าวพันธุ์สินเหล็ก เป็นข้าวลูกผสมระหว่างข้าวพันธุ์หอมนิล กับข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ลักษณะเด่นอยู่ที่มีธาตุเหล็กสูง มีดัชนีน้ำตาลต่ำถึงปานกลาง จึงเหมาะสำหรับผู้เป็นโรคเบาหวานใช้บริโภค มีเมล็ดข้าวสารสีขาว เป็นพันธุ์ที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง ให้ผลผลิตเฉลี่ย 600 กิโลกรัม ต่อไร่

ข้าวพันธุ์ไรซ์เบอร์รี่ ได้จากข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กับข้าวพันธุ์หอมนิล มีเมล็ดข้าวกล้องสีม่วง รูปร่างเรียวยาว หุงต้มแล้วหอมและนุ่ม เป็นข้าวพันธุ์ที่ไม่ตอบสนองต่อช่วงแสง ทนต่อโรคไหม้ มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง ได้แก่ เบต้าแคโรทีน วิตามินเอ และสังกะสี มีอายุเก็บเกี่ยว 130 วัน และให้ผลผลิตเฉลี่ย 750 กิโลกรัม ต่อไร่

ในฤดูกาลนี้เป็นช่วงออกผลผลิตของผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ราชาผลไม้ โดยคาดว่า ในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม จะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด ด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูง ขายได้ราคาดี เพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล และทุเรียนอ่อนมีน้ำหนักผลมากกว่าทุเรียนแก่ จึงทำให้เกษตรกรและพ่อค้าตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอประกาศเตือนให้เจ้าของสวนและพ่อค้าทุเรียนอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะการตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายถือว่าผิดกฎหมายผู้บริโภค เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษทั้งจำทั้งปรับ อีกทั้งส่งผลให้ราคาทุเรียนในรุ่นต่อไปตกต่ำ ถ้าพบชาวสวนหรือพ่อค้าทำผิดก็ให้ดำเนินคดีโดยเด็ดขาด

สำหรับผู้บริโภคมีข้อสังเกตง่ายๆ ก่อนซื้อทุเรียนในช่วงนี้ คือ

สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น สากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียนจะรู้สึกว่าก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโตเห็นรอยต่อชัดเจน
สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผลจะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามกางออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่ามีสปริง
สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัดจะสังเกตเห็นรอยแยกสีน้ำตาลบนร่องพูอย่างชัดเจน ยกเว้นบางพันธุ์ที่พูปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว
การชิมปลิง ผลทุเรียนแก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออกจะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียวเหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อชิมดูจะมีรสหวาน
5. การเคาะเปลือกหรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัดจะมีเสียงดังหลวมๆ เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน

คำพังเพยที่กล่าวไว้ว่า “ลำบากก่อน แล้วจะสบายในภายหลัง” เห็นจะเป็นคำกล่าวที่เป็นจริงในหมู่ลูกหลานชาวจีน ที่มาจากผืนแผ่นดินใหญ่ ได้ปลูกฝังและพร่ำสอนให้เด็กเล็กรู้จักขยัน ทำงานตั้งแต่ยังเล็ก ฝึกปรือจนชำนาญ หัดค้าขายตามบรรพบุรุษเรื่อยมา พอเติบโตขึ้นมาเรียนรู้จนสามารถเจริญรอยตามได้สำเร็จ เห็นได้จากพ่อค้าแม่ขายที่มีเชื้อสายชาวจีน มีธุรกิจค้าขายหลายขนาด หลายสิ่งหลายอย่างล้วนแต่ถูกสั่งสอนกันมาจนเป็นวัฒนธรรม ประเพณีนิยมสืบสานกันจนถึงปัจจุบัน

จนสามารถมีฐานะส่งบุตรหลานไปเล่าเรียนมา ทั้งในและต่างประเทศที่น่าเป็นแบบอย่างของคนไทยที่ไม่ละทิ้งอาชีพดั้งเดิม ที่รุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย ได้สร้างเอาไว้ สืบสานกิจการไม่รู้จบสิ้น

เมื่อกว่า 30 ปีแล้ว ได้รู้จักกับสาวใหญ่ เชื้อสายชาวจีนโดยกำเนิดที่บรรพบุรุษอพยพจากผืนแผ่นดินใหญ่ แล้วมาปักหลักอยู่ในย่านตลาดบางซื่อ กรุงเทพมหานครเธอคนนั้นมีนามว่า “วัชรี (ฮุ้ง) จีระศักดิ์” ความขยันและค้าขายเก่ง พูดจาคล่องแคล่ว ได้ทั้งภาษาจีนแต้จิ๋ว และภาษาจีนกลาง จนสามารถบุกเบิกค้าผัก ผลไม้ไทยไปถึงตลาดฮ่องกง สิงคโปร์ และจีนแผ่นดินใหญ่ในเวลาต่อมา

การบอกเล่าชีวประวัติของเธอในอดีตให้ฟังไว้น่าสนใจ “สมัยอายุยังไม่ถึง 10 ขวบดี เธอไปโรงเรียนพร้อมแนบถุงห่อผักที่บิดามารดาเธอปลูกไว้บริเวณรอบบ้าน แล้วนำติดตัวไปโรงเรียน เพื่อเอาผักไปขายให้เพื่อนร่วมโรงเรียนของเธอนำไปปรุงอาหาร เพื่อให้บิดามารดาไปทำกับข้าวเกือบทุกวัน”

เธอเล่าถึงความหลังที่อยู่กับบิดาและครอบครัวในกรุงเทพฯ ด้วยพี่น้องหลายคน โดยใช้แผ่นดินที่เหลืออยู่ว่างเปล่าใช้ให้เป็นประโยชน์ แล้วเธอก็เสริมขึ้นอีกว่า

“คุณพ่อเป็นคนขยันมาก ตื่นเช้าพร้อมมารดาขึ้นมารดน้ำผัก เพื่อตัดผักมาขายที่หน้าบ้านทุกวัน”นอกจากนั้น บิดาเธอมีฝีมือการดองผักที่ปลูกไว้ ปรากฏว่าผักดองของคุณพ่อขายดีมาก ผักดองขายหมดทุกวัน ลูกค้าชมว่า รสชาติอร่อยไม่มีใครเหมือน จนขยายการดองเพิ่มมากขึ้นเพื่อส่งให้ลูกค้า แม่ค้านำไปขายที่ตลาดสด จนมีรายได้เลี้ยงลูกๆ หลายคนที่กำลังเติบโต

หลังเธอเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครอบครัวเธอได้อพยพย้ายไปที่เชียงใหม่ ตามคำชักชวนของญาติๆ ที่ไปอยู่มาก่อนว่า เชียงใหม่เป็นเมืองอากาศน่าอยู่ เหมาะกับการปลูกผักและผลไม้ ดินดี อากาศหนาวเย็น ถ้าถึงฤดูหนาวสงบร่มเย็น

ในสมัยนั้น เนื่องจากเป็นชาวจีน ฐานะไม่ร่ำรวย บิดาไปอาศัยเช่าที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยและปลูกผักได้เพิ่มมากขึ้น และขยันดองผัก ผลไม้ เพิ่มมากขึ้น นอกจากผักดองแล้วบิดาเธอก็ดองผลไม้ “ลูกท้อ” ที่ทำส่งให้ร้านค้าจนขายดี รสชาติเป็นที่ถูกใจกับผู้ซื้อไปบริโภค

หลังออกจากโรงเรียนในวัย 12 ขวบ เธอนำจักรยานบรรทุกผักที่บิดาปลูกไว้ เวลาเช้ามืด ใส่เข่งซ้อนจักรยานแล้วเธอจะขี่ไปขายที่ตลาดในเมือง ถนนที่เธอขี่จักรยานบรรทุกผักนั้น เข่งผักที่บรรทุกก็หนัก แต่เธอแข็งแกร่ง แต่เมื่อมาถึงสะพานนครพิงค์ เธอปั่นจักรยานขึ้นไม่ไหว เด็กหญิงตัวเล็กๆ กำลังปั่นไม่มีแรงพอจะถีบต่อไปได้ เธอต้องลงมาจูงจักรยานแทน เมื่อถึงตีนสะพานด้วยความหนักของเข่งผัก บนกระแตะท้ายจักรยานลากขึ้นเนินชันจนจักรยานล้มลง เธอยกขึ้นไม่ไหว ต้องอาศัยผู้ใหญ่ใจดีที่เดินผ่านไปมา ต้องลงมาช่วยเหลือยกทั้งเข่งผักและจักรยานจนตั้งรถได้ แล้วถึงจะปั่นจักรยานไปจนถึงตลาด…เธอนึกถึงในอดีตที่จำภาพติดตาของผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่จิตใจเข้มแข็ง

กิจวัตรประจำวันของเธอก็คือ หลังส่งผักขายแล้วก็มาช่วยที่แปลงผักที่บิดาปลูกไว้ เพื่อรดน้ำผักทุกวัน ช่วยกันกับพี่ๆ น้องๆ วันหนึ่งก็เกิดเรื่องที่เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่า
เธอเล่าว่า บ้านและแปลงผักของบิดามารดาเธอเช่าไว้อยู่ตรงข้ามกับบ้านพักคหบดี คนรวยระดับพ่อเลี้ยงเชียงใหม่ ที่คนทั้งจังหวัดต้องรู้จักทั้งชื่อและนามสกุล

ความขยันและอดทนของเธอไม่ได้คาดสายตาพ่อเลี้ยงที่ชื่อ พ่อเลี้ยงไกรสีห์ นิมมานเหมินทร์ อดีตบิดารัฐมนตรีคลังของพรรคใหญ่พรรคหนึ่ง อยากขอเธอไว้เป็นลูกบุญธรรม เห็นความขยันและแข็งแรง สู้งาน เป็นเด็กหน้าตาดี จิตใจเอื้อเฟื้อช่วยเหลือบิดามาตั้งแต่ยังเล็ก กอปรกับพ่อเลี้ยงไม่มีลูกสาวด้วย ความน่ารักและขยันของเธอ พ่อเลี้ยงได้ขอเธอไว้เป็นบุตรบุญธรรม โดยบิดาไม่ขัดข้องเพราะลูกสาวจะมีอนาคตได้ดีกว่านี้ จึงตอบตกลงยกให้พ่อเลี้ยงทันที

ความทราบถึงเธอ แทนที่เธอจะดีใจ จะได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ เธอกลับร้องไห้คร่ำครวญ บอกไม่ไปเด็ดขาดและขออยู่กับบิดาตลอดไป จนบิดาใจอ่อน ต้องไปเจรจากับพ่อเลี้ยงเพื่อมิให้เธอเสียใจไปกว่านั้น และสงสารลูกสาวที่ไม่อยากพรากไปจากบิดามารดา
นี่คือ เสี้ยวชีวิตหนึ่งของอดีตยามวัยเด็กของเธอที่เล่ามาจากประสบการณ์ความจำได้ แม้ว่าเวลาจะล่วงเลยมานานจนบรรพบุรุษที่กล่าวถึงได้พ้นไปจากโลกนี้แล้ว

หลังเธอเติบโตเป็นสาวเชียงใหม่ ครอบครัวและพี่น้องเธอได้โยกย้ายไปมีครอบครัว และแต่งงานกันหมดแล้ว ส่วนชีวิตเธอได้แต่งงานกับหนุ่มคาราวานรถบรรทุกสิบล้อจากจังหวัดมุกดาหาร นามว่า “มนตรี จีระศักดิ์”

จากนั้นจึงหันมาประกอบอาชีพค้าขายผัก ผลไม้ ในย่านริมคลองประปา แล้วต่อไปถึงตลาดไท ค้าผัก ผลไม้ส่งออกและนำเข้าผัก และผลไม้จากต่างประเทศ หมุนเวียนกันมาเพิ่มขยายกิจการในตลาดต่างประเทศ ที่ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน แถบยุโรปหลายประเทศ
เริ่มชีวิตการค้าขายผลไม้และผักที่รับมาจากผู้ผลิต มาเปิดร้าน ชื่อ “วัชมน” ย่านคลองประปา ป้ายปิดไว้ที่ร้าน รถแล่นผ่านไปมา อดจอดแวะซื้อไม่ได้ เพราะผักสวยงามน่ารับประทาน ผลไม้จากต่างแดนและในประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักและผลไม้ ทั้งแตงโม เมล่อน ผักในฤดูหนาว มะเขือเทศสีดา ที่เป็นเมล็ดพันธุ์จากไต้หวัน เธอเป็นตัวแทนขายเมล็ดพันธุ์ด้วย ทำให้เธอต้องเดินทางไปที่แหล่งลูกค้าและตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศบ่อยทุกสัปดาห์ เป็นธุรกิจที่เธอต้องค้าขายกับชาวจีน อาศัยภาษาที่เธอพูดได้ทั้งแต้จิ๋ว ฮกเกี้ยน และจีนกลาง จนธุรกิจเธอไปได้อย่างรวดเร็ว ผลไม้ที่นำเข้ามาเธอต้องสร้างห้องเย็นขนาดเล็กไว้ในตลาดไท ที่เช่าเอาไว้เก็บผลไม้แอปเปิ้ล สาลี่

ผลไม้เมืองหนาวราคาแพงได้สร้างชื่อเสียงในนามหญิงเหล็กแห่งผลไม้ส่งออกและนำเข้า เกษตรกรต้องนำสินค้าที่ต้องมีคุณภาพดีถึงจะไปสู้กับต่างประเทศได้ ผลิตออกมาต้องได้รับความเชื่อถือตรวจสอบได้ เธอจึงได้ไปเจรจากับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร ขอให้ตั้งเครื่องทดสอบสารพิษจากผลไม้ไทย และผักที่จะส่งไปขายยังต่างประเทศ เพื่อตรวจสอบสารเคมีตกค้างหรือไม่ หากหลุดออกไปจะถูกตีกลับเอาได้

เมื่อสินค้าดังกล่าวไปถึงปลายทางแล้ว จะมีการทดสอบสุ่มตัวอย่างสินค้าซึ่งจะเป็นข่าวออกมาบ่อยๆ ว่า ผัก ผลไม้ไทยมีพบสารเคมีตกค้างอยู่บ่อย ที่ทำให้ไทยได้รับความเสียหาย บางประเทศถึงกับ “แบน” สินค้าจากไทยก็มี หากไม่รีบแก้ไขปัญหานี้ เธอเล่าถึงขั้นตอนการขนส่งผัก ผลไม้ส่งออก ที่เธอต่อสู้มาตลอดชีวิตมาตรการความปลอดภัย

ในเวลาต่อมาเมื่อกิจการเจริญรุ่งเรือง เธอได้ปรึกษากับสามีว่า เห็นจะต้องหาที่ดินใกล้ๆ กับตลาดไท มาสร้างห้องเย็นไว้สำรองเก็บผัก ผลไม้ ในต่างประเทศ เพื่อนำมาจำหน่ายในเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน สารทจีน และวันสำคัญๆ ของไทย

จนกระทั่งห้องเย็นที่เธอวาดฝันเอาไว้ก็เกิดขึ้นจริง หลายหน่วยงานทางราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ค้าขายอาชีพผัก ผลไม้ ในตลาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ต่างมาแสดงความยินดีเพื่อสร้างความอุ่นใจของผู้ขายผลไม้จะไม่ให้ขาดตลาด ในขณะที่ร้านตลาดไทที่เธอมีจำหน่ายก็เป็นการระบายสินค้าที่มาจากผลไม้เมืองหนาวจากจีน ญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกา ฯลฯ

บางครั้งก็มีสถานทูตแต่ละประเทศมาเยี่ยมห้องเย็นเธอที่ก่อสร้างใหญ่สุดในประเทศไทย บ้างก็ขอร้องให้เธอช่วยอุดหนุนแอปเปิ้ล สาลี่ ลูกพลับสด ผลไม้ยอดนิยมของคนไทย ตลอดทั้งผักที่ปลูกจากสายพันธุ์ของไต้หวัน แตงโม เมล่อน ข้าวโพดหวาน ที่คนไทยรู้จักดี แม้แต่มะเขือเทศสีดา ที่เธอเป็นคนแรกนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรต่างจังหวัดปลูกแล้วซื้อคืน จนเป็นที่รู้จักของคนไทย

เรื่องราวดีๆ จากร้านวัชมน ไม่หมดลง เพราะแม้ว่าเธอจะมอบหมายให้ทายาทดำเนินการต่อเพื่อสืบสานตำนานค้าขายผัก ผลไม้ ที่เธอและสามีต้องคอยเป็นพี่เลี้ยงให้
ขออวยพรให้กิจการรุ่งเรืองต่อไป หญิงเหล็กที่สร้างตำนานให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้และแก้ไข

“ปลาดุกร้า” เป็นอาหารหมักดองประเภทหนึ่ง เนื้อปลาดุกร้าเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่ดี ที่เกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านภาคใต้ ปลาดุกร้ามีรสชาติหวานเค็มผสมกันอยู่ นำมาทำอาหารด้วยวิธีปิ้งย่างหรือทอดไฟอ่อนๆ จนมีกลิ่นหอม ซอยหอม พริกขี้หนู บีบมะนาวใส่ลงไป นำมากินกับข้าวสวยร้อนๆ แค่นี้ก็อร่อยแซ่บเว่อร์สุดๆ เอาสเต๊กมาแลกก็ไม่ยอม

การผลิตปลาดุกร้า มีวัตถุประสงค์เพื่อถนอมอาหาร โดยทำจากปลาดุกล้วนๆ ทั้งตัว นำมาหมักด้วยเกลือและน้ำตาล เพื่อเนื้อปลาแห้งในระดับปานกลาง ปลาดุกร้าในแต่ละท้องที่จะมีรสชาติแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ กรรมวิธีการหมักและการตากแดด แหล่งผลิตปลาดุกร้าที่สำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ส่วนใหญ่อยู่รอบทะเลสาบสงขลา ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรในจังหวัดพัทลุง กลุ่มเกษตรกรในอำเภอระโนด จังหวัดสงขลา พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังและอำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น