นอกจากนี้ ยังมีพืชดาวรุ่งที่แนะนำมาทดแทนยางพาราในพื้นที่

ไม่เหมาะสมคือ ไผ่กิมซุง (ไผ่ตงลืมแล้ง) มีต้นทุน 17,630 บาท/ไร่/ปี เป็นไผ่ที่โตเร็วในตระกูลไผ่ด้วยกัน จึงเริ่มเก็บหน่อออกจำหน่ายเมื่อไผ่มีอายุ 8 เดือน ผลตอบแทนสุทธิ 12,259 บาท/ไร่/ปี เกษตรกรสามารถเก็บหน่อได้ตลอดทั้งปี ขายได้ทั้งหน่อสดและแปรรูปเป็นหน่อไม้ดอง และขายลำเพื่อค้ำยันหรือไม้ค้างในสวนผลไม้ หรือเพื่อใช้ในการเพาะเลี้ยงหอยในทะเล และขายลำสำหรับใช้ทำเชื้อเพลิงชีวมวลได้ ซึ่งมีโรงงานในจังหวัดชลบุรี โดยราคาหน่อสด รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 12.20 บาท ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างมาก แถมเป็นพืชใช้น้ำน้อย ดูแลรักษาง่าย ทำให้เกษตรกรมีเวลาทำกิจกรรมอื่นๆ ได้อีก

ทั้งนี้ ผลผลิตสินค้าทางเลือกและเสริมรายได้เหล่านี้เป็นที่ต้องการของพ่อค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งพ่อค้าจะเข้ามารับซื้อถึงแหล่งผลิต โดยพ่อค้าคนกลางจะนำไปขายตลาดภายในจังหวัดและส่งขายนอกจังหวัด เช่น ตลาดไท เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสินค้าทางเลือกมีหลากหลายชนิดที่ตลาดต้องการที่สร้างรายได้เพิ่ม และให้ผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอ

โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมสนับสนุนช่องทางการตลาดการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้ และร่วมวางแผนการผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่เพื่อให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากับการลงทุนมากที่สุด สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ข้อมูลพืชทางเลือกในพื้นที่ภาคตะวันออก สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 โทร. (038) 351-261 หรืออีเมล zone6@oae.go.th และหากเกษตรกรต้องการตรวจสอบพื้นที่ปลูกยางพาราหรือพื้นที่ปลูกพืชชนิดอื่นๆ ของตนเอง ว่าอยู่ในพื้นที่เหมาะสมหรือไม่ สามารถตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาที่ดิน http://agri-map-online.moac.go.th/

ที่หมู่ 4 บ้านสงาว ตำบลห้วยพิชัย อำเภอปากชม จังหวัดเลย เป็นหมู่บ้านทำการเกษตร และประมงจับปลาตามลำแม่น้ำโขง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเชิงเขา และอยู่ติดกับแม่น้ำโขง ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะปลูกกล้วยน้ำหว้า ปลูกตามเชิงเขาและที่ราบ ปลูกกล้วยแต่ไม่ขายกล้วย ตัดแต่ใบขายตองกล้วยขายกันทั้งหมู่บ้าน สร้างรายได้แต่ละครอบครัวถึงวันละ 600-700 บาท ส่งลูกเรียนจบถึงปริญญาตรี มีพ่อค้ามารับถึงในบ้าน

นางพัฒนรินทร์ แก้วเศรษฐี ชาวบ้าน หมู่ 4 บ้านสง่าว เผยว่า ตนมีอาชีพทำการเกษตร ถึงฤดูทำนาก็ทำนา แต่ว่างจากการทำนาก็ปลูกกล้วยน้ำหว้า จำนวนหลายพันต้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านสง่าว จะหันมาปลูกกล้วยกันทั้งหมู่บ้าน และสร้างได้รายเข้าครอบครัวทุกวัน จากการขายใบกล้วย ซึ่งมีราคาแน่นอนกว่าตัดขายได้ทุกวัน ตลาดมีความต้องการมาก มีเท่าไรพ่อค้ารับซื้อหมด เนื่องจากว่า บ้านสงาว เป็นทางผ่านจากจังหวัดเลยไปจังหวัดหนองคาย และอุดรธานี ซึ่ง 2 จังหวัด มีคนทำอาชีพ ทำแหนม ทำหมูยอ และเป็นของฝากที่ขึ้นชื่อของภาคอีสาน จึงต้องการใบตองกล้วย เพื่อห่อแหนมและหมูยอ เป็นจำนวนมาก

“โชคดีของชาวบ้านสงาว ที่มีภูมิลำเนาเป็นที่ราบเชิงเขา ลมไม่แรง การปลูกกล้วยใบตองกล้วยจึงไม่ถูกลมพัดมากนัก ใบไม่แตก จนเป็นที่ต้องการของร้านทำแหนมทำหมูยอ ชาวบ้านเกือบทุกหลังคาเรือนจึงปลูกกล้วย เพื่อขายใบตองกล้วยกัน โดยจะเริ่มไปตัดใบกล้วยตั้งแต่เช้า บ่ายๆนำใบกล้วยมาบ้าน และใช้มีดเลาะเอาก้านออก เหลือแต่ในตองกล้วย นำมามัดกองไว้ และช่วงเย็นก็จะมีพ่อค้ามารับ

ซึ่งทุกวันพ่อค้าจะสั่งต้องการใบกล้วยกี่มัด ทางชาวบ้านจะรวมกันและขายให้กับพ่อค้า ซึ่งราคาขายมัดละ 10 บาท โดยเฉลี่ยแต่ละบ้านจะขายได้วันละ 60-70 มัดต่อวัน สร้างรายได้ให้แต่ละครอบครัว 600-700 บาท ต่อวัน บางบ้านขยันมีพื้นที่ปลูกต้นกล้วยมากขายได้วันละ 1,000 กว่าบาทก็มี จนบางบ้านส่งลูกเรียนจบถึงปริญญาตรี ทำงานดีๆ เป็นเจ้าเป็นนายไปหลายคนแล้ว จากเงินที่ตัดใบกล้วยขาย” นางพัฒนรินทร์ กล่าว

(17 ต.ค.) นายวีระ นุ้ยผอม ผอ.กยท.สาขาสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมเดินทางไปพบปะพูดคุยและทำความเข้าใจกับชาวบ้านหมู่บ้านโล๊ะจูด ม.9 ต.โล๊ะจูด อ.แว้ง จ.นราธิวาส หลังจากที่ตรวจพบว่าต้นยางพาราของชาวบ้านมีการแพร่ระบาดของเชื้อรา Pestalotiopsis sp. อย่างหนักในพื้นที่ 44 หมู่บ้าน 6 ตำบล ซึ่งมีสวนยางพาราทั้งสิ้น 106,415 ไร่

โดยต้นยางพาราแต่ละต้นจะมีลักษณะคล้ายกับการพลัดใบ แต่ข้อสังเกตคือ ใบของต้นยางพาราที่ร่วงลงมาแต่ละใบที่ติดเชื้อรา จะมีลักษณะเด่นชัดคือ ใบจะมีรูปร่างคล้ายวงกลมสีเหลืองเป็นจุดๆ เหมือนรอยไหม้ ซึ่งเชื้อราชนิดนี้ได้แพร่ระบาดอย่างหนักในประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย ซึ่งมีภูมิอากาศร้อนชื้นและฝนตกชุก เหมือนกับพื้นที่ภาคใต้ของไทย

โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่าโรคเชื้อรานี้คาดว่า มีการแพร่ระบาดมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จากกระแสลมที่พัดพานำเชื้อราเข้ามาในพื้นที่ อ.แว้ง และกระแสลมได้พัดพาเชื้อรานี้ต่อไปยังอำเภอใกล้เคียง จนแพร่ระบาดไปยังพื้นที่อำเภอต่างๆ ของ จ.นราธิวาส ซึ่งอาการใบร่วงจากเชื้อรานี้ มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตของต้นยางพารา เนื่องจากแต่ละต้นมีใบร่วงมากกว่า ร้อยละ 90 จึงเป็นต้นเหตุทำให้ผลผลิตลดลงถึง ร้อยละ 30 ถึง 50 เลยทีเดียว

และหากเจ้าของสวนยางพารายังคงกรีดยางเพื่อเป็นรายได้ในขณะที่ต้นยางพาราติดเชื้อรานี้ มีโอกาสจะส่งผลกระทบต่อต้นยางพาราในอนาคตได้ คืออายุของต้นยางพาราอาจจะสั้นลง เนื่องจากต้นยางพาราขาดน้ำเลี้ยงและเปลือกของต้นยางพาราจะแห้งและยืนต้นตายไปในที่สุด

นอกจากนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก นายวีระ นุ้ยผอม ผอ.กยท.สาขาสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เพิ่มเติมว่า พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ในขณะนี้สำรวจพบหลายอำเภอ ซึ่งพื้นที่ที่แพร่ระบาดหนักสุดอยู่ใน อ.แว้ง ระแงะ และรือเสาะ ส่วนอำเภออื่นๆ ก็เริ่มมีการแพร่ระบาดอยู่หลายจุด โดยภาพรวมคิดเป็นเนื้อที่หลายแสนไร่

ซึ่งขณะนี้ทาง สนง.กยท. ที่รับผิดชอบพื้นที่นั้นๆ ได้เข้าไปสำรวจและทำความเข้าใจกับชาวบ้านในเบื้องต้นแล้ว โดยทาง ผอ.กยท. ไม่ได้นิ่งนอนใจ ซึ่งคาดว่าในเร็ววันนี้ โดยเฉพาะตนกำลังปรึกษาหารือกับผู้บังคับบัญชา เพื่อนำโดรนติดตั้งเครื่องบรรจุน้ำยาฆ่าเชื้อรา บินเพื่อโปรยน้ำยาฆ่าเชื้อราทางอากาศให้กับสวนยางพาราของชาวบ้าน โดยจะทดลองสวนยางพาราของชาวบ้านในพื้นที่ ต.โล๊ะจูด อ.แว้ง หากพบว่ามาตรการดังกล่าวได้ผล ก็จะมีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่มีและใช้โดรนเพื่อขอสนับสนุนโดรนมาบินโปรยยาฆ่าเชื้อราในโอกาสต่อไป

ด้าน นายนิพนธ์ ศรีสุวรรณ ประธานศูนย์รวบรวมน้ำยางสด อ.แว้ง กล่าวว่า ในเบื้องต้นโรคใบร่วงนี้ตอนแรกดูเหมือนกับเป็นเหตุปกติ โดยในเวทีชาวบ้านมีการพูดคุยเริ่มแรกคือ น้ำยางไม่ออก สาเหตุเกิดจากอะไร ก็มานั่งวิเคราะห์กันในช่วงฤดูนี้ใบมันไม่น่าร่วง และเมื่อประมาณเดือนสิงหาคมมีการจัดประชุมกรรมการกลุ่มแปลงใหญ่ โดยมีสมาชิกบางคนพูดขึ้นว่าเหตุที่เกิดขึ้นมันผิดปกติ ใบร่วงมันน่าจะเป็นโรคอะไรสักอย่าง จึงได้แจ้งไปยังการยางแห่งประเทศไทย สาขาสุไหงโก-ลก ซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงมาดูเห็นผิดสังเกต จึงได้แจ้งประสานไปตามลำดับชั้นจนกระทั่งเจ้าหน้าที่วิจัยเกี่ยวกับโรคได้ลงมาดู แล้วนำใบยางที่ร่วงไปเพาะเชื้อ จนทราบว่าเป็นโรคที่ระบาดมาจากเพื่อนบ้านเราและรุนแรงน่าเป็นห่วง

โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำว่าให้กวาดใบและฉีดพ่น ซึ่งแนวทางจริงในการปฏิบัติมันทำไม่ได้พื้นที่กว้าง ซึ่งแปลงใหญ่มีสมาชิก 65 ราย เนื้อที่เกือบ 1,000 ไร่ ติดเชื้อราทั้งหมดเลย และทราบว่าขณะนี้แพร่ระบาดไปในพื้นที่ อ.สุไหงโก-ลก สุคิริน สุไหงปาดี และได้ลุกลามไป อ.ระแงะ ซึ่งต่อไปอาจจะขึ้นไปทางบาเจาะ หรือลุกลามไปยังเขตปัตตานี ยะลา สงขลา หากไม่รีบป้องกัน

ส่วนผลผลิตที่เคยได้รับหายไปประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผลกระทบตรงนี้มันเป็นวัฏจักร ถ้าเราสังเกตใบมันจะร่วงและจะเกิดยอดขึ้นมาใหม่ ยอดใหม่มันก็จะติดโรคอีก มันก็จะวนอยู่อย่างนี้ ซึ่งมันจะกระทบต่อต้นยางหน้าตายน้ำยางไม่มี

เมื่อวันที่ 15 ต.ค. น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม. มีมติเห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางพารา ระยะที่ 1 วงเงิน 24,000 ล้านบาท ตามมติคณะกรรมนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.)

เพื่อให้เกษตรกรชาวสวนยาง 1.4 ล้านคน พื้นที่ปลูกยางพารา 17 ล้านไร่ ได้มีรายได้ที่แน่นอน โดยกำหนดราคาประกันยาง 3 ชนิด คือ 1.ยางแผ่นดิบคุณภาพดี ราคา กก.ละ 60 บาท 2.น้ำยางสด (DRC 100%) ราคา กก.ละ 57 บาท และ 3.ยางก้อนถ้วย (DRC 50%) ราคา กก. ละ 23 บาท โดยจะดำเนินการเป็นเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่ ต.ค. 2562 ถึง มี.ค. 2563

ทั้งนี้ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ก่อนวันที่ 12 สิงหาคม 2562 โดยกำหนดเป็นสวนยางอายุ 7 ปีขึ้นไป ที่เปิดกรีดแล้ว สูงสุดรายละไม่เกิน 25 ไร่

มีเงื่อนไขว่า ปริมาณผลผลิตยางที่จะประกันรายได้อยู่ที่ 240 กก./ไร่/ปี หรือ 20 กก.ไร่/เดือน โดยการแบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวน ร้อยละ 60 และคนกรีดยาง ร้อยละ 40 สำหรับการจ่ายเงินประกันรายได้เกษตรกรกำหนดจ่ายให้เร็วขึ้นจากเดิมที่กำหนดจ่าย 2 เดือน 1 ครั้ง

โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรชาวสวนยาง ดังนี้ 1.ประกันรายได้เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2562 จ่ายงวดที่ 1 ระหว่าง วันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2562 2.ประกันรายได้เดือนธันวาคม 2562-มกราคม 2563

จ่ายงวดที่สอง ระหว่าง วันที่ 1-15 มกราคม 2563 และ 3.ประกันรายได้เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2563 จ่ายงวดที่สาม ระหว่าง วันที่ 1-15 มีนาคม 2563 โดย ครม. เห็นชอบให้ใช้เงินทุน ธ.ก.ส. สำรองจ่ายไปก่อน และให้ ธ.ก.ส. เสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 และปีถัดๆ ไป ตามความเหมาะสม เพื่อชำระคืนเงินต้นและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจริง

พร้อมกันนี้ เห็นชอบมาตรการเสริม 4 โครงการ ได้แก่

1.ขยายวงเงินสินเชื่อโครงการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ยาง วงเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อส่งเสริมการแปรรูปยาง จากปีละ 60,000 ตัน เป็น 100,000 ตัน ต่อปี ตั้งแต่ ปี 2563-2569

2.ขยายระยะเวลาดำเนินการโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการยางแห้ง วงเงิน 20,000 ล้านบาท ไปอีก 2 ปี คือ ตั้งแต่ เดือน ม.ค. 2563-ธ.ค. 2564 จากที่จะสิ้นสุดในเดือน ธ.ค.นี้ เพื่อช่วยดูดซับยางออกจากระบบ ประมาณ 11% ของผลผลิตยางแห้ง 3.5 แสนตัน

3.ขยายระยะเวลาโครงการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่สถาบันเกษตรกรเพื่อให้ช่วยรวบรวมยาง วงเงิน 10,000 ล้านบาท ไปอีก 4 ปี ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2563-31 มี.ค. 2567

4.ขยายระยะเวลาและปรับปรุงวิธีการดำเนินงานโครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ 1 ล้านตัน ออกไปอีก 3 ปี คือ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2562 ถึง ก.ย. 2565

โดยแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการเพื่อกำกับดูแล มีปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธาน และกำหนดให้หน่วยงานภาครัฐใช้วัตถุดิบยางพาราจากชาวสวนและสถาบันเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับ กยท. และเห็นชอบงบประมาณค่าบริหารจัดการโครงการ 1.5 ล้านบาท

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจาก ครม. พิจารณาเห็นชอบโครงการประกันรายได้จะสามารถจ่ายเงินงวดแรกได้ วันที่ 1 พ.ย. 2562 นี้ โดยจะพิจารณาจ่ายเงินทุก 15 วัน ส่วนความช่วยเหลืออื่นให้กับสถาบันเกษตรกรที่รับซื้อยางพาราที่ได้รับผลกระทบจากการรับซื้อยางพารานั้น ทางรัฐบาลมีมาตรการรองรับเรื่องนี้แล้วเช่นกัน

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ จัดงานแสดงผลงานนวัตกรรม “Feed 3i Day 2019” ปีที่ 11 ต่อเนื่อง แสดงผลงานนวัตกรรม 220 ผลงาน เดินหน้าเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับได้คิดและริเริ่มโครงการ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน จนถึงนวัตกรรมสร้างโอกาสทางธุรกิจ และการเติบโตที่ยั่งยืน สู่การเป็น “ครัวของโลก”

นายเรวัติ หทัยสัตยพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ธุรกิจอาหารสัตว์บก ซีพีเอฟ กล่าวว่า บริษัทจัดงาน “Feed 3i Day” ทุกปี ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับได้คิดและพัฒนาผลงาน หรือโครงงานที่จะมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น ทั้งการลดขั้นตอน เพิ่มความรวดเร็ว ลดเวลาและลดต้นทุน ตลอดจนช่วยพัฒนาหรือสร้างโอกาสเติบโตที่ยั่งยืนของธุรกิจ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยในปีนี้จัดงานในรูปแบบ Innovation Save the world ภายใต้แนวคิด

“ลดการใช้พลาสติกตามหลักการ 1A3R (1A:Avoid 3R: Reduce-Reuse-Recycle) และมุ่งสู่ดิจิทัล” ที่ศูนย์การเรียนรู้ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหนองแค จังหวัดสระบุรี จัดแสดง 220 ผลงาน จาก 1,800 ผลงานนวัตกรรมของบุคลากรจากสายธุรกิจอาหารสัตว์บก ธุรกิจอาหารสัตว์น้ำ ธุรกิจอุปกรณ์การเกษตร ขายเวชภัณฑ์สัตว์บก และกลุ่มวิชาการอาหารสัตว์ ซึ่งผลงานที่ได้รับการคัดเลือกจะนำไปต่อยอดสู่การจดสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร รวมทั้งนำไปจัดประกวดในงาน CPF CEO Awards และงานมหกรรมบัวบานของเครือซีพีต่อไป

“จำนวนผลงานส่งเข้ามาประกวดเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี สะท้อนถึงผลสำเร็จของการจัดงาน Feed 3iDay และการสร้างบรรยากาศองค์กรแห่งนวัตกรรม เกิดการแลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้ระหว่างเจ้าของนวัตกรรมกับเพื่อนพนักงาน เพื่อจุดประกายให้บุคลากรภายในองค์กรคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ในการเพิ่มขีดความสามารถ ตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ และเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนขององค์กรอย่างต่อเนื่อง” นายเรวัติ กล่าว

ซีพีเอฟ ส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรมให้บุคลากรเกิดการคิดและสร้างสรรค์สิ่งใหม่อยู่เสมอ โดยเปิดโอกาสให้บุคลากรทุกระดับในทุกสายงานได้คิดและพัฒนาผลงานนวัตกรรม ทั้งนี้ มีการจัดระดับของนวัตกรรมออกเป็น 3 ระดับ คือ I1 (ไอ 1 หรือ improvement) เป็นระดับที่ผลงานเป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น ลดเวลา ลดขั้นตอน ระดับที่ 2 I2 (ไอ 2 หรือ invention) เป็นผลงานหรือโครงการที่ประดิษฐ์ขึ้นมาใหม่ สามารถนำมาจดสิทธิบัตรได้ และระดับที่ 3 คือ I3 (ไอ 3 หรือ innovation) เป็นผลงานนวัตกรรมที่สามารถสร้างผลลัพธ์ต่อธุรกิจ และสามารถสร้างรายได้ให้แก่บริษัทได้ โดยบริษัทจัดฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร สนับสนุนให้เกิดนวัตกรในทุกสายธุรกิจขององค์กร และพิจารณาผลตอบแทนให้แก่นวัตกรจากการพัฒนานวัตกรรม

นอกจากนี้ ในงาน Feed 3iDay ยังได้มอบรางวัลแก่พนักงานที่มีคะแนนสะสม ISCORE จากการส่งผลงานสูงที่สุดในรอบปี ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดความรู้และความคิดสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง

ตามกระแสข่าวโลกออนไลน์มีการแชร์ข้อความว่าประเทศไทยจะประกาศห้ามครอบครอง ห้ามจำหน่าย ห้ามนำเข้า ห้ามผลิตการใช้สารเคมีอันตรายในภาคเกษตรกรรม 3 ชนิด คือ พารา ควอต ไกลโฟเซตและคลอร์ไพริฟอส เพราะเป็นสารอันตรายต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม จึงจะให้ยกเลิกการใช้ และจะมีแนวทางการบริหารจัดการอย่างไรสำหรับสารเคมีตัวอื่นที่มีอยู่ในท้องตลาดหลายยี่ห้อ และจะมีแนวทางในการใช้สิ่งใดทดแทนที่มีประสิทธิภาพทั้งเชิงป้องกันกำจัดและสะท้อนต้นทุกการที่ผลิตที่เหมาะสม

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยสำนักงานบริการวิชาการ ร่วมกับคณะเกษตร จะจัดเสวนาเรื่อง “ถ้าแบน 3 สาร อะไรจะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรมไทย” ในวันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม 2562 เวลา 13.00 – 16.30 น. ณ ห้องประชุมกำพล อดุลวิทย์ ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เพื่อเผยแพร่ความรู้ การนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างผู้เข้าร่วมเสวนากับวิทยากร เพื่อประมวลจัดทำสรุปประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสารเคมีอันตรายในภาคเกษตร 3 ชนิด และสารเคมีที่มีพิษตัวอื่นๆ ด้วย เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในสุขภาพประชาชนคนไทย

การเสวนา “ถ้าแบน 3 สาร อะไรจะเกิดขึ้นกับภาคเกษตรกรรมไทย” โดยวิทยากรแต่ละหัวข้อประกอบด้วย

ทำความรู้จักกับ 3 สาร และสารเคมีอันตรายตัวอื่นๆ โดย ผศ.ดร. สราวุธ รุ่งเมฆารัตน์ ภาควิชาพืชไร่นา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ผลกระทบด้านสุขภาพต่อผู้ใช้และผู้บริโภค โดย อธิบดีกรมควบคุมโรค หรือผู้แทนมาตรการจำกัดการใช้ 3 สาร และการใช้สารออร์แกนนิกทดแทน โดย อธิบดีกรมวิชาการเกษตร หรือผู้แทน

ผลกระทบที่ภาคการเกษตรได้รับ โดย ดร. เอนก ลิ่มศรีวิไล ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิตพืชพลังงานทดแทน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ดร. นริศรา อินทะสิริ ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินรายการท่องดินแดนแห่งความน่าอัศจรรย์ในสวิตเซอร์แลนด์ กับ “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” อาสาเป็นไกด์พาเพื่อนซี้อย่าง “โก – โกสินทร์ ราชกรม” สัมผัสชีวิตอันเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ ดื่มด่ำท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนซ์บนเส้นทางรถไฟสาย Benina Express ที่สวยและสูงที่สุดในยุโรป ตื่นตาตื่นใจไปกับเส้นทางไฮไลท์แสนพิเศษ ชมขบวนรถไฟวิ่งแล่นผ่านสะพานโค้งวน Brusio Spiral Viaduct หนึ่งเดียวในโลก

สัมผัสความงดงามของเส้นทางรถไฟสายมรดกโลก Benina Express ไต่ระดับความสูงชมวิว พาโนรามาผ่านกระจกโค้งบานใหญ่ แล่นผ่านใจกลางเทือกเขาแอลป์ อันซีนทะเลสาบน้ำแข็งบนยอดเขาหิมะ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่เมือง Lugano เดินชมความงามย่านเมืองเก่าริมทะเลสาบใหญ่ เสพกลิ่นอายยุโรปคลาสสิก พร้อมชมภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปะเรอเนสซองส์กันที่ โบสถ์ซานตามาเรียเดกลีอันกีโอลี ที่เป็นผลงานศิษย์เอกของเลโอนาร์โด ดาวินชี จากนั้นตามไปชมศึกปะทะฝีมือการทำอาหารสไตล์อิตาเลี่ยนกับเมนู Risotto ระหว่าง เชฟจ๊อบ และ เชฟโก ที่งานนี้บทสรุปของผู้แพ้ จะต้องถอดเสื้อกันหนาวพิชิตอากาศที่เย็นสุดขีด ปิดท้ายวันด้วยการเที่ยวชมสุดยอดเมืองป้อมปราการยุคกลางอันทรงเสน่ห์ ณ ดินแดนแห่งปราสาท Bellinzona ถิ่นฐานของนักรบผู้เก่งกล้า อันได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลกที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

เตรียมพร้อมออกเดินทาง บันทึกภาพความทรงในดินแดนสุดคลาสสิกได้พร้อมกัน ในรายการ เที่ยวให้สุด สมุดโคจร : Grand train tour of Switzerland EP.4 วันพุธที่ 23 ตุลาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 21.30 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ PPTV HD ช่อง 36 หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงอาชีพปศุสัตว์ทางเลือก ที่ช่วยสร้างรายได้ดีให้แก่เกษตรกรในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี คือ “การเลี้ยงแพะ” โดยเกษตรกรในจังหวัดนิยมเลี้ยงแพะเพื่อบริโภค และจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ปัจจุบันนิยมเลี้ยงสายพันธุ์บอร์ (Boer) ซึ่งเป็นพันธุ์เนื้อ เป็นที่ต้องการของตลาด ลูกค้ามักติดต่อขอซื้อถึงฟาร์ม ซึ่งจากข้อมูลของกรมปศุสัตว์ พบว่า ปี 2561 มีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะจังหวัดกาญจนบุรี 1,054 ครัวเรือน จำนวน 45,549 ตัว แยกเป็นแพะเนื้อเพศผู้ 10,245 ตัว เพศเมีย 34,953 ตัว รวมเกษตรกร 1,040 ครัวเรือน และแพะนมเพศผู้ 136 ตัว เพศเมีย 215 ตัว รวมเกษตรกร 14 ครัวเรือน

จากการสำรวจของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) พบว่า เกษตรกรในจังหวัดกาญจนบุรี มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,119 บาท ต่อตัว แยกเป็นค่าพันธุ์สัตว์ 1,950 บาท ค่าแรงงาน 540 บาท และส่วนที่เหลือ 629 บาท ส่วนใหญ่เป็นค่าอาหาร ยาป้องกันโรค และค่าเสื่อมโรงเรือนและอุปกรณ์ต่างๆ โดยแม่แพะ 1 ตัว ให้ผลผลิตลูกแพะประมาณ 2 ตัว ต่อคอก ทั้งนี้ แพะเพศเมียเมื่อมีอายุประมาณ 8 เดือน จะเริ่มผสมพันธุ์ได้ไปจนถึงอายุประมาณ 7 ปี โดยแพะจะมีอายุขัยเฉลี่ย 15 ปี สำหรับราคาขาย เกษตรกรสามารถจำหน่ายแพะเนื้อ (อายุเฉลี่ย 7 เดือน น้ำหนักประมาณ 25-30 กิโลกรัม) ในราคา 3,825 บาท ต่อตัว (127 บาท ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) คิดเป็นรายได้สุทธิ (กำไร) เฉลี่ย 706 บาท ต่อตัว ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการรับซื้อจากภาคใต้และความต้องการของประเทศมาเลเซียจำนวนมาก