นอกจากนี้ มีประเด็นที่ได้รับร้องเรียนและลงไปตรวจสอบแล้ว

เช่น 1.มีเกษตรกรขอเข้าร่วมพิจารณาโครงการ แต่ถูกปฏิเสธทั้งที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกร แต่สมาชิกกลุ่มยังไม่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร 2.อำเภอบางน้ำเปรี้ยว ส่วนใหญ่ทำลานตากเกือบทุกโครงการ แต่ให้ทำโครงการไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ 3.โครงการที่ผ่านการอนุมัติเป็นของผู้นำชุมชนเพียงโครงการเดียว

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างตรวจสอบ ได้แก่ 1.จ.สตูล ไม่ประชาสัมพันธ์โครงการอย่างทั่วถึง ทำให้ขาดสิทธิ์ในการเสนอโครงการ 2.สุพรรณบุรี การใช้งบประมาณไม่มีการประชาพิจารณ์ ทั้งที่ควรให้ชุมชนได้คัดเลือกกิจกรรมที่ทำ 3.แม่ฮ่องสอน มีการเบิกจ่ายโดยไม่ได้เกิดจากความต้องการของชุมชน ไม่มีการประชุมหารือ 4.ลำปาง ไม่มีการจัดเวทีชุมชน ไม่ประสานผู้นำท้องที่ เกษตรกรเสียสิทธิ์ ไม่ได้เข้าโครงการ 5.สงขลา ไม่รู้ข่าวสารทำให้ไม่ได้เข้าร่วม โครงการ 6.เชียงราย โครงการเกษตรอินทรีย์ยั่งยืนคืนถิ่นทานตะวัน ได้รับอนุมัติแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ จึงมีหนังสือทวงถาม แต่ไม่ได้รับคำตอบ

อย่างไรตาม หากสังเกตให้ดีจะเห็นว่า คำร้องเรียนส่วนใหญ่ในหลายจังหวัดใกล้เคียงกัน คือ หลายชุมชนทำโครงการโดยไม่มีการประชุมหารือชาวบ้านในวงกว้าง ทั้งที่วัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ให้ชาวบ้านในชุมชนช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ต้องมีการทำประชาพิจารณ์ระหว่างคนในชุมชนก่อน พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่า การร้องเรียนอาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งการเมืองในท้องถิ่น หรือผู้นำชุมชนก็เป็นได้ หรือใช้เป็นฐานเสียงและบางพื้นที่ไม่ประสงค์ดีต่อโครงการ ท่ามกลางความเคลือบแคลงใจของชาวบ้านที่มีต่อโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อฯ ในขณะนี้

วันนี้ขออนุญาตเล่าประวัติส่วนตัวกันนิดหนึ่ง ผู้เขียนเกิดและโตที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลำไยใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในการเรียนระดับปริญญาตรี ก็เรียนพืชศาสตร์ สาขาไม้ผล สถาบันเทคโนโลยีการเกษตรแม่โจ้ หรือมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในปัจจุบัน หนึ่งในเพื่อนที่เรียนสาขานี้คือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน มะโนชัย กูรูหรือผู้เชี่ยวชาญเรื่องไม้ผล โดยเฉพาะลำไย อาจารย์เกิดที่จังหวัดลำพูนซึ่งก็เป็นแหล่งปลูกลำไยแหล่งใหญ่ของไทยอีกแห่งหนึ่ง นอกจากนั้น ยังจบสาขาพืชสวน ในระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์สอนที่สาขาไม้ผล คณะผลิตกรรมการเกษตร และเป็นผู้บริหารในตำแหน่งรองอธิการบดี ที่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ในเรื่องลำไย อาจารย์เป็นทั้งผู้สอน เป็นนักปฏิบัติ และนักวิจัย

ในฐานะที่คลุกคลีในวงการลำไยทั้งในและต่างประเทศ อาจารย์พาวินได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับลำไยว่า ประเทศที่มีการผลิตลำไยมากที่สุดในโลกคือจีน มีพื้นที่ปลูกประมาณ 2.7 ล้านไร่ พันธุ์หลักๆ ที่ปลูกเป็นการค้าคือ พันธุ์ชู่เหลียงและสื่อเจี๋ย

ส่วนพันธุ์ลำไยของไทยนั้นจีนนำไปปลูกทดสอบนานมาแล้วแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะอากาศของจีนหนาวกว่าไทย พันธุ์ลำไยของไทยจะมีปัญหาทั้งการออกดอกและติดผลจึงไม่สามารถปลูกเป็นการค้าได้ อาจารย์เคยมีโอกาสได้ไปสำรวจพื้นที่ปลูกลำไยในประเทศจีนก็ยังไม่เห็นมีการปลูกพันธุ์ของไทย แต่ประเทศที่นำกิ่งพันธุ์ลำไยจากประเทศไทยไปปลูกเป็นจำนวนมากและน่ากลัวคือกัมพูชา

สำหรับประเทศที่ปลูกลำไยเป็นอันดับสองคือไทย มีพื้นที่การผลิตประมาณ 1 ล้านไร่ ส่วนเวียดนามปลูกเป็นอันดับสาม ประมาณ 7 แสนไร่ ประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ส่งออกผลผลิตลำไยมากที่สุด ส่วนจีนและเวียดนามบริโภคในประเทศ 80-90% ปัญหาที่สำคัญคือผลผลิตลำไยในฤดูของเราจะอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ซึ่งตรงกับฤดูการผลิตของจีนและเวียดนาม (เขาออกช้ากว่าเราประมาณ 20-30 วัน) ดังนั้น หากปีใดสภาพอากาศเอื้ออำนวยคือมีอากาศหนาวเย็น ลำไยก็จะออกดอกมาก ทำให้ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ราคาตกต่ำแน่นอน ยิ่งถ้าจีนและเวียดนามออกดอกติดผลดีเหมือนไทยเราก็ยิ่งราคาถูก

ในด้านคุณภาพนั้นพันธุ์ลำไยของไทยเป็นที่ยอมรับว่ามีคุณภาพดี แต่การผลิตของเกษตรไทยโดยรวมถือว่ามีคุณภาพต่ำ คือมีเกรด AA ไม่ถึง 30% เป็นแบบนี้เกือบทุกปี บางปีมีไม่ถึง 20% สาเหตุสำคัญคือเกษตรกรลำไยในเขตภาคเหนือ เป็นเกษตรกรรายย่อยยังขาดการจัดการสวนที่ดี ขาดความเป็นมืออาชีพถ้าเทียบกับจันทบุรีมีผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ 2,400 กิโลกรัม สมุทรสาครผลผลิตเฉลี่ย 2,100 กิโลกรัม ต่อไร่ ส่วนเชียงใหม่ ลำพูน ค่าเฉลี่ยผลผลิต 600-1,000 กิโลกรัม ต่อไร่ ที่จันทบุรีและสมุทรสาคร ส่วนใหญ่มีคุณภาพผลผลิตดี

อาจารย์พาวิน วิเคราะห์สิ่งที่แตกต่างระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกลำไยแถบจันทบุรีกับภาคเหนือคือ ทางจันทบุรีมีการตัดแต่งออกเยอะมาก และที่สำคัญถ้าลำไยติดผลดกต้องตัดแต่งช่อผลออก ส่วนทางเหนือเกษตรกรจะเกิดความเสียดายและตัดแต่งช่อผลน้อยมาก ปีนี้ลำไยติดผลดก อาจารย์ได้เคยพยากรณ์ไว้ว่าผลผลิตโดยรวมจะด้อยคุณภาพก็เป็นไปตามการคาดการณ์ ดังนั้น อาจารย์ได้นำเสนอทางเลือกทางรอดในการผลิตลำไยในภาคเหนือไว้ดังนี้

สรุปปัญหาหลักๆ ของลำไยในภาคเหนือ

ผลผลิตลำไยในฤดูล้นตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่มีอากาศหนาวเย็นมากและยาวนาน ถ้าเกิน 4 แสนตันขึ้นไป จะพบว่าปีนั้นราคาก็จะตกต่ำ ยิ่งถ้าผลผลิตของจีนและเวียดนามดีเช่นของไทยเราก็ยิ่งทำให้ราคาถูก

ผลผลิตด้อยคุณภาพ มีเกรด AA ไม่เกิน 30% สาเหตุขาดการจัดการที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ลำไยติดผลดกเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ผลลำไยมีขนาดเล็ก เปลือกบาง ผลแตก ทำให้มีช่องทางจำหน่ายเพียงช่องทางเดียวคือรูดร่วง เพราะช่องทางอื่นต้องการผลผลิตที่มีคุณภาพ

ขาดแคลนแรงงานในการจัดการสวนและเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ แรงงานตัดแต่งกิ่ง แรงงานตัดช่อผล ที่จันทบุรีจ้างแรงงานจากกัมพูชาตัดแต่งช่อผล ที่สำคัญคือแรงงานบรรจุตะกร้า ซึ่งต้องมีความชำนาญปัจจุบันต้องแย่งแรงงานทำให้เกษตรกรหลายสวนทนรอไม่ไหวก็ต้องรูดร่วงเพื่อจำหน่ายเป็นลำไยอบแห้ง รูปแบบการจำหน่ายลำไยหลักๆ มี 3 ช่องทางคือ

หนึ่ง ขายสดส่งออกบรรจุตะกร้าจะได้ราคาสูงสุด แต่มีเงื่อนไขคือผลผลิตลำไยต้องมีคุณภาพลูกโต ผิวสวย ต้องมีแรงงานคัดเกรดและบรรจุตะกร้า สอง มัดเป็นพวง (มัดปุก) ราคารองลงมา แต่เงื่อนไขเหมือนข้อ 1 รูปแบบนี้มีทั้งส่งออกและจำหน่ายในประเทศ

สาม รูดร่วง เพื่อทำลำไยอบแห้งทั้งผลและอบเนื้อสีทอง แบบนี้ใช้แรงงานน้อยลง ได้ปริมาณมาก แต่ข้อเสียคือราคาถูกสุด ถ้าผลผลิตด้อยคุณภาพเสี่ยงต่อการขาดทุนสูงมาก พันธุ์ลำไยหลักที่ส่งออกมีเพียงพันธุ์เดียวคืออีดอ ทั้งๆ ที่เรามีพันธุ์ดีๆ เช่น เบี้ยวเขียว สีชมพู พวงทอง และบ้านโฮ่ง 60 คุณภาพดีกว่าอีดอ ถ้าปลูกพันธุ์ดังกล่าวจะกระจายช่วงเวลาเก็บเกี่ยวได้ด้วย เพราะพันธุ์เหล่านี้ค่อนข้างจะเป็นพันธุ์หนัก คือออกช้ากว่าพันธุ์อีดอ

กลไกการตลาด ในช่วงที่ผลผลิตลำไยออกสู่ตลาดมากๆ อาจเสี่ยงต่อการถูกกดราคาสูงมาก แต่ถ้าปีใดผลผลิตมีน้อยเกษตรกรก็พอมีอำนาจต่อรองได้

การปรับเปลี่ยนของเกษตรกรในภาคเหนือยังเป็นไปได้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น ทั้งๆ ที่ได้เห็นตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จ ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายภาครัฐ นักวิชาการ และผู้ประกอบการ ถ้ามีการวางแผนและสร้างความร่วมมือกัน อาจารย์พาวินบอกว่าจะทำให้การขับเคลื่อนเร็วขึ้น

อาจารย์เสนอแนวคิดในประเด็นทางเลือกทางรอดในการผลิตลำไยภาคเหนือของไทยไว้ดังนี้ การกระจายฤดูการผลิตให้กว้างขึ้น โดยเกษตรกรแบ่งพื้นที่ผลิตลำไยหลายรุ่นต่อปีเพื่อลดความเสี่ยงทั้งเรื่องสภาพอากาศและการตลาด จันทบุรี สมุทรสาครผลิตนอกฤดู 100% ภาคเหนือทั้งหมดผลิตนอกฤดูไม่ถึง 20% สำหรับเทคโนโลยีการผลิตลำไยนอกฤดู ศูนย์วิจัยและพัฒนาลำไย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มีพร้อมที่จะให้คำแนะนำ

ผลิตให้ได้คุณภาพ โดยเพิ่มเกรดผลจาก AA 30% ไปเป็นมากกว่า 50% โดยใช้ภูมิปัญญาของเกษตรกรร่วมกับองค์ความรู้จากงานวิจัยที่มีอยู่สามารถทำได้ เพียงแต่เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติในการผลิตลำไยใหม่

ต้องออกแบบสวนและจัดการสวนให้ง่ายต่อการจัดการ เช่น การลดความสูงของทรงพุ่มลง การปลูกลำไยระยะชิดซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ทั้งปริมาณและผลผลิต ระบบดังกล่าวจะง่ายต่อการจัดการทั้งการดูแลรักษาและเก็บเกี่ยวผลผลิต ต้นทุนการผลิตก็ลดลงด้วย ปลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพดี เช่น เบี้ยวเขียว สีชมพู พวงทอง เพื่อสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภคสามารถกระจายฤดูการผลิตเพราะเก็บหลังพันธุ์อีดอ และบางพันธุ์ผลิตได้ดีในช่วงอากาศหนาวก็ติดผลได้ดี แต่อีดอติดผลน้อยถ้าดอกบานในช่วงอากาศหนาวเย็น

ใช้ตลาดนำการผลิต ในปัจจุบันมีผู้ส่งออกเริ่มร่วมวางแผนกับเกษตรกรว่าต้องการผลผลิตในช่วงไหนและมีการประกันราคาขั้นต่ำ ถ้าราคาตลาดในช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสูงขึ้นก็เพิ่มให้อีกครึ่งหนึ่งของส่วนต่างราคาที่เพิ่มขึ้น แต่ต้องเป็นลำไยที่มีคุณภาพเท่านั้น ตอนนี้ก็มีการซื้อขายลำไยที่ออกดอกที่จะเก็บก่อนตรุษจีน ราคากิโลกรัมละ 30 บาท ถ้าเป็นแบบนี้เกษตรกรอยู่ได้ นอกจากนี้ ได้ส่วนของวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว ก็มีอาจารย์จากคณะวิศวกรรมการเกษตร คือ รศ.จักรพงษ์ พิมพ์พิมล ก็มีองค์ความรู้ในเรื่องการรมกำมะถันในลำไยสดเพื่อให้ผิวสวยและรักษาความสดของผลให้อยู่ได้นานขึ้น เป็นต้น

การทำตลาดออนไลน์ ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น เช่น ไปรษณีย์สั่งลำไยจากสหกรณ์การเกษตรที่ดำเนินการถึง 1 ล้านกิโลกรัม ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ช่องทางนี้จะขยายตลาดได้มากขึ้น เช่น ทำอย่างไรจะรักษาคุณภาพลำไยให้ถึงมือผู้บริโภคมีความสดมากที่สุด ทำอย่างไรค่าขนส่งจะถูกลง เกษตรกรหลายรายส่งลำไยผ่านบริษัทรับส่งสินค้าเอกชนและไปรษณีย์ แต่ค่าขนส่งบางครั้งแพงกว่าราคาลำไยเสียอีก

การเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ลำไย เช่น ผลิตภัณฑ์ลองกานอยด์ น้ำสกัดลำไยเข้มข้นเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์อื่น แต่ทั้งนี้จะต้องเป็นการทำธุรกิจเพื่อสังคม ผู้ประกอบการอยู่ได้ เกษตรกรอยู่ได้ ผู้บริโภคได้รับสิ่งดีๆ มีความพอใจในสินค้า

บทบาทของภาครัฐ ปรับเปลี่ยนกระบวนการส่งเสริมให้ สร้างความร่วมมือในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (Publice Private Partnership : PPP) เป็นการสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางการตลาดและการแสวงหากำไร วางแผนการตลาด การเพิ่มช่องทางการตลาดหรือการลดเงื่อนไขของคู่ค้าให้ทันต่อเหตุการณ์ การวางแผนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ การบูรณาการกับผู้เกี่ยวข้องตลอดโซ่อุปทาน

เกษตรกรคงต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ ต้องผลิตให้ได้ปริมาณและมีคุณภาพ ปลอดภัย และผลิตให้ตรงกับความต้องการของตลาด ต้องมีการบริหารความเสี่ยงผลิตเป็นรุ่น ถึงจะอยู่รอด ที่ผ่านมาผลิตออกมาขายได้อยู่แล้วแต่มักจะขาดทุน

เกษตรกรต้องผสมผสานองค์ความรู้จากงานวิจัยร่วมกับภูมิปัญญามากขึ้นโดยไม่หลงเชื่อตามคำโฆษณาที่มุ่งหวังแต่จะขายผลิตภัณฑ์ของตนเองโดยไม่คำนึงถึงเกษตรกร ที่สำคัญเกษตรกรต้องเป็นนักทดลองด้วย อย่าเชื่อแม้กระทั่งอาจารย์ ควรทดสอบทดลองแล้วค่อยขยายผล ภาครัฐควรติดตามสถานการณ์การผลิตของคู่แข่ง นำข้อมูลดังกล่าวมาวางแผนการผลิต และการตลาดพัฒนาฐานข้อมูลให้ครอบคลุมตลอดโซ่อุปทาน และเข้าถึงง่าย แม่นยำ ใช้ประโยชน์ได้

เกษตรกรต้องให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่มอย่างจริงจัง ที่ผ่านมายังไม่ค่อยเข้มเเข็ง หาตัวอย่างที่ดีแทบไม่ได้เลย ต่างจากกลุ่มสมุทรสาครรวมตัวได้ดีมาก ขายลำไยพันธุ์พวงทองไม่เคยต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท

จะต้องสร้างและพัฒนาบุคลากรด้านลำไยหลายระดับ ทั้งนักวิชาการ นักเทคนิคที่จะช่วยสนับสนุนระบบการผลิตลำไย เช่น ทีมตัดแต่งกิ่ง ทีมตัดช่อผล ทีมบรรจุตะกร้า และอื่นๆ ยกระดับการผลิตจากการทำลำไยแบบดั้งเดิมเป็นสมาร์ทฟาร์มขนาดเล็ก หรือการผลิตลำไยแปลงใหญ่ตามนโยบายของกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือ ภาครัฐต้องรีบเจรจาขอโควต้าจากอินโดนีเซียก่อนที่ผลผลิตลำไยจะออกสู่ตลาดก่อนเดือนมิถุนายนยิ่งดี และควรแยกออกจากโควต้าผลไม้รวม (ข้อเสนอจาก ท่านไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมส่งออกผลไม้ไทย) ปีนี้อินโดนีเซียออกโควต้านำเข้าล่าช้าจึงทำให้การระบายลำไยได้น้อยลง ปัจจุบันเราส่งออกลำไยสดไปอินโดนีเซียถึง 80% จีน 15% ฮ่องกงและอื่นๆ อีก 5%

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 2 ตุลาคม 2560 ดังนี้
ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนที่ตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมที่พาดผ่านภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีกำลังแรง ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและภาคใต้มีกำลังปานกลาง ทำให้ภาคใต้ยังคงมีฝนตกในระยะนี้

อนึ่ง บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางได้แผ่ลงมาปกคลุมถึงประเทศจีนตอนกลางแล้ว คาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศจีนตอนใต้และเวียดนามตอนบนในวันนี้ (2 ต.ค. 60) และคาดว่าจะแผ่ลงมาปกคลุมประเทศลาวตอนบนในวันพรุ่งนี้ (3 ต.ค. 60) ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณตอนบนของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีฝนตกชุกในระยะแรก

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้

ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์
ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี
สุพรรณบุรี และราชบุรี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฏร์ธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และตรัง
อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
อุณหภูมิต่ำสุด 25-27 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม นายรุ่ง หิรัญวงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ แจ้งว่า เช้านี้ยอดดอยอุณหภูมิเฉลี่ยยังคงวัดได้ 11-16 องศาเซลเซียส ส่วนที่บริเวณจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน อุณหภูมิเฉลี่ย 12-20 องศาเซลเซียส ในขณะที่บริเวณที่ทำการวัดได้ 16-25 องศาเซลเซียส อยู่ในเกณฑ์หนาว ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาพักผ่อนในอุทยานฯเป็นอย่างมาก โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 ตุลาคม 2560 มีจำนวนนักท่องเที่ยวรวม 1,644 คน

อย่างไรก็ตามศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือแจ้งเตือนว่า พื้นที่ภาคเหนือยังคงมีร่องมรสุมพาดผ่าน ทำให้เกิดฝนตกเฉลี่ย 60% โดยตะมีฝนตกหนักบางแห่ง ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิเฉลี่ย 23-34 องศาเซลเซียส ขอให้ระมัดระวังอันตรายจากพายุฝนฟ้าคะนองและน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย

เกี๊ยวกรอบสะท้านโลก สูตรก๋งของก๋งยาวนาน 100 ปี โรยถั่วและพริกป่น กินคู่น้ำจิ้มบ๊วยรสหวาน มีคนขอซื้อสูตรเป็นล้าน ทายาทไม่ขายเเน่นอน ต้องเรียกว่า “กรอบสะท้านโลก” เพราะยืนยงมาร่วมศตวรรษแล้ว

เป็นตำนานความกรอบของ “เกี๊ยวกรอบ 100 ปี สูตรก๋งฮวด” แห่งเสาไห้ สระบุรี ที่ไร้เทียมทานจริงๆ ต้นทางของครอบครัวคุณตาเริ่มมาเป็น 100 ปี จากก๋งของก๋ง นั่งเรือมาจากเมืองจีนมาตั้งรกรากที่นี้ มาบุกเบิกซื้อที่สร้างตลาดสร้างอำเภอ พัฒนาพื้นที่จนตอนหลังได้ยศเป็นถึง “หลวงบริบูรณ์” และได้รับนามสกุลพระราชทาน “พงศ์บริบูรณ์” มาด้วย “ก๋งของก๋ง ได้สัมปทานทำโรงเหล้า ทำอยู่ตรงข้ามอำเภอ แต่เดี๋ยวนี้เลิกหมดแล้วเพราะเขาเปิดเสรีไปแล้ว”

ยุคสมัยทำโรงเหล้าหมดไป มาถึงรุ่นเตี่ย “กิมเส็ง” ที่ใครๆ รู้จักกันในนามของ “ก๋งฮวด” ก็เป็นผู้ริเริ่มเปิดร้านก๋วยเตี๋ยว ทำบะหมี่ ทำเกี๊ยวขาย โดยเอาสูตรที่ได้จากเมืองจีนมาประยุกต์ให้ถูกปากคนไทย

คิดเอง ทำเอง นวดเอง ปั้นเอง freeshopmanual.com หั่นเส้นเองจนทำให้ร้านก๋วยเตี๋ยวที่แม้จะไม่ได้ตั้งชื่อ แต่บะหมี่ เกี๊ยว แห่งเสาไห้ก็เลื่องลือไปจนทำเอาเรือที่บรรทุกข้าวเอาไปสีที่อยุธยา ต้องจอดแวะทานกันทุกลำ “สมัยก่อน เดินทางกันทางน้ำ มาทางเรือ เอาสินค้ามาขาย เขาเอาข้าวมาขายแล้วเอาไปสีที่อยุธยา เสาไห้ก็เป็นท่าที่เขาต้องแวะ มาทีก็มากินกัน คนเยอะมาก เขาบอกกันว่า มาบะหมี่เสาไห้ เป็นอันรู้กัน”

ระหว่างที่เตี่ยกับแม่ และพี่น้องอีก 3 คนปฏิบัติการขายก๋วยเตี๋ยวจนชื่อเสียงโด่งดังไปหลายคุ้งน้ำ คุณตาประจวบกลับเลือกที่จะไปซื้อรถบรรทุกออกวิ่งไปทั่วประเทศ กระทั่งครอบครัวตายหมด คุณตาจึงตัดสินใจกลับมาดำเนินกิจการต่อ ร่วมกับภรรยาที่เกษียณจากครู

ด้วยความเป็นคนหัวก้าวหน้า ร้านเกี๊ยวของคุณตาจึงไม่ธรรมดา ด้วยมีการสร้างสรรค์จากบะหมี่ เกี๊ยวน้ำปกติ กลายมาเป็น “เกี๊ยวกรอบ 100 ปี” ที่เลื่องลือไปทั่ว

ด้วยคุณสมบัติที่แป้งบางเฉียบ เนื้อนุ่ม ห่อหมูเล็กน้อยกำลังดี ลงทอดในน้ำมันร้อนจัด แค่ชั่วพริบตา นำมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน นำมากินกับน้ำจิ้มบ๊วยรสหวาน โรยด้วยถั่วและพริกป่น แค่นี้ก็กรอบอร่อยล้ำขนาดที่ละลายในปากเลยทีเดียว

นอกจากนั้นแล้ว คุณตายังเพิ่มความอร่อยแบบแปลกๆ ด้วยพระเอกประจำร้านอย่างเกี๊ยวกรอบราดหน้า เกี๊ยวกรอบผัดไทย เกี๊ยวกรอบกะเพราหมูสับ เสริมทัพด้วยก๋วยเตี๋ยวพ่อ เป็ดสูตรโบราณ และอาหารตามสั่งอีกมากมาย

“ผมกลัวคนกินเบื่อ เลยเพิ่มเมนู” คุณตา ให้เหตุผลสั้นๆ

เมนูโดดเด่นเช่นนี้ทำเอาไปเตะตารายการทีวีแทบทุกช่อง โดยเฉพาะรายการยอดฮิต ตลาดสดสนามเป้า ทำเอาคนหลั่งไหลตั้งใจมาทานเกี๊ยวคุณตากันทั่วทุกสารทิศ

“ผมก็ไม่ได้คิดว่า จะขายดีขนาดนี้ แต่พอทีวีมาทำรายการให้ทุกช่อง โดยเฉพาะตลาดสดสนามเป้า คนมาเยอะมาก ถึงขนาดมายืนคอย บางคนเขาก็ไม่รู้หรอกว่า ร้านอยู่ไหนก็ดั้นด้นกันมา”

จากนั้นเป็นต้นมา ตลาด 100 ปี เสาไห้ ก็เฟื่องฟู ทำเอาเศรษฐกิจตลอด 2 ข้างทางเติบโต เปิดร้านรวงขึ้นอีกมาก ทั้งส้มตำรสแซบ ขนมไทยอร่อย กาแฟเข้มข้น ก๋วยเตี๋ยวบรรยากาศดี โอท็อปเครื่องจักสาน และของที่ระลึก ร้านเกี๊ยวกรอบจาก 2 คูหาก็เพิ่มเป็น 4 คูหา ช่วยเพิ่มสีสันให้กับผู้มาเยือน ปัจจุบัน เกี๊ยวกรอบคุณตาที่ทำสดๆ ใหม่ๆ ทุกวัน ยังขายดิบขายดีอย่างสม่ำเสมอ ถ้าเป็นวันธรรมดาจะอยู่ที่วันละ 1,000 ตัว แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ จะเพิ่มเป็น 4,000-5,000 ตัวเลยทีเดียว

ล่วงมาถึงเวลานี้ของความกรอบ 100 ปี กับอายุคุณตาที่ล่วงมาถึง 78 ปีที่ต้องอยู่กับโรคอัมพฤกษ์มารุกราน คุณตาได้แต่หวังที่จะส่ง “สูตรลับ” ของตระกูลนี้ไปสู่ลูกหลานคนรุ่นหลังต่อไป

สูตรลับ ที่กระทั่งลูกจ้างในร้านยังไม่ได้เห็น ไม่ได้รู้แม้สักนิด ดังนั้น คนที่หอบเงินมาเป็นแสนเป็นล้านเพื่อมาขอซื้อสูตรกลับไป จึงต้องผิดหวังไปตามกัน

“สูตรมันเป็นความลับ มีคนมาขอซื้อเป็นล้านเลย ผมไม่ขาย ก็มาแอบดู แต่ไม่เห็นหรอก ผมอยากเก็บเอาไว้ให้ลูกหลานหากิน ผมมองว่า ตรงนี้มันเป็นอาชีพติดต่อ เป็นมรดกให้ลูกหลาน ถ้าเราไปให้คนอื่นเขาหมด ลูกหลานจะทำอย่างไร เราแก่แล้วเริ่มถ่ายทอดไปให้พวกเขา ซึ่งเขาก็รู้สูตรหมดทุกคน”

“จริงๆ หลานเขาก็เคยไปทำขายที่กรุงเทพฯ แถวรามคำแหง แต่ถูกไล่ที่บ่อย เลยเลิกไปก่อนหันไปทำงานแบงก์ ส่วนลูกคนหนึ่งก็ทำงานที่การไฟฟ้านครหลวง อีกคนไปเรียนปริญญาตรี ต่อโทที่อเมริกาแล้วเลยไปเปิดซุปเปอร์มาร์เก็ตอยู่ที่นั้นเลย แต่ผมก็เชื่อว่า วันหนึ่งลูกหลานเขาจะกลับมาทำ ใจจริงอยากให้ลูกหลานสืบทอดทำเป็นอาชีพเสริมไปก็ได้”