นอกจากนี้ ธนาคารกรุงไทยยังร่วมพัฒนาระบบชำระค่าสินค้า

ผ่านรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการซื้อขายสินค้าระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก มีเป้าหมายส่งเสริมให้ร้านค้าสหกรณ์และศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศ ใช้ระบบ QR Code ในการชำระค่าสินค้า ซึ่งสมาชิกที่มาซื้อสินค้าสามารถใช้สมาร์ทโฟนแสกนรหัส QR Code เพื่อตัดเงินจากบัญชีธนาคารของสมาชิกได้ทันที โดยที่ไม่ต้องใช้เงินสด ซึ่งทำให้สะดวกรวดเร็ว และเป็นการเพิ่มทางเลือกในการให้บริการแก่สมาชิกได้อีกด้วย

ภายหลังพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และธนาคารกรุงไทยแล้ว ยังมีการสัมมนา “สหกรณ์ไทยก้าวทันเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงิน” เพื่อให้สหกรณ์ได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับขั้นตอนการเตรียมการและการบริหารจัดการการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมทางการเงินไปให้บริการแก่สมาชิก เนื่องจากการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเงินในปัจจุบันนับว่ามีความสำคัญและมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่งผลทำให้รูปแบบการดำเนินธุรกิจและรูปแบบการค้ามีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง

ซึ่งสหกรณ์จำเป็นต้องพัฒนาระบบการจัดการธุรกิจให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งบัตรสมาชิกสหกรณ์ Co-op Member Card เป็นระบบที่บริหารจัดการบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านธุรกรรมทางการเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก ช่วยลดขั้นตอนการทำงานของสหกรณ์ลง และยังลดความผิดพลาดจากการทำงานด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการเงินสดอย่างมีประสิทธิภาพและสามารถลดปริมาณในการเก็บรักษาเงินสดไว้ที่สหกรณ์จำนวนมาก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินธุรกรรมของสหกรณ์ได้อีกทางหนึ่งด้วย

การใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ ผู้คนต้องเผชิญกับสารพัดมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ และฝุ่นละอองขนาดจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าจำนวนมหาศาล แม้กระทั่งในห้องโดยสารรถยนต์ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมมลพิษที่คาดไม่ถึง เพราะในห้องโดยสารมีมลพิษสูงกว่าภายนอกรถถึง 15 เท่า เพราะขณะที่ขับรถผ่านพื้นที่ต่างๆ นั้น ฝุ่นควันต่างๆ จะเล็ดลอดเข้ามาภายในห้องโดยสารผ่านช่องต่างๆ ได้

ซึ่งนี่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยต้องเผชิญกับโรคต่างๆ โดยเฉพาะ “ภูมิแพ้” ที่คาดการณ์ว่ามีผู้ป่วยมากกว่า 18 ล้านคน ผศ.ดร.นพ.อธิป นิลแก้ว แพทย์ด้านภูมิคุ้มกันวิทยา จากศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า การรับเอาฝุ่น รวมทั้งละอองเกสรพืช แบคทีเรีย รวมถึงสารจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงรถยนต์จากการหายใจนั้น จะทำให้ไอ จาม หายใจลำบาก ระคายเคืองตาและจมูก จนไปถึงน้ำมูกน้ำตาไหล ง่วงซึม แน่นหน้าอก ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ และเป็นภูมิแพ้

ซึ่งเป็นอาการแบบเดียวกับโรค Sick Car Syndrome โดยพบได้ทั้งโรคหืด รวมถึงเยื่อบุจมูกอักเสบภูมิแพ้ อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างไซนัส หูชั้นกลางอักเสบ ริดสีดวงจมูกได้ ซึ่งจะกระทบต่อคุณภาพชีวิตเมื่อมีความสามารถในการหายใจยามหลับลดลง ในระยะยาวยังรุนแรงขึ้นถึงขนาดลดความสามารถในการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ มะเร็งโพรงจมูก และมะเร็งปอดด้วย

นางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำว่า นอกจากจะเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองด้วยการทำความสะอาดห้องโดยสารสม่ำเสมอแล้ว ต้องใส่ใจมากขึ้นทั้งการกำจัดกลิ่นอับ หมั่นดูดฝุ่นเบาะ รวมทั้งติดตั้งเครื่องกรองอากาศในรถยนต์ที่สามารถดักจับไวรัส แบคทีเรีย มลพิษต่างๆ ก็จะช่วยกรองอากาศได้มาก ซึ่งในยุคนี้มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ช่วยควบคุมด้วยระบบเซ็นเซอร์ และตรวจจับสารปนเปื้อนโดยอัตโนมัติ

นายลักษณ์ วจนานวัช รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมความก้าวหน้าโครงการ “โคบาลบูรพา” ณ จ.สระแก้ว ว่า กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำโครงการ “โคบาลบูรพา” ในเขต อ.อรัญประเทศ อ.โคกสูง และ อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ที่เป็นแหล่งเกษตรกรรมและแหล่งเลี้ยงโคเนื้อที่สำคัญทางภาคตะวันออก มีทำเลที่ตั้งและลักษณะพื้นที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงโคเนื้อ เพราะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเชื่อมต่อระหว่างประเทศ สามารถเพิ่มผลผลิต ลดการนำเข้าและเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าเขตปลอดโรคปากเท้าเปื่อยและสร้างโอกาสในการส่งออกตลาดเออีซี ได้เป็นอย่างดี

ซึ่งโครงการ “โคบาลบูรพา” เป็นโครงการส่งเสริมการเกษตรรูปแบบแปลงใหญ่ เป็นอีกหนึ่งในโครงการที่ตอบโจทย์นโยบายการขับเคลื่อนการดำเนินงานที่สำคัญของรัฐบาล โดยจะสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังส่งเสริมให้มีการเลี้ยงโค-แพะ ในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว มุ่งเน้นที่จะประสานความร่วมมือกับเกษตรกรและรวมกันเป็นกลุ่มเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้มแข็งและร่วมสร้างอาชีพใหม่ที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีการเตรียมความพร้อมโดยการฝึกอบรมเกษตรกร เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน การเตรียมความพร้อม การบริหารจัดการฟาร์มที่ดี เตรียมพื้นที่ เตรียมคอก เตรียมเสบียงสัตว์และแหล่งน้ำเพื่อใช้ในฟาร์มของเกษตรกรสมาชิก และเจ้าหน้าที่ก็มีความพร้อมเป็นพี่เลี้ยงในการดำเนินการ

ทั้งนี้ โครงการ “โคบาลบูรพา” มีการดำเนินการใน 2 กิจกรรมหลัก คือ กิจกรรมที่ 1 ส่งเสริมการเลี้ยงแม่โคเนื้อผลิตลูก เป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 6,000 ราย สนับสนุนแม่โคเนื้อ รายละ 5 ตัว เป้าหมายโคเนื้อ รวม 30,000 ตัว ซึ่งปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 27 ก.พ. 2561) การดำเนินการในพื้นที่ จ.สระแก้ว ส่งมอบโคแก่เกษตรกรไปแล้ว 1,388 ราย รายละ 5 ตัว รวมเป็นจำนวน 6,940 ตัว มีเกษตรกรทำแปลงพืชอาหารสัตว์ 2,612 ราย จำนวน 13,060 ไร่ ในการนี้ กรมปศุสัตว์ได้จ่ายเงินอุดหนุนการทำแปลงพืชอาหารสัตว์ให้กับเกษตรกรไปแล้ว 1,182 ราย เป็นเงินจำนวน 11,820,000 บาท

สำหรับเกษตรกรสร้างโรงเรือน จำนวน 2,620 หลัง ส่วนการโอนเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรนั้น เป็นค่าสร้างโรงเรือนโคเนื้อ 2,100 ราย จำนวน 105,000,000 บาท เป็นค่าสร้างโรงเรือนแพะ 50 ราย จำนวน 5,000,000 บาท ซึ่งเป็นการสนับสนุนกิจกรรมที่ 2 คือ ส่งเสริมการเลี้ยงแพะ โดยมีเป้าหมายระยะแรกเกษตรกร 100 ราย สนับสนุนแพะเพศเมีย รายละ 30 ตัว เพศผู้รายละ 2 ตัว รวมทั้งสิ้น 32 ตัวต่อราย และให้เงินกู้ยืมจากเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ซึ่งเป็นการให้กู้ยืมโดยปลอดดอกเบี้ยตลอดโครงการฯ เป็นค่าขุดเจาะบ่อบาดาล บ่อตอก หรือบ่อน้ำตื้น 2,150 ราย จำนวน 17,200,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 127,200,000 บาท นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ผสมเทียมโคไปแล้ว จำนวน 316 ตัว และได้รับรายงานว่ามีลูกเกิดจำนวน 33 ตัว ซึ่งเป็นลูกที่ติดท้องมา เป็นเพศผู้ 19 ตัว เพศเมีย 14 ตัว

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมปศุสัตว์ มีความตั้งใจที่จะยกระดับการเลี้ยงโคเนื้อให้เข้าสู่มาตรฐานสากล มุ่งหวังให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันเพื่อยกระดับเป็นสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคเนื้อ จะทำให้เป็นศูนย์กลางในการทำการตลาด ซึ่งยังคงมีความต้องการบริโภคภายในประเทศอีกเป็นจำนวนมาก โดยจะผลิตเนื้อที่มีคุณภาพและส่งไปตลาดตามเมืองท่องเที่ยว ตั้งเป้าหมายในการส่งออกไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา เวียดนาม และจีน เป็นต้น กระทรวงเกษตรฯ จึงต้องการให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ปลอดโรคระบาดสัตว์ที่ร้ายแรง การนำโคหรือสัตว์เข้ามาในพื้นที่จะต้องมีการเฝ้าระวังตั้งแต่ต้นทาง จะต้องมีการป้องกันโรคและกักไว้ 30 วันก่อนที่จะนำเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งหากสามารถประกาศให้พื้นที่ภาคตะวันออกเป็นเขตปลอดโรคระบาดสัตว์ได้ จะสามารถส่งออกและเป็นที่ยอมรับจากต่างประเทศได้ต่อไป

“สำหรับโคเนื้อ แพะเนื้อ ที่ทางราชการสนับสนุนให้พี่น้องเกษตรกรนั้น ขอให้พี่น้องเกษตรกรปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด มีความรัก ความสามัคคี ร่วมแรงร่วมใจกันภายในกลุ่ม และที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อตนเองและต่อผู้อื่น ซึ่งจะทำให้โครงการประสบผลสำเร็จในที่สุด และที่สำคัญพี่น้องเกษตรกรในรุ่นต่อไปยังรอรับโคจากท่านอยู่ ถ้าหากมีปัญหา อุปสรรค ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ได้ทันที ซึ่งกรมปศุสัตว์จะได้นำเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ไปสู่พี่น้องเกษตรกร โดยเน้นเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้เกษตรกรได้ก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ไปพร้อมๆ กัน”นายลักษณ์ กล่าว

ถ้าพูดถึงโรงพยาบาลจิตเวช ร้อยทั้งร้อยย่อมนึกถึงสถานที่รักษา “คนบ้า” หรือ “คนวิกลจริต”

เเต่โดยข้อเท็จจริงเเล้ว ที่แห่งนี้ไม่ได้รักษาเฉพาะผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตเท่านั้น ยังทำการผ่าตัดเเละรักษาผู้ป่วยปกติ ที่มีความผิดปกติทางสมอง อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ ด้วย

สำหรับโรงพยาบาลจิตเวชแห่งแรกในประเทศไทยได้ถือกำเนิดขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ก่อตั้งเมื่อ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2432 มีชื่อเรียกว่า “โรงพยาบาลคนเสียจริต” ตั้งอยู่ที่ปากคลองสาน ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงพยาบาลโรคจิต ธนบุรี” และ “โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา” ตามลำดับ

แต่ด้วยลักษณะของโรงพยาบาลที่มีหลังคาสังกะสีทาด้วยสีแดง คนในยุคหนึ่งจึงเรียกที่แห่งนี้ว่า “โรงพยาบาลหลังคาแดง”

นพ.ปรีชา ศตวรรษธำรง รองประธานมูลนิธิ โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ เล่าย้อนว่า ในสมัยก่อนผู้ป่วยเข้ามาที่นี่แล้วไม่มีทางได้กลับบ้าน เพราะโรคนี้ยังไม่มียารักษา ดังนั้นโรงพยาบาลคนเสียจริตจึงเป็นเหมือนที่คุมขัง ควบคุม ไม่ให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายต่อตนเองและสังคม โดยแต่เดิมอาคารผู้ป่วยจะเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ปลูกเป็นแถวยาว ด้านหน้าโปร่ง มีลูกกรงกั้นระเบียงเพื่อความปลอดภัย อยู่บนพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ มีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาประมาณ 2,000 ราย

ต่อมาประมาณปี 2500 มียารักษาผู้ป่วยจิตเวชเข้ามา ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็เริ่มมีเรื่องโรคทางสมองเข้ามาด้วย โดยปี 2508 ในหลวง ร.9 ได้พระราชทานเครื่องผ่าตัดสมองเป็นเครื่องแรกของประเทศไทย
แต่ด้วยภาพลักษณ์ในอดีต ทำให้หลายคนยังไม่เข้าใจ และมองว่าสถาบันจิตเวชเป็นที่รักษาผู้ป่วยวิกลจริต

นพ.ปรีชา บอกว่า ความจริงแล้วโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยารักษาใหญ่อยู่ 2 โรค คือ 1.โรคทางสมองและระบบประสาท 2.โรคทางจิต
“โรคทางสมอง เป็นโรคที่ค่อนข้างรู้สาเหตุชัดเจน เช่น ถ่ายรูปลงคอมพิวเตอร์ก็เห็นว่าเป็นสมองตาย สมองตัน หรือเนื้องอก หรือกระทบกระเทือนหรือช้ำก็เห็นหมด

แต่โรคทางจิตเกิดจากสารเคมีไม่สมดุล เราถ่ายรูปแล้วก็ไม่เจออะไร สมองก็ปกติแต่มันก็เป็นโรคทางสมอง เกิดมาไม่เหมือนชาวบ้าน สารเคมีหลั่งผิดปกติ แต่บางครั้งโรคทางสมองก็แสดงอาการคล้ายโรคทางจิต เช่น เนื้องอกมันอยู่ในตำแหน่งของอารมณ์ความคิด การแสดงออกของคนไข้ก็จะคล้ายกับโรคทางจิตได้”

นพ.ปรีชา บอกอีกว่า สำหรับโรคที่พบมากคือ โรคจิตเพศ มักเป็นตั้งแต่วัยหนุ่มสาว ส่วนใหญ่จะชอบแยกตัวอยู่คนเดียว ไม่เข้าสังคม ทำงานกับคนก็ระแวงคน บางทีมีอารมณ์หงุดหงิด นอนไม่หลับ ปรับตัวเข้ากับใครไม่ได้ หากเป็นมากก็จะมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน คิดว่าจะมีใครเข้ามาทำร้าย ทั้งนี้โรคทางจิตเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาด ต้องกินยาต่อเนื่อง แต่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากจะมารักษา

“อาจเพราะรู้สึกไม่สบายใจถ้าจะมาที่นี่ กลัวคนถามว่าเป็นโรคจิตหรือเปล่า ทั้งที่ผู้ป่วยอาจจะเป็นโรคทางสมอง ดังนั้นสังคมต้องเข้าใจคนไข้ ซึ่งจริงๆ แล้วคนไข้ที่ป่วยทางจิตหากรับการรักษาแล้วก็สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้ ถ้าเราเข้าใจโอกาสหายก็มาก โอกาสเป็นซ้ำก็น้อยลง”

นพ.ปรีชา ย้ำอีกว่า ต้องเข้าใจว่าปัญหาสุขภาพจิตเป็นปัญหาใหญ่ของคนในชาติ แต่เรายังไม่เข้าใจ ซึ่งความจริงแล้วสุขภาพจิตมีผลต่อสุขภาพกายด้วย เนื่องจากการทำงานของสมองมี 2 ระบบ คือส่วนที่บังคับได้ เช่น ให้ยกมือ ให้นอน กับระบบที่เป็นศูนย์อยู่ข้างในเรียกว่าระบบประสาทอัตโนมัติ เป็นศูนย์ควบคุมและทำงานระบบร่างกายภายใน อย่าง หัวใจ หลอดเลือด กระเพาะอาหาร การหลั่งสารและฮอร์โมนต่างๆ

“ระบบประสาทอัตโนมัติเป็นส่วนที่เราบังคับไม่ได้ มันจะทำงานตามอารมณ์ของเรา เช่น ถ้าอารมณ์แปรปรวนหรือโกรธจัด หัวใจจะเต้นแรง เราจะไปบังคับให้มันเต้นช้าไม่ได้ ซึ่งระบบนี้เองที่เป็นตัวก่อโรค ผมเชื่อว่าถ้าคนสุขภาพจิตดี โรคทางกายก็จะน้อยลง และเมื่อโรคน้อยค่าใช้จ่ายก็น้อยด้วย เหมือนอย่างที่พระว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

“ถ้าจิตเรานิ่ง มีสติ มีอะไรเข้ามาอย่าตื่นตระหนก หาทางออก หาทางแก้ ถ้าเรากลัวตลอดก็ไม่ต้องทำอะไรตลอดกาล” นพ.ปรีชา กล่าว
แต่อย่างไรก็ตาม โรคทางจิตบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมได้ ดังนั้น สถาบันจิตเวช ก็ยังมีความสำคัญอยู่

โดยเฉพาะในกลุ่ม ผู้สูงอายุ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าโลกกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สถาบันจิตเวชจึงเป็นอีกที่พึ่งสำคัญของคนชราในอนาคต แล้วตัวผู้สูงอายุเองก็เป็นวัยที่พบว่ามีความผิดปกติทางสมองได้ง่ายและมากที่สุดหากเทียบกับวัยอื่น

นพ.ปรีชา บอกว่า เหตุที่พบว่ากลุ่มผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคทางสมอง เพราะคนที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มักจะพบว่าเป็นโรคทางสมอง อย่าง โรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์

ซึ่งโรคสมองเสื่อมจะมีทั้งกลุ่มที่ทราบสาเหตุ เช่น มาจากโรคหลอดเลือดตีบตัน อาจจะเป็นในคนที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันสูง ทำให้หลอดเลือดตันทีละน้อยๆ ในส่วนของความคิดความจำ นอกจากนี้ยังพบในกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือใช้สารเสพติดบางอย่าง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำลายสมอง นำไปสู่การเป็นโรคสมองเสื่อมได้ รวมถึงการบาดเจ็บในบางส่วนของสมอง เป็นต้น และอีกกลุ่มคือโรคสมองเสื่อมที่ไม่ทราบสาเหตุ

“เหตุที่ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นโรคสมองเสื่อม เพราะเมื่ออายุมากขึ้นมีโอกาสที่สมองฝ่อมาก ทำให้สร้างสารสื่อประสาทด้านความจำและความคิดน้อยลง ปัจจุบันยังไม่มียารักษา ยาที่มีอยู่ในตอนนี้เป็นเพียงการชะลอสมองเสื่อม ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงพอสมควร

“ส่วนใหญ่การรักษาจะแนะนำคนไข้ที่เริ่มมีอาการสมองเสื่อม พยายามให้ใช้สมองบ่อยๆ เช่น ฝึกความจำ เล่นไลน์คุยกับเพื่อนบ่อยๆ หากิจกรรมทำ เพราะโรคนี้ถ้าอยู่เฉยไม่ได้ใช้สมองไม่ได้โต้ตอบก็จะยิ่งช้า ยิ่งเฉื่อย ดังนั้น จะต้องกระตุ้นให้ใช้เรื่อยๆ อย่าไปบอกว่าคนแก่แล้วต้องอยู่เฉยๆ แบบนี้ไม่ดี ร่างกายก็เช่นกันถ้ามีการเคลื่อนไหวบ่อยๆ ก็จะเสื่อมช้า” นพ.ปรีชา อธิบาย

และว่า สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้นอกจากการรักษาแล้วที่สำคัญคือ ความเข้าใจ เพราะคนสูงอายุเขามีความเสื่อมแต่ก็ไม่ได้เสื่อมจนไม่รู้เรื่อง เขารู้นะว่าพฤติกรรมเขาช้าลง ทำอะไรก็ช้าลง อยากได้อะไรก็ไม่ได้อย่างที่ใจคิด สิ่งที่ตามมาก็จะหงุดหงิด พาล บางรายก็ซึมเศร้า ดังนั้นถ้าลูกหรือครอบครัวไม่เข้าใจก็ยิ่งกดดันคนไข้ อาการจะยิ่งแย่มากขึ้น

นพ.ปรีชา กล่าวอีกว่า นอกจากโรคสมองเสื่อมแล้ว โรคทางสมองที่พบในผู้สูงอายุยังมีโรคอัมพฤกษ์ โรคพาร์กินสัน ซึ่งเหล่านี้ก็มาจากอาการเซลล์เสื่อม สร้างสารไม่พอ ส่งผลถึงการเคลื่อนไหว ส่วนโรคทางจิตที่พบมากในกลุ่มผู้สูงอายุคือ โรคซึมเศร้า ส่วนใหญ่มีสาเหตุจากการเตรียมตัวไม่ดี อาจจะมาจากอาการป่วย จากการสูญเสียการลาจาก ความสามารถช้าลง เมื่อคิดในทางลบก็จะส่งผลต่อความคิดและจิตใจ

“ดังนั้น คนรุ่นใหม่ควรจะต้องเตรียมตัวให้ดี เดี๋ยวนี้คนอายุยืนมากขึ้น ต้องเตรียมเงินไว้ใช้หลังเกษียณอายุอย่างน้อย 20 ปี เพราะถ้าเรามีเงินใช้ เราไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น สุขภาพจิตก็จะดี”

นพ.ปรีชา อธิบายว่า เพื่อรองรับผู้สูงอายุที่ป่วยโรคทางสมองในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมาก โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาจึงเตรียมสร้างอาคารเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะมีทั้งส่วนที่รักษาโรคทางสมองและโรคทางจิตที่ครบครัน และสะดวกสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น

เนื่องจากโรงพยาบาลมีความเก่าแก่มากกว่าร้อยปี อาคารส่วนใหญ่ที่มีอยู่เดิมค่อนข้างเก่าและโทรมมาก โดยเฉพาะอาคารโรคสมองระบบประสาท อาคารผู้ป่วยนอกจิตเวชที่มีขนาดเล็ก และมีสภาพแออัดเป็นอย่างมาก

สำหรับอาคารเพื่อเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา สมเด็จพระเทพฯ เป็นอาคารสูง 12 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 20,448 ตารางเมตร งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 600 ล้านบาท โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 300 ล้านบาท อีก 300 ล้านบาท จากผู้มีกุศลจิตร่วมบริจาค โดยมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ฯ เป็นผู้จัดหา

การลงนามสัญญาก่อสร้างจะดำเนินการใน วันที่ 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กำหนดระยะเวลาในการก่อสร้าง 900 วัน อาคารจะแล้วเสร็จปลายปี พ.ศ. 2563 สำหรับผู้มีจิตกุศลสามารถร่วมบริจาคสมทบทุนเพื่อสร้างอาคารได้ที่มูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา ในพระราชูปถัมภ์ พร้อมเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา บริจาคเงินเพื่อมาสมทบทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นในการรักษาผู้ป่วย
นอกจากนี้ มูลนิธิยังได้จัดประมูลเสื้อยืด “รักที่จะมอบ ชอบที่จะให้” เพื่อนำไปประมูลหารายได้ในการก่อสร้างอาคารและซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ด้วย

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการร่วมกับ 7 หน่วยงาน เดินหน้าโครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ โดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่สนับสนุนด้านวิทยากรในการให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์และสมาชิกเครือข่ายผู้ทำบัญชีสหกรณ์ ให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ทำบัญชีสหกรณ์ ทั้งการจัดทำบัญชีด้วยมือและจัดทำบัญชีด้วยโปรแกรมระบบบัญชี และผลักดันด้านบุคลากรให้สหกรณ์มีผู้ทำบัญชี รวมถึงกำกับดูแลการจัดทำบัญชี และงบการเงินของสหกรณ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย “สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้”

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ เป็นการบูรณาการความร่วมมือของ 7 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด ชุมนุมสหกรณ์บริการเดินรถแห่งประเทศไทย จำกัด และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)

เพื่อร่วมมือกันในการพัฒนาบุคลากรด้านบัญชีของสหกรณ์และเสริมสร้างความเข้มแข็งของสหกรณ์ให้จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ เนื่องจากปัจจุบันมีสหกรณ์ขนาดเล็กที่ไม่ได้จัดจ้างผู้ทำบัญชีหรือมอบหมายให้มีผู้ทำบัญชี หรือมอบหมายกรรมการจัดทำบัญชี แต่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำบัญชี ทำให้มีสหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินไม่ได้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้สหกรณ์ไม่สามารถนำข้อมูลบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์และไม่สามารถส่งงบการเงินให้ตรวจสอบบัญชีได้

ดังนั้น ทั้ง 7 หน่วยงาน จึงได้ประสานความร่วมมือให้บุคลากรของแต่ละหน่วยงานมาร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้สหกรณ์ได้จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ถูกต้องตามมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน และนำข้อมูลบัญชีไปใช้ประโยชน์ในการบริหารจัดการสหกรณ์ได้โดยใช้พื้นที่ทำการสหกรณ์เป็นศูนย์กลาง การอบรมพัฒนา และชุมนุมสหกรณ์และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เป็นแกนหลักในกระบวนการพัฒนาผู้ทำบัญชีสหกรณ์

ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ร่วมกำหนดหลักสูตรการจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ และระบบการควบคุมภายใน ให้การสนับสนุนด้านวิทยากรในการให้ความรู้ด้านการจัดทำบัญชีและงบการเงินแก่สหกรณ์และสมาชิกเครือข่ายผู้ทำบัญชีสหกรณ์ให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้ทำบัญชีสหกรณ์ทั้งการจัดทำบัญชีด้วยมือและจัดทำบัญชีด้วยโปรแกรมระบบบัญชี

และผลักดันด้านบุคลากรให้สหกรณ์มีผู้ทำบัญชีรวมถึงกำกับดูแลการจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายสหกรณ์จัดทำบัญชีและงบการเงินได้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ทำหน้าที่ติดตามและรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานต่อไป

“กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้สนับสนุนและสอนแนะการจัดทำบัญชีแก่สหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์สามารถจัดทำบัญชี ปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็วและใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางบัญชีในการวิเคราะห์และวางแผนการดำเนินงานได้ รวมทั้งได้มีการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สามารถจัดทำบัญชีและงบการเงินของสหกรณ์ได้อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ เกิดความโปร่งใส มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ เพื่อเป็นการพัฒนาความเข้มแข็งแก่สหกรณ์อย่างยั่งยืน” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เวลา 08.00 น. วันที่ 1 มีนาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการซ้อมใหญ่ที่สนามแข่งขันนกเขา สวนขวัญเมือง เทศบาลนครยะลา ซึ่งเป็นสนามจัดการแข่งขันมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียน ครั้งที่ 33 ที่จะมีขึ้นใน วันที่ 3-4 มีนาคมนี้ว่า บรรดาชาวชวาวงศ์ (ผู้เลี้ยงนกเขาชวาเสียง) ได้นำนกเขาชวาของตัวเองเดินทางมาเพื่อนำขึ้นเสารอกกันเป็นจำนวนมาก เพื่อให้นกเขาคุ้นชินกับเสารอกและสามารถแข่งขันประชันเสียงได้ในวันแข่งขันจริง โดยในปีนี้คาดว่าจะมีนกเขาชื่อดัง ราคา 4 ล้านบาท เข้าร่วมประชันเสียงด้วย

นายพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ นายกเทศมนตรีนครยะลา เปิดเผยว่า งานมหกรรมแข่งขันนกเขาชวาเสียงอาเซียนเป็นกิจกรรมที่เทศบาลนครยะลาได้รับความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในการจัดงานต่อเนื่องมายาวนานถึง 33 ปี

โดยจะมีผู้นิยมเลี้ยงนกเขาชวาเสียงหรือชาวชวาวงศ์จากหลากหลายพื้นที่ทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน อาทิ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย นำนกมาร่วมแข่งขันมากกว่า 2,000 ตัว กิจกรรมนี้นับเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้บรรจุในปฏิทินท่องเที่ยวของประเทศไทยเผยแพร่ไปทั่วโลก

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า ต่างประเทศจะเดินทางมาร่วมประชันเสียงกันมากมายแน่นอน และในปีนี้ทางเทศบาลได้เตรียมเสารอกนก จำนวน 2,900 ต้น เพื่อรองรับแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงการแข่งขันเชื่อว่าจะมีเงินหมุนเวียนในพื้นที่มากกว่า 50 ล้านบาท

ปัจจุบันการศึกษานับได้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) สุวรรณภูมิ เป็นสถาบันอุดมศึกษามุ่งมั่นจัดการศึกษา ด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีชั้นสูงที่มีคุณภาพด้วยการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายในการพัฒนาส่งเสริมถ่ายทอดองค์ความรู้ทางด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีมีคุณภาพและได้มาตรฐาน สู่ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ให้มีทักษะชีวิตและการทำงาน สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ในยุค ๔.๐

เมื่อเร็ว ๆ นี้ ดร.อาณัติ รัตนถิรกุล อาจารย์สาขาวิชาระบบสารสนเทศฯ คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พร้อมกับทีมงานได้รับเกียรติเป็นวิทยากรถ่ายทอดองค์ความรู้ ในหัวข้อเรื่อง “การนำนวัตกรรม ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน (Innovation in the Workplace)” ในโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “พนักงานราชการยุคใหม่ หัวใจ ๔.๐” ให้กับพนักงานราชการ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๑ โดยมีความมุ่งหมายให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำความรู้ในการบริหารจัดการองค์ความรู้ เทคนิคการสื่อสาร และการประสานงานไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานในองค์กรได้