นอกจากนี้ ยังมีสหกรณ์โคนมลำพูน จังหวัดลำพูนที่ยังไม่เคยใช้

เครื่องจักรกลการเกษตร มีปัญหาเรื่องอาหาร TMR ที่ใช้ในการเลี้ยงโคนมที่ซื้อมามีคุณภาพไม่เหมาะสม สหกรณ์จึงจำเป็นต้องส่งเสริมด้านสัตวบาล และมีการควบคุมการผลิตอาหารแบบ TMR ที่เหมาะสม โดยขอรับการสนับสนุนรถแทรกเตอร์พร้อมเครื่องผสมอาหาร TMR ขนาด 8 คิวจากรัฐ (70%) เป็นเงิน 1,602,300 บาท และสหกรณ์จ่ายสมทบ (30%) เป็นเงิน 686,700 บาท มูลค่ารวม 2,289,000 บาทซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงใช้งานเพื่อทดลองผลิตสูตรอาหารที่เหมาะสมสำหรับเลี้ยงโคนมของสมาชิกในโครงการธนาคารโคนม โดยสามารถผสมอาหารได้ 2 รอบ รอบละ 2.5 ตัน รวมได้ปริมาณ 5 ตัน/วัน

ทั้งนี้ เครื่องจักรกลทางการเกษตร ช่วยให้สหกรณ์ได้ยกระดับการให้บริการแก่สมาชิกทั้งในเรื่องการลดค่าใช้จ่ายในการบรรจุจัดเก็บผลิตภัณฑ์ สหกรณ์สามารถผลิตอาหารสัตว์จำหน่ายให้สมาชิกและกระจายผลิตภัณฑ์ได้มากขึ้นอย่างไรก็ตามในอนาคตสหกรณ์จำเป็นต้องวางแผนการให้บริการ และเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการในพื้นที่ รวมทั้งให้องค์ความรู้การใช้งานและบำรุงรักษาเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการลดต้นทุนการผลิตและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในพื้นที่ได้ต่อไป

สัมผัสมนต์เสน่ห์แดนอีสาน สืบสานวัฒนธรรมริมฝั่งโขง ชมภาพวาดวิถีชีวิตชาวบุ่งคล้า ล่องเรือสัมผัสทิวทัศน์แม่น้ำสองสี ลิ้มรสอาหารพื้นบ้านหาทานยาก ละลายทรัพย์กับสินค้า OTOP ไอเดียเก๋ ท่องเที่ยวจังหวัดบึงกาฬ กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์”

สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดบึงกาฬ กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย เดินหน้าดำเนินงานตามแผนพัฒนาโครงการท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน โดย รายการหลงรักยิ้ม ร่วมประชาสัมพันธ์เสน่ห์ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี ชวนนักท่องเที่ยวหันมาสัมผัสวิถีชุมชน อนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น หวังกระตุ้นการเดินทาง สร้างฐานรากเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ในโครงการ “สื่อสารสร้างการรับรู้ชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี จังหวัดบึงกาฬ” ภายใต้โครงการ “ไทยนิยม ยั่งยืน”

สัมผัสมนต์เสน่ห์ชุมชนบุ่งคล้า ชุมชนท่องเที่ยวที่มีพิธีต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างอบอุ่น ด้วยการแสดง รำม้าย่อง รวมถึงละครดนตรีพื้นบ้าน อย่าง เสือลากหาง ตีกลองเลง เป็นต้น จากนั้นแวะถ่ายรูปที่จุด เช็คอินภาพวาดวิถีชีวิตชาวบุ่งคล้า พลาดไม่ได้กับเสน่ห์แห่งภูมิปัญญาพื้นบ้าน สู่สินค้า OTOP สร้างรายได้ อย่าง เชือกฟางยางพารา จากนั้นไปสัมผัสความมหัศจรรย์แห่งแม่น้ำสองสี หรือที่เรียกว่า “โขงสีปูน มูลสีคราม” แม่น้ำสองสายที่ไหลมาบรรจบกัน โดยแม่น้ำมูลมีสีครามไหลรวมกับแม่น้ำโขงที่สีออกขุ่น รวมกันเป็นสีเดียว นอกจากนี้ยังมีประเพณีอันเป็นเอกลักษณ์อย่างงานบั้งไฟพญานาค จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกๆ ปี เป็นเสน่ห์แห่งแดนอีสานที่ต้องลองมาสัมผัส

เที่ยวแอ่งเล็ก สัมผัสวิถีชุมชนบุ่งคล้า ชมภูมิปัญญาพื้นบ้านสู่ผลิตภัณฑ์ OTOP สัมผัสธรรมชาติกับแหล่งท่องเที่ยวแอ่งใหญ่ กับฝรั่งหัวใจไทย “แดเนียล เฟรเซอร์” ในรายการหลงรักยิ้ม วันเสาร์ ที่ 17 พฤศจิกายน 2561 เวลา 16.30 น. ทางช่อง 28 (3SD) พร้อมรับข่าวสารต่างๆ ของรายการได้ทาง

เอสซีจี เผย “การมีส่วนร่วมของชุมชน” เป็นหัวใจสำคัญช่วยผลักดันให้คว้ารางวัล “โล่ประกาศเกียรติคุณด้านองค์กรเอกชนที่มีผลงาน CSR ที่มีความเป็นเลิศ” จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

กรุงเทพฯ : นายศาณิต เกษสุวรรณ Total Integrated Solution and Service Director เอสซีจี รับโล่ประกาศเกียรติคุณด้านองค์กรเอกชนที่มีผลงาน CSR ที่มีความเป็นเลิศ จาก พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมเผยความมุ่งมั่นขององค์กรด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนที่สะท้อนผ่านตัวอย่าง “โครงการรักษ์น้ำจากภูผา สู่มหานที” และ “โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ” เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้งาน CSR ของเอสซีจีประสบความสำเร็จ

นายศาณิต เกษสุวรรณ Total Integrated Solution and Service Director เอสซีจี กล่าวว่า รางวัลประกาศเกียรติคุณด้านองค์กรเอกชนที่มีผลงาน CSR ที่มีความเป็นเลิศ จากกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นับเป็นกำลังใจให้แก่พนักงานเอสซีจีทุกคน ตลอดจนเป็นการยืนยันความสำเร็จที่องค์กรได้มุ่งมั่นและทุ่มเทดำเนินงานด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านสังคม สิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ เพื่อสร้างความความสมดุลให้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการเติบโตของธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานร่วมกับภาครัฐ และภาคประชาชน

เพื่อยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ที่ผ่านมา เอสซีจีได้น้อมนำแนวพระราชดำริ “จากภูผา สู่มหานที” เป็นแนวทางการดูแลจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ตลอดจนปลายน้ำ ผ่านกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมกับคนในชุมชน ภายใต้ “โครงการรักษ์น้ำจากภูผา สู่มหานที” ปัจจุบัน เอสซีจีได้ร่วมกับชุมชนและจิตอาสา สร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำไปแล้วกว่า 79,000 ฝาย โดยตั้งเป้าขยายให้ครบ 100,000 ฝาย

ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วประเทศภายในปี 2563 สำหรับพื้นที่กลางน้ำได้ร่วมกับชุมชนสร้างสระพวงเพื่อกักเก็บน้ำไปแล้วจำนวน 7 สระ และมีเป้าหมายจะขยายพื้นที่การบริหารจัดการน้ำชุมชนด้วยระบบแก้มลิงอีก 20 พื้นที่ ในปี 2563 เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน ตลอดจนพื้นที่ปลายน้ำได้ฟื้นฟูและอนุรักษ์ระบบนิเวศร่วมกับชุมชนประมงชายฝั่งด้วยนวัตกรรมบ้านปลาโดยสร้างไปแล้วจำนวน 1,400 หลัง และมีเป้าหมายจะดำเนินการให้ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก คือ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ คือ ตรัง และนครศรีธรรมราช

นอกจากนั้น เอสซีจี ยังได้ร่วมกับภาครัฐ และชุมชนบึงบางซื่อ ดำเนิน “โครงการสานพลังประชารัฐ-การพัฒนาพื้นที่บึงบางซื่อ” เพื่อพัฒนาชุมชนบึงบางซื่อสู่ต้นแบบการยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชนใน 4 ด้าน ได้แก่ 1. ต้นแบบโครงการสานพลังประชารัฐ ลดความเหลื่อมล้ำของสังคม ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน 2. ต้นแบบที่อยู่อาศัยชุมชนเมืองที่ออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนในชุมชน 3. ต้นแบบการมีส่วนร่วมของผู้อยู่อาศัยที่เปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการออกแบบที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม และ 4. ต้นแบบบึงน้ำสาธารณะ ที่พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นบึงน้ำ โดยวางแนวทางจะพัฒนาให้เป็นแก้มลิงช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมให้คนกรุงเทพฯ และเป็นบึงน้ำสาธารณะ

เอสซีจี ยังคงเดินหน้าสานต่อโครงการที่ดำเนินการร่วมกับชุมชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงการสร้างเครือข่ายให้เกิดพลังที่เข้มแข็ง โดยอาศัยการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นหัวใจสำคัญ พร้อมถ่ายทอดและต่อยอดแนวความคิดการพัฒนาและดูแลสังคม อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป”

รางวัล “โล่ประกาศเกียรติคุณด้านองค์กรเอกชนที่มีผลงาน CSR ที่มีความเป็นเลิศ” โดยกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้พิจารณาคัดเลือกและมอบรางวัลให้แก่บริษัทที่มีการดำเนินงานเพื่อส่งเสริม ช่วยเหลือ รวมถึงพัฒนาคน และสังคมอย่างมีคุณภาพ เนื่องในโอกาสวันฉลองครบรอบ 16 ปี วันสถาปนากระทรวง ซึ่งสอดคล้องและรองรับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งหวังยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำ ตลอดจนสร้างความเป็นธรรม เพื่อนำพาสังคมไทยไปสู่เป้าหมาย มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรี ศรีนนท์ฉัตร นักวิจัยและอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ออกแบบระบบควบคุมสำหรับโรงเพาะเห็ดถั่งเช่าแบบอัตโนมัติ เพิ่มผลผลิตภัณฑ์ให้เกษตรกร โดยได้รับทุนการวิจัยจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การันตีด้วยรางวัล Gold Medal และรางวัลพิเศษ จาก Romanian Association for Non-conventional Technologies Buscharest, ประเทศโรมาเนีย ในงาน 11th International Warsaw

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักรี ศรีนนท์ฉัตร เผยว่า จากข้อจำกัดโรงเพาะเห็ดถั่งเช่าเดิม ยากต่อการควบคุมความชื้น อุณหภูมิ แสงสว่าง และคาร์บอนไดออกไซด์ ส่งผลต่อเห็ดถั่งเช่าตาย ติดเชื้อรา ทำให้เห็ดถั่งเช่าที่เพาะได้ปริมาณที่ลดลง ด้วยเหตุนี้จึงได้ทำการวิจัยและออกแบบระบบควบคุมโรงเพาะเห็ดถั่งเช่าแบบอัตโนมัติ โดยมีขนาด 10 ตารางเมตร สามารถบรรจุเห็ดถั่งเช่าได้อย่างน้อย 3,000 ขวด

ประกอบด้วยห้องควบคุมความเย็น ทำจากวัสดุเก็บความเย็นที่มีความหนาอย่างน้อย 50 มิลลิเมตร ภายในโรงเพาะเห็ดถั่งเช่า มีชุดทำความเย็นพร้อมอุปกรณ์เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น เพื่อตรวจวัดและควบคุมการทำงานของชุดทำความเย็นสลับการทำงานได้ อีกทั้งมีระบบกรองอากาศด้วยแผ่นกรองอากาศชนิดกรองอากาศพร้อมกรองคาร์บอน และมีชุดควบคุมปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (co2) โดยการดูดออกภายนอกห้อง สามารถตั้งเวลาเปิด-ปิดได้ พร้อมระบบควบคุมความเร็วเครื่องดูดอากาศ

อุปกรณ์ภายในของโรงเพาะเห็ดถั่งเช่า สามารถตรวจวัดและบันทึกค่าต่างๆ ได้ รวมถึงแจ้งเตือนไปยังมือถือ ลักษณะการทำงานมีอยู่ 2 โหมด คือโหมดอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ ซึ่ง 2 โหมดนี้สามารถตั้งค่าอุณหภูมิ ความชื้นและระบบฆ่าเชื้อ มีการตั้งค่าต่างๆ ไว้ในคอมพิวเตอร์ โดยที่ปั๊มน้ำและเครื่องทำความเย็นสามารถทำงานร่วมกันได้ แล้วยังมีดาต้าล็อตเกอร์ในการจัดเก็บข้อมูล สามารถดูข้อมูลต่างๆ เช่น ความชื้น อุณหภูมิ เวลาเปิด-ปิดเครื่องทำความเย็นย้อนหลังได้

ปัจจุบันระบบควบคุมสำหรับโรงเพาะเห็ดถั่งเช่าแบบอัตโนมัติไปติดตั้งใช้งานจริงในฟาร์มเพาะเห็ดถั่งเช่า ชุมชนวิหารแดง ณ ฟาร์มเห็ดลุงหยุด อ.วิหารแดง จ.สระบุรี เห็ดถั่งเช่าที่เพาะได้มีความสมบูรณ์ มีสาร Corducepin, Adenosine และ Polysaccharides เพิ่มขึ้นรวมถึงอัตราการเติบโตของจำนวนเห็ดถั่งเช่ามีอัตราการเติบโตมากขึ้นเมื่อเทียบกับพื้นที่การปลูกแบบเดิม และอัตราการตายที่ลดลง ซึ่งส่งผลให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสามารถได้ผลิตภัณฑ์มากขึ้น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร. 089-777-5038

ตะกร้าเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งในเทศบาลตำบลพะตง ที่สร้างรายได้และความยั่งยืนให้แก่ชุมชน โดยชาวบ้านได้นำพืชในชุมชนมาเป็นวัสดุจักสาน แต่โครงตะกร้าที่ใช้ในการจักสานสมาชิกในชุมชนต้องไปซื้อจากร้านค้านอกชุมชน ซึ่งมีขนาดและรูปแบบของตะกร้าที่ซื้อมามีขนาดเดียวรูปแบบเดียวกัน ไม่สามารถหารูปแบบและขนาดที่สวยงามตามที่ลูกค้าต้องการได้ ทำให้สมาชิกในชุมชนไม่สามารถวางจำหน่ายสินค้าที่มีรูปแบบหลากหลายได้ และที่สำคัญตะกร้าเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้บรรจุสินค้าอื่นๆ ในชุมชนอีกด้วย

ชุมชนเทศบาลตำบลพะตงมีการรวมกลุ่มสร้างอาชีพและสร้างรายได้จำนวนมากทั้งไผ่ กล้วยและการทำสวนยางพารา นอกจากนั้น มีการรวมตัวของชุมชนประจำตำบลเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาชุมชนได้รับความรู้และการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากหน่วยงานต่างๆ ชุมชนได้รับการสนับสนุนในรูปแบบของความรู้และเทคโนโลยี เพื่อนำไปบูรณาการให้เกิดผลประโยชน์แก่กลุ่มสร้างอาชีพ ชุมชนยังขาดการให้ความรู้ในด้านกรรมวิธีการผลิต ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ และการศึกษาส่วนผสมของผลิตภัณฑ์

อาจารย์อภิรพ แก้วมาก อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี พร้อมด้วยอาจารย์และนักศึกษารายวิชาการสอนในห้องประลองและโรงฝึกงาน ร่วมกันออกแบบและผลิตโครงสร้างตะกร้าจากโลหะ โดยการให้บริการวิชาการสู่ชุมชน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบโครงตะกร้าจากลวดโลหะให้มีขนาดและรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปตามความต้องการของตลาด โดยใช้ลวดในการถักโครงตะกร้าและเชื่อมจุดแต่ละจุดของตะกร้าให้มีความแข็งแรงและสวยงาม ให้แก่สมาชิกในชุมชนและสามารถนำมาใช้เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการออกแบบโครงตะกร้า อีกทั้งก่อให้เกิดรายได้ สร้างมูลค่าให้กับชุมชนเพิ่มมากขึ้น

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อาจารย์อภิรพ แก้วมาก อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ 090-225-2284

ชาวสวนปาล์มยกระดับเผาผลปาล์มทิ้งทุกอำเภอ เรียกร้องรัฐเร่งแก้ไข ขณะที่จังหวัดออกมาตรการคุมโรงงานสกัดให้หีบได้ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์
วันที่ 14 พย.61 ที่ลานข้างโรงไม้ทรัพย์สิริ ตรงข้ามโรงเรียนบ้านไสโป๊ะ ริมถนนเพชรเกษม ต.เหนือคลอง อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน นำโดย นายชโยดม สุวรรณวัฒนะ ประธานชมรมคนปลูกปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย และชาวสวนยังคงเผาผลปาล์มสดทิ้งอย่างต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยได้มีเกษตรกรนำผลปาล์มมาบริจาคเพื่อให้เผาอย่างต่อเนื่อง รวมแล้วกว่า 50 ตัน ซึ่งการเผาครั้งนี้ เพื่อแสดงสัญลักษณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาผลปาล์มน้ำมันที่ตกต่ออย่างหนัก พร้อมนำป้าย และภาพของผู้นำอย่างนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับปาล์มน้ำมันมาติดตั้งไว้ด้วย

นายชโยดม กล่าวว่า จะเผาต่อเนื่องและขณะนี้ทางเกษตรกรในกลุ่มคนปลูกปาล์ม กำลังเริ่มเผาในอำเภอต่างๆ เพื่อยกระดับการเรียกร้องในทุกอำเภอ เพื่อแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลนี้แก้ไขปัญหาราคาปาล์มที่ตกต่ำไม่ได้ ทั้งที่ความเป็นจริงสามารถทำได้ทันที เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นสินค้าควบคุม ใช้ในประเทศเพียงอย่างเดียว สามารถนำมาผลิตเชื้อเพลิง แต่กลับไปเผาผลิตที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ทั้งที่โรงไฟฟ้ากระบี่มีเครื่องผลิตจากน้ำมันปาล์มอยู่แล้ว และยังได้ถอดอุปกรณ์จากโรงไฟฟ้ากระบี่ไปอีก ทำให้ชาวบ้านที่ทราบข่าวต่างก็ไม่พอใจ เพราะโรงไฟฟ้าบางปะกงกว่าจะผลิตได้ก็ต้นปีหน้า

ขณะที่จังหวัดกระบี่ ได้มีการประชุมผู้เกี่ยวข้อง และได้มีมติกำหนดคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ 5702-2552 ซึ่งปาล์มน้ำมันคุณภาพน้ำมันไม่ต่ำกว่า 20% และหลังจากนี้จังหวัดจะได้ออกประกาศจังหวัดกำหนดรายละเอียด มาตรการในการกำกับ ควบคุมคุณภาพมาตรฐาน เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ทราบและถือปฏิบัติร่วมกัน ซึ่งจะเสร็จเรียบร้อยภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2561. นอกจากนั้น ยังมีข้อเสนอให้พลังงานจังหวัดดำเนินการให้สถานีบริการน้ำมันทุกแห่งในจังหวัดกระบี่จำหน่ายน้ำมันดีเซล บี 7, บี 10 และ บี 20 ให้แก่รถยนต์บรรทุก รถขนาดเล็ก และเรือ ตามความต้องการของประชาชนและตามความสมัครใจของสถานีบริการ ที่จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้น้ำมันปาล์มมากขึ้น เป็นแนวทางแก้ปัญหาให้กับชาวสวนปาล์มตรงจุดและยั่งยืน

ศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่า คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ออกแบบและตัดเย็บชุดรีไซเคิลจากวัสดุเหลือใช้ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดกิโมโนญี่ปุ่น คว้ารางวัล RMUTT The Best Costume ในการประกวดดาวเดือนประจำปี 2561

ผศ.ดร.อ้อยทิพย์ ผู้พัฒน์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย อาจารย์ประจำสาขาวิชาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เผยว่า ชุดรีไซเคิลจากวัสดุเหลือใช้ นำเทคนิคศิลปะงานตัดต่อผ้า แพชเวิร์ค (Patchwork) การต่อเศษผ้าเป็นลวดลาย จากรูปทรงเรขาคณิต ตัดและต่อเกิดเป็นผ้าผืนใหญ่ เกิดสีสันและลวดลายตามจินตนาการ และประโยชน์ใช้สอยตามที่ผู้ใช้กำหนด ไม่มีรูปแบบตายตัว และการปักผ้าด้วยมือ (Hand Embroidery) เป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งเพื่อใช้ในการตกแต่งเสื้อผ้า เครื่องแต่งกาย และเครื่องใช้ในบ้าน

เพื่อให้มีคุณค่าและความงามยิ่งขึ้น สำหรับชุดรีไซเคิล ผลงานของคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ ที่ได้นำวัสดุเหลือใช้เศษผ้าที่เหลือ จากการเรียนการสอน หรือเสื้อผ้าที่ไม่ได้สวมใส่ แผ่นดีวีดี มาดัดแปลงตัดเย็บโดยผ่านเทคนิค ขวดพลาสติก นำมาประดิษฐ์ อาศัยเทคนิคที่ได้เรียนในห้องเรียนมาทำให้เกิดเป็นชุดที่สามารถสวมใส่ได้จริง เป็นสิ่งที่ดีมาก นำของเหลือใช้มาทำให้เกิดประโยชน์ เกิดเป็นชุดที่สวยงามและสามารถสวมใส่ได้จริง

“ก๊อต” นายกฤษณะ เจิมจันทร์ สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 นายกสโมสรนักศึกษาคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ เล่าว่า แนวคิดในการออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากชุดกิโมโนประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแห่งการรีไซเคิล ซึ่งตรงกับแนวคิดในการประกวดชุดประจำคณะในปีนี้ พวกเราชาวคณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ จึงนำเศษวัสดุเหลือใช้ เช่น ขวดน้ำพลาสติก แผ่นดีวีดี เศษผ้าหลากหลายชนิดที่ทุกคนคิดว่าเป็นขยะนำมาสร้างสรรค์ผลงานชุดประจำคณะให้สวยงามและสวมใส่ได้จริง

โดยชุดด้านในของผู้ชายและผู้หญิง ประกอบไปด้วยเสื้อที่ตัดเย็บจากเศษผ้าปักด้วยแผ่นดีวีดีตัดมือรูปทรงเรขาคณิต กระโปรงตัดเย็บด้วยผ้าลูกไม้ปักตกแต่งด้วยขวดน้ำพลาสติกตัดมือเป็นกลีบดอกไม้และตอกมือทั้งตัวประดับด้วยเลื่อมจากแผ่นดีวีดี กางเกงใช้ศิลปะการตัดต่อตกแต่งด้วยการด้นไหมทั้งตัว เสื้อคลุมทั้งผู้ชายและผู้หญิง โครงชุดใช้วิธีการตัดต่อจากผ้าชิ้นเล็กๆ ประกอบกันจนเป็นเสื้อคลุม ตกแต่งเพิ่มเติมเป็นลวดลายด้วยเศษผ้านานาชนิดด้วยการเย็บมือประดับตกแต่งด้วยดอกไม้จากขวดพลาสติกหลากสีสัน เพิ่มความแวววาวด้วยเลื่อมที่ทำจากแผ่นดีวีดี เลื่อมที่ทำจากแผ่นดีวีดีทั้งชุด โดยใช้นักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่า ประมาณ 100 คน ในการตัดเย็บชุดนี้

ทางด้าน “หมูป่า” นายสุภวัฒน์ ฐิติโชติทวีสิน นักศึกษาสาขาวิชาสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ประธานฝ่ายนักศึกษาสัมพันธ์ เล่าว่า สำหรับเทคนิคในการตัดเย็บชุด ได้นำเศษผ้ามาตัดเป็นชิ้น นำมาตัดต่อเป็นผืนใหญ่ชุดประมาณ 5 เมตร ตัดต่อผ้าเป็นชุดขึ้นมา นำดีวีดีมาตัดเป็นรูปเรขาคณิต จากนั้นนำมาเย็บให้เป็นชุด ขวดพลาสติก นำมารีดแบนนำมาตัดเป็นกลีบดอก และแบบที่สองนำมารีดและตอกเป็นดอกไม้ นำดอกไม้ที่ได้มาปักลงในชุด เพิ่มดีเทลปักดีปลาคาร์พลงบนชุดผู้ชาย สื่อแทนผู้ชาย และปีกกระต่ายลงบนชุดผู้หญิง สื่อแทนผู้หญิง การนำขยะหรือของที่ใช้แล้วกลับมารีไซเคิลเป็นสิ่งดี เป็นการลดขยะ และได้นำความรู้ที่ได้เรียนมาปรับใช้ในการออกแบบและตัดเย็บชุด เกิดเป็นชุดสวยๆ ซึ่งไม่มีใครเชื่อว่าตัดเย็บมาจากวัสดุเหลือใช้ ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงิน เพราะว่าผ้าและวัสดุตกแต่งค่อนข้างมีราคาแพง

สกว.เปิดตัวหนังสือชุด “การบริหารจัดการงานวิจัย สกว.” มุ่งถอดบทเรียนพร้อมถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานวิจัยแบบพลวัตตลอด 25 ปีที่ผ่านมา หวังเครือข่ายวิจัยนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดงานเปิดตัวหนังสือชุด “การบริหารจัดการงานวิจัย สกว.” และการเสวนา “การบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง” เพื่อวิเคราะห์และจัดทำเอกสารถอดความรู้ด้านการบริหารจัดการงานวิจัยของ สกว. ตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา โดยมี ศ.นพ. ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ ประธานคณะทำงานติดตามและประเมินผลงบประมาณการวิจัยและนวัตกรรมของแผนบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรม ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “การวิจัย ระบบวิจัย กับการบริหารจัดการงานวิจัย”

สกว.ได้พัฒนาเครื่องมือด้านการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม รวมถึงการสร้างผลกระทบ จากผลงานวิจัยกว่า 20,000 โครงการ และพัฒนารูปแบบการสนับสนุนการวิจัยใหม่ๆ อย่าง ต่อเนื่อง จนกล่าวได้ว่า สกว. สนับสนุนการวิจัยครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการ ระดับพื้นที่ และระดับวาระแห่งชาติ ทั้งนี้ การบริหารจัดการงานวิจัยให้ได้ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน

ต้องใช้ทฤษฎีและนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการหลากหลายรูปแบบที่มีความจำเพาะกับชนิด เป้าหมายและผู้ใช้ประโยชน์ สกว.จึงเห็นความจำเป็นในการถอดบทเรียนความรู้ด้านการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อประโยชน์ทั้งต่อส่วนรวม องค์กร และผู้บริหารงานวิจัย รวมถึงนักวิจัยทุกระดับ จึงเห็นชอบให้จัดทำโครงการหนังสือ “การบริหารจัดการงานวิจัย สกว.” จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย ฉบับที่ 1 นวัตกรรมการบริหารจัดการงานวิจัย ของ สกว. ฉบับที่ 2 การบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อสร้างผลลัพธ์ (และผลกระทบ) และฉบับที่ 3 ประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการโครงการวิจัย

เนื้อหาฉบับที่ 1 เน้นการบริหารจัดการงานวิจัยเชิงโครงสร้างขององค์กร หรือตามกลุ่มงาน ซึ่งมีการพัฒนารูปแบบที่หลากหลาย มีการออกแบบการสนับสนุนทุนวิจัยที่ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และสอดคล้องกับการพัฒนาการเชิงนโยบายการวิจัย สังคมวิชาการ และภาคีนักวิจัย กลุ่มงานที่นำเสนอ ได้แก่ งานที่ สกว.สนับสนุนมาต่อเนื่องยาวนาน งานที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ขององค์กร มีรูปแบบการสนับสนุนทุนวิจัยใหม่ที่ได้รับมอบหมายตามนโยบายหรือพัฒนาใหม่ มีโครงสร้างของฝ่ายรองรับชัดเจน การสนับสนุนทุนเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านวิชาการระดับประเทศและนานาชาติ หรือสร้างความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและภูมิภาค เสริมสร้างนวัตกรรมเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ชุดความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ เป็นต้น โดยมีผู้ใช้ประโยชน์คือ ผู้กำกับนโยบายการวิจัย ผู้บริหารงานวิจัยระดับองค์กร และผู้สนใจทั่วไป

ขณะที่เนื้อหาฉบับที่ 2 เน้นการออกแบบและสนับสนุนทุนวิจัยระดับชุดโครงการ เพื่อสร้างผลงานที่มีเป้าหมายจำเพาะ การบริหารจัดการมีความซับซ้อน ต้องการข้อมูลเพื่อการตัดสินใจจำนวนมากและหลากมิติ ใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการจากหลายศาสตร์ มีการกำหนดผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยตั้งแต่เริ่มต้น ลักษณะชุดโครงการมีพลวัตสูง บางชุดโครงการอาจได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่าย ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการน้ำ แผ่นดินไหว สหกรณ์ที่เป็นธรรม เป็นต้น โดยรวมทฤษฎี เครื่องมือและรูปแบบจำเพาะในการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อการอ้างอิง เหมาะสำหรับผู้บริหารชุดโครงการวิจัย ผู้ประสานงาน และนักพัฒนางานวิจัย

ฉบับที่ 3 ถอดประสบการณ์ด้านการบริหารจัดการโครงการวิจัยและสถานการณ์ โดยเครือข่ายผู้ประสานงานและนักวิจัย รวมถึงเจ้าหน้าที่บริหารโครงการที่มีประสบการณ์ เพื่อเป็นบทเรียนแด่ผู้สนใจ โดยคัดสรรจากบทความเผยแพร่ในคอลัมน์ Research Management หนังสือประชาคมวิจัย สกว. และเขียนเพิ่มเติม รวม 25 เรื่อง เพื่อประโยชน์แก่ผู้บริหารงานวิจัย นักวิจัย เจ้าหน้าที่โครงการวิจัย และผู้สนใจทั่วไป

ศ.นพ. สุทธิพันธ์ จิตพิมลมาศ ผู้อำนวยการ สกว. ในฐานะบรรณาธิการ กล่าวว่า การทบทวนหลักคิด สะท้อนวิธีบริหารงานของ สกว. ทุกยุคสมัย ทำให้เกิดการเรียนรู้วิธีการบริหารจัดการแบบพลวัตของ สกว. ไม่ว่าการปรับเปลี่ยนจะเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใดและรูปแบบใด สกว.ยังคงรักษาตำแหน่งหน่วยงานที่มี “นวัตกรรมการบริหารจัดการ” ไว้ได้เป็นอย่างดี การจัดทำเอกสารบันทึกความรู้ กลยุทธ์ และการปรับโครงสร้างรองรับการบริหารจัดการงานวิจัยใหม่ครั้งนี้ จะเกิดประโยชน์ต่อทั้งส่วนรวม องค์กร ผู้บริหารและนักวิจัยทุกระดับ สำหรับเรียนรู้และปรับใช้เพื่อสร้างความสำเร็จต่อไป ผู้อ่านสามารถหยิบเครื่องมือและวิธีการที่โดนใจไปใช้ประโยชน์ รวมถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ ได้จากตัวอย่างการจัดการงานวิจัยของ สกว.

“สกว.อยู่ในช่วงท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก หนังสือชุดนี้จะเป็นประโยชน์มากสำหรับหน่วยงานให้ทุนทั้งหมด รวมถึงมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยทุกแห่งที่มีบทบาทในการสนับสนุนทุนวิจัย มีเนื้อหาสาระที่สอดแทรกอยู่ในทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่มีทุนวิจัยลงไปต้องใช้หนังสือนี้เป็นเครื่องมือ ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ปัจจุบันและอนาคตหนังสือนี้จะได้ใช้ประโยชน์อย่างแน่นอนในการบริหารจัดการทุนวิจัยทั้งระบบและการสร้างงานที่มีผลกระทบ นำไปใช้ประโยชน์ได้ ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อหนังสือได้ที่ เพจร้านหนังสือ สกว. ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป”

บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด ตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาค อาเซียน เปิดตัวอุปกรณ์ต่อพ่วงแทรกเตอร์คูโบต้าใหม่ล่าสุดสำหรับงานไร่อ้อยด้วยเครื่องสางใบอ้อย เพิ่มความสะดวกในการตัดอ้อยสด ลดปัญหาการเผาใบอ้อย และเครื่องตัดอ้อยครบวงจรเสร็จงานตัดใน ขั้นตอนเดียว เพื่อชาวไร่อ้อยมืออาชีพได้อ้อยสด ส่งตรงสู่โรงงานน้ำตาลในราคาที่สูงขึ้น

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า “จากที่รัฐบาลผลักดันนโยบายบริหารพื้นที่เกษตรกรรมของพืช (Zoning) โดยเปลี่ยนพื้นที่ปลูกข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสมไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นๆ อาทิ อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยพบว่าเกษตรจำนวนหนึ่งหันมาทำไร่อ้อย ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกอ้อยใน 47 จังหวัด มากกว่า 11 ล้านไร่ พื้นที่การเพาะปลูกอ้อยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 5 ล้านไร่ ซึ่งการตัดอ้อยส่วนใหญ่จะใช้แรงงานคนมากถึง 60% และปัญหาที่พบ คือ แรงงานจะใช้วิธีการเผาอ้อยก่อนตัดเพื่อให้เก็บเกี่ยวได้ง่ายซึ่งก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งทำให้น้ำตาลในอ้อยลดลง ซึ่งบางพื้นที่ยังขาดแคลนแรงงานในการตัดอ้อยอีกด้วย บริษัทฯ จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับงานไร่อ้อยโดยเฉพาะขั้นตอนการเก็บเกี่ยวอ้อยสด เพื่อเพิ่มผลผลิตที่มีคุณภาพ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนด้านแรงงานและประหยัดเวลา ซึ่งตอบโจทย์การทำไร่อ้อยในปัจจุบัน”