นอกจากนี้ ยังมีโครงการซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้ากัลฟ์ซึ่งผลิต

จากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งดำเนินการใน 3 โรงงาน คือ โรงงานผลิตอาหารสัตว์บกหนองแค โรงงานอาหารแปรรูปสระบุรี และโรงงานแปรรูปเนื้อไก่สระบุรี คาดช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 10,644 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยเปลี่ยนใช้ชีวมวลแทนถ่านหินของโรงงานผลิตอาหารสัตว์ราชบุรี คาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้ เท่ากับ 11,229 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และ โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ Complex ไก่ไข่ คาดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 20,239 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“คาดว่าเมื่อดำเนินโครงการต่างๆ แล้วเสร็จ ในปี 2562 จะช่วยลดการใช้พลังงานลงได้ 43.45 ล้านเมกะจูลต่อปี ลดลง 0.42% เมื่อเทียบกับปีฐาน (ปี 2558) และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 76,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ลดลง 8.66 % เมื่อเทีบบกับปีฐาน” นายจารุบุตร กล่าว
ในระหว่างปี 2558-2560 ซีพีเอฟดำเนินโครงการด้านการประหยัดพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มีจำนวนทั้งหมด 184 โครงการ สามารถลดการใช้พลังงานได้ 133,760 กิกะจูล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 27,108 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

นอกจากนี้ ซีพีเอฟสนับสนุนให้โรงงานและฟาร์มมีส่วนร่วมลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการส่งเสริมให้ปลูกต้นไม้และเพิ่มพื้นที่สีเขียว โดยเข้าร่วมโครงการสนับสนุนกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งในปี 2561 อบก.ได้มอบประกาศนียบัตรให้สถานประกอบการ 59 แห่งของซีพีเอฟที่ร่วมโครงการ

มีปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้นไม้กักเก็บจากการปลูกต้นไม้ทั้งสิ้น 7,761 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และมอบเกียรติบัตรคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร ให้สถานประกอบการของซีพีเอฟ 2 แห่ง คือ โรงงานอาหารสำเร็จรูปแปดริ้ว และโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำมหาชัย โดยในส่วนของโรงงานอาหารสำเร็จรูปแปดริ้ว ดำเนินโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon footprint for Organization)

ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction :T-VER ) โดยได้รับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ 49 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ส่วนโรงงานอาหารสำเร็จรูปสัตว์น้ำมหาชัยได้รับเกียรติบัตร ดำเนินโครงการคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยในปี 2560 มีปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง 37.2% เมื่อเทียบกับปีฐาน (ปี 2557)

ทั้งนี้ ซีพีเอฟกำหนดเป้าหมายความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม 4 ด้าน คือ ด้านพลังงาน ก๊าซเรือนกระจก การนำน้ำมาใช้ และปริมาณของเสียฝังกลบ โดยกำหนดเป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2563 หรือปี ค.ศ. 2020 ลดปริมาณการใช้พลังงานต่อหน่วยน้ำหนักผลผลิตให้ได้ร้อยละ 15 ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 15 ลดปริมาณการนำน้ำมาใช้ให้ได้ร้อยละ 25 และลดปริมาณของเสียที่กำจัดโดยวิธีฝังกลบให้ได้ร้อยละ 30

“ สาหร่ายพวงองุ่น ” หรือ “ สาหร่ายไข่ปลาคาเวียร์ ” เป็นอาหารจานโปรดของใครหลายๆ คน เพราะมีรสชาติอร่อยโดนใจ สาหร่ายพวงองุ่นพบได้ตามธรรมชาติ ในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา เนื่องจากตลาดมีความต้องการบริโภคสาหร่ายชนิดนี้กันมาก แถมขายได้ราคาดี ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมงจึงได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นและเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกร นำไปใช้ประกอบอาชีพ

ปัจจุบันเกษตรกรสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น เชิงพาณิชย์ได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเลี้ยงในบ่อพักน้ำแบบธรรมชาติ ระบบการเลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง หรือบ่อเลี้ยงปลา และระบบการเลี้ยงในบ่อคอนกรีต

ถ้าเลี้ยงสาหร่ายในบ่อดิน การปลูกจะมีทั้งแบบหว่านและแบบปักชำ ระดับน้ำให้อยู่ในระดับที่แสงส่องถึง ขึ้นอยู่กับความโปร่งแสงของน้ำ โดยมากรักษาระดับน้ำให้มีความลึก ประมาณ 60-100 เซนติเมตร แบบปักชำมีข้อดีกว่าแบบหว่าน เนื่องจากสาหร่ายจะมีอัตราความหนาแน่นที่ใกล้เคียงกันและควบคุมความหนาแน่นได้ ทำให้สาหร่ายที่โตมีแขนงที่ยาวและมีขนาดสม่ำเสมอ นอกจากนี้ สามารถปลูกสาหร่ายบนแผงอวนหรือตาข่ายได้ ทำให้สาหร่ายมีความสะอาดและมีคุณลักษณะดี หลังจากปลูกประมาณ 1-2 เดือน ก็เก็บเกี่ยวสาหร่ายได้ เก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ ต่อครั้ง

คอนโดเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น

กลุ่มนักเรียนวิทยาลัยประมงสมุทรสาคร อาชีวศึกษาจังหวัดสมุทรสาคร ประกอบด้วยคุณสิริณทิพย์ ต้นไม้ทอง คุณภานุวัฒน์ สังข์คุ้ม คุณปวีณา เชี่ยงว่อง คุณรานิษฐ์ สุนทรรุจิพันธ์ คุณสิทธินัย อถรรกำธร ได้ช่วยกันประดิษฐ์ “คอนโดสาหร่ายพวงองุ่น ” สำหรับทดลองการเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น โดยมี คุณครูอุบล ภู่เกิด พร้อมคณะ เป็นครูที่ปรึกษาโครงการ

นวัตกรรม “คอนโดสาหร่ายพวงองุ่น” ของกลุ่มนักศึกษา มีลักษณะคล้ายตู้ปลาต่อเรียงขั้นบันได แต่ละตู้ สำหรับคอนโดสาหร่ายทั้ง 3 ตู้ จะมีการเจาะท่อเดินระบบน้ำไหล วางระบบที่รองรับสาหร่าย จากนั้นนำพันธุ์สาหร่ายพวงองุ่นมาวางลงบนแผงพลาสติก แล้วเย็บสาหร่ายให้ติดกัน นำสาหร่ายที่เย็บแล้วไปลงในตู้ที่จะเลี้ยง

โดยธรรมชาติแล้ว สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายทะเลสีเขียว มีแขนงที่ตั้งตรงคล้ายพวงองุ่น สีเขียวสด มีคุณค่าทางอาหารสูง จัดเป็นอาหารทะเลที่สำคัญ แพร่กระจายในพื้นที่ร้อนและกึ่งร้อน เจริญเติบโตได้ดีในน้ำที่มีสารอาหารบริบูรณ์และมีแสงแดด เจริญเติบโตบนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทราย

การเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น สิ่งต้องคำนึงคือ เรื่องความเค็มของน้ำ แสงแดดต้องส่องอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเลี้ยงในบ่อแบบเปิดบ่อดิน ต้องตรวจสอบความเค็มของน้ำตลอด หลังจากเลี้ยงสาหร่ายในระยะเวลาที่ต้องการ จะสามารถคัดเกรดสาหร่ายออกขายได้ โดยแบ่งเป็นเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งมีความยาว 5 นิ้ว ขึ้นไป เกรด เอ ความยาว 4-4.5 นิ้ว เกรด บี ความยาว 2.5-3.5 นิ้ว

การนำสาหร่ายไปประกอบอาหาร

ล้างสาหร่ายพวงองุ่น ด้วยน้ำเปล่า 1-2 ครั้ง เพื่อทำความสะอาดสาหร่าย แล้วต้องรับประทานสาหร่ายให้หมด เพราะไม่สามารถเก็บไว้ได้
แช่ในน้ำเย็น 1-2 นาที เพื่อให้สาหร่ายพวงองุ่นพองตัวเต็มที่ เวลารับประทานจะกรอบอร่อย
พักให้สะเด็ดน้ำ จัดใส่จานเตรียมรับประทาน
ข้อพึงระวัง การรับประทานคือให้ตักน้ำจิ้มใส่เป็นคำๆ อย่าราดน้ำจิ้ม หรือคลุกผสมรวมกัน เพราะจะทำให้สาหร่ายฝ่อก่อนที่จะรับประทานหมด หลายคนก็รับประทานกับส้มตำหรือนำมายำ นอกจากนี้ ห้ามนำสาหร่ายใส่ตู้เย็น จะทำให้ฝ่อลีบ สาหร่ายที่ยังไม่ได้ล้างให้เก็บใส่กล่องไว้ตามเดิม และวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง จะเก็บได้นาน 2-3 วัน
ผู้สนใจ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยประมงสมุทรสาคร ตำบลดอนไก่ดี อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 74110 โทร. (034) 471-239

ดอยลาง เป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติฟ้าห่มปก มีพื้นที่ส่วนหนึ่งติดกับชายแดนเมียนมา สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ภูมิประเทศเป็นเทือกเขาเรียงรายสลับซับซ้อน มีแม่น้ำลางที่ไหลจากเมียนมาไหลผ่านช่วยให้เกิดความชุ่มชื้นในระบบนิเวศ

พื้นที่ชุมชนดอยลางยังคงความเป็นธรรมชาติและความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย โดยเฉพาะตระกูลนกสวยงามหลายสายพันธุ์ และป่าไม้ที่สมบูรณ์ที่หายากมากในสมัยนี้ อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างหนาวเย็นตลอดทั้งปี บางพื้นที่ในช่วงฤดูหนาวจะมองเห็นทะเลหมอกและเกิดแม่ขะนิ้งหรือเหมยขาบหรือน้ำค้างแข็ง ประชากรในชุมชนดอยลาง เป็นชุมชนคนพื้นเมืองและบางส่วนเป็นไทยใหญ่ มีรายได้หลักจากการเกษตร ปลูกชาและลิ้นจี่มาช้านาน

ต่อมาในปี 2548 ได้รับการส่งเสริมให้ปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของต้นลิ้นจี่และป่าไม้ธรรมชาติ ทำให้ได้รับผลผลิตดีมาก นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้การปลูกกาแฟจากมูลนิธิโครงการหลวง ประกอบกับกระแสการบริโภคกาแฟได้รับความนิยมมากขึ้น ความต้องการผลผลิตกาแฟจึงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เกษตรกรชาวดอยลางจึงรวมตัวกันจัดตั้งเป็น “วิสาหกิจชุมชนกาแฟดอยลาง” ในปี 2556 สมาชิกเริ่มก่อตั้ง 27 คน ปัจจุบันมีสมาชิก 81 คน ต่อมาได้รับการสนับสนุนจากคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตามโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตกาแฟล้านนาคุณภาพ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน 1 ให้การสนับสนุนสมาชิกโดยการจัดอบรม ศึกษาดูงานการชิมและชงกาแฟ สนับสนุนโรงตากกาแฟ เรือนเพาะชำต้นกล้ากาแฟ นอกจากนี้ ยังได้รับเงินทุนจากองค์การบริหารส่วนตำบลดอยลาง และเงินกองทุนประชารัฐ จัดซื้ออุปกรณ์การผลิตกาแฟหลายชนิดแบบครบวงจร ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตจนถึงร้านจำหน่ายกาแฟในหมู่บ้าน

จากสภาพของหมู่บ้านที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เกษตรกรร่วมอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบอาชีพการปลูกกาแฟภายใต้ร่มเงาของป่าไม้ เป็นแบบอย่างชุมชนต้นแบบเศรษฐกิจพอเพียง จึงได้มีการสำรวจพื้นที่เพื่อเตรียมการเป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนมีส่วนร่วม

คุณรุจิรา ริมผดี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้มอบหมายให้ คุณพุทธิพัทธ์ พลอยส่งศรี เจ้าหน้าที่ประสานงานและสนับสนุนงานศูนย์พัฒนาโครงการหลวง นำสื่อมวลชนไปสัมผัสและเผยแพร่แหล่งท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวที่จะไปเที่ยวดอยลาง จะได้พบบรรยากาศและสถานที่ต่างๆ ได้แก่ ศูนย์เรียนรู้การทำเมี่ยง เป็นวิธีการอบใบเมี่ยงโดยใช้ไอน้ำมาอบในถังพลาสติกขนาด 200 ลิตร ทำใบชาอัสสัม

กลุ่มผู้ปลูกองุ่น กลุ่มผู้ปลูกส้ม กลุ่มไม้กวาด กลุ่มผู้ปลูกอะโวกาโด กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ กลุ่มหมู่บ้านโฮมสเตย์ สวนส้มสายน้ำผึ้ง การแสดงการละเล่นพื้นบ้าน ประเพณีพื้นบ้านล้านนาพิธีบายศรีสู่ขวัญเพื่อเป็นสิริมงคลสำหรับนักท่องเที่ยว พระบรมธาตุเจดีย์สิริดอยเวียงลาง บังเกอร์หรือฐานปฏิบัติการระหว่างการสู้รบระหว่างชนเผ่าและทหารของประเทศเมียนมา อุโมงค์เดินลอดหลบภัย วัดพระธาตุดอยเวียงลาง จุดชมวิวชมธรรมชาติและทะเลหมอกสองฝั่ง ฯลฯ

ด้านบริการท่องเที่ยว หากเช่าเหมารถยนต์ คันละ 800 บาท จำนวน 8 คน ทางหมู่บ้านคิดค่าบริการที่พักโฮมสเตย์คนละ 200 บาท หากนำเต็นท์มากางเอง จะคิดค่าสาธารณูปโภค 100 บาท ค่าอาหารมื้อละ 100 บาท กับข้าว 3 อย่าง สั่งพิเศษหมูกระทะหรือหมู่จุ่มชุดละ 159 บาท

หลายปีก่อนหน้านี้มีน้อยคนที่รู้จักพืชอย่าง “อินทผลัม” หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นแค่เพียงผลไม้ตากแห้งธรรมดาที่ส่งมาขายจากดินแดนอาหรับซึ่งไม่มีความพิเศษอะไร แต่ที่จริงแล้วเจ้าอินทผลัมนี้ นอกจากจะเป็นผลไม้ต่างถิ่นที่มีราคาค่อนข้างสูงแล้ว ยังคุณประโยชน์มากมายต่อสุขภาพอีกด้วย

อินทผลัม มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Date Palm และมีชื่อเรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Phoenix dactylifera เป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย โดยผู้ผลิตอินทผลัมรายใหญ่ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ ความสำคัญของอินทผลัมมักใช้บริโภคในเทศกาลสำคัญของชาวมุสลิม แต่ในระยะหลังพบว่าไม้ผลชนิดนี้มีประโยชน์ต่อสุขภาพจึงทำให้ตลาดผู้บริโภคเพิ่มกว้างมากขึ้นมาทันที

ที่ผ่านมาการบริโภคอินทผลัมของคนไทยมักอยู่ในรูปผลแห้งที่นำเข้ามาจากทางตะวันออกกลางซึ่งมีราคาสูงมาก โดยคนไทยพยายามปลูกอินทผลัมแบบผลแห้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากประสบปัญหาลักษณะภูมิอากาศต่างจากทางตะวันออกกลาง ดังนั้น การปลูกในเชิงพาณิชย์ที่ดีสำหรับประเทศไทยคือแบบกินผลสดเท่านั้น

แต่ปรากฏว่าข้อมูลในเชิงลึกของอินทผลัมน้อยมาก คนไทยที่สนใจส่วนมากมักปลูกตามกัน หรือบางคนค้นคว้าข้อมูลจากประเทศต้นทางเสียมากกว่า จึงทำให้การปลูกอินทผลัมของคนไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีลักษณะกระจัดกระจาย ได้บ้าง ล้มเหลวบ้าง

จนในท้ายสุดกลับพบว่าตอนนี้มีหลายสวนค้นหาความจริงของอินทผลัมอย่างแท้จริงได้สำเร็จ เป็นอินทผลัมรับประทานผลสดแบบไทยๆ จนบางรายก้าวหน้าไปถึงขั้นแปรรูปส่งออกมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ จนเกิดเป็นความสนใจของผู้ปลูกรายใหม่ที่ต้องการเข้ามาแบ่งปันรายได้จากการจำหน่ายอินทผลัม

เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านได้จัดสัมมนาอินทผลัมขึ้น ซึ่งในฐานะไม้ผลที่คนไทยยังรู้จักกันน้อยมาก จึงทำให้มีผู้สนใจเข้ารับฟังข้อมูลกันเป็นจำนวนมากเพราะเป็นการให้ข้อมูลในเชิงลึกทั้งการปลูก การแปรรูป รวมถึงการตลาด

จวบถึงวันนี้อินทผลัมนับเป็นพืชไม้ผลที่คุ้นชื่อของคนไทยอยู่ไม่น้อย มีผลผลิตที่เป็นผลสดออกวางจำหน่ายหลายแห่ง หลายคนได้ชิมรสชาติแล้วต่างบอกตรงกันว่าอร่อย หวาน กรอบ มีประโยชน์ทางโภชนาการด้านสุขภาพ แม้ราคาขายผลสดยังสูง แต่สำหรับผู้ที่รู้จักอินทผลัมเป็นอย่างดีก็ยินดียอมจ่ายเพราะรู้ว่ามีให้รับประทานเพียงปีละครั้ง

นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านยังคงให้ความสำคัญกับอินทผลัมอยู่เหมือนเดิม แล้วมองว่าเมื่อคนไทยให้ความนิยมบริโภคอินทผลัมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่หลายคนคิดว่าการปลูกอินทผลัมซึ่งขึ้นชื่อว่าต้นไม้ทะเลทรายจะเจริญเติบโตได้เฉพาะในพื้นที่ตามจังหวัดที่มีความเหมาะสม โดยไม่คิดว่าในพื้นที่เขตจังหวัดนนทบุรี รอยต่อกับมหานครอย่างกรุงเทพฯ ที่ถูกโอบล้อมรอบด้วยถนนตัดใหม่หลายเส้น พร้อมกับหมู่บ้านจัดสรร หลายโครงการจะมีสวนอินทผลัมขนาดใหญ่จำนวนหลายร้อยไร่ผุดขึ้นมาได้

ดังนั้น ในปีนี้ (2561) นิตยสารเกษตรรายปักษ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดจึงจัดทริปสัมมนาเชิงปฏิบัติการในรูปแบบเสวนาสัญจรขึ้นที่ “สวนอินทผลัมปรีชา” ของ คุณปรีชา ธรรมชูเชาวรัตน์ ที่จังหวัดนนทบุรี โดยชวนสมาชิกผู้อ่านจำนวนเกือบร้อยท่านไปบุกสวนพร้อมฟังข้อมูลการปลูก การดูแล ปัญหาที่ต้องรับมือ รวมถึงยังได้เข้าไปชิมผลอินทผลัมสดจากต้นชนิดบิดใส่ปากแล้วทุกคนต่างยอมรับว่ากรอบ อร่อย ไม่ฝาด อย่างที่คาด

ความจริงคุณปรีชาไม่ได้เติบโตมาในสายเกษตร แต่ด้วยบุคลิกและความเชื่อมั่นภายใต้หลักคิดตัวเองว่า “ทำอะไรก็ได้ถ้าตั้งใจทำแล้วจะประสบความสำเร็จ” จึงทำให้ชายวัย 80 ท่านนี้ล้วนแต่ประสบความสำเร็จในทุกอย่างที่ลงมือทำ

สมัยหนุ่มคุณปรีชาเป็นช่างตัดเสื้อ แล้วเปลี่ยนมาขายปุ๋ยและเคมีทางการเกษตร ต่อมาหันมาทำฟาร์มเลี้ยงเป็ด จากนั้นมาค้าขายที่ดินอยู่หลายปี แล้วมาจับที่ดินบริเวณที่เป็นสวนในปัจจุบันจำนวนกว่า 500 ไร่ กระทั่งหยุดทุกอย่างแล้วเบนเข็มมาด้านไม้ดอกไม้ไม้ประดับเพราะมีความชอบ ด้วยการสะสมต้นโป๊ยเซียน เฟื่องฟ้า แล้วยังเข้าไปคลุกคลีกับวงการ โดยรับตำแหน่งเป็นประธานชมรมโป๊ยเซียนแห่งประเทศไทย

จากนั้นเปลี่ยนมาเล่นชวนชมซึ่งเริ่มจากจำนวนน้อยก่อน ขณะเดียวกัน ค่อยเรียนรู้และทำความเข้าใจพันธุ์ไม้นี้อย่างดีจึงได้เพิ่มจำนวนพร้อมกับสร้างจุดเด่นความน่าสนใจของชวนชมให้มีหลายรูปแบบ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด

บนเส้นทางไม้ดอกไม้ประดับ คุณปรีชายังมองเห็นช่องทางทำเงินอีกหลายชนิด และสิ่งที่เขามองต่อไปคือการเปลี่ยนชื่อของต้นลั่นทมมาเป็นลีลาวดี พร้อมไปกับการผลักดันไม้ชนิดนี้ให้เป็นไม้ประดับจึงทำให้คุณปรีชามาจับลีลาวดี โดยได้สร้างจุดเด่นและความน่าสนใจตรงที่ทำให้มีสีดอกจำนวนหลายสีเพื่อเป็นการสร้างมูลค่า ซึ่งได้ทำกว่าร้อยสี จนมีชื่อเสียงโด่งดังได้รับความนิยมจากบรรดาคนรักต้นไม้มาก และถือว่าเป็นสวนลีลาวดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ

คุณปรีชานับเป็นรายแรกและรายใหญ่ของจังหวัดนนทบุรีที่ปลูกอินทผลัมขายผลสดและต้นพันธุ์ เขาชี้ว่าไม้พันธุ์นี้ปลูกไม่ยาก แต่คนปลูกควรเข้าใจให้ลึกซึ้งแล้วทุ่มเทเท่านั้น ทั้งนี้ รุ่นแรกที่ปลูกผ่านไปนับว่าประสบความสำเร็จดีแม้จะเป็นมือใหม่ แล้วย้ำว่าผู้ที่สนใจปลูกควรศึกษาหาข้อมูลในลึกซึ้งเสียก่อนลงมือปลูก เพราะไม่ต้องการให้ล้มเหลวอย่างหลายคนที่ผ่านมา

คุณปรีชา บอกว่า การปลูกอินทผลัมควรเริ่มจากหาพื้นที่เหมาะสมทั้งคุณภาพดินและแหล่งน้ำ จากนั้นต้องหาพันธุ์ที่ดีมีคุณภาพด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาตัวเขาเองเคยผิดพลาดมาแล้ว ทั้งการเลือกพันธุ์และวิธีปลูกที่ดูในยูทูป ทั้งนี้ เดือนที่ปลูกไม่มีการระบุชี้ชัดคุณจะปลูกเดือนไหนสะดวกก็ได้ ส่วนเรื่องดินนั้นอินทผลัมชอบดินปนทราย ลูกรังปนทราย หรือดินเหนียวปนทรายก็ได้ สำหรับปริมาณการให้น้ำต่อต้นจะต้องดูจากเนื้อดินในแต่ละแปลงเป็นหลักเพราะไม่เหมือนกัน อย่างที่สวนจะให้น้ำครั้งละประมาณ 15 นาที

“ช่วงเริ่มปลูกให้ใช้ปุ๋ยตัวหน้าสูงอย่าง 25-7-7 หรือสูตรเสมออย่าง 16-16-16 ให้ใส่ทุก 15 วัน ครั้งละกำมือต่อต้น พอต้นมีขนาดใหญ่พร้อมจะให้ผลผลิตจะต้องปรับเป็นจำนวน 1 กิโลกรัมทุก 15 วัน แล้วจะใส่ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมด้วยก็ได้

ในกรณีที่เป็นดินปนทรายให้ขุดหลุมลึกไม่ควรเกินศอก ก้นหลุมจะใส่ปุ๋ยสูตรเสมอหรือไม่ก็ได้ แต่ควรรอให้รากเจริญเติบโตก่อนแล้วค่อยใส่ตาม แล้วไม่แนะนำให้ใส่ปุ๋ยคอกชนิดใดเลยเพราะเสี่ยงต่อด้วงที่จะลงไปวางไข่ แล้วก่อนมีดอกในราวเดือนธันวาคมและเดือนมกราคมจะใส่ปุ๋ย 8-24-24 ทั้งนี้ ต้นที่ปลูกและดูแลอย่างดีจะให้ดอกเมื่อประมาณ 2 ปี”

คุณปรีชา บอกว่า การปลูกอินทผลัมในแต่ละพื้นที่มีคุณภาพดินต่างกัน อย่าไปนำความสำเร็จของสวนคนอื่นมาเป็นบรรทัดฐาน เนื่องจากสภาพกายภาพของแต่ละพื้นที่มีความต่างกัน ดังนั้น ลักษณะการปลูกถ้าพื้นที่เป็นดินเหนียวควรปลูกแบบกระทะคว่ำหรือยกโศก แต่ถ้าเป็นดินทรายควรทำเป็นแอ่ง

“สำหรับพื้นที่ปลูกที่คาดว่าน้ำจะท่วมแน่ควรจะปรับให้มีขอบคันดินกั้นสูงขึ้นมาในลักษณะรูปโดนัท ขณะเดียวกัน แนวทางนี้จะช่วยเก็บกักปุ๋ยให้อยู่ในบริเวณจำกัด อีกทั้งพื้นที่ปลูกต่างกันจะให้ผลผลิตไม่ตรงกัน อย่างถ้าปลูกภาคเหนือและภาคกลางจะพบว่าทางภาคกลางจะให้ผลผลิตก่อน เพราะทางเหนือเจอหนาวเลยทำให้สุกช้า”

สำหรับการดูแลผลผลิตคุณปรีชาบอกว่าควรห่อผล ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ละเลยไม่ได้ อีกทั้งผลที่ห่อยังต้องคอยหมั่นตรวจสอบดูข้างในทุก 10 วัน เพราะบางผลอาจเน่าต้องดึงออก การห่อผลจะเริ่มหลังผสมเกสรแล้วประมาณ 2 เดือน โดยจะห่อถึง 2 ชั้น ให้ชั้นในเป็นกระดาษ ส่วนชั้นนอกเป็นถุงเขียว แต่สบายใจได้อย่างหนึ่งเนื่องจากอินทผลัมเป็นไม้ผลที่แมลงวันทองไม่เจาะผล เพราะเปลือกแข็ง ที่ผ่านมาไม่เคยเจอเลย ส่วนผลที่เสียหายจะนำไปแปรรูป

“ทางด้านการผสมเกสรสมัยนี้ง่าย สะดวกมาก ไม่ว่าจะปลูกพื้นที่มาก-น้อยก็มีอุปกรณ์ไว้ช่วย อย่างที่สวนของผมก็ใช้ที่ผสมเกสรแบบชนิดหลอด แต่ถ้าเป็นสวนขนาดใหญ่มากอาจต้องใช้เป็นเครื่อง ต้องบอกว่าการผสมเกสรของอินทผลัมมีโอกาสติดง่าย ถ้าช่วงไหนมีลมแรงอาจต้องใช้ถุงมาบังลมเพื่อช่วยให้การผสมเกสรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ แล้วการผสมเกสรสามารถทำได้ตลอดทั้งวันตามความเหมาะสม

ทั้งนี้ เหตุผลที่ต้องผสมเกสรเพราะอินทผลัมเป็นพืชที่มีทั้งต้นตัวผู้และตัวเมีย สำหรับท่านที่ปลูกจำนวนมากกว่า 50 ต้นควรเก็บเกสรตัวผู้ไว้ ขณะที่ต้นตัวผู้จากเนื้อเยื่อก็มี ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์จาวีช บาฮี ฯลฯ”

เจ้าของสวนอินทผลัมชี้ว่า ในกรณีที่ต้นตัวเมียมีเกสรออกก่อนตัวผู้ จะต้องไปหาซื้อเกสรตัวผู้มาผสม โดยใช้เกสรตัวผู้สัก 1 ช้อน ก็สามารถใช้กับต้นตัวเมียได้จำนวนมาก ซึ่งวิธีใช้เกสรตัวผู้จะต้องใช้เกสรตัวผู้ 1 ช้อน ผสมกับแป้งทานคั่มหรือแป้งเด็กจำนวน 5 ช้อน

“ที่สวนของผมผสมเกสรติดทุกต้นเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ต้นเนื้อเยื่อก็จะได้เท่านี้ เคยได้ยินพูดว่าสามารถผสมติดถึง 100 เปอร์เซ็นต์นั้นคงเป็นไปไม่ได้ ส่วนเวลาผสมเกสรที่เหมาะที่สุดคือช่วงเช้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้นหรือหลังน้ำค้างแห้งแล้ว”

ส่วนโรคที่พบคุณปรีชาชี้ว่ามักเจอในช่วงรอยต่อฤดูอย่างปลายฝนต้นหนาว หรือปลายหนาวต่อร้อน มักพบโรคราสนิม ซึ่งถ้าพบแล้วต้องรีบฉีด แต่ถ้าไม่พบไม่จำเป็นต้องฉีดเพราะต้องการให้ต้นอินทผลัมมีความสมบูรณ์ และการทำให้มีความสมบูรณ์จะต้องเริ่มต้นจากการดูแลให้ดีทั้งเรื่องดิน ปุ๋ย และน้ำในทุกระยะการปลูก แต่ในกรณีที่พบว่ามีศัตรูพืชมาเจาะต้นควรใช้สบู่ซันไลต์ฟลาวเวอร์มาราดต้นให้ไหลลงดิน

สำหรับเรื่องที่หลายคนกังวลใจว่าจะไปขายให้ใคร ที่ไหน ขอบอกว่าอย่าไปกังวลเพราะอินทผลัมยังเป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ อย่างที่สวนของผมผลิตไม่พอขาย แถมยังมีออเดอร์ล่วงหน้าด้วย สิ่งที่พวกท่านควรกังวลมากที่สุดคือทำอย่างไรให้ผลผลิตมีคุณภาพสมบูรณ์เต็มที่

ขณะนี้ที่สวนมีต้นพันธุ์จำหน่าย เป็นต้นที่มีขนาดนำไปปลูกได้ทันทีในราคาตั้งแต่ 2,000-3,500 และ 5,000 บาท ส่วนราคาจำหน่ายผลผลิตที่สวนกิโลกรัมละ 500-600 บาท

“การปลูกอินทผลัมไม่ได้ยากอย่างที่คิด อีกทั้งเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่าย ทนทาน แข็งแรง ขอเพียงให้ผู้ปลูกใส่ใจอย่างใกล้ชิดเท่านั้น ปลูกได้นานหลายสิบปี ใครที่คิดจะเริ่มปลูกบอกได้เลยว่าเป็นพืชที่น่าสนใจ ตลาดยังรองรับได้มาก การลงทุน อาจสูงในช่วงแรกเพราะต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์ปลูก แต่หลังจากนั้นใช้เงินน้อยลง จนได้ผลผลิตแล้วจึงเริ่มคืนทุน” คุณปรีชา กล่าวในตอนท้าย

สำหรับท่านที่พลาดโอกาส ยังสามารถเดินทางไปชมสวนอินทผลัมปรีชาได้เอง แล้วยังมีอินทผลัมสดไว้จำหน่ายหลายรูปแบบทั้งซื้อเป็นกิโลหรือแบ่งใส่ถุง รวมถึงยังมีแบบแปรรูปเป็นอินทผลัมแห้งและน้ำอินทผลัมด้วย

สวนอินทผลัมปรีชา อยู่ไม่ไกลแค่นนทบุรีใกล้กรุงเทพฯ สอบถามรายละเอียดเส้นทางเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ (081) 309-6086 หรือติดตามในการที่ได้ไปเที่ยวตามต่างจังหวัด หากไม่ได้ไปเดินดูตลาดนัด หรือตลาดสดที่เขาเปิดขึ้นมาใหม่ๆ ก็เหมือนไปไม่ถึงจังหวัดนั้น

ปัจจุบันนี้ มีการเปิดตลาดนัดซึ่งเป็นตลาดนัดชุมชนขึ้นมามากมาย แทบทุกจังหวัด ทุกอำเภอ โดยใช้สถานที่และสินค้าของจังหวัดนั้นๆ เป็นจุดขายตลาดจึงไม่ใช่ตลาดนัดอย่างที่เคยเห็นในสมัยก่อน ที่เรียกกันว่าตลาดสด ซึ่งขายอาหารสดเป็นหลักทั้งอาหารหวานคาว วางขายอยู่อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นกับข้าว กุ้ง หอย ปู ปลา หมู เห็ด เป็ด ไก่ และพืชผักต่างๆ อย่างนี้ ค่าของเงินก็ถูกลง บางคนก็เป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว บางคนยึดขายของในตลาดเป็นอาชีพหลัก

อาชีพที่ว่านี้ก็คือการค้าขายตามตลาดนัด ซึ่งต้องท่องไปตามตลาดนัดต่างๆ แต่ตลาดชุมชนคนค้าคนขายส่วนใหญ่จะเป็นคนในชุมชนเอง ที่นำผลผลิตจากสวนจากไร่ของตนเองเอามาขายไม่ว่าค่าครองชีพจะสูงขึ้นอย่างไร ตลาดนัดจึงเป็นที่พึ่งพาของคนขายและคนซื้อ เพราะของที่ขายในตลาดนัดมีของถูกๆ วางขายอยู่เสมอตลาดนัดสวนสร้างบุญคือหนึ่งในตลาดเหล่านั้น

ตลาดนัดสวนสร้างบุญ เป็นตลาดชุมชน เกิดจากผู้นำในท้องถิ่นที่รวมตัวกันร่วมคิดร่วมสร้างสรรค์ ผ่านการประชุมเห็นชอบทำให้เป็นตลาดชุมชนขึ้นมา เพื่อสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชนและให้นักท่องเที่ยวได้จับจ่ายสินค้าและผลผลิตจากท้องถิ่นได้ในราคาประหยัด

เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น โดยตลาดสร้างบุญมีชื่อเต็มๆ ว่า ตลาดย้อนยุคชุมชนเพื่อการท่องเที่ยว สวนสร้างบุญลานสกา ตั้งอยู่ที่ ตำบลเขาแก้ว อำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

ด้วยสภาพพื้นที่ที่สะอาดร่มรื่น ภายใต้ต้นไม้น้อยใหญ่ อยู่ใกล้ลำธารที่มีน้ำใสแจ๋ว มีหาดทรายที่สะอาด โอบล้อมด้วยภูเขา ให้บรรยากาศที่สบายสบายสูดอากาศที่ได้ชื่อว่า เป็นท้องที่ที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย ที่สำคัญตลาดนัดสวนสร้างบุญยังอยู่ติดถนนสายหลัก ใช้เส้นทางหมายเลข 4015 ลานสกา-จันดี จะไปจะมาก็สะดวก

ในตลาดจะเต็มไปด้วยพืชผักผลไม้ที่ออกตามฤดูกาล สิ่งของเครื่องใช้ประจำถิ่น อาหารและขนมท้องถิ่นที่หลายคนยังไม่รู้จัก และไม่เคยได้รับประทานข้าวเหนียวสองดัง จำปาดะชุบแป้งทอด ขนมลา ผลไม้ตามฤดูกาลก็มี อย่างจำปาดะ มังคุด ทุเรียน จำปูลิง ลูกประ และผลไม้บางชนิดที่ไม่ค่อยได้เห็นก็มีวางขายอยู่อย่างมากมาย เพลิดเพลินกับการแสดงศิลปะพื้นบ้านทั้งหนังตะลุงและมโนราห์ สลับสับเปลี่ยนกันมาแสดงให้นักเดินตลาดและนักท่องเที่ยวได้ชม

ทุกวันเสาร์ ตลาดนัดสวนสร้างบุญ จะคลาคล่ำไปด้วยด้วยนักท่องเที่ยว ที่ตั้งใจมาจับจ่ายสินค้า และมาชื่นชมกับบรรยากาศของตลาดที่สะอาดสะอ้าน

ร้านค้าทุกร้าน แผงขายของทุกแผง จะมีถุงใส่ขยะที่เตรียมไว้ให้นักท่องเที่ยวได้ทิ้ง จะไม่มีขยะในตลาดนัดสวนสร้างบุญแม้สักชิ้นเดียว

ลองไปสักครั้ง แล้วจะติดใจ

บ่ายของเสาร์วันนั้น จึงอิ่มท้องด้วยอาหารและอิ่มใจกับบรรยากาศที่ได้รับการดูแลเรื่องอาหารการกินของน้องหมาอย่างละเอียดละออ คงเป็นเรื่องที่ขาดเสียไม่ได้สำหรับคนรักสุนัข ก่อนจะซื้อต้องผ่านขั้นตอนการเลือก พินิจพิเคราะห์จากยี่ห้อที่ได้รับความนิยมหรืออยู่ในกระแส หรือต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าอาหารเม็ดที่ให้น้องหมาเป็นอาหารเม็ดที่ได้คุณภาพ มีสารอาหารหลายชนิดเป็นส่วนผสม มีกลิ่นชวนให้ลิ้มลอง บางรายแทบจะชิมให้รู้รสก่อนถึงน้องหมาอันเป็นที่รักเลยก็มี

แต่ถ้าในวันที่อาหารเม็ดหมดขึ้นมา และตกอยู่ในภาวะคับขัน เช่น พาหนะที่ใช้สำหรับเดินทางไปซื้อไม่มี เงินในกระเป๋าก็หดหาย หมดปัญญาหาทางออก การทำอาหารสุนัขเก็บไว้รับประทานก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีทางหนึ่ง

แนวคิด “อาหารสุนัขทางเลือก ทำเองได้” เป็นแนวคิดที่ขายได้และประสบความสำเร็จของกลุ่มนิสิตคณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประกอบด้วย น.ส.ชนัฐกานต์ ศิริโชติ น.ส.รัฐมน สุภาวรธรรม และนายทัชชกร เห็นสว่าง

เริ่มต้นจากดร.ศิรพรรณ สุคนธสิงห์ และ ดร.ทิพยรัตน์ ชาหอมชื่น ที่คล้องแขนมารวมสมองสร้างไอเดียสำหรับคนรักน้องหมาขึ้น และส่งให้นิสิตสานต่อจนเป็นรูปร่าง นำมาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

ดร.ศิรพรรณ บอกว่า e-Dogs เป็นอาหารสุนัขทางเลือก ที่สามารถทำได้เองที่บ้านด้วยวิธีการไม่ซับซ้อน ใช้เตาอบไมโครเวฟ เพิ่มคุณค่าทางอาหารได้ตามต้องการ เก็บได้นานขึ้น นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์เพิ่มจากวิตามิน และสารอาหารในเชื้อยีสต์ จากกระบวนการอบด้วยไมโครเวฟ ทำให้ข้อกังวลเรื่องคุณภาพของวัตถุดิบที่นำมาผลิตเป็นอาหารสุนัขที่มีจำหน่ายหมดไป ทั้งยังสามารถเก็บไว้รับประทานได้เอง นอกเหนือจากทำเก็บไว้เป็นสต๊อกอาหารให้กับน้องหมาอีกด้วย

“เริ่มต้นจากเป็นคนรักสุนัข และที่บ้านเลี้ยงสุนัข เมื่อเห็นสุนัขกินอาหารเม็ด ก็กลับมาคิดว่า หากเราทำอาหารให้สุนัขกินเองได้น่าจะดี จึงลองนำอาหารที่ตนเองรับประทานประจำวันมาผสมเข้าด้วยกัน ใช้หลักทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วยด้วยการเติมยีสต์ ทำให้แห้ง เพื่อยืดระยะเวลาในการเก็บรักษา ก็ได้อาหารที่ทำเองได้ให้กับสุนัขตัวโปรด”