นอกจากนี้ ดูแลรักษาก็ง่าย โรคและแมลงก็ไม่มีมารบกวน

และเป็นพืชที่ปลูกแล้วให้ผลผลิตเร็ว อายุประมาณ 8 เดือน ก็ให้ผลผลิตได้ ในหน้าแล้งมีการให้น้ำอยู่เรื่อยๆ สามารถเก็บผลิตได้ตลอดปี ทำให้มีราคาดีในหน้าแล้ง และเป็นสินค้าการเกษตรที่ตลาดต้องการ เนื่องจากคนในท้องถิ่นนิยมบริโภค สามารถแปรรูปผลผลิตได้หลายอย่าง เช่น การดอง หน่อไม้อัดปี๊บ/ถุง ทำให้เก็บรักษาผลผลิตได้นานๆ จึงได้นำไผ่เลี้ยงมาจากจังหวัดเพชรบูรณ์ มาปลูกในพื้นที่ จำนวน 13 ไร่

การเตรียมดิน โดยการไถเตรียมพื้นที่ปลูก และทำการขุดหลุมขนาด 30x30x30 เซนติเมตร
รองก้นหลุมด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 1 กำมือ ผสมปุ๋ยคอก 4 กำมือ
ใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร หลังจากปลูกแล้วควรรดน้ำทุกวันหรือวันเว้นวัน ตรวจดูสภาพความชื้นของดิน
เมื่อแตกใบอ่อนใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 จำนวน 2 ช้อนแกง/ต้น โดยโรยบริเวณรอบโคนต้น แต่อย่าให้ถูกต้น
การให้น้ำจะให้น้ำแบบสปริงเกลอร์
6.การเกิดหน่อเมื่อมีการเกิดหน่อขึ้นมา ให้เหลือหน่อที่สมบูรณ์ ประมาณ 3 หน่อ ห่างกัน ส่วนหน่อที่เหลือเก็บจำหน่าย

7.อายุประมาณ 1 ปี ตัดแต่งกิ่งไผ่ให้โปร่งทำได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องคอยกำจัดวัชพืชอย่างสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้หญ้าขึ้นรกคลุมแปลงปลูก ในช่วงหน้าแล้งถ้าไม่มีฝนตกควรรดน้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เมื่อปลูกไผ่ได้ประมาณ 7 เดือนแล้ว ควรตัดแต่งกิ่งและลำต้นที่เล็กออก แล้วพรวนดินให้ทั่วรอบกอ ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 5 – 10 กิโลกรัม แล้วนำหญ้าที่ถอนออกมาคลุมโคนต้นไว้ หรืออาจเป็นใบไม้แห้ง,ฟางข้าวก็ได้ เพื่อเก็บรักษาความชื้นในดินไว้ ควรให้น้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง เพื่อเร่งการเจริญเติบโต เมื่อไผ่มีอายุได้ 8 เดือน ขึ้นไปก็จะสามารถให้หน่อได้และเพิ่มจำนวนต้นในแต่ละกอ เพื่อจะได้ปริมาณจำนวนต้นไว้ผลิตหน่อในฤดูต่อไป

เมื่อปลูกไผ่เลี้ยงได้ประมาณ 2 ปี ต้องมีการตัดต้นที่แก่และชิดกันออก ให้แต่ละกอเหลือจำนวนต้นอยู่ประมาณไม่เกิน 12 ต้น ควรตัดแต่งกิ่งทุกปี ปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม

หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จ ให้ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก กอละประมาณ 15-20 กิโลกรัม แล้วรดน้ำทันทีเพื่อเร่งให้ได้ผลผลิตในช่วงต้นฤดูแล้ง ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงลักษณะของหน่อไผ่ที่เหมาะสมต่อการเก็บผลผลิต ต้องรอให้หน่อไผ่พ้นขึ้นมาจากดินประมาณ 4-6 วัน จะมีขนาดประมาณ 30-40 เซนติเมตร จึงจะสามารถตัดได้ มีขนาดพอดีไม่แก่เกินไป และเป็นที่ต้องการของตลาด และราคา 15-20 บาท จะอยู่ในช่วงฤดูมีหน่อไม้ออก

คุณสงบ จำหน่ายในราคา กิโลกรัมละ 50-60 บาท อาจราคาสูงกว่านี้ในต้นฤดูกาลหรือนอกฤดูกาล นอกจากหน่อไผ่สดที่คุณสงบจำหน่ายแล้ว หน่อไผ่เลี้ยงยังสามารถแปรรูปเป็นหน่อไม้อัดปี๊บและบรรจุถุงขายทั้งในฤดูและนอกฤดูได้อีกด้วย ซึ่งวิธีการผลิตก็ทำได้ไม่ยาก คือ นำหน่อไม้มาเผาแล้วแกะเอาเปลือกออก หลังจากนั้นนำออกมาต้มให้สุก ช่วงที่ต้มใส่เกลือปรุงรสเล็กน้อย แล้วนำบรรจุถุงออกจำหน่ายในราคาถุงละ 20 บาท มีรสชาติอร่อย และยังสามารถเก็บไว้รับประทานได้นาน ถ้าใส่ตู้เย็นเก็บไว้ได้ถึง 10 วัน

การผลิตไผ่นอกฤดูกาล

1.เดือนธันวาคม จะตัดต้นและแต่งกิ่ง เหลือไว้ประมาณ 3-5 ต้น/กอ หลังจากนั้นรดน้ำให้ชุ่ม

2.หลังจากนั้นให้หว่านปุ๋ยยูเรีย จำนวน 2-4 กำมือ/กอ หว่านให้ห่างโคนต้นประมาณ 20 เซนติเมตร โดยอย่าให้ปุ๋ยถูกหน่อโดยเด็ดขาดจะทำให้เกิดการเน่าเสีย

3.เมื่อใส่ปุ๋ยแล้วรดน้ำทันทีจนปุ๋ยจะละลายหมด และรดน้ำติดต่อ ประมาณ 4-5 วัน เพื่อให้ปุ๋ยละลายเต็มที่

4.ให้สังเกตดูสภาพดินหรือความชื้น ถ้าดินเริ่มแห้งต้องให้น้ำ

5.หลังจากนั้น ประมาณ 1 เดือน ไผ่เลี้ยงจะเริ่มออกหน่อ จากนั้นจะให้ปุ๋ย 15-15-15 ประมาณ 2 ช้อนแกง/กอ แล้วรดน้ำให้ชุ่ม และให้หมั่นสังเกตอาการหน่อไม้ว่าขาดน้ำหรือไม่ (อาการกาบใบเหลือง) หรือขาดปุ๋ย (หน่อน้อย)

6.การเก็บหน่อไม้ควรเก็บทุกวัน อาจารย์สงบ สุขันธ์ เล่าให้ฟังว่า ช่วงประมาณเดือนมิถุนายน คัดเลือกต้นที่สมบูรณ์และใหญ่ไว้ เหลือกอละ 10-12 ส่วนที่เหลือตัดทิ้งหรือนำไปจำหน่ายหรือนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับในการผลิตหน่อไม้ครั้งต่อไป ควรมีการตัดต้นและแต่งกิ่งควรเหลือต้นเก่าไว้ ประมาณ 2 ต้น

อาจารย์สงบ นอกจากจะมีการผลิตไผ่นอกฤดูกาลแล้ว ยังได้มีการปักชำกล้าไผ่ไว้จำหน่าย หน่อละ 30 บาท การทำหน่อไม้ปี๊บ/ถุง การทำหน่อไม้ดองไว้จำหน่าย จากการปฏิบัติดังกล่าว ทำให้เกิดรายได้ประมาณปีละ 700,000 บาท และมีค่าใช้จ่ายในด้านปัจจัยการผลิต ประมาณ 200,000 บาท คงเหลือกำไร 500,000 บาท

ไผ่เลี้ยง เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรได้ตลอดทั้งปี ดูแลรักษาง่าย วิธีการปลูกก็ง่ายไม่ยุ่งยาก ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับโรคระบาดต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับต้นไผ่เพราะยังไม่ปรากฏชัดเจน อาจมีปัญหาเรื่องหนอนหรือตัวด้วงบ้างที่มาเจาะกินต้นไผ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ สามารถกำจัดและดูแลรักษาให้ดีได้ จึงเป็นพืชที่สามารถปลูกร่วมกับการทำการเกษตรกรรมชนิดอื่นๆ ได้ดีมาก สร้างรายได้เสริมให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ยังได้คัดเลือกให้เป็นจุดสาธิตการปลูกไผ่เพื่อการค้า ของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบลศรีบุญเรือง ซึ่งเกษตรกรสามารถจะเข้าเยี่ยมชมหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จะซื้อผลผลิตสามารถติดต่อได้ที่อาจารย์สงบ สุขันธ์ โทร.08-5764-3234

ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วันนี้ (12 กุมภาพันธ์ 2562) ได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ โครงการนำร่องร่วมทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 10 ภายใต้โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมัน ไบโอดีเซลให้สูงขึ้น ระหว่าง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งโครงการดังกล่าว ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2560 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ภายใต้ “โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น” ซึ่งกำหนดแผนงานในการทดสอบการนำร่องการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ในภาคขนส่ง ระหว่างเดือนตุลาคม 2561 – กรกฎาคม 2562

ผู้ลงนามในบันทึกความร่วมมือ โครงการนำร่องร่วมทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B 10 ภายใต้โครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น ประกอบด้วย ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร. จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ปฏิบัติการแทนผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

โดยมี ดร. ดำรงค์ ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหารกิจการภายใน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ดร. สุมิตรา จรสโรจน์กุล ผู้อำนวยการหน่วยวิจัยวัสดุสำหรับพลังงาน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ลงนามเป็นพยาน โอกาสนี้ นายสมชาย สถากุลเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ให้เกียรติร่วมแสดงความยินดี ทั้งนี้มีกำหนดระยะเวลาความร่วมมือทั้งสิ้น 5 เดือน 19 วัน นับตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562– 30 กรกฎาคม 2562

ดร. จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ตอบรับเข้าร่วมโครงการนำร่อง ร่วมทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ภายใต้โครงการ “สนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น” กับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยจะนำไปใช้กับรถยนต์ส่วน กลางและรถโดยสารสวัสดิการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่น้อยกว่า 10 คัน ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันประเมินการใช้ B10 จาก

ไบโอดีเซลที่ได้รับการเพิ่มคุณภาพแล้วจริงในภาคสนาม ก่อนการผลักดันให้เกิดการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นเชื้อเพลิงทางเลือกอย่างเป็นรูปธรรม และยังสอดคล้องกับโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สร้างความตระหนักการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพในมหาวิทยาลัยและลดมลพิษที่เกิดจากการเดินรถโดยสารภายในมหาวิทยาลัย โดยเฉพาะฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 นอกจากนี้ยังเป็นการทำงานอย่างต่อเนื่องกับโครงการทดสอบการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 ในรถเก่าของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในปี2561ที่ผ่านมาอีกด้วย

สำหรับโครงการสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซลให้สูงขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี 2560 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เพื่อดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)ที่จะส่งเสริมให้การใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นทางเลือกนั้น นายสมชาย สถากุลเจริญ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า ได้มีการดำเนินงานแล้วเสร็จในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซล ( H-FAME)

ในระดับโรงงานสาธิต ตลอดจนได้ทำการทดสอบการใช้งานในรถกระบะ จำนวน 8 คัน ระยะทางกว่า 80,000 กิโลเมตร และพร้อมนำร่องใช้ B10 ภาคสนาม เพื่อร่วมขับเคลื่อนแนวทางการใช้ไบโอดีเซลผสมในสัดส่วนที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยลดการน้ำเข้าน้ำมันดิบ ตลอดจนช่วยเกษตรกรชาวสวนปาล์มในประเทศ ในการเพิ่มอุปสงค์การใช้น้ำมันปาล์มเพื่อผลิตเป็นไบโอดีเซล ตามแนวพระราชดำริที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ได้ทรง ริเริ่มไว้กว่า 30 ปีที่แล้วรวมถึงการลดปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ด้าน ดร. จุลเทพ ขจรไชยกูล ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ ได้ดำเนินการขยายผลกระบวนการเพิ่มคุณภาพไบโอดีเซล H-FAME ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่จากงานวิจัยเพื่อเพิ่มคุณภาพการเผาไหม้ให้ดีขึ้น โดยผลิต H-FAME (เฮช-เฟม) เพื่อผสมในดีเซลในสัดส่วน ร้อยละ 10 สำหรับการนำร่องใช้งานกับยานยนต์หลากหลายประเภทกว่า 80 คัน ในหน่วยงานราชการ จากความร่วมมือกันในวันนี้ ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

จะร่วมกันติดตามการใช้งานของยานพาหนะด้วยน้ำมัน B10 อย่างใกล้ชิด เพื่อประมวลผลการใช้งานซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในการใช้เชื้อเพลิง B10 ตามที่มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 4/2558 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2558 ตั้งเป้าหมายสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 30 ในปี 2579 ซึ่งในภาคขนส่งได้มีการตั้งเป้าหมายการใช้ไบโอดีเซลจำนวน 14 ล้านลิตร ต่อวัน และครั้งล่าสุดในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2559 ได้มีมติเห็นชอบให้มีการใช้น้ำมันไบโอดีเซล B10 เป็นทางเลือก

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) ร่วมฉลองเทศกาลแห่งความรักสไตล์ คนรักดาราศาสตร์ มอบ “เนบิวลาหัวใจ” ดวงโตสีแดงฉ่ำในห้วงอวกาศ แทนใจวันวาเลนไทน์

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ กล่าวว่า “เนบิวลาหัวใจ” (Heart nebula, IC 1805) เป็นเนบิวลาชนิดเปล่งแสง อยู่ในกลุ่มดาวค้างคาว (Cassiopeia) ห่างจากโลกประมาณ 7,500 ปีแสง กลุ่มฝุ่นและแก๊สที่เรียงตัวกันในห้วงอวกาศมองดูคล้ายหัวใจสีแดงสดใสนี้ มีขนาดแผ่ขยายออกไปถึง 200 ปีแสง ปรากฏบนท้องฟ้ากว้าง 2.5 องศา หรือประมาณ 5 เท่าของขนาดดวงจันทร์เต็มดวง บริเวณใจกลางหัวใจมีกระจุกดาวเปิดชื่อ Melotte 15 เป็นดาวฤกษ์เกิดใหม่จำนวนมาก กำลังปลดปล่อยพลังงานออกมาอย่างมหาศาลจนทำให้แก๊สที่อยู่รอบๆ ดาวแตกตัวเป็นไอออนแล้วเปล่งแสงสีแดงออกมา

การดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมปัจจุบันดูเป็นเรื่องไม่ง่ายขึ้นทุกที ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ประชากรเพิ่มขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติลดลง เทคโนโลยีอุตสาหกรรมเติบโต การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย การเลือกปฏิบัติแบบง่ายสะดวกอย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออะไรก็ตาม ที่ล้วนแล้วแต่ก็มีสาเหตุมาจากพฤติกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น

หากมองในเรื่องของเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไร การทำเกษตรในปัจจุบันดูราวกับหมุนตามกระแสความต้องการที่ไม่รู้จบ เน้นการผลิตให้ได้ปริมาณมากและรวดเร็วโดยอาจหลงลืมถึงผลกระทบที่จะตามมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการทำเกษตรอย่างยั่งยืน และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างแท้จริง จึงพยายามส่งเสริมความรู้ด้านการเกษตรตลอดมา ทั้งการพัฒนาผลผลิตให้ได้คุณภาพและได้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการเน้นปริมาณ ตลอดจนการพัฒนาดูแลดินปุ๋ยวัตถุดิบการเกษตรต่างๆ และหนึ่งในโครงการสำคัญที่จะยกตัวอย่างจากการทำเกษตรบนพื้นที่ราบสูงของไทยคือ การดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องทุกปี

ความสำคัญของการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร นอกจากจะไม่เกิดมลภาวะที่เป็นพิษและเกิดฝุ่นควันในสภาพแวดล้อมซึ่งกระทบต่อสุขภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อการทำเกษต คือ ลดปัญหาดินเสื่อมโทรมขาดความอุดมสมบูรณ์ ลดปัญหาต้นทุนการผลิตสูงผลผลิตที่ได้รับต่ำ อันเป็นผลมาจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ล่าสุดกรมส่งเสริมการเกษตรได้เดินหน้าส่งเสริมความรู้ให้แก่เกษตรกรโดยสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และขยายพื้นที่นำร่องการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ปี พ.ศ. 2562

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า จากสถานการณ์ฝุ่นควันในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงและมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมอยู่ในขณะนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ตระหนักและห่วงใยสุขภาพของเกษตรกรและประชาชนในวงกว้าง จึงได้กำชับไปยังพื้นที่ที่พบว่ามีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง โดยให้เจ้าหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรเร่งสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลเสียจากการกระทำดังกล่าว รวมถึงสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ให้สามารถถ่ายทอดความรู้และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรในชุมชนของตนเองให้มีความรู้พื้นฐานเพื่อการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และสามารถนำเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรมาใช้ทดแทนการเผาได้ เช่น การใช้เครื่องสับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นวัสดุปกคลุมหน้าดิน การทำปุ๋ยหมัก การทำน้ำหมักเพื่อการปรับปรุงบำรุงดิน การไถกลบตอซัง การจัดเก็บเศษวัสดุฟางข้าวมาเพาะเห็ดฟาง การอัดฟางก้อน การหมักฟางเป็นอาหารสัตว์ การทำหุ่นไล่กา เป็นต้น

จากรายงานผลการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ในปี พ.ศ. 2561 ในพื้นที่ 10 จังหวัดภาคเหนือตอนบน มีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ทดแทนการเผาได้ 35,664 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 142 ล้านบาท จากราคาปุ๋ยอินทรีย์เฉลี่ย 4 บาท ต่อกิโลกรัม ทำให้เกิดพื้นที่การเกษตรปลอดการเผา รวม 100,320 ไร่ และจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน 2561 ลดลง ซึ่งจากรายงานแสดงจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) ลดลงทุกปี เมื่อเทียบกับตัวเลขจุดความร้อนตั้งแต่เริ่มโครงการ ในปี พ.ศ. 2557 ที่มีจำนวน 12,528 จุด เหลือ 4,804 จุด

ตัวอย่างชุมชนต้นแบบปลอดการเผาในพื้นที่การเกษตรอยู่ในจังหวัดน่าน จำนวน 2 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนในตำบลทุ่งศรีทอง อำเภอเวียงสา ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมัก ไถกลบตอซัง และเก็บเศษวัสดุฟางข้าว และชุมชนในตำบลผาสิงห์ อำเภอเมือง ที่ลดการเผาด้วยการทำปุ๋ยหมักและเพาะเห็ดฟางจากเศษฟางข้าวกว่า 57 ตัน ต่อปี ลดการเผาฟางข้าวได้กว่า 72 ไร่ มีสมาชิกจำนวน 43 ราย สามารถผลิตเห็ดฟางได้ถึง 600 กิโลกรัม ต่อดือน โดยจำหน่ายในพื้นที่กิโลกรัมละ 80 บาท สร้างรายได้ 48,000 บาท ต่อเดือน

ในปี พ.ศ. 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร เดินหน้าขยายเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบปลอดการเผา ผ่านกลไกของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และพื้นที่ส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ จากพื้นที่นำร่องกลุ่มเดิม 120 ตำบลใน 10 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน และจังหวัดอุตรดิตถ์ สู่พื้นที่นำร่องกลุ่มใหม่ในจังหวัดดังกล่าวอีก 30 ตำบล และขยายเครือข่ายเพิ่มเติมไปยัง 16 จังหวัด ที่พบว่ามีการเผาในพื้นที่การเกษตรสูง

ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครนายก นครพนม นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี พิจิตร เพชรบูรณ์ ร้อยเอ็ด ลพบุรี สกลนคร และจังหวัดอุดรธานี รวมถึงเร่งพัฒนาศักยภาพเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความรู้พื้นฐานต่างๆ เพื่อการหยุดเผา แก่เกษตรกรในชุมชนของตนเองได้ เพื่อร่วมผลักดันให้เกษตรกรในชุมชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำการเกษตรปลอดการเผา ตลอดจนสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรด้วย โดยเกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้าน และสามารถเข้าร่วมฐานเรียนรู้การปฏิบัติกิจกรรมหยุดเผาในพื้นที่เกษตรได้ในวันสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุทดแทนการเผาและรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร ที่แต่ละจังหวัดกำหนด ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน 2562

ด้าน นายนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่ ได้มีการมอบแนวทางการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรให้หน่วยงานในสังกัด ทั้งสำนักงานเกษตรจังหวัด 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง และจังหวัดลำพูน และศูนย์ปฏิบัติการ 11 ศูนย์

พร้อมทั้งเร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ป้องกัน รวมทั้งเฝ้าระวังการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ซึ่งในปีนี้ได้ดำเนินโครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรที่มุ่งเน้นการสร้างเกษตรกรและชุมชนต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนการเกษตรการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรให้เป็นรูปธรรม และเป็นจุดเรียนรู้และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นที่มีปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรต่อไป โดยมีเป้าหมายคือลดพื้นที่การเผาในพื้นที่การเกษตร ลดจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สร้างชุมชนเกษตรปลอดภัย สร้างชุมชนเกษตรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าว ประกอบด้วย 1. สร้างชุมชนเกษตรกรปลอดการเผาต้นแบบและเครือข่าย โดยถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกร สร้างวิทยากรด้านการเกษตรปลอดการเผา เสริมสร้างการรวมกลุ่มและสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา และนำร่องสาธิตเทคโนโลยีการจัดการเศษวัสดุการเกษตรทดแทนการเผา 2. เฝ้าระวังติดตามและแก้ไขปัญหาการเผาในช่วงวิกฤติ โดยจัดเวทีเชื่อมโยง นอกจากนั้น ยังได้ประสานความร่วมมือและสนับสนุนหน่วยงานภาคีเครือข่าย เกษตรกรและอาสาสมัครเกษตรต่างๆ และ 3. รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ลดการเผาในชุมชนภาคเหนือตอนบน

“เมื่อเกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรแล้วจะได้ 5 ดี คือ อากาศดี สุขภาพดี เศรษฐกิจดี สิ่งแวดล้อมดี และได้ปุ๋ยดีจากธรรมชาติ” ผอ.สสก.ที่ 6 จ.เชียงใหม่กล่าว

สำหรับการประกาศวันห้ามเผาเด็ดขาดปี พ.ศ. 2562 ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ดังนี้

จังหวัดเชียงราย ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
จังหวัดตาก ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
จังหวัดน่าน ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดพะเยา ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดแพร่ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ – 15 เมษายน 2562
จังหวัดแม่ฮ่องสอน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
จังหวัดลำปาง ระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 10 เมษายน 2562 และ
จังหวัดลำพูน ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2562
หากเกษตรกรเล็งเห็นผลดีที่แท้จริงอันจะได้รับจากการหยุดเผาในพื้นที่เกษตร และร่วมมือร่วมใจกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การทำเกษตรปลอดการเผา สังคมเกษตรกรรมไทยเราก็จะเป็นสังคมหยุดเผา หยุดฝุ่น หยุดโรค สุขภาพกายใจดี มีเงินเพิ่มพูนได้ไม่ยาก

ใกล้ถึงเทศกาลแห่งความรัก (Valentine) พ่อค้าแม่ค้าหลายแห่งเตรียมถือโอกาสขึ้นราคาดอกกุหลาบ แต่ในขณะเดียวกันไม่เพียงเฉพาะตลาดกุหลาบก้านเท่านั้นที่คึกคัก ยังมีม้ามืดที่หลายคนคาดไม่ถึง กุหลาบที่ไม่ต้องรอเทศกาลก็สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวกว่าเดือนละแสน

คุณณัฐพงษ์ สบู่ม่วง อยู่บ้านเลขที่ 64 หมู่ที่ 14 ตำบลวังหมี อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา ปลูกกุหลาบตัดดอกพันธุ์ฟูซีเลียเลี้ยงครอบครัว บนพื้นที่ 15 ไร่ ที่ผ่านมาตลาดค่อนข้างไปได้ดีตลอดทั้งปี เพราะกุหลาบเป็นดอกไม้ที่นำมาใช้ได้หลายโอกาส ทั้งงานพิธี ใช้ประดับตกแต่ง หรือถ้าเป็นช่วงเทศกาลสงกรานต์ราคาจะสูงขึ้นไปอีก เพราะตลาดมีความต้องการสูง ประชาชนนำมาใส่ในน้ำอบ รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และกำลังขยายไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านสปา ที่ต้องใช้ดอกกุหลาบมาเป็นส่วนผสม นับได้ว่าไปได้ดี

กุหลาบพันธุ์ฟูซีเลีย เป็นกุหลาบสีแดง อยู่ในกลุ่มกุหลาบมอญ ที่มีความสวยงาม ดอกดก ใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง

ปลูกกุหลาบตัดดอก 15 ไร่ ฟันกำไรเดือนละแสน

“การปลูกกุหลาบตัดดอก ถือว่าเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ดี อาจจะต้องใช้แรงงานเยอะสักนิด เมื่อก่อนปลูก 10 ไร่ ตอนนี้มีการขยายแปลงปลูกเพิ่มเป็น 15 ไร่ เพื่อรองรับกุหลาบแปลงที่ต้นโทรมให้ผลผลิตน้อย ปัจจุบัน ใช้แรงงานปลูก 10 คน แรงงานครอบครัว 4 คน แรงงานนอก 6 คน จ้างเฉพาะตอนตัดดอก เรื่องการดูแลผมจะเป็นคนดูแล ใส่ปุ๋ย รดน้ำ ตัดแต่งกิ่งเอง เคยเก็บดอกได้เยอะสุด จำนวน 280,000 ดอก ต่อครั้ง…กุหลาบ 15 ไร่ แบ่งปลูกเป็นสองชุด ถ้ามีการเปลี่ยนต้นชุดแรกก็เปลี่ยนก่อน

เราก็ยังสามารถมีรายได้จากแปลงที่ 2 ถือว่าเป็นการสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง” คุณณัฐพงษ์ เล่า

กุหลาบตัดดอก ที่คุณณัฐพงษ์ปลูก 1 เดือน สามารถเก็บดอกขายได้ 12 ครั้ง เก็บ 1 วัน เว้น 2 วัน

1 วัน เก็บขายสร้างเงินครั้งละ 20,000-30,000 บาท