นอกจากนี้ กรมฯยังได้เชิญชวนให้ขบวนการสหกรณ์โคนมร่วมใจ

น้อมเกล้าฯ ถวายโคสาว 89 ตัว แด่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และด้วยพระมหากรุณาธิคุณฯ พระองค์ได้พระราชทานโคสาว ทั้ง 89 ตัว ให้กับเยาวชนบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรโคนม 89 รายนำไปเลี้ยงต่อ โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้คัดเลือกผู้รับโคสาวพระราชทานและส่งมอบแก่เยาวชนทั้ง 89 รายเรียบร้อยแล้ว และผู้ที่ได้รับพระราชทานโคสาว จำนวน 3 ราย ได้เข้าเฝ้าฯทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่เสด็จพระราชดำเนินมาเปิดงานเทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2561 เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งถวายรายงานความก้าวหน้าในการเลี้ยงโคนมที่ได้รับพระราชทาน และบอกเล่าถึงความภาคภูมิใจที่ได้สานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นพ่อแม่มาจนถึงรุ่นของตัวเอง

นางสาวสมฤทัย ยอดทองหลาง อายุ 25 ปี จากสหกรณ์โคนมพิมาย จำกัด จังหวัดนครราชสีมา ได้รับ โคพระราชทาน ชื่อแรม อายุ 2 ปี 11 เดือน และได้รับการอบรมการเพิ่มขีดความสามารถยุวเกษตรกรโคนมในการเลี้ยงโคนม เพื่อเพิ่มผลผลิตฟาร์มโคนมที่ปฏิบัติได้และเห็นผลจริงในปีงบประมาณ พ.ศ.2560 กล่าวว่า ตนรู้สึกภูมิใจที่ได้ประกอบอาชีพที่พระองค์ท่านทรงพระราชทานให้ ซึ่งเป็นอาชีพที่มั่นคงสามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน ปัจจุบันครอบครัวได้เลี้ยงโคนม 63 ตัว แม่โครีด 35 ตัว โคสาว 14 ตัว โคพักท้อง 1 ตัว และลูกโค 13 ตัว ปริมาณน้ำนมโคเฉลี่ย 570 กิโลกรัม/วัน หรือมีอัตราการรีดเฉลี่ย 15.04 กิโลกรัม/ตัว/วัน

ซึ่งการรีดนมโคขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ถ้าช่วงไหนอากาศเย็น โคจะให้น้ำนมมากขึ้น แต่ถ้าอากาศร้อน ผลผลิตจะลดลง ตนก็ต้องดูแลเรื่องอาหาร ยาบำรุง การให้อาหารหยาบและอาหารข้นเพราะแต่ละวันอากาศจะไม่เหมือนกัน โคจะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล จึงต้องควบคุมเรื่องอาหารเป็นหลัก การเลี้ยงโคนมต้องอาศัยความใส่ใจและดูแลใกล้ชิด และต้องทำด้วยใจรักจริงๆ ซึ่งครอบครัวของตนทำอาชีพเลี้ยงโคมาแล้ว 26 ปี ตนได้ช่วยพ่อแม่เลี้ยงโคนมมาตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งเรียนจบการศึกษา จึงได้เข้ามาบริหารจัดการให้อาหารโคภายในฟาร์ม การดูแลแปลงหญ้า การดูแลการให้วัคซีนป้องกันโรค การดูแลสุขภาพโคนม เต้านม และรักษาความสะอาดในโรงเรือนและคอกรีดนม

“หนูคิดว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ยั่งยืน เป็นอาชีพที่ควรภาคภูมิใจเพราะในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้เรา ความใฝ่ฝันตอนเด็ก คืออยากจะเป็นปลัดอำเภอ จึงเรียนจบด้านรัฐประศาสนศาสตร์มา แล้วไปเป็นทำงานที่เทศบาล แต่พอทำแล้วรู้สึกไม่ใช่ตนเอง เพราะหนูผูกพันและรักอาชีพการเลี้ยงโคนมมากกว่า สุดท้ายก็เลยตัดสินใจลาออกแล้วมาเลี้ยงโคนม

ซึ่งทำแล้วมีความสุขมากกว่า และยังทำให้มีรายได้ที่มั่นคง แม้ว่าจะไม่ถึงกับร่ำรวย สำหรับเป้าหมายชีวิตในอนาคต ต้องการสืบสานอาชีพการเลี้ยงโคนมต่อจากพ่อแม่ เพราะอาชีพเลี้ยงโคนมเป็นอาชีพที่ดี ตนจะสานต่ออาชีพนี้ด้วยการผลักดันให้เยาวชนในหมู่บ้านเห็นความสำคัญและมาร่วมกันสานต่ออาชีพจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ พยายามทำให้เขาเห็นจุดแข็งของการเลี้ยงโคนมให้มากที่สุด เพราะตอนนี้เยาวชนแถวบ้านกำลังหันไปทำอาชีพอื่น และคาดว่าจะทำการขยายฟาร์มแต่จะพยายามผลิต โคทดแทนจากฟาร์มของตัวเอง โดยที่ไม่ต้องไปซื้อโคจากที่อื่นเพราะเป็นการประหยัดต้นทุน”นางสาวสมฤทัย กล่าว

นายพัฒนพล เพียงแก้ว อายุ 21 ปี จากสหกรณ์โคนมโคกก่อ จำกัด จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนได้รับโคพระราชทาน ชื่ออุ้มบุญ อายุ 2 ปี 4 เดือน ขณะนี้โคตัวนี้ได้ตั้งท้อง 5 เดือน 11 วันแล้ว เมื่อตนได้รับ โคพระราชทานไปแล้ว ได้นำไปผสมเทียมด้วยตนเอง ตนรู้สึกภูมิใจและดีใจมาก จะเลี้ยงดูโคตัวนี้ให้ดีที่สุด ตอนนี้ตนแยกโคพระราชทานออกมาเลี้ยงเดี่ยว เพราะต้องดูแลใกล้ชิด แม้การเลี้ยงโคนมจะเหนื่อย แต่ก็มีความสุข ปัจจุบันโคนมที่ครอบครัวเลี้ยงอยู่มีทั้งหมด 45 ตัว แบ่งเป็นแม่โครีด 20 ตัว โคพักท้อง 10 ตัว และลูกโค 15 ตัว ปริมาณน้ำนมโค เฉลี่ย 400-500 กิโลกรัม/วัน มีรายได้ 6,400 บาทต่อวัน ตนเลี้ยงวัวมา 7 ปีแล้ว มีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 6,954 บาท นับเป็นรายได้ที่ช่วยเลี้ยงดูคนในครอบครัวได้อย่างดี

สำหรับหน้าที่หลักภายในฟาร์ม ได้นำความรู้จากการเข้ารับการอบรมของกรมส่งเสริมสหกรณ์มาใช้ประโยชน์ โดยสามารถตรวจท้องโคนมและผสมเทียม การดูแลสุขภาพและรักษาสัตว์ ซึ่งสามารถลดรายจ่าย ในการตรวจท้องและผสมเทียมเป็นอย่างมาก หลังจากที่ตนได้ไปอบรมจากกรมฯ ตนได้นำความรู้มาพัฒนาฟาร์มและยังได้ออกให้บริการให้แก่สมาชิกสหกรณ์ในด้านการตรวจท้องและการผสมเทียมซึ่งเป็นการสร้างรายได้ให้กับตนเองได้โดยไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ นอกจากนี้กิจวัตรประจำวัน ตนได้รีดนมวัวช่วงเช้า-เย็น ให้ฟางและอาหารวัว

และขนนมไปส่งที่สหกรณ์ และล้างอุปกรณ์เครื่องรีดนมทั้งเช้า-เย็น โดยมีความคาดหวังในอนาคต อยากมีฟาร์มโคนมเป็นของตัวเอง มีแม่โครีดสัก 500 ตัว และจะคัดเลือกแม่พันธ์ดีๆ มาไว้และพัฒนาฟาร์มให้มีมาตรฐาน มีเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ได้มาตรฐานและทันสมัยมากขึ้น เพราะส่วนตัวตนชอบเลี้ยงวัวเนื่องจากถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ และเห็นว่าอาชีพนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้ในทุกวัน และตนจะพยายามพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการเลี้ยงโคนมและรักษาอาชีพนี้ให้คงอยู่ต่อไป

นายภาณุวัฒน์ พวกจันทึก อายุ 18 ปี จากสหกรณ์โคนมด่านขุนทด จำกัด จังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและภูมิใจมากที่ได้มาสานต่ออาชีพจากพ่อแม่ ซึ่งโคนมที่ได้รับพระราชทานไปนั้นมีสุขภาพแข็งแรง เพิ่งจะคลอดลูก และเริ่มรีดนมได้แล้ว ตนเริ่มทำฟาร์มโคนมมาได้ 3 ปีแล้ว ส่วนตัวชอบอาชีพการเลี้ยงโคนมอยู่แล้ว เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ ไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างใคร ปัจจุบันในฟาร์มของครอบครัวมีโคนมทั้งหมด 37 ตัว รีดนมได้ 20 ตัว ได้น้ำนมวันละ 360 กิโลกรัมต่อวัน มีรายได้เฉลี่ย 6,400 บาทต่อวัน แต่เดิมที่บ้านทำฟาร์มสุกร แต่รายได้ไม่ค่อยแน่นอน

จึงได้หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน และเริ่มเลี้ยงโคนม และเมื่อเทียบกันแล้วพบว่าการเลี้ยงโคนมให้ผลผลิตและรายได้ที่ดีกว่าการทำฟาร์มสุกร แต่ฟาร์มโคนมของตนมีอุปสรรคนิดหน่อยโดยเฉพาะเรื่องการให้อาหาร เพราะว่าต้องผสมอาหารข้างนอกแล้วยกขึ้นรถไถเอามาใส่ในถังให้โคกิน และหญ้าที่ปลูกไว้มีไม่เพียงพอให้โคกินได้ตลอด ส่วนงานหลักๆ ที่ทำในฟาร์ม จะช่วยผสมอาหารให้วัวภายในฟาร์ม ทำความสะอาดวัวก่อนรีดนมและทำทะเบียนโคนมแต่ละตัวที่เลี้ยงอยู่ภายในฟาร์มทั้งหมด ทั้งนี้ หากตนเรียนจบการศึกษาแล้วก็จะมาทำฟาร์มโคนมเป็นอาชีพหลัก และจะซื้อโคนมมาเลี้ยงเพิ่ม และมีความตั้งใจที่จะสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมจากรุ่นพ่อแม่ไปสู่รุ่นลูกหลานในอนาคตต่อไป

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศวันไหว้เทพเจ้าขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีน ว่า ชาวตรังเชื้อสายจีนต่างร่วมพิธีไหว้เทพเจ้ากันอย่างคึกคัก ซึ่งของคาวที่นิยมใช้ไหว้ คือ หมู ไก่ และปลา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์ การงานก้าวหน้าและเงินทองเหลือใช้ อาหารทะเล เช่น ปูตัวใหญ่ หรือกุ้งมังกร เพิ่มโชคลาภและเงินทองแบบทวีคูณ

สำหรับวันไหว้ปีนี้ โรงหมูย่างใน จ.ตรัง หลายเจ้าเร่งกำลังการผลิตหมูย่างเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้า โดยเฉพาะโรงหมูย่างโกหยุ่ง ตั้งอยู่เลขที่ 152/3 ม.1 ต.บางรัก อ.เมือง จ.ตรัง บรรดาเครือญาติกว่า 15 คน ต้องเร่งกันทำหมูย่าง จำนวนกว่า 100 ตัว โดยนำหมูสดเป็นตัวๆ มาหั่นและหมักเครื่องเทศเตรียมลงเตาย่างเพื่อจะรีบให้ทันส่งลูกค้า

นายวัลลภ รักนาชาติ หรือ โกหยุ่ง อายุ 50 ปี เจ้าของโรงงานหมูย่างโกหยุ่ง เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลตรุษจีนปีนี้ ยอดสั่งหมูย่าง ประมาณ 100 ตัว ทั้งในจังหวัดตรัง และส่งจังหวัดใกล้เคียง คือ จ.กระบี่ และ จ.ภูเก็ต

“ผมทำหมูย่างมากว่า 30 ปีแล้ว สำหรับหมูย่างปีนี้คึกคักอยู่พอประมาณ แต่ปีที่แล้วจะคึกคักกว่านี้ ขายราคากิโลกรัมละ 400 บาท ซึ่งหมูย่างเซ่นไหว้ลูกค้าจะสั่งตัวละประมาณ 14-16 กิโลกรัม เฉลี่ยตัวละประมาณ 5,000-7,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีหมูย่างแบ่งขายในตลาดสดเทศบาลนครตรัง ในส่วนของต้นทุนปีนี้ยังไม่ปรับขึ้น” นายวัลลภ กล่าว

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ที่สนามหน้า บขส.2 ต.ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร นางสาวเยาวนิตย์ บุรีรักษา ปศุสัตว์สกลนคร นำ จนท.ปศุสัตว์ทั้ง 18 อำเภอ ร่วมกันจัดงานมหกรรมควาย@สกลนคร สำหรับรูปแบบของงานบรรยากาศเป็นไปแบบชายทุ่ง จำลองวิถีชีวิตการเลี้ยงควายไทยแบบโบราณ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรอนุรักษ์ควายไทย ภายหลังพบว่าควายในประเทศไทยขณะนี้มีประชากรเหลือน้อยลงอย่างน่าใจหายเพียงกว่า 1 ล้านตัวเท่านั้น หากไม่รณรงค์ส่งเสริมให้เลี้ยงหรือผสมพันธุ์ควายเชิงอนุรักษ์ อาจทำให้ควายไทยสูญพันธ์ได้

นางสาวเยาวนิตย์กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมที่ถือเป็นไฮไลท์ คือกิจกรรมแต่งงานควายซึ่งเข้ากับบรรยากาศวันวันวาเลนไทน์พอดี โดยจำลองกิจกรรมเหมือนกับประเพณีการแต่งงานของคน ตั้งแต่ขบวนหันหมาก ฝ่ายชายหญิงขบวนเจ้าบ่าวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลากสีย้อนยุค แต่เมื่อขบวนกลอง ยาว ฉิ่งฉาบ เริ่มบรรเลงฝ่ายควายเพื่อนเจ้าบ่าวก็เกิดอากาศตื่นเสียงเพลงบรรเลงขึ้น

ตกใจวิ่งเตลิดเข้าหากลุ่มขบวนขันหมากจนขบวนขันหมากแตกกระเจิง คนดูแลควายต้องระงับสติอารมณ์ และปรับรูปขบวนใหม่โดยการนำควายเพื่อนเจ้าบ่าวมาอยู่ด้านหน้าขบวนคู่กับควายเจ้าบ่าว เมื่อควายหายตกใจแล้วจึงได้แห่ขบวนขันหมากไปขอเจ้าสาวผ่านประตูเงินประตูทอง โดยฝ่ายเจ้าสาวก็สวมมงกุฎดอกไม้อย่างสวยงามเพื่อคอยรับเจ้าบ่าว จากนั้นเข้าพิธีบายศรีสู่ขวัญ โดยมีสักขีพยานจากส่วนราชการประชาชนนักท่องเที่ยวร่วมพิธีอย่างคึกคัก ก่อนจะปล่อยให้แขกซึ่งเป็นควายมาร่วมงานได้ร่วมรับประทานหญ้าแบบโต๊ะจีน ทั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งกิจรรมในวันแห่งความรักแปลกไม่เหมือนใคร

สำหรับงานนี้มีไปตั้งแต่วันที่ 14-16 ก.พ.61 โดยในวันที่ 15 กุมภาพันธ์จะเป็นกิจกรรมประกวดแฟนซีควาย และกิจกรรมสู่ขวัญควาย ทุกวันจะมีแสดงโชว์พันธุ์ควายไทยและร่วมรับประทานอาหารเย็นจากร้านค้าชุมชนที่นำมาจำหน่าย ร่วมชมดนตรีการแสดงทุกค่ำคืน.

นายพงษ์ชัย ชัยจิรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีบีจีไอ จำกัด บริษัทในกลุ่มบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บีบีจีไอได้เร่งกำลังการผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เพื่อรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบสำหรับผลิตเป็นน้ำมันไบโอดีเซลและน้ำมันปาล์มดิบเก็บเข้าเป็นสต๊อกเพิ่มเติมเป็นจำนวน 13,500 ตัน หรือคิดเป็นน้ำมันไบโอดีเซล 15 ล้านลิตร เป็นเงินประมาณ 300 ล้านบาท ตามนโยบายขอความร่วมมือของรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยที่ประสบปัญหาราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ

นางยุพา อินทราเวช ผู้เชี่ยวชาญด้านส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กล่าวว่า การส่งเสริมและพัฒนาวิสาหกิจชุมชน เป็นการส่งเสริมความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างรายได้ พัฒนาระบบเศรษฐกิจชุมชนให้มีความเข้มแข็ง พร้อมสำหรับการแข่งขันทางการค้า โดยการจัดงานวิสาหกิจชุมชนแฟร์ 2018 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22 -25 ก.พ.นี้ ณ เพลนารี ฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Smart Product by วิสาหกิจชุมชน” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะผลักดันความเข้มแข็งของวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศที่มีจำนวน 8 หมื่นแห่ง หรือราว 1.4 ล้านคน ได้ต่อยอดธุรกิจทั้งในด้านพัฒนา องค์ความรู้ด้านนวัตกรรม ด้านแนวทางทำการตลาด และการเจรจาธุรกิจสู่เวทีการค้าโลก

“นอกจากการรวบรวมสินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศมากถึง 270 ร้านค้ามาจัดจำหน่าย สร้างโอกาสทางการค้าแล้ว การจัดงานครั้งนี้ยังมีการนำเสนอผลงานการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ของหน่วยงานภาคี ส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชนได้ประชาสัมพันธ์และจำหน่ายสินค้า มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการตลาดกับภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสาธารณชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจเกี่ยวกับวิสาหกิจชุมชนและเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของวิสาหกิจชุมชนให้มากขึ้นด้วย”

นางยุพา กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมภายในงาน ประกอบด้วย โซนนิทรรศการแสดงความเป็นวิสาหกิจชุมชนและกระบวนการพัฒนาสินค้าและบริการของวิสาหกิจชุมชนสู่ Smart Product ซึ่งคัดสรรต้นแบบวิสาหกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จ ในด้านการพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์ การบริหารจัดการกลุ่มและเครือข่าย การสร้างโอกาสด้านการตลาด การสร้างความเข็มแข็งให้ชุมชน อาทิ วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน วิสาหกิจชุมชนโรงสีข้าวชาวนาตราด อ.เมือง จ.ตราด วิสาหกิจชุมชนบ้านกุ่มพัฒนา จ.ราชบุรี และวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ต.ผักไหม จ.ศรีสะเกษ เป็นต้น

โซนการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้า Smart Products by วิสาหกิจชุมชน จากทั่วประเทศ คัดสรรของดีมีคุณภาพ ทั้งสินค้าเกษตรแปรรูป พืชผัก อาหาร สมุนไพรประจำถิ่น สุดยอดงานผ้าฝ้ายและผ้าไหม งานศิลปะประดิษฐ์ตกแต่ง ของฝากของที่ระลึกต่างๆ ขณะที่โซนกิจกรรมสินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่ได้มาตรฐานสากลสามารถทำการส่งออกขายในต่างประเทศ อาทิ ปลาร้าผง ชีสมังคุด และแครกเกอร์ธัญพืชทุเรียน และโซนกิจกรรมประกอบด้วยการสาธิต การเสวนาวิชาการ เปิดเวทีสาธิตการพัฒนาสินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เช่น สาธิตการทำพวงกุญแจจากรังไหม สาธิตศิลปะประดิษฐ์จากดินไทย สาธิตผ้าเช็ดหน้า บาติก ทั้งการเสวนาวิชาการจากกูรูชื่อดังด้านการตลาดในหัวข้อ Smart Idea ชี้ช่องธุรกิจสินค้าวิสาหกิจชุมชน โดย อ.ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย และมินิคอนเสิร์ตเอ๊ะ จิรากร, ลิปตา, แช่ม แช่มรัมย์ และนนท์ เดอะว้อยซ์

ทั้งนี้ ตลอดการจัดงานยังมีช่วงเวลานาทีทอง จำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ จับรางวัล และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกในการซื้อสินค้า ยังได้ร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารกรุงไทย มีการชำระเงินผ่าน QR-Code ซึ่งถือทางเลือกในการชำระเงินที่สะดวก

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดยุทธศาสตร์ผลักดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ 4 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีวิสัยทัศน์ พันธกิจหลักที่ต้องการให้ “ไทยเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค ด้านการผลิต การบริโภค การค้าสินค้า และการบริการเกษตรอินทรีย์ ที่มีความยั่งยืน และเป็นที่ยอมรับระดับสากล”

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ระบุว่า ยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 1.สร้างความรู้ ตลอดห่วงโซ่สินค้า ถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ การเพิ่มมูลค่าสินค้า คุณภาพสินค้าต้องให้เป็นที่ยอมรับในการบริโภค การซื้อขาย 2.การรับรองมาตรฐานของสินค้าเกษตรอินทรีย์ ทั้งในระดับสากลและในระดับประเทศ เช่น มาตรฐานของสหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements-IFOAM) ระบบรับรองมาตรฐานและส่งเสริมกระบวนการตรวจรับรองแบบมีส่วนร่วม (participatory guarantee system : PGS)

ซึ่งเป็นระบบ “ชุมชนรับรอง” เป็นการรับรองเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของกลุ่มโดยองค์กรผู้ผลิตเอง และมาตรฐานอื่น ๆ ที่หน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับในการเข้ามารับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3.การเชื่อมโยงตลาดในช่องทางต่าง ๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถผลิตได้จะสามารถจำหน่ายผ่านช่องทางที่ดำเนินการให้ เช่น โมเดิร์นเทรด ฟาร์มเอาต์เลต (farm outlet) เป็นต้น และ 4.สร้างมูลค่าเพิ่มเชิงพาณิชย์ให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทย นอกจากจะขายเป็นเพียงสินค้าผัก ผลไม้ เพิ่มมูลค่าโดยพัฒนาสินค้าให้มีรูปแบบที่หลากหลาย เช่น เครื่องสำอาง

ต้องยอมรับว่าตลาดโลกนั้นมีความต้องการสินค้าเกษตรที่ปลอดสารเคมีมากขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคให้ความใส่ใจเรื่องของสุขภาพและคุณภาพของอาหารที่จะเข้าสู่ร่างกาย และมูลค่าการซื้อขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ในตลาดโลกนั้น มีมูลค่า 3 ล้านล้านบาท โดยตลาดใหญ่ที่สุด คือ ตลาดสหรัฐ มีสัดส่วน 50% รองลงมาเป็นตลาดยุโรป ซึ่งฝรั่งเศส และเยอรมนี เป็นประเทศที่มีการบริโภคมากสุดในตลาดยุโรป

ขณะที่ตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ในประเทศไทยมีมูลค่า 2,700 ล้านบาท แบ่งเป็นการทำตลาดในประเทศ 30% มูลค่า 800 ล้านบาท โดยมูลค่าตลาดเกษตรอินทรีย์เติบโตต่อเนื่องมากว่า 3 ปี นับจากปี 2557 ซึ่งมูลค่าการซื้อขายภายในประเทศ 500 ล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ยปีละ 20% ทุกปี ขณะที่ตลาดต่างประเทศ 70% มูลค่า 1,900 ล้านบาท ช่องทางการทำตลาดในต่างประเทศก็ยังเพิ่มขึ้นและมีโอกาสอีกมากสำหรับเกษตรกรไทยและผู้ประกอบการไทยที่ต้องการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์

โดยในอีก 5 ปีข้างหน้าหลังจากดำเนินการตามยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แล้ว ทั้งสองหน่วยงานวางเป้าหมายว่าจะปรับสัดส่วนการทำตลาดในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 30% เป็น 40% และลดสัดส่วนตลาดต่างประเทศจาก 70% เหลือ 60% โดยกำหนดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งส่งเสริมการพัฒนาสินค้าโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนขยายช่องทางในการทำตลาด เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย เข้าถึงกันให้มากขึ้น

ในภาคการผลิตได้วางเป้าหมายเพิ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์ 3 เท่าตัว หรือ 30,000 รายจากปัจจุบัน 10,000 ราย และเพิ่มพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์อีก 1 เท่าตัวจาก 300,000 เป็น 600,000 ไร่ทั่วประเทศ เนื่องจากยังเห็นโอกาสทางการค้าที่จะเติบโตในอนาคต ซึ่งจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้เพิ่มขึ้น

สำหรับคาดการณ์ทิศทางการเติบโตของตลาดเกษตรอินทรีย์ในปี 2561 คาดว่าะขยายตัว 20-50% จากปีที่ผ่านมา โดยกรมฯ ได้มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดคัดเลือกจังหวัดที่เหมาะสมเพื่อเข้าร่วม “โครงการจังหวัดเกษตรอินทรีย์”

โดยจังหวัดนั้นจะต้องเป็นจังหวัดที่มีเกษตรกรที่สามารถรวมตัวเป็นกลุ่ม/สหกรณ์ และต้องมีพื้นที่ปลูกเกษตรอินทรีย์ไม่น้อยกว่า 50% ของพื้นที่ที่เพาะปลูก ซึ่งเบื้องต้นทางพาณิชย์จังหวัดเสนอรายชื่อจังหวัดจันทบุรี กระบี่ สตูล ชลบุรี (จากปีก่อนที่มีจังหวัดชัยภูมิ นครพนม นครปฐม ฉะเชิงเทรา ยโสธร)

สำหรับจังหวัดที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการพัฒนาส่งเสริมทุกด้าน จะสนับสนุนการจดทะเบียนรับรองมาตรฐานให้กับสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในต่างประเทศด้วย เพื่อให้สามารถทำตลาดการค้า การส่งออกได้นอกจากนี้ กรมจะขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้ารูปแบบ “ฟาร์มเอาต์เลต”ให้ครบเป้าหมาย 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า

สำหรับแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์ในปีนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ กรมฯ เตรียมจัดงานประกวดสินค้าที่ทำจากเกษตรอินทรีย์ จากนั้นในช่วงเดือนกรกฎาคม จะร่วมมือกับผู้จัดงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์จากเยอรมนี จัดงานแสดงสินค้าเกษตรอินทรีย์ขึ้นที่ไทยเป็นครั้งแรก เพื่อจัดกิจกรรมเจรจาซื้อขาย เพื่อโปรโมตสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังถนนสายฝั่งธน-โพธิ์ทอง แยกเข้า สภ.แกลง เขตเทศบาลเมืองแกลง อ.แกลง จ.ระยอง หลังพบว่ามีการร่ำลือถึงร้านมะพร้าวเผา ลุงอู๊ด ที่การันตรีความอร่อย จนถึงกับต้องรอข้ามวัน และแจกบัตรคิว ให้กับลูกค้า เพราะเผาไม่ทันกับจำนวนลูกค้า จึงเดินทางไปพิสูจน์ความอร่อยทันที

เมื่อไปถึงบริเวณร้านมะพร้าวเผาลุงอู๊ด ซึ่งมีเพียงกองมะพร้าว และเตาเผา ไม่มีเพิง ไม่มีหน้าร้าน แต่กลับพบกับลูกค้ามายืนรอกันจำนวนมาก เดินเข้าไปพบกับลุงอู๊ด หรือนายอู๊ด นุชชัยภูมิ อายุ 62 ปี ที่กำลังง่วนอยู่กับการเผามะพร้าวกองใหญ่หลายสิบลูกกันสดๆ ร้อนๆ อยู่ด้านหลังร้าน พร้อมทั้งนำลูกมะพร้าวที่เผาได้ที่แล้ว มาปอกเปลือกเพื่อส่งให้ลูกค้าที่จองคิวไว้

ลุงอู๊ดเปิดเผยถึงที่มาของมะพร้าวเผาสูตรเด็ดว่า สำหรับสูตรมะพร้าวเผา ตนได้สูตรการเผามะพร้าวมาโดยบังเอิญ ขณะที่เข้ารับราชการทหารพราน ต้องออกไปรบในสงครามบนเขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ขณะที่กำลังลาดตระเวน มาเจอกับสวนมะพร้าว จึงอาสาเป็นคนเผามะพร้าวให้กับเพื่อนทหารได้ดื่มกินแก้กระหาย โดยคิดวิธีเองคือเผาให้ไหม้ทั่วทั้งลูก พอเพื่อนทหารได้ชิม ก็เป็นที่ถูกใจกันทั้งกองร้อย ต่อมาหากเจอมะพร้าวก็จะให้ตนเผาทุกครั้ง เพราะติดใจในการเผา ที่มีความหอมของกลิ่นไอควันกับน้ำมะพร้าวที่ส่งกลิ่นหอม ถึงกับมีแรงขึ้นมาทันทีที่ได้ดื่มมะพร้าวเผาสูตรของตน จึงจำสูตรในการเผาไว้

จนกระทั่งปลดประจำการจากสมรภูมิสงคราม จึงเริ่มทบทวนสูตรที่เคยเผามะพร้าวในสนามรบ ลองทำจนเข้าที่ ก็เริ่มขายในหมู่บ้านก่อน แล้วก็นำขึ้นรถสามล้อเร่ขาย ที่แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และมาได้พื้นที่แห่งนี้จึงปักหลักขายมาตลอด โดยมีการออกแบบเตาเผา โดยใช้ตะแกรงวางมะพร้าวด้านบน ด้านล่างใช้แผ่นสังกะสีรองไม้ฟืน เพื่อให้ส่งความร้อนไปสู่ลูกมะพร้าวด้านบน ซึ่งที่สำคัญคือความร้อนของไฟต้องสม่ำเสมอ เคล็ดลับที่สำคัญคือ ไม้ฟืนที่ใช้เผามะพร้าวต้องเป็นไม้ฟืนที่แห้งสนิทเท่านั้น เพราะจะทำใหัแรงไฟที่สม่ำเสมอ เผากันสดๆ ร้อนๆ จึงทำให้ได้รสชาติสดใหม่จากเตา จึงเป็นที่ถูกใจของลูกค้า บอกกันปากต่อปาก ทุกวันนี้เผาขายแทบไม่ทัน ถึงกับต้องแจกบัตรคิวให้จองกันล่วงหน้า บางครั้งตัองจองข้ามวันกันเลยทีเดียว

สำหรับมะพร้าวที่ใช้เผา ตนจะเลือกใช้มะพร้าวพันธุ์ น้ำหวานดอกมะพร้าวหอม สั่งตรงมาจาก จ.ฉะเชิงเทรา โดยจะขายได้เฉลี่ยวันละ 800-1,500 ลูก เริ่มเผาตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 01.00 น.ทุกวัน โดยขายราคาลูกละ 20 บาท หากลูกค้าท่านใดต้องการชิม ก็มาได้ที่ร้านทุกวัน แต่ตัองทำใจ เพราะสั่งวันนี้อาจจะได้กินพรุ่งนี้ เพราะต้องเผาตามสูตรตามเวลากำหนดถึงจะได้ความหอมอร่อย ลุงอู๊ดกล่าว