นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติเห็นชอบข้อมูลสินค้าพืชต่างๆ

อีก 7 ชนิด ได้แก่ หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ และมันฝรั่ง ในปีเพาะปลูก 2560/61 รวมทั้งปาล์มน้ำมัน ยางพารา และสับปะรดโรงงาน ปีเพาะปลูก 2560 อีกด้วย

ผู้สนใจสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมของพืชชนิดอื่นๆ ของแต่ละจังหวัดในภาคเหนือทั้ง 17 จังหวัด ได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 โทร. (055) 322-650 และ (055) 322-658 ต่อ 15 หรืออี-เมล zone2@oae.go.th หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัด 17 จังหวัดภาคเหนือข้างต้นในวันและเวลาราชการ

มูลค่าความเสียหายเมื่อประสบอุทกภัยในปี 2554 ที่ผ่านมา ประเมินมูลค่าคณานับ อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี เป็นอีกพื้นที่ที่ในครั้งนั้นเปรียบเสมือนเป็นเมืองที่จมอยู่ใต้บาดาล พื้นที่การเกษตรเสียหายนับพันไร่ ไม่นับรวมพื้นที่ที่ใช้เลี้ยงสัตว์รอการจำหน่ายเป็นอาหาร ถูกเบียดบังไปด้วยน้ำ และน้ำ

การอาชีพอย่างหนึ่งที่สามารถดำเนินต่อไปได้ แม้ว่าอุทกภัยมาเยือน ซึ่งอาจติดขัดไปบ้างตามสภาพการขนส่ง แต่ยังช่วยเพิ่มรายได้ให้ไม่มากก็น้อย ในยามคับขันของชาวอำเภอบ้านหมี่ คือ การทอผ้ามัดหมี่

การทอผ้ามัดหมี่ จึงเป็นอีกภูมิปัญญาที่ช่วยให้ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอบ้านหมี่จำนวนหนึ่ง มีรายได้ไม่ขัดสน เมื่อประสบอุทกภัย การทอผ้ามัดหมี่ เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยพวน อำเภอบ้านหมี่ ที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษที่อพยพมาจากแขวงเชียงขวาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) เมื่อกว่า 200 ปีที่แล้ว ซึ่งนอกจากจะนิยมทอไว้ใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับตนเองและสมาชิกภายในครัวเรือนแล้ว ยังมีการทอขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรม ประเพณีต่างๆ ตามความเชื่อทางศาสนาและสังคม

หากสังเกตให้ดี จะพบว่าเกือบทุกหลังคาเรือนในอำเภอบ้านหมี่ จะมีกี่หรือหูก อุปกรณ์สำหรับใช้ทอผ้า เป็นเพราะภูมิปัญญาที่สืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และเมื่อผู้หญิงที่ทำหน้าที่แม่บ้าน หรือช้างเท้าหลังของครอบครัว เสร็จสรรพจากหน้านา ว่างเว้นจากงานบ้าน จะเข้ากี่หรือหูก เพื่อทอผ้าไว้ใช้สอยในครัวเรือน

แต่ปัจจุบัน การทอผ้ามัดหมี่ไว้ใช้ในครัวเรือนลดน้อยถอยลง เนื่องจากคนรุ่นใหม่นิยมซื้อเสื้อผ้าที่ตัดเย็บสำเร็จและตามกระแสแฟชั่น การสวมผ้าทอมัดหมี่แทนเครื่องแต่งกายในทุกวันจึงไม่มีให้เห็น การเรียนรู้วิธีการทอผ้ามัดหมี่และการถ่ายทอดให้กับคนรุ่นใหม่จึงเป็นเรื่องยาก แต่ถึงอย่างนั้น คุณวนิดา รักพรม ก็ยังคงรักและพร้อมสืบทอดภูมิปัญญาชิ้นนี้ไว้

คุณวนิดา เป็นชาวอำเภอบ้านหมี่มาแต่กำเนิด เป็นจุดกำเนิดเริ่มแรกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาบ้านพวน จึงทำหน้าที่เป็นประธานกลุ่มในปัจจุบัน คุณวนิดา เล่าย้อนความเป็นมาของกลุ่มให้ฟังว่า ในวัยเด็กของเธอเห็นการทอผ้ามัดหมี่มาโดยตลอด หลังเลิกเรียนทุกครั้งจะลงมือปั่นด้าย เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระของแม่ เมื่อเติบโตขึ้นเห็นว่าทุกบ้านมีกี่หรือหูกและแม่บ้านของแต่ละหลังคาเรือน ส่วนใหญ่จะมีเวลามากพอสำหรับการทอผ้า จึงคิดรวมกลุ่มทอผ้าขึ้น

“ตั้งแต่ปี 2527 คุยกับเพื่อนบ้านหลายคน เริ่มต้นจากรวมหุ้นกันในราคาหุ้นละ 100 บาท ในครั้งแรกมีสมาชิกกว่า 10 คน ทุนจึงมีไม่มากนัก ภายหลังองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) จัดสรรงบประมาณสำหรับการจัดตั้งกลุ่ม จำนวน 100,000 บาท จึงนำมาเป็นทุนในการบริหารจัดการ”

ระยะเริ่มแรก เป็นเพียงกลุ่มแม่บ้านทอผ้ามัดหมี่ธรรมดา ต่อเมื่อมีงบประมาณสนับสนุนก้อนใหญ่ คุณวนิดา จึงเรียนรู้วิธีการบริหารจัดงานงบประมาณ การตลาด การจัดระบบและระเบียบของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน เมื่อศึกษาแล้วจึงนำมาปฏิบัติกับกลุ่มและจดทะเบียนเป็นกลุ่มวิสาหิจชุมชนขึ้น

“เริ่มต้นจากการทำจำหน่ายให้กับคนรู้จัก การบอกต่อถึงคุณภาพของผ้า ทำให้มีคนต้องการ หรือในบางครั้งหน่วยงานภาครัฐให้ความช่วยเหลือด้วยการสั่งตัดเย็บชุดข้าราชการเฉพาะงาน ทำให้มีรายได้เข้ากลุ่มมากพอ กลุ่มจึงเริ่มเข้มแข็งขึ้น”

คุณวนิดา บอกว่า ศูนย์รวมของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาบ้านพวน คือ บ้านของเธอ ทุกๆ คนที่เป็นสมาชิกต้องมารวมกันที่นี่เพื่อรับถ่ายทอดงานและส่งต่องาน เพื่อนำกลับไปทำที่บ้าน เนื่องจากทุกบ้านมีกี่สำหรับทอผ้าอยู่แล้ว เมื่อผลิตภัณฑ์ผ้ามัดหมี่ออกมาตามที่ลูกค้าสั่ง จะนำกลับมาที่ศูนย์ เพื่อส่งให้ถึงมือลูกค้า หรือหากลูกค้าต้องการตัดเย็บสำเร็จเป็นเสื้อเชิ้ต ผ้านุ่ง กระโปรง หรืออื่นๆ ก็สามารถแสดงความจำนงได้

เงินก้อนแรกที่ก่อร่างสร้างตัวให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาบ้านพวน ส่งผลให้สมาชิกที่มีอยู่กว่า 10 คน มีเงินปันผลทุกปี ปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ จากกำไร

สมาชิกที่ทอผ้าที่บ้านอยู่แล้ว สมาชิกที่มีเงินก้อนอาจลงทุนเองในการทอแต่ละครั้ง หรือสมาชิกที่มีเงินทุนไม่มากนัก กลุ่มจะช่วยเหลือด้วยการลงทุนการทอให้ในทุกครั้ง เมื่อทอเป็นผืนผ้าออกมาจำหน่ายแล้วให้ผ่อนชำระเงินต้นทุนคืน

ผ้าผืนขนาดทอปกติ ขนาดความยาว 2 หลา ส่วนผ้าทอที่จะนำไปตัดเย็บเป็นชุดจะทอความยาวขนาด 4 หลา

จำนวนสมาชิกปัจจุบันของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาบ้านพวน อยู่ที่ 73 คน ในจำนวนนี้บางรายเป็นสมาชิกสมทบ คือ มีชื่อเป็นสมาชิก แต่ไม่ได้ร่วมลงแรงทอ ซึ่งกลุ่มนี้จะได้รับเงินปันผลจากการลงหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนบางรายทอผ้าด้วย ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้นเกือบ 30 คนนั้น จะได้รับเงินปันผลจากการลงหุ้น 10 เปอร์เซ็นต์ และยังได้รับค่าทอ ตามแต่จะทอผ้าได้จำนวนมากน้อย

รายได้อย่างคร่าวๆ ที่คุณวนิดาประเมินให้ทราบในแต่ละครัวเรือน สำหรับสมาชิกอยู่ที่ 4,000-5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งถือเป็นรายได้ที่มากพอสำหรับครัวเรือนที่ทอผ้าเป็นอาชีพเสริม

แม้ว่าการทอผ้าจะกระจายไปยังบ้านสมาชิกต่างๆ แต่การควบคุมคุณภาพในขั้นตอนท้ายที่สุด จะตรวจสอบที่บ้านของคุณวนิดาเท่านั้น หากคุณภาพผ้ามัดหมี่ผืนนั้นไม่ดีพอ จะไม่ได้รับการจำหน่ายอย่างแน่นอน

เมื่อถามถึงการดูแลด้านการตลาด ซึ่งเป็นประการด่านสำคัญของการผลักดันผลิตภัณฑ์เข้าสู่ระบบการค้า คุณวนิดา บอกว่า เธอใช้เวลาที่มีเข้าอบรม เพื่อเรียนรู้การส่งเสริมการตลาด นำมาปรับให้เข้ากับผ้าทอมัดหมี่ และได้ผล โดยวิธีการของกลุ่ม คือ จัดแบ่งกลุ่มสมาชิกที่มีความถนัดไว้ด้วยกัน เช่น มัดหมี่ ย้อมหมี่ โดยเฉพาะการมัดหมี่ถือว่าเป็นความสามารถเฉพาะตัวของสมาชิกแต่ละคน เนื่องจากลายมัดหมี่แต่ละลายอาจมีความยากง่ายแตกต่างกัน

“แม้ว่ากลุ่มจะก่อตั้งมานานหลายสิบปี แต่ก็ยังไม่มีหน้าร้านเป็นของกลุ่มเอง ยังคงใช้บ้านของดิฉันเป็นศูนย์รวมสำหรับลูกค้าติดต่อซื้อขาย หรือ ดูงาน ซึ่งกลุ่มพร้อมให้คำแนะนำและปรึกษาสำหรับผู้สนใจก่อตั้งกลุ่มวิสาหกิจในลักษณะเดียวกัน”

เมื่อไม่มีหน้าร้าน การเข้าถึงของลูกค้าก็เป็นไปได้ลำบาก แต่ด้วยฝีมือการทอและตัดเย็บทำได้ตามที่ลูกค้าต้องการ ทำให้ปัญหาการเข้าถึงของลูกค้าหมดไป ลูกค้าส่วนใหญ่จะเข้ามาหาเพื่อสั่งผ้าทอมัดหมี่ถึงศูนย์ ซึ่งลูกค้าหลักสำคัญ คือ กลุ่มข้าราชการและหน่วยงานภาครัฐที่นิยมสั่งทอและตัดเป็นล็อต มีทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน

คุณวนิดา ทิ้งท้ายว่า ผ้ามัดหมี่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชาวบ้านหมี่มีติดตัวมาแต่กำเนิด และกลุ่มพร้อมอนุรักษ์ไว้ หากใครสนใจศึกษาดูงานวิธีการมัดหมี่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาบ้านพวน พร้อมให้การต้อนรับและให้คำแนะนำเท่าที่กลุ่มมี หรือ สนใจสั่งผลิตภัณฑ์ ติดต่อได้ที่ คุณวนิดา รักพรม เลขที่ 82 หมู่ที่ 10 ตำบลหินปัก อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี หรือโทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ 036-471-872 และ 089-052-1899

31 ตุลาคม 2561 — ซีพี ผนึกพลังภาครัฐหนุนข้าวโพดหลังนา เปิดโรงงานผลิตอาหารสัตว์ 15 แห่งทั่วประเทศรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนโดยตรง ภายใต้โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” พร้อมขยายจุดรับซื้อใกล้แหล่งปลูก เพิ่มความมั่นใจเกษตรกรปลูกข้าวโพดหลังนา มีตลาดรับซื้อแน่นอน

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองกรรมการผู้จัดการบริหาร บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ได้กล่าวเชิญชวนเกษตรกรที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนาของรัฐบาล ให้มาลงทะเบียนกับโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งในการสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังนา โดยบริษัทยินดีรับซื้อผลผลิตข้าวโพดหลังนาโดยตรงจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนดังกล่าว

ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดโรงงานอาหารสัตว์ของซีพีเอฟ 15 แห่งทั่วประเทศ อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในการขายผลผลิต ทั้งยังได้เพิ่ม “จุดรับซื้อและรวบรวมผลผลิต” ที่อยู่ใกล้แหล่งปลูกของเกษตรกรอีก 2 แห่ง ได้แก่ ลานรับซื้อ อำเภอโนนไทย จังหวัดนครราชสีมา และ ลานรับซื้อ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานี เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดหลังนาในปี 2561/62 ว่ามีตลาดรองรับ แน่นอน

“ขอเชิญเกษตรกรที่เข้าร่วมปลูกข้าวโพดหลังนา มาลงทะเบียนกับโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ซึ่งเป็นไปตามระบบตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งปลูกที่ถูกกฎหมาย และช่วยให้เกษตรกรไม่ต้องกังวลใจเรื่องตลาดและราคารับซื้อ” นายไพศาล กล่าว

บริษัทจะทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐลงพื้นที่สำรวจเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดหลังนา และให้เกษตรกรที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพื่อที่จะเข้าไปช่วยส่งเสริมและดูแลการปลูกข้าวโพดแก่เกษตรกรตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยวส่งเข้าโรงงานอาหารสัตว์ ให้การปลูกเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ สามารถควบคุมต้นทุน และผลผลิตได้คุณภาพตรงตามตลาดต้องการ ซึ่งจะตามมาด้วยการได้ผลตอบแทนที่ดี

นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ในการร่วมมือกับสหกรณ์การเกษตร โดยให้สหกรณ์เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ แล้วส่งผลผลิตให้กับโรงงานอาหารสัตว์ หรือสหกรณ์ในเครือข่าย เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งรับซื้อผลผลิตที่มีมาตรฐานมากที่สุด อันเป็นการช่วยเพิ่มผลตอบแทนให้กับเกษตรกรอีกทางหนึ่ง ขณะที่ ผู้รวบรวม สหกรณ์ หรือเกษตรกรรายอื่นๆ บริษัทก็ยินดีสนับสนุนในเรื่องของการรับซื้อผลผลิตเข้าโรงงานตามกลไกราคาตลาด

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทยังเตรียมเปิดเฟซบุ๊คเพจชื่อ “โครงการเกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” เพื่อสร้างชุมชนและการรวมกลุ่มของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ได้ใช้เป็นช่องทางการสื่อสารระหว่างเกษตรกรและบริษัทโดยตรง ซึ่งในช่วงแรกจะเป็นการแจ้งประกาศราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หน้าโรงงาน เพื่อให้เกษตรกรได้ทราบถึงราคาตลาดได้ทันที รวมทั้ง ยังมีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น “ช่วยปลูก” ที่จะช่วยให้ความรู้ด้านการเพาะปลูกและแจ้งราคารับซื้อของโรงงานซีพีเอฟด้วย

เชื่อเหลือเกินว่าคนที่ลองมันแล้วต้องติด อาจเพราะอยากเท่ ความอยากเข้ากลุ่มกับเพื่อนๆ เพื่อให้เพื่อนยอมรับ บางคนอาจใช้มันเพื่อประชดตัวเอง ประชดพ่อแม่ หรืออยากเข้าให้โลกได้รับรู้ว่าตัวเองโตแล้ว

นั่นคือ สาเหตุหลักของการติดบุหรี่ แต่พอเสพติดไปแล้ว เลิกแสนยาก เมื่ออยากจะเลิก

บุหรี่ สำหรับคนที่ไม่สูบหรือไม่ได้เสพติดนั้น เขาถือว่าควันบุหรี่ได้ทำร้ายเขาด้วย และเป็นสิ่งที่น่ารำคาญเมื่อใครมาเสพอยู่ใกล้ๆ ในแทบทุกสถานที่ สถานที่ราชการทุกแห่ง จึงเป็นที่ปลอดบุหรี่ คนที่เสพบุหรี่จึงต้องอยู่ยากขึ้น มีสติ๊กเกอร์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษห้ามสูบบุหรี่แปะอยู่ทุกหัวระแหง

แต่ก็นั่นแหละคนที่เสพติดก็ต้องหาสถานที่เสพจนได้ แม้จะยากลำบากแค่ไหนก็ตาม

ประสบการณ์ตรงที่ได้รับ และอับอายแทบแทรกแผ่นดินก็คือ ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้ไปเป็นวิทยากร ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ด้วยความเครียดและตื่นเต้น หลังจากพักเบรก ก็ลงมาสูบบุหรี่เพื่อให้หายตื่นเต้นและให้หายเครียด ขณะที่นั่งสูบบุหรี่ จิบกาแฟระบายอยู่นั้น นักศึกษาผู้หญิงสองสามคนเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แล้วคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า

“อาจารย์คะ กรุณาอย่าสูบบุหรี่ตรงนี้นะคะ”

ก็หน้าม้านสิครับ อยากแทรกแผ่นดินลงไปมุดอยู่ในดินสักพัก อายมากๆ อยากจะเลิกเสพบุหรี่ ณ วินาทีนั้นเลยทีเดียว ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ความคิดที่จะเลิกบุหรี่ ติดอยู่ในสมองมาโดยตลอด

ก่อนนี้ บุหรี่มีราคาไม่แพงเท่าสมัยนี้ ใครๆ ก็หาซื้อมาเสพได้ ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยชรากันเลยทีเดียว แต่สมัยปัจจุบันนี้ บุหรี่มีราคาแพงมาก คนที่เลิกไม่ได้ก็หันมาเสพยาฉุน ซึ่งมีราคาถูกกว่ากันมากนัก บางคนใจเด็ดก็เลิกได้ด้วยการหักดิบ แต่คนที่มีอารมณ์อ่อนไหว มีใจที่ไม่แข็งพอและไม่เด็ดขาด ก็ยังคงทรมานกับการเสพบุหรี่ต่อไป

แม้กระทั่งวันนี้ ความคิดอยากจะเลิกบุหรี่ก็ยังมีอยู่ นั่นหมายถึงยังเลิกไม่ได้

เคยกินทั้งหมากฝรั่ง และทำตามวิธีที่เสียงตามสายจากเบอร์ 1600 แนะนำมาก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถที่จะเลิกยุ่งกับมันได้ จึงเสาะหายาดีๆ ตามที่เขาแนะนำมา

จะลองดูอีกครั้งเผื่อจะต่อชีวิตให้ยาวขึ้นมาได้บ้างมีคนแนะนำให้ต้มหญ้าดอกขาวแล้วดื่มแทนน้ำที่ดื่มประจำทุกวัน

หญ้าดอกขาวมีอยู่มากมายทั่วๆ ไปตามเรือกสวนไร่นาหรือแม้แต่ริมถนน เป็นวัชพืชที่สร้างความรำคาญ แย่งสารอาหารจากไม้ผลอื่นอื่น และรก ดอกของมันจะมีสีม่วงอมแดงหรือชมพู พอดอกบานเต็มที่สีก็จะค่อยๆ จางลงกลายเป็นสีขาวหม่นๆ และเมื่อแก่จัด ก็จะปล่อยให้เกสรและก้านดอกที่เบาหวิวเหมือนนุ่นลอยล่องไปตามสายลม คนที่แนะนำให้ลองต้มหญ้าดอกขาวดื่ม เขาบอกว่า สรรพคุณของหญ้าดอกขาวมีมากมาย แต่ที่เน้นๆ คือช่วยลดความอยากเสพบุหรี่ได้ชะงัดนัก เพราะหญ้าดอกขาวจะมีรสขม และเป็นยาเย็น โดยใช้ทั้งต้นรวมใบดอกรากครบถ้วน ดึงมาสักสี่ซ้าห้าต้น ล้างดินล้างทรายให้สะอาด เอาลงหม้อ ใส่น้ำให้พอท่วม ต้มให้เดือด ใช้ดื่มหลังอาหารเช้าเย็น หรือดื่มทุกครั้งเมื่อกระหายน้ำ

แต่การดื่มน้ำต้มหญ้าดอกขาวนั้น หากคนที่เป็นโรคไต หรือโรคหัวใจ ไม่สมควรดื่ม เพราะหญ้าดอกขาวมีโพแทสเซียมสูง คนที่เป็นโรคหัวใจ จริงๆ แล้วก็ควรเลิกบุหรี่ ไม่ต้องมานั่งต้มหญ้าดอกขาวดื่มหรอก หากอยากตายเร็วก็เสพบุหรี่ต่อไปไม่ยุ่งยาก

หากดื่มน้ำต้มหญ้าดอกขาวแล้วเลิกบุหรี่ได้ดังคำเขาว่า เงินในกระปุกคงจะเต็มเร็วขึ้นหรือมีเวลาให้หายใจได้นานขึ้น จี้รัฐลงทุนวิจัยขั้นสูงใน 4 ด้าน อาหาร การแพทย์สุขภาพ พลังงาน ความมั่นคงของชาติ แจง นักวิทย์ฯ ไทยเก่งไม่แพ้ชาติใด ร่วมวิจัยระดับโลกกว่าครึ่งหมื่น ด้าน “พล.อ. ประยุทธ์” รับปากรัฐบาลพร้อมลงทุนหากเป็นสิ่งจำเป็น ฟันธงวิทยาศาสตร์คือสิ่งเดียวที่จะพลิกสู่ประเทศรายได้สูง ให้เวลา 5 ปี ทำให้เห็นเป็นรูปธรรม

เช้าวันนี้ (31 ตุลาคม) ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ประสานงานนำนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จำนวน 500 คน ร่วมจัดกิจกรรม “นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” เพื่อยื่นสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า ต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความพร้อมนำศักยภาพนักวิทย์รุ่นใหม่ กำหนดอนาคตไทย ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีตัวแทนนักวิทย์ 5 คน ประกอบไปด้วย ดร. ข้าว ต้นสมบูรณ์

ดร. มนัสชัย คุณาเศรษฐ ดร. วศะพร จันทร์พุฒ นพ. ประสิทธิ์ เผ่าทองคำ และ ดร. พินิจ กิจขุนทด นำเสนอรายละเอียดของสมุดปกขาว โดยระบุว่า การขับเคลื่อนเพื่อมุ่งสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ภายในระยะเวลา 20 ปี นั้น เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ เนื่องจากต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม การแข่งขันอย่างรุนแรงในเวทีโลก และต้องเตรียมความพร้อมประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ และการจะยกระดับประเทศที่สู่ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยวัตกรรมตามนโยบายประเทศไทย 4.0 การวิจัยขั้นแนวหน้าที่จะทะลุทะลวงไปสู่การเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่รัฐบาลต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง

ทั้งยังเห็นว่า ประเทศไทยมีจุดเด่นทางทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายสูงที่สุดเป็นอันดับที่ 8 ของโลก มีอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร อีกทั้งในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ส่งบุคลากรที่มีศักยภาพไปเรียนรู้ วิทยาการและความก้าวหน้าในต่างประเทศมาอย่างต่อเนื่อง

จนในปัจจุบันมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ระดับปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยระดับโลก ที่ต่างมีประสบการณ์ในการทำงานวิจัยขั้นแนวหน้าระดับโลกมาแล้วจำนวนกว่า 5,000 คน ที่ทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัย และสถาบันวิจัยของรัฐ และเอกชนทั่วประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันเกิดมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย อุทยานวิทยาศาสตร์ ห้องแล็บสมัยใหม่ที่เทียบเคียงได้กับหลายประเทศผู้นำในภูมิภาค รวมถึงไทยยังมีระบบนิเวศน์ที่เอื้อต่อการวิจัยและพัฒนาที่มีความพร้อมมาก

“หากภาครัฐมีการสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากความรู้ ความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ไทย ในรูปแบบที่เอื้อต่อการนำพาประเทศสู่ระดับโลกอย่างแท้จริง จะทำให้ประเทศไทยก้าวกระโดดสู่ระดับโลกได้อย่างไม่ยาก การรวมตัวของนักวิทย์รุ่นใหม่ ในวันนี้ จึงเป็นเสมือนการมารวมพลังแสดงความพร้อมที่จะใช้ศักยภาพของแต่ละคนที่เชี่ยวชาญแต่ละสาขามากำหนดอนาคตประเทศ ผ่านการเสนอสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research พร้อมได้วางกลยุทธ์กำหนดโจทย์วิจัยให้กับประเทศ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1. อาหารเพื่ออนาคต 2. การแพทย์และสาธารณสุขขั้นแนวหน้า 3. พลังงานแห่งอนาคต และ 4. การป้องกันภัยคุกคาม/รับมือความเสี่ยง และสร้างโอกาสในอนาคต โดยนักวิทย์รุ่นใหม่ได้ระดมสมองร่วมกันว่า เป็นโจทย์วิจัยที่จำเป็นและสำคัญต่อประเทศ และสามารถต่อยอดไปสู่ระดับโลกได้ หากรัฐบาลให้การสนับสนุน” ตัวแทนนักวิทย์ฯ ระบุ

นอกจากนี้ ยังเห็นว่า ไม่มีประเทศใดในโลกที่สามารถก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วได้ โดยไม่มีฐานเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ประเทศไทยจึงต้องยกระดับความสามารถของประเทศให้เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวทันโลกให้ได้ โดยต้องเร่งสร้างความสามารถทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยใช้สิ่งที่มีเพื่อสร้างคุณค่า และโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาประเทศ การดำเนินการวิจัยขั้นแนวจึงเป็นความท้าทายของประเทศที่จะต้องอาศัยพันธะทางนโยบาย การสนับสนุนจากรัฐบาลและฝ่ายการเมืองที่จะสร้างประเทศในระยะยาว จึงต้องวางแผนงานด้านการลงทุนและ งบประมาณเพื่อให้ไปสู่การสร้างอนาคตของประเทศอย่างยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนนักวิทย์ฯ เห็นสอดคล้องกันว่า แม้ผลปลายทาง ที่เสนอในวันนี้ จะเป็นเป้าอีกไกล แต่เชื่อว่าผลงานวิจัยระหว่างทางจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดประโยชน์เป็นเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้ตลอดทางที่ทำ ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ยืนยันว่าเรามีความพร้อม และมีความมั่นใจที่จะก้าวไปกับรัฐบาลและภาคประชาชน เพื่อผลักดันให้ประเทศของเราเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยงานวิจัยขั้นแนวหน้า ตามที่พวกเราทุกคนได้คาดหวังไว้ แต่เราจะไปถึงจุดนั้นได้ต้องขอให้รัฐบาลสนับสนุนเราอย่างน้อย 2 ข้อ คือ 1. งานวิจัย Frontier Research เป็นงานวิจัยที่คาดหวังผลในระยะยาว จึงจำเป็นต้องมีเงินลงทุนที่มากพอและมีความต่อเนื่อง 2. การจัดสรรด้านการบริหารงานวิจัยวิทยาศาสตร์ ควรจะมองที่ความเป็นเลิศของงานวิทยาศาสตร์เป็นหลัก หากรัฐให้การสนับสนุน วงการวิทยาศาสตร์ก็พร้อมจะก้าวไปไปข้างหน้า เพื่อนำพาประเทศไทยไปสู่การเป็นจะประเทศชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์ของโลกได้

ด้านนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การกำหนดโจทย์วิจัยต้องศึกษาจากอดีตที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเดิมได้ทำไว้ และต่อยอดสู่อนาคตแบบไร้รอยต่ออย่างเป็นรูปธรรม ตอบโจทย์กรอบยุทธศาสตร์ชาติทั้ง 6 ด้านของรัฐบาล เชื่อว่าหากทำได้จะทำให้ประเทศไทยจะก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูง สินค้ามีมูลค่าเพิ่ม และนำ รายได้เหล่านั้นกลับมาพัฒนาประเทศได้ อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีย้ำว่า การทำวิจัยแม้เราจะมองไปที่อนาคต แต่ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังด้วย

“รัฐบาลพร้อมให้การสนับสนุนทุกการวิจัยหากเป็นสิ่งที่จำเป็นของประเทศ นักวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ทุกคนล้วนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าต่อประเทศ ผมให้เวลา 5 ปี สำหรับงานวิจัยที่ต่อยอดจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว นำไปสู่ผลผลิตที่เป็นรูปธรรม มีตัวเลขที่สามารถวัดได้ และตอบได้ว่าประชาชนได้อะไรจากงานวิจัย ผมเชื่อว่า วิทยาศาสตร์คือสิ่งเดียวที่จะพลิกประเทศได้” นายกรัฐมนตรี กล่าว

สวนฝรั่งของพี่จี๊ด-คุณสุริยนต์ บุญนำ อยู่ที่นครชัยศรี หากมาจากนครปฐม ตามถนนเพชรเกษม เมื่อเลี้ยวเข้าถนนปิ่นเกล้าได้สักพัก ทางซ้ายมือ มีต้นตาลขึ้นอยู่ มีป้ายบอกว่า “จี๊ดฝรั่งแป้นสีทอง” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 3 ซอยบ้านกลาง ตำบลนครชัยศรี อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม

พี่จี๊ด เล่าว่า เริ่มทำสวนผลไม้ครั้งแรกเมื่อปี 2533 สวนของเขามีพื้นที่ปลูกไม้ผลทั้งหมด 65 ไร่ แบ่งออกเป็น 4 แปลง แต่ละแปลงมีการปลูกไม้ผลต่างชนิดกัน หลักคิดในการปลูกไม้ผลของเขาคือ จะต้องปลูกสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปหลายอย่าง ไม่ควรปลูกพืชเดิมซ้ำ เพราะจะทำให้ดินเสื่อมค่าไปเรื่อย

เพราะฉะนั้นในแต่ละแปลงจึงมีไม้ผลปลูกเวียนไปเรื่อยๆ เช่น เคยปลูกองุ่น แล้วย้อนกลับมาปลูกฝรั่ง จากนั้นอาจเปลี่ยนไปปลูกลำไย หรือแม้กระทั่งชมพู่ ดังนั้น ฝรั่งแป้นสีทองที่ไปพบคราวนั้นจึงเป็นรุ่นที่ 3 ของการหมุนเวียนรอบการปลูก

พี่จี๊ด ปลูกมะนาวสองพันธุ์ คือ มะนาวแป้นบ้านแพ้ว ที่นำมาจากตลาดจินดา สามพราน กับอีกพันธุ์เป็นแป้นลูกใหญ่ ชื่อหลักสอง ทั้งสองพันธุ์ปลูกอยู่บนพื้นที่ 30 ไร่ จำนวน 1,800 ต้น เจ้าของสวนบอกต่อว่า เมื่อตอนที่น้ำมาเป็นช่วงที่ต้นมะนาวกำลังโตพอสมควร และสามารถเก็บผลได้แล้ว แช่น้ำอยู่หนึ่งคืน ต้องรีบใช้รถแบ๊คโฮตักดินมาป้องรอบสวน ในที่สุดก็ป้องกันสำเร็จ หมดเงินไปกว่าสองแสนบาท

เขาบอกว่า หากต้องการให้มะนาวมีน้ำมากหรือน้อย สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเอาใจใส่เรื่องการให้น้ำ ปุ๋ย และยาฉีด โดยเฉพาะช่วงเวลาที่กำลังเก็บ ให้ดูก่อนว่าถึงเวลาหรือยัง บางทีราคาดี แต่ยังเก็บไม่ได้ เพราะมะนาวยังไม่มีน้ำ ยิ่งช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ราคาจากสวนส่ง 3-3.50 บาท แต่พอหลังจากนั้นราคาค่อยลงมาเรื่อย

“ตอนเก็บรุ่นแรกยังไม่ค่อยได้มาก ปัจจุบันเก็บมาเป็นรุ่นที่สามแล้ว หลังน้ำท่วมประมาณเดือนธันวาคม ปี 2554 ช่วงนั้นจะเก็บได้มากเป็นแสนกว่าลูก ราคาดี ประมาณ 2.50-3 บาท เป็นราคาส่งจากสวน”

พี่จี๊ด บอกว่า ในรอบปี ราคามะนาวจะเริ่มสูงประมาณเดือนมีนาคมไล่ไปจนปลายเดือนเมษายน เพราะเป็นช่วงแล้ง บวกกับก่อนหน้าแล้งมะนาวออกลูกช้าจึงทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยมาก เขาบอกว่าหากต้องการทำให้มะนาวออกพอดีกับช่วงแล้งควรจะต้องเริ่มทำประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคม พอไปถึงเดือนมีนาคมจะเก็บได้พอดี

เขาแนะว่า เทคนิคสำคัญสำหรับควบคุมการออกดอก คือ ต้องสกัดน้ำให้อยู่ ด้วยการทำให้ในท้องร่องไม่มีน้ำเลย ควรใส่ปุ๋ยคอกที่โคนต้นมากๆ ไม่ว่าจะเป็นขี้หมู ขี้นก ใส่ได้ทั้งนั้น และควรใช้ปุ๋ยเม็ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พร้อมบอกอีกว่า ระยะเวลาเริ่มปลูกจนถึงเก็บผลผลิตต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ยิ่งต้นสมบูรณ์และมีขนาดใหญ่ จะให้ลูกได้มาก

เวลาขาย จะขนส่งไปที่ปากคลองตลาด แล้วยังนำไปขายเองโดยตรงที่ตลาดดอนหวาย เพราะมีลูกค้าประจำ ที่ติดใจในคุณภาพของมะนาว ซึ่งรับประกันคุณภาพน้ำมะนาว “ปัญหาที่พบ คือ แมลงหนอนชอนใบ พวกโรคแคงเกอร์ที่น่ากลัวมาก ต้องถึงยาอย่างเดียวจึงเอาอยู่ และชอบมาในช่วงฤดูฝน ต้องระวังและให้สังเกตที่ใบตลอดเวลา มีบางพันธุ์ไม่ค่อยพบเป็นโรคแคงเกอร์ แต่มีข้อเสียคือ น้ำน้อย” “แป้นรำไพ” และ “เอี่ยมเซ้ง” ได้รับความนิยมดี