นอกจากนี้ ภายในเดือนมิถุนายน 2561 บริษัทฯ เตรียมเซ็นสัญญา

ร่วมทุนโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในเวียดนามและในอาเซียน ขนาดกำลังการผลิต 420 เมกะวัตต์ ร่วมกับ บริษัท Xuan Cau Co.,Ltd. ดังนั้น จะส่งผลให้แนวโน้มผลการดำเนินงานของ BGRIM เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทั้งในส่วนของรายได้และกำไร อันเนื่องมาจากจำนวนกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทฯ วางเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้จากโรงไฟฟ้าต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% ภายในปี 2565 จากปัจจุบัน 6% และตั้งเป้าสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเป็น 30% จากเดิมที่ 12% ทำให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 65% ในอีก 5 ปีข้างหน้า

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/61 บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้จากการขายและการให้บริการจำนวน 8,156 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิปรับปรุง 512 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนโดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายไฟฟ้าจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) 3 (ABPR 3) ซึ่งเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 กำลังการผลิต 133 เมกะวัตต์ และการเพิ่มขึ้นของความต้องการใช้ไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร แหลมฉบัง และเหมราช

นอกจากนี้ จะมีโครงการ SPP อีก 2 โครงการ ที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดระยอง กำลังการผลิตรวม 266 เมกะวัตต์ ที่จะ COD ตามกำหนดในช่วงเดือนมิถุนายน 2561 และเดือนตุลาคม 2561 ตามลำดับ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งร่วมกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกและสหกรณ์ภาคการเกษตรรวมจำนวน 7 โครงการ กำลังการผลิตรวม 31 เมกะวัตต์ และโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 1 โครงการ ใน สปป. ลาว กำลังการผลิต 15 เมกะวัตต์ ที่จะ COD ภายในปีนี้อีกด้วย

นายธาร นวลนึก ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดร่วมกันจัดกิจกรรมวันถ่ายทอดเทคโนโลยีและบริการการเกษตรเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ที่เรียกว่า งานวัน Field Day ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรได้รับทราบเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ ช่องทางการตลาด แหล่งข้อมูล การเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของตนเอง

ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเกษตรกรด้วยกันเอง รวมทั้งนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขา ซึ่งเป็นตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานรณรงค์ Field Day และใช้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ทางการเกษตรที่มีเกษตรกรผู้นำเป็นผู้บริหารจัดการ ภายใต้การสนับสนุนของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นสถานที่จัดงาน การจัดงาน Field Day จึงเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ที่เหมาะสมในฤดูกาลผลิต

สำหรับ จังหวัดชุมพร ได้กำหนดจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี Field Day เพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2561 ในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตร ขึ้น เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2561 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร โดยมี นายวีรวัฒน์ จีรวงษ์ เจ้าของสวนทวีทรัพย์ เป็นประธานศูนย์ฯ ได้รับเกียรติจาก นายธนนท์ พรรพีภาส นายอำเภอปะทิว ร่วมงาน มีเกษตรกรในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียงเข้ามาร่วมงานประมาณ 500 คน ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี จากหน่วยงานฝ่ายปกครอง

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชน สถาบันการศึกษา และสถาบันเกษตรกร Young Smart Famer Smart Farmer สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานอื่นๆ โดยกิจกรรมหลัก เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนคุณภาพ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของเกษตรกรในพื้นที่ ด้วยการให้ความรู้ พร้อมกับคำแนะนำแก่เกษตรกร ในการผลิตสินค้าเกษตรเชิงคุณภาพ พร้อมกับการแปรรูปผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยแบ่งการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกรเป็นสถานีเรียนรู้ ได้แก่ สถานีการเพิ่มศักยภาพแก้ไขปัญหาทุเรียนอ่อน สถานีการผลิตทุเรียนคุณภาพ สถานีการให้น้ำในสวนทุเรียน สถานีการลดต้นทุนการผลิตทุเรียน สถานีเศรษฐกิจพอเพียง และนิทรรศการ การผลิตทุเรียนจากอดีตสู่ปัจจุบัน

“กิจกรรมดังกล่าว เป็นนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ดำเนินการจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นศูนย์ที่มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับสินค้าหลักในพื้นที่ และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ (Zoning) โดยมีองค์ประกอบของศูนย์ ได้แก่ เกษตรกรต้นแบบ แปลงเรียนรู้ หลักสูตรการเรียนรู้ และฐานการเรียนรู้ สำหรับองค์ความรู้ที่มีอยู่ในศูนย์เรียนรู้ฯ เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีที่หน่วยงานราชการส่งเสริมกับภูมิปัญญาของเกษตรกร และได้มีการประยุกต์ใช้ให้มีความเหมาะสมอย่างเฉพาะเจาะจงกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการผลิตของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเกษตรกรขึ้น ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่”นายธาร กล่าวทิ้งท้าย

วันที่ 30 พฤษภาคม นายพัลลภ สิงหเสนี ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานปล่อยขบวนรถขนส่งลำเลียงผลผลิตสับปะรดผลสดไปยังประชาชนทั้งจังหวัดและตลาดปลายทางทั่วประเทศ เพื่อรณรงค์การบริโภคสับปะรดผลสดทุกภูมิภาค ตามโครงการไทยช่วยไทย บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่ผ่านมามีการระบายผลผลิตสับปะรดส่วนเกินจากการผลิตของโรงานแปรรูปเพื่อการส่งออกแล้วกว่า 22.800 ตัน ในราคารับซื้อ กิโลกรัมละ 4 บาท เพื่อรักษาระดับราคาจำหน่ายที่เหมาะสมกับต้นทุนการผลิต ขณะที่ผลผลิตตกต่ำเหลือเพียง กิโลกรัมละ 1.15 บาท คาดว่าจะระบายผลผลิตส่วนเกินได้ปลายเดือนมิถุนายน

นายพัลลภ กล่าวว่า สำหรับขบวนรถขนส่งล่าสุดมีเป้าหมายส่งผลผลิตไปกระทรวงมหาดไทย 29 ตัน กองบิน 5 ของเมืองประจวบฯ จำนวน 5 ตัน เรือนจำจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 1 ตัน และกระจายผลผลิตสับปะรดแจกประชาชนทั้งจังหวัด 35 ตัน ขณะนี้ธนาคาร ธ.ก.ส. เร่งกระจายผลผลิตสับปะรดผลสดไปจังหวัดต่างๆ อีก 500 ตัน รวมทั้งจัดซื้อเพื่อให้สำนักงานสหกรณ์จังหวัดร่วมกับสำนักงานปศุสัตว์นำสับปะรดไปผลิตอาหารสัตว์ 1,300 ตัน ขณะที่ กอ.รมน.จังหวัด นำสับปะรดส่งให้หน่วยทหารทั่วประเทศ 416.35 ตัน

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจไผ่ของประเทศไทยว่า หลังจากที่ทางรัฐบาลจีนได้เชิญตัวแทนคณะจากสภาเกษตรกรฯ ไปศึกษาดูงานด้านไผ่เป็นเวลา 10 วัน ที่ประเทศจีน เมื่อวันที่ 16 – 26 มีนาคม 2561 ได้เห็นนวัตกรรม การแปรรูปหลากหลายรูปแบบมาก จากเศรษฐกิจชุมชนจนถึงเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งประเทศจีนได้จัดตั้งสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติเพื่อทำหน้าที่ในการวิจัยพัฒนาต่อยอดและเป็นพี่เลี้ยงให้กับเกษตรกรในกรณีที่ต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งของเกษตรกร ชุมชน

หรือแม้กระทั่งของบริษัทขนาดใหญ่ รัฐบาลจะส่งนักวิจัยเข้าไปร่วมในการพัฒนาด้วย รัฐบาลจีนเองอยากจะเห็นความร่วมมือของเกษตรกรของไทยและจีน จึงขอให้ทางสภาเกษตรกรแห่งชาติจัดส่งเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรที่สนใจเรื่องไผ่ไปที่ประเทศจีนโดยทางสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติของจีนจะจัดคอร์สอบรมให้ ซึ่งบัดนี้สภาเกษตรกรแห่งชาติโดยสภาเกษตรกรจังหวัดได้จัดส่งทายาทเกษตรกรนำร่องไปแล้ว 5 คน จากจังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง และบุรีรัมย์ ซึ่งจะใช้เวลาในการอบรม 2 เดือน พร้อมกับทายาทเกษตรกรประเทศอื่นๆ

เพื่อศึกษาตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ การปลูก การบำรุงรักษา การเก็บเกี่ยว การแปรรูปเบื้องต้น จนกระทั่งการแปรรูประดับสูง เมื่อยุวเกษตรกรทั้ง 5 คน กลับมาต้องสรุปเป็นเอกสาร รูปเล่ม จัดทำโครงการที่จะลงไปพัฒนานำร่องในเชิงพื้นที่ของตัวเองและสามารถพัฒนาเป็นศูนย์เรียนรู้หรือว่าเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกรให้รู้จักการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยไผ่ให้หลากหลายมากขึ้น และหากมีเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น สภาเกษตรกรฯจะประสานสถาบันวิจัยไผ่แห่งชาติของจีน เพื่อนำส่งเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรเพิ่มเติมเป็นรุ่นต่อๆ ไป โดยต้องขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้การสนับสนุน หากเกษตรกรหรือทายาทเกษตรกรที่สนใจเรื่องไผ่ก็สามารถติดต่อประสานงานไปที่ สภาเกษตรกรจังหวัดพื้นที่ของท่าน หรือสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติได้

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ ได้มีการส่งเสริมการปลูกและแปรรูปไผ่ในหลายพื้นที่โดยเฉพาะสภาเกษตรกรจังหวัดลำปางเตรียมปลูกไผ่เพิ่มอีก อย่างน้อย 20,000 ต้น และได้ขึ้นเตาเผาถ่านขนาดเล็ก 1 เตา ขนาด 8 คิว ที่ อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เพื่อเป็นการนำร่องและเป็นการเรียนรู้ศึกษาเรื่องพลังงานทดแทน โดยภายในเดือนมิถุนายนจะขึ้นเตาอีก เป็นขนาด 18 คิว สิ่งที่ง่ายที่สุดที่จะให้เกษตรกรเรียนรู้ได้เอง ก็คือ เอาไผ่ เศษไผ่หลังจากขายลำจะเหลือข้อ ตา ราก หรือกิ่งก้าน สามารถจะเอามาสร้างมูลค่าเพิ่มได้ เช่น เผาเป็นถ่านอัดแท่ง ซึ่งให้ความร้อนสูงรองจากกะลามะพร้าว ถ้าเผาด้วยวิธีที่ถูกต้องจะไม่มีควันและไม่แตก ทำส่งขายเป็นพลังงานทั่วไปและจะพยายามพัฒนาให้เป็นถ่านขาวหรือถ่านไวท์ชาโคลซึ่งเป็นถ่านเพื่ออุตสาหกรรม และต้องขอบคุณกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จัดส่งนักวิชาการมาเป็นพี่เลี้ยงด้วย

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยก่อนการประชุม นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะเข้าพบเพื่อประชาสัมพันธ์การจัดงานแสดงสินค้าอาหาร 2561 หรือ THAIFEX World of Food Asia 2018 ระหว่างวันที่ 29 พฤษภาคม- 2 มิถุนายน นี้ ที่อิมแพค เมืองทองธานี โดยนายกฯ ได้ชิมแมลงทอดกรอบ อาทิ ดักแด้ แมงสะดิ้ง พร้อมบอกแมลงมีโปรตีนและโอเมก้าสูง ช่วยบำรุงสมอง แมลงทอดกรอบเป็นสินค้าที่ส่งออกไปยังเมืองนอก อีกด้วย

จากนั้นนายกฯ ได้นำแมลงทอดไฮโซ และแมลงทอดกรอบกระป๋อง ภูฟาร์ม มาให้ผู้สื่อข่าวชิมพร้อมกล่าวว่า นักข่าวควรกิน ใครถามเรื่องไม่เป็นเรื่องให้ลองกินแมลง ก่อนที่จะหยิบแมลงทอดกรอบหนึ่งกำมือมาชิมเอง และกล่าวว่า แมลงทอดมีรสชาติอร่อยมาก กินแล้วจะติดใจ อารมณ์ดีทั้งวัน จากนั้นนายกฯ ได้ชิมแครกเกอร์แมงกะพรุน และกล่าวว่า กินแล้วผิวสวย อีกหน่อยแมงกะพรุนคงหมดทะเล ก่อนที่จะชิมกาแฟผสมน้ำผึ้งปราศจากน้ำตาล และกล่าวว่า เมืองไทยของเราไม่อดตายอยู่แล้วยิ่งถ้าขยันขันแข็ง พร้อมกล่าวด้วยว่า เช้านี้แพ้อากาศ แต่คงดีขึ้น อย่างไรก็ตาม สิ่งดีๆ เกิดขึ้นทุกวัน ถ้าไม่ดีก็อย่าไปพูดกันมาก ต้องช่วยกันแก้ไข

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน กับ 10 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการคลัง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เกิดจากทั้ง 11 หน่วยงาน ตระหนักถึงทรัพยากรเพื่อการผลิตทางการเกษตร ประกอบด้วย น้ำ ดิน อากาศ และป่าไม้ที่เสื่อมโทรมลง อันเนื่องมาจากหลายปัจจัย ทั้งการเปลี่ยนแปลงโดยธรรมชาติ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการกระทำของมนุษย์ ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต ทั้งยังเกี่ยวโยงถึงสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่ต้องพึ่งพาการผลิตจากทรัพยากรดังกล่าวเป็นหลัก การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเกษตรกร และภาคประชาชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตทางการเกษตร โดยคำนึงถึงแนวทางตาม “ศาสตร์แห่งพระราชา” เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนเป็นการสืบสานพระราชปณิธานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช บรมนาถบพิตร โดยมุ่งหวังให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี และเป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศ

ทั้งนี้ ภายหลังจากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว ทั้ง 11 หน่วยงาน จะร่วมกันจัดทำ และร่วมดำเนินการโครงการต่างๆ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืนตามวัตถุประสงค์ของความร่วมมือ นอกจากนี้ หน่วยงานร่วมดำเนินการจะร่วมกันจัดหา พัฒนา และสนับสนุนด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ รวมถึงสิ่งจำเป็นอื่นสำหรับใช้ในการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน ตลอดจนสนับสนุน แลกเปลี่ยนและเสริมสร้างองค์ความรู้ ประสบการณ์ และข้อมูลทางวิชาการระหว่างกันเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อการผลิตอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้จัดเตรียมโครงการภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการความร่วมมือ R3+ เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากร และการผลิตทางการเกษตรอย่างยั่งยืน พื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมกับกรมชลประทาน กรมป่าไม้ บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ดำเนินงานในพื้นที่โครงการเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อสืบสานพระราชปณิธาน ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการตั้งแต่พื้นที่ป่าต้นน้ำ การบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ การบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ การจัดการน้ำเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค รวมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ทั้งการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน

ซึ่งกิจกรรมการดำเนินงาน ประกอบด้วย การอนุรักษ์ดิน น้ำ และป่าไม้ ส่งเสริมการผลิตทางการเกษตร และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน หากดำเนินการแล้วเสร็จสามารถเติมน้ำต้นทุนในลุ่มน้ำเพชรบุรี และเพิ่มความชุ่มชื้นในพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่เกษตรกรรม รวมถึงการวางแผนอนุรักษ์ป่าต้นน้ำอย่างบูรณาการ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรี ทั้งการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน และเพิ่มความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและสังคม

2. โครงการ “ปลูกป่าและไม้ยืนต้น สร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง” เพื่อสืบสาน “ศาสตร์พระราชา” ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รวมทั้งเพื่อสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากขึ้นในการเพิ่มโอกาสการเกิดฝนและการปฏิบัติการฝนหลวงประสบผลสัมฤทธิ์เพิ่มขึ้นโดยการฟื้นฟูสภาพป่าเสื่อมโทรมให้สามารถกลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ และสร้างผืนป่าให้เกิดความชุ่มชื้นเพื่อเป็นการเพิ่มป่าต้นน้ำ

ตลอดจนเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน การปลูกป่าไม้ป่าเศรษฐกิจ ป่าชุมชน และไม้ยืนต้น บริเวณหัวไร่ปลายนา อีกทั้งเพื่อเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าในการดำรงชีวิต และการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน สำหรับการดำเนินการในโครงการแบ่งเป็น 2 กิจกรรม คือกิจกรรมปลูกป่าและไม้ยืนต้น และโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศ

และ 3. แอปพลิเคชั่น Collector for ArcGIS ระบบติดตามการปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ มูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านบาท ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับการรักษาป่า รักษาหน้าดิน การปลูกต้นไม้ และบ่อน้ำเพื่อเก็บความชื้นเอาไว้ให้มากที่สุด วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทั้ง 11 หน่วยงาน ได้มาร่วมกันลงนามในข้อตกลงดังกล่าว เพื่อวางแผนในการที่จะทำอย่างไร ให้มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศให้มากที่สุด เพื่อให้กรมฝนหลวงฯ สามารถปฏิบัติการได้ทุกช่วงเวลา ทุกพื้นที่ เป็นการลดปัญหาภัยแล้งไม่ให้เกิดขึ้น โดยการทำเมฆให้เกิดเป็นฝนได้นั้นต้องอาศัยความชื้นสัมพัทธ์ไม่น้อยกว่า 60% จึงต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพราะฉะนั้นความสมบูรณ์ของดิน น้ำ ป่า จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง

จากเหตุการณ์ไม่สงบ การวางระเบิดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดที่เข้าไปปฏิบัติหน้าที่ มีความเสี่ยงสูงในการเก็บกู้วัตถุระเบิด อาจทำให้เสียชีวิตได้ทุกกรณี หน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ จึงได้จัดหาอุปกรณ์ที่สามารถปฏิบัติภารกิจแทนคนได้ เพื่อลดความเสี่ยง

นางสาวกมลศรี กอเจริญ นายยศพล หาญพิชานันท์ และ นายอภิสิทธิ์ กลิ่นจันทร์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ ร่วมกับกองกำกับการ 8 กองบังคับ การ ฝึกพิเศษ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช คิดค้นสร้างหุ่นยนต์เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่

การสร้างหุ่นยนต์เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด มีระบบควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด โดยหุ่นยนต์มีระบบขับเคลื่อนชุดแขนกล และปืนยิงแรงดันน้ำ ซึ่งมีต้นทุนในการผลิต ประมาณ 20,000 บาท สามารถทำงานโดยการควบคุมด้วยรีโมตคอนโทรล จะใช้รีโมตคอนโทรลแบบมีสายและไร้สาย ที่สามารถควบคุมระบบขับเคลื่อนชุดแขนกลและปืนยิงแรงดันน้ำ

เมื่อผู้ควบคุมต้องการสั่งการทำงานต่างๆ ของระบบหุ่นยนต์ สามารถสั่งงานผ่านรีโมตคอนโทรลได้ในระยะที่ปลอดภัย ระบบจะมีไฟสัญญาณเพื่อแสดงสถานะพร้อมทำงานของปืนยิงแรงดันน้ำ และจะมีสัญญาณภาพส่งมายังผู้ควบคุมในบริเวณที่ปลอดภัย

หุ่นยนต์เก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด สามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานหรือเจ้าหน้าที่ในการเก็บกู้ และทำลายวัตถุระเบิด มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมากขึ้น และยังลดต้นทุนในการนำเข้าหุ่นยนต์ราคาแพงจากต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ด้วย

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สราญพงศ์ หนูยิ้มซ้าย อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช ไสใหญ่ โทรศัพท์ (081) 537-4618

ฤดูฝน สภาพอากาศเริ่มเย็นลง และมีความชื้นสูงขึ้น ทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตได้ดี และแพร่กระจายได้ง่าย

ศูนย์สุขภาพเด็กและวัยรุ่น ร.พ.พญาไท 2 ให้ข้อมูลว่า 5 โรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็ก ซึ่งมักจะติดต่อกันมากในโรงเรียน ที่พ่อแม่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในฤดูนี้ ได้แก่

โรคไข้หวัดใหญ่ เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ก่อโรคในคนมี 3 สายพันธุ์ คือ A B C หากได้รับเชื้อจะมีไข้สูง ไอ มีน้ำมูก ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว มีอาการซึม งอแง ไม่ค่อยกินอาหาร ถ้าเป็นเด็กแรกเกิดแพทย์จะแนะนำให้สังเกตอาการที่โรงพยาบาล

การป้องกันด้วยการฉีดวัคซีน เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน ขึ้นไป สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน แนะนำให้ฉีดวัคซีนแก่ผู้เลี้ยง อาจเป็นพ่อแม่ หรือพี่เลี้ยง สำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 9 ขวบ (6 เดือน-9 ขวบ) ปีแรกที่ฉีดแนะนำให้ฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 1 เดือน เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างเต็มที่ และเด็กอายุ 9 ขวบ ขึ้นไป ฉีดแค่เพียงเข็มเดียวในปีแรกหลังจากนั้นฉีดกระตุ้นปีละหนึ่งเข็ม

โรคอุจจาระร่วง อาจเกิดได้ทั้งจากเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ อาการเบื้องต้นท้องเสียมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน เมื่อเด็กมีอาการท้องเสีย หรือมีอาเจียน เด็กจะมีอาการ ขาดน้ำและเกลือแร่ ฉะนั้นพ่อแม่ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ควรรีบพบแพทย์ทันที

ปัจจุบัน โรคท้องเสียที่เกิดจากไวรัสโรต้ามีวัคซีนในการป้องกัน ชนิดหยอดที่ใช้ได้เฉพาะในเด็กเล็กเท่านั้น ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันโรค ลดความรุนแรงของโรค และมีความปลอดภัยสูง โดยจะเริ่มหยอดครั้งแรกในเด็กที่มีอายุเกิน 6 สัปดาห์ขึ้นไปและจะให้ครั้งต่อไปห่างจากครั้งแรก 4 สัปดาห์ โดยหยอดทางปาก 2 หรือ 3 ครั้ง ขึ้นอยู่กับชนิดของวัคซีน สำหรับเด็กโตให้เน้นด้านการรักษาสุขอนามัยส่วนตัว

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัส มักพบได้ไในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ซึ่งติดต่อได้ง่ายมาก ทั้งทางน้ำลาย ได้รับเชื้อจากแผลในปาก จากการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน เมื่อรับเชื้อเด็กอาจมีไข้สูง และมีตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ปาก ลิ้น เหงือก มีอาการเจ็บร่วมด้วย และอาการมักจะหายเองภายใน 5-7 วัน โดยโรคแทรกซ้อนที่พบได้คือ สมองอักเสบ หรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

ดังนั้น หากเด็กมีอาการของโรคมือเท้าปากให้รีบพาเด็กไปพบแพทย์ และเมื่อแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรค ดังกล่าว เด็กต้องหยุดเรียนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หรือจนกว่าแผลจะหาย

ไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส มีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ซึ่งมียุงลายบ้านเป็นพาหะ เมื่อเด็ก ได้รับเชื้อจะมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระดูกและอาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง

การป้องกันที่ดีที่สุดคือ อย่าปล่อยให้ยุงกัด กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกซึ่งสามารถให้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 9 ขวบ จนถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี หากต้องการรับวัคซีน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์