นอกจากนี้ ยังได้ซื้ออุปกรณ์ที่สำคัญในการผลิตนมคือเครื่องตรวจ

คุณภาพน้ำนมดิบ (เครื่องตรวจองค์ประกอบน้ำนม TS-SCC) ซึ่งก่อนนำน้ำนมสู่กระบวนการผลิต จำเป็นต้องมีการตรวจสอบจำนวนเซลล์ และคุณภาพน้ำนมก่อนทุกครั้ง ซึ่งสำหรับเครื่องใหม่นี้สามารถวัดค่า SCC (เชื้อเต้านมอักเสบ) เพิ่มเติมจากเครื่องเดิมที่วัดได้เพียงค่า Fat (ไขมัน), SNF (ของแข็งไม่รวมไขมัน), Density (ความถ่วงจำเพาะ), Protein (โปรตีน), Freezing Point, Lactose เท่านั้น ทำให้สหกรณ์สามารถแจ้งสมาชิกได้ในทันทีเพื่อตรวจพบว่าค่าน้ำนมไม่ได้มาตรฐาน หรือมีการติดเชื้อของแม่วัว

สมาชิกจะได้นำวัวไปรักษาได้ทันการณ์ ไม่ต้องรอผลการตรวจจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ซึ่งต้องใช้เวลาประมาณ 7 วัน จึงจะรู้ผลการตรวจ ซึ่งแต่เดิมสหกรณ์ได้นำนมส่งตรวจสอบคุณภาพที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออก (ศวพ.) ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูง อุปกรณ์ดังกล่าวทำให้สหกรณ์ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลา ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดและได้รับผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว

สำหรับสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด นั้น ได้จดทะเบียนเป็นสหกรณ์เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2534 มีสมาชิกแรกตั้ง 189 ราย ด้วยทุนเรือนหุ้น 98,200 บาท และได้ดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2535 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกสามารถช่วยเหลือตนเองได้ มีธุรกิจแบบพอเพียง เข้มแข็ง ครอบครัวสมาชิกมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นอกจากนี้ สหกรณ์ได้สนับสนุนสมาชิกให้มีความรู้ด้านการเลี้ยงโคนมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพโคนมให้ได้มาตรฐานตามที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) กำหนด โดยคัดเลือกสมาชิกส่งไปเข้ารับการอบรมการเลี้ยงโคนมที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อสค.) จังหวัดสระบุรี

ปัจจุบันธุรกิจของสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด แบ่งเป็น 7 ด้าน ได้แก่ ธุรกิจรวบรวมน้ำนมดิบ ธุรกิจแปรรูปน้ำนมดิบ (ผลิตและจำหน่ายนมพาสเจอไรซ์) ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจการตลาด ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ ธุรกิจผลิตและจำหน่ายสารปรับปรุงบำรุงดินอินทรีย์ชีวภาพ (ปุ๋ยหมักมูลโคนม) และธุรกิจที่ทางสหกรณ์เล็งเห็นว่าจะสามารถต่อยอดให้กับสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมคือ ธุรกิจฟาร์มโคนมทด เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม เนื่องจากในปัจจุบันสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมมีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว

เนื่องจากต้นทุนการเลี้ยงโคสูงขึ้น บางรายมีอายุมากขึ้นและไม่มีทายาทจะยึดอาชีพนี้ต่อ ดังนั้น เพื่อให้อาชีพการเลี้ยงโคนมยังคงอยู่ สหกรณ์จึงมีนโยบายการรับซื้อโคนมและให้สมาชิกเช่ารีดนม ระยะเวลาเช่าซื้อเป็นงวด แต่ไม่เกิน 24 งวด และวางมัดจำการเช่าซื้อไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 โดยการเช่าซื้อโคนมของสหกรณ์ ซึ่งเป็นโคนมที่อุ้มท้องเท่านั้น การกำหนดราคาเช่าซื้อตามความเหมาะสมกับพื้นที่ โดยใช้ราคาน้ำนมดิบและราคาการขายเนื้อมาเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดราคาเช่าซื้อ แต่ห้ามมิให้มีการเช่าช่วงต่อหรือขายต่อให้ผู้อื่นโดยเด็ดขาด และสมาชิกต้องดูแลโคนมที่เช่าซื้อจากสหกรณ์อย่างเหมาะสมและใช้เกณฑ์การชั่งน้ำหนักของสหกรณ์ ณ วันที่เช่าซื้อ เป็นการช่วยเหลือสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมที่ประสบปัญหาด้านต้นทุน และเป็นการป้องกันไม่ให้โคนมของสหกรณ์ออกนอกพื้นที่ด้วย

ปัจจุบันสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด มีสมาชิกจำนวน 206 ราย มีทุนเรือนหุ้น 9,826,320 บาท สหกรณ์ได้รับจัดสรรสิทธิ์ MOU เพื่อจำหน่ายน้ำนมพาสเจอไรซ์ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และโรงเรียนเอกชน ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน จำนวน 40,776 ถุง/คน/วัน โดยมีการตกลงราคาจำหน่ายตามราคากลางที่รัฐบาลกำหนด ดังนั้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตน้ำนมที่เพิ่มมากขึ้นและให้ได้มาตรฐาน สหกรณ์จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น อุปกรณ์ที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการไทยนิยม ยั่งยืน ของรัฐบาล จึงเป็นประโยชน์อย่างมากต่อสมาชิกสหกรณ์โคนมสอยดาว จำกัด ในการดำเนินธุรกิจผลิตนมที่มีคุณภาพป้อนสู่ตลาดและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลต่อการขยายธุรกิจของสหกรณ์ให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นในอนาคตต่อไป

นายลักษณ์ วจนานวัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายในการพัฒนา Big Data ด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้เป็นเอกภาพและเชื่อมโยงกับระบบของรัฐบาลให้ก้าวทันยุคดิจิทัล โดยปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE) ในการบริหารจัดการเชิงนโยบาย ด้วยการจัดทำ Big data ซึ่งแบ่งข้อมูลออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. ด้านข้อมูลเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ได้แก่ ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร มีกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก 2. ด้านข้อมูลสินค้าเกษตร ได้แก่ ข้อมูลด้านการผลิตสินค้าเกษตร มี สศก. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก 3. ด้านข้อมูลและพื้นที่เกษตรกรรม ได้แก่ ข้อมูลความเหมาะสมการใช้ที่ดิน ข้อมูลการใช้ที่ดิน มีกรมพัฒนาที่ดินเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และ 4. ด้านข้อมูลน้ำและการชลประทาน ได้แก่ ข้อมูลแหล่งน้ำ ปริมาณน้ำ ซึ่งมีกรมชลประทานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก

นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ Big data ได้มีการเชื่อมโยงกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และอยู่ระหว่างการทดสอบการเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งได้มีการหารือการเชื่อมโยงข้อมูลกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเชื่อมั่นว่า การเชื่อมโยงกับภาคการตลาดจะช่วยให้สามารถทราบปริมาณผลผลิต ช่วงเวลา แหล่งผลิตที่สำคัญ ตามนโยบายตลาดนำการผลิต เพื่อใช้บริหารจัดการการจำหน่าย การกระจายสินค้า กำหนดราคาได้อย่างเหมาะสมต่อไป

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงนามบันทึกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในการสนับสนุน “การพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง (Farmer ONE)” ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมสนับสนุนการดำเนินงานด้านเทคโนโลยีและด้านสารสนเทศ ขับเคลื่อนตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการพัฒนาฐานข้อมูลเกษตรกรกลาง มาตั้งแต่ปี 2559 สศก.

ในฐานะหน่วยงานอำนวยการของคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วน จึงได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการรวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยใช้เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักในการเชื่อมโยง ทั้งจากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร ทะเบียนผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของกรมประมง ทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ รวมทั้งได้ขยายฐานข้อมูลเพื่อรวบรวมข้อมูลทะเบียนเกษตรกรของกรมการข้าว กรมหม่อนไหม การยางแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วยเช่นกัน โดยมีศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ให้การสนับสนุนทางด้านเทคโนโลยีการจัดการฐานข้อมูล การบูรณาการฐานข้อมูลและระบบการตรวจสอบถูกต้อง

สำหรับ ท่านที่ต้องการสอบถามข้อมูลการให้บริการของ Farmer ONE เช่น จำนวนครัวเรือนเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนในภาพรวมระดับประเทศ ระดับภาค หรือ ระดับจังหวัด เป็นต้น สามารถสอบถามได้ที่ ส่วนสารสนเทศเศรษฐกิจการเกษตร โทร. 0 2940 6640 หรือ ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ 0 2940 7038 ในวันและเวลาราชการ

ปัจจุบัน แหล่งปลูกลิ้นจี่ในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะทางภาคเหนือตอนบนที่มีอากาศหนาวเย็นเหมาะแก่การปลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถกระจายพันธุ์ไปปลูกในบริเวณอื่นบางแห่งทั่วประเทศที่มีสภาพอากาศตอบสนองต่อการปลูกอย่างแถบพื้นที่ภาคกลางที่ราบต่ำแถวอำเภออัมพวา และอำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม จนมีพันธุ์ที่คุ้นชื่อกันคือพันธุ์ค่อม (ค่อมลำเจียก) กะโหลกใบยาว สำเภาแก้ว ฯลฯ เป็นต้น

นอกจากนี้แล้วยังสามารถปลูกลิ้นจี่ในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดเลย นครพนม หนองคาย เป็นต้น อาทิ ลิ้นจี่พันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) ถือเป็นสายพันธ์ที่ได้จากการกลายพันธุ์โดยวิธีการเพาะเมล็ดมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่สถานีทดลองพืชสวนนครพนม(ศวพ.นครพนม)

ส่วนทางภาคตะวันออกมีจังหวัดที่ปลูกลิ้นจี่ ได้แก่ จังหวัดจันทบุรี และภาคตะวันตก ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็ไม่มากนัก

อาจารย์ประทีป กุณาศล ที่ปรึกษาหนังสือเล่มนี้ เปรยกับ คุณพานิชย์ ยศปัญญา บรรณาธิการนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ว่าได้ไปพบและทดลองชิมลิ้นจี่พันธุ์หนึ่งในงานแสดงผลไม้ โดยเจ้าของสวนบอกว่าเป็นลิ้นจี่ที่มีผลขนาดโต เนื้อแห้ง รสหวาน ที่สำคัญสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วจำหน่ายสร้างรายได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์

เมื่อสบโอกาสคุณพานิชย์จึงได้ชักชวนท่านที่ปรึกษาไปพิสูจน์ลิ้นจี่พันธุ์นี้ที่ “สวนอัมรินทร์” ตั้งอยู่เลขที่ 126 หมู่ 2 ตำบลโป่งตาลอง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เจ้าของสวนคือ คุณช้อย สองเมือง

จากประสบการณ์ปลูกพืชไร่ สู่…การเปลี่ยนมาเดินบนเส้นทางไม้ผล

คุณช้อย สองเมือง นับเป็นเกษตรกรนักคิดที่ชอบเปลี่ยนแปลงอาชีพตัวเอง เส้นทางอาชีพเกษตรกรรมของเขาผ่านมาแล้วทั้งการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง หรือแม้แต่มะม่วง กระทั่งเขาได้เรียนรู้การปลูกมะม่วงนอกฤดูจนสามารถทำและประสบความสำเร็จคนหนึ่งเมื่อกว่าสิบปีที่แล้ว ด้วยความคิดที่ว่าหากทำสำเร็จจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอีกและเป็นรายได้ที่ดีกว่าการรอให้มะม่วงออกตามฤดู เนื่องจากทุกคนทำเหมือนกัน ผลผลิตจึงล้นตลาดทำให้ราคาตก

เขาเล่าว่า กว่าจะประสบความสำเร็จต้องใช้เวลานานเกือบสิบปี ด้วยการศึกษาทดลองด้วยตัวเอง ต้องผจญกับปัญหาทั้งความรู้ ความชำนาญด้านสารเคมีที่ใช้ทำ ต้องดิ้นรนทำด้วยตัวเอง ลองผิดถูก แล้วยังขาดคนชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องอันเนื่องมาจากพื้นที่อาศัยสมัยนั้นยังเป็นป่า การเดินทางเข้ามาของหน่วยงานราชการจึงมีความลำบาก

ปัจจุบัน เขาเลิกทำมะม่วงนอกฤดูแล้ว เนื่องจากมองเห็นว่ามีเกษตรกรหลายรายหันมาทำกันมาก แล้วเกษตรกรเหล่านั้นทวีความเข้มข้นในการใช้สารเคมีมากขึ้น พร้อมกับเล็งเห็นว่าถ้าทอดเวลาไปนานเท่าไรอาจยิ่งเพิ่มต้นทุนมากขึ้นเรื่อย ทั้งนี้เพราะกรรมวิธีในการปลูกจะทวีความเข้มข้นขึ้นไปตามลำดับ ทั้งต้นทุนการห่อผลและอื่นๆ

“กระทั่งก่อนเลิกทำมะม่วงนอกฤดูสัก 4 ปี มีสัญญาณบอกเหตุแล้วว่า ต้นทุนต้องขยับขึ้นมาอีก 40 เปอร์เซ็นต์ แต่หากคนปลูกเกิดความผิดพลาดอาจสร้างความเสียหายได้ จนขณะนี้ชาวบ้านหลายคนบ่นว่าอยู่ในสภาพย่ำแย่กัน”

ย้อนเส้นทางลิ้นจี่พันธุ์นี้

คุณช้อย ย้อนให้ฟังว่า ไปพบลิ้นจี่พันธุ์นี้ แต่ขณะนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นพันธุ์อะไรแน่และถูกปลูกอยู่ในพื้นที่บ้านเพื่อนเพียงต้นเดียวในอำเภอปากช่องระหว่างที่เขาไปสอนการทำมะม่วงนอกฤดู ช่วงนั้นลิ้นจี่พันธุ์นี้ปลูกมาก่อนแล้ว 2 ปี เป็นต้นลิ้นจี่ที่เพื่อนได้มาจากคนรู้จักอีกทอดหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นพันธุ์อะไร

เขาเผยว่าตกใจเมื่อเห็นผลผลิต เพราะแปลกตรงขนาดผลใหญ่ มีรสชาติดี และผลผลิตสุกเก็บได้ในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งไม่เคยพบเห็นที่ใดมาก่อน เท่าที่ทราบมีเพียงพันธุ์ค่อมอัมพวาเท่านั้นที่จะมีผลแก่ในช่วงเวลานั้น ดังนั้นเขาจึงขอตอนกิ่งพันธุ์มาจำนวน 1 กิ่ง แล้วนำมาปลูกในสวนมะม่วง

ทดลองนำพันธุ์อื่นมาปลูกเทียบ แต่ปรากฏพันธุ์ที่ได้มาดีกว่ามาก

จากข้อสังเกตหลายประการที่คุณช้อยคิดว่าลิ้นจี่พันธุ์นี้แตกต่างจากพันธุ์อื่นที่เขารู้จัก ฉะนั้นเพื่อเป็นการหาข้อมูลมายืนยันเขาจึงตัดสินใจนำพันธุ์ลิ้นจี่อื่น อาทิ ฮองฮวย จักรพรรดิ ค่อม กิมเจง และอีกหลายพันธุ์รวมถึงพันธุ์ที่ได้มาจากเพื่อนนำมาปลูกร่วมกันด้วย ทั้งนี้เพื่อนำมาปลูกเปรียบเทียบว่าพันธุ์ใดที่เหมาะกับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศในบริเวณนี้มากที่สุด

ในช่วง 2 ปีแรก คุณช้อยได้ตอนกิ่งจากต้นลิ้นจี่ต้นเดียวที่ได้มา จนได้กิ่งตอนจำนวนหนึ่งจากนั้นนำมาปลูกเพื่อตรวจสอบดูการเจริญเติบโต การออกดอกติดผล และความทนทานต่อศัตรูพืช โดยใช้ระยะปลูก 6 คูณ 6 เมตร ไม่นานจึงพบว่าลิ้นจี่พันธุ์นี้เจริญเติบโตพร้อมทั้งทนทานต่อศัตรูพืชได้ดีมาก ทั้งๆ ที่ปลูกในสวนมะม่วง

“ปรากฏว่าพันธุ์ค่อมกับพันธุ์ที่นำมา ออกผลผลิตพร้อมกันทุกปีแล้วไม่เคยเว้นปี ส่วนพันธุ์อื่นได้บ้าง ไม่ได้บ้าง โดยเฉพาะจักรพรรดิที่ออกยากมาก ที่ผ่านมาเคยให้ผลดกมากในปีที่มีอากาศหนาวจัดครั้งนั้นเพียงครั้งเดียว จนในที่สุดพันธุ์ที่เคยปลูกเปรียบเทียบได้โค่นไปหมดแล้วจะเหลือไว้แต่ค่อมกับจักรพรรดิเท่านั้นเพื่อไว้ดูเล่นและให้คนมาเที่ยวสวนได้ชิมเปรียบเทียบ”

เมื่อหาข้อสรุปได้แล้ว จากนั้นคุณช้อยจึงเดินหน้าขยายพันธุ์ที่ได้มาให้มีจำนวนมากแทนการปรับปรุงคุณภาพพันธุ์ จนปัจจุบันเขาปลูกลิ้นจี่รุ่นนั้นไว้จำนวน 200 ต้น และขณะนี้เริ่มปลูกเพิ่มขึ้นอีกรุ่นที่สองในเนื้อที่กว่า 20 ไร่ หรือประมาณ 600 ต้น (1ไร่ปลูกได้ 30 ต้น) พร้อมกับได้วางระบบน้ำเรียบร้อยแล้วเพื่อเตรียมตัวรองรับผลผลิตที่จะออกได้ในปีหน้า

การปลูกลิ้นจี่ของคุณช้อยคงทำไปในแนวทางเดียวกับการปลูกมะม่วงนอกฤดูอย่างที่ผ่านมา ด้วยการพยายามค้นคว้าหาข้อมูลวิธีการปลูกที่เหมาะสมถูกต้องด้วยตัวเองทั้งการศึกษาจากตำราเอกสาร สอบถามจากแหล่งผู้แทนจำหน่ายปุ๋ยและยา จนกระทั่งคุณช้อยได้มีโอกาสพบกับรองศาสตราจารย์วิจิตร วังใน ซึ่งเป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการลิ้นจี่มาเป็นเวลานาน และยังให้ความกรุณาชี้แนะและคำปรึกษาหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งแนวทางวิชาการและการปฏิบัติจริง

อาจารย์ประทีป ถามคุณช้อยว่า เคยเห็นพันธุ์นครพนม 1 หรือไม่ เขาบอกว่าเคยได้ยินแต่ชื่อจากชาวสวนที่เคยซื้อกิ่งพันธุ์ของเขาไปปลูก แต่ยังไม่เคยเห็นผลจริง

“เท่าที่ทราบมีหลายคนบอกว่าพันธุ์นี้คล้ายกับนครพนม 1 มาก แม้แต่ชาวสวนลิ้นจี่แถบจันทบุรี ซึ่งเป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่ ได้ชิมนครพนม 1 เปรียบเทียบกับพันธุ์นี้แล้วต่างให้ข้อมูลว่าทั้งสองพันธุ์มีความใกล้เคียงกันมากทั้งทางทรงต้น และรูปร่างของผล แต่ชาวสวนที่มีโอกาสได้ชิมบอกว่าลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนอัมรินทร์มีขนาดผลใหญ่กว่า และมีรสชาติหอมกว่า”คุณช้อยกล่าว

จุดเด่น เก็บผลผลิตได้ก่อนสงกรานต์

สำหรับการให้ผลผลิตลิ้นจี่พันธุ์นี้เจ้าของสวนให้รายละเอียดว่าจะออกดอกติดผล และสามารถให้ผลผลิตประมาณ 2 กิโลกรัม ต่อต้น ในช่วงปีที่ 3 โดยจะออกดอกปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ผลแก่เก็บเกี่ยวได้ก่อนลิ้นจี่ทางภาคเหนือของไทย 2 เดือน และก่อนลิ้นจี่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน 3 เดือน (จีนเก็บเกี่ยวปลายเดือนกรกฎาคม ถึงต้นสิงหาคม)

ระยะเวลาจากแทงช่อดอกถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ 135 วัน จากแทงช่อดอกถึงดอกบานใช้เวลา 20 วัน จากดอกบานถึงติดผล 15 วัน และจากติดผลถึงเวลาเก็บเกี่ยวผล 90 วัน

“โดยปกติดอกจะออกประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นธันวาคม แล้วจะเริ่มเก็บผลผลิตตั้งแต่เดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนเมษายน แต่จะหมดก่อนสงกรานต์ ไม่มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษเพียงแต่จะเน้นการให้น้ำและปุ๋ยในช่วงที่แทงช่อดอก ส่วนวิธีอื่นที่เคยทำ อย่างเช่น ใช้สาหร่ายพ่น 3 ครั้ง ก่อนดอกออกหรือเป็นช่วงหลังหนาวก่อนเข้าร้อน จะเป็นการฉีดเพื่อกระตุ้น”

คุณช้อย บอกว่า เคยมีการทำบันทึกข้อมูลไว้หากน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ได้จำนวนผล 25-27 ผล ส่วนขนาดเมล็ดถือว่าปานกลาง ยังไม่จัดว่าเล็ก และมีความหวานประมาณ 18 บิกซ์

เขาบอกว่า ด้านผลผลิต อย่างปี 2555 ซึ่งถือว่ามีอากาศดี จะได้ผลผลิตเฉลี่ย ต้นละ 50 กิโลกรัม ในเนื้อที่ 4 ไร่ มีจำนวน120 ต้น มีรายได้แล้วหนึ่งล้านบาท

ในเวลา 3 ปีที่ผ่านมา การจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ของสวนอัมรินทร์มีด้วยกันสองส่วนคือ การจำหน่ายให้แก่ลูกค้าประจำที่มารับถึงสวน โดยลูกค้ากลุ่มนี้มีทั้งหน้าเก่าและใหม่ กับอีกส่วนนำไปส่งห้างสรรพสินค้าใหญ่ ทั้งนี้ทั้งสองส่วนกำหนดราคาจำหน่ายไว้เท่ากันคือกิโลกรัมละ 200 บาท นอกจากนั้นยังมีการจำหน่ายกิ่งพันธุ์ในราคากิ่งละ 500 บาท

“แต่ปี 2556 ได้ผลผลิตน้อย ซึ่งเหลือเพียง 40 เปอร์เซ็นต์ จึงงดส่งห้างแต่มีจำนวนเพียงพอเพื่อส่งให้ลูกค้าประจำที่สั่งกันมาตลอด” คุณช้อย เผยว่า ลิ้นจี่ปลูกง่ายกว่ามะม่วงมาก แถมยังลงทุนน้อยเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ปัญหาด้านศัตรูและโรคพืชพบน้อยมาก การใช้เงินลงทุนปลูกลิ้นจี่และลำไยพอกัน แต่ถือว่าลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่ลงทุนปลูกน้อยมากเมื่อเทียบกับรายได้

อาจารย์ประทีป กล่าวว่า คุณสมบัติของดินในบริเวณนี้มีแคลเซียมสูง และมีค่า pH สูงกว่าที่นครพนม อีกทั้งยังมีความสูง 500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ปัจจัยเหล่านี้จึงมีผลทำให้เนื้อลิ้นจี่แห้ง แข็ง กรอบ และมีรสชาติหวาน ซึ่งถือเป็นเรื่องดีที่เจอเช่นนี้

อาจารย์ประทีป บอกอีกว่า จากประสบการณ์มีความคล้ายกับพันธุ์นครพนม 1 มากทั้งลักษณะและรสชาติ ทั้งนี้สันนิษฐานอาจมีโอกาสกลายพันธุ์จากตาหรือกิ่ง และเมื่อเทียบเคียงแล้วอาจคล้ายกับการกลายพันธุ์ของมะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ที่ถูกคัดเลือกจากมะม่วงน้ำดอกไม้ที่ออกเป็นทะวายหลายต้น หรือแม้แต่องุ่นในบ้านเราก็มีการกลายพันธุ์เช่นกัน เพราะพืชสวนมากจะมีปรากฏการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องไม่แปลก

การควั่นกิ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้กิ่งมีการเก็บสะสมอาหารมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วยังเป็นวิธีหนึ่งที่ยับยั้งการแตกใบอ่อนซึ่งมีส่วนช่วยส่งเสริมการออกดอกของลิ้นจี่ได้ระยะใบที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการควั่นกิ่งควรอยู่ในระยะใบแก่ แต่สำหรับลิ้นจี่พันธุ์นี้คุณช้อยบอกว่าไม่จำเป็นต้องควั่นกิ่งผลผลิตก็สามารถออกได้ดี อันนี้เคยมีการทดลองมาแล้ว โดยมีการใช้เลื่อย ใช้มีด หรือปล่อยไม่ต้องควั่น ผลออกมาว่าไม่แตกต่างกันเลย

“อย่างไรก็ตาม ลิ้นจี่พันธุ์นี้สามารถออกดอกติดผลง่าย แม้ว่าจะถูกกระทบจากอุณหภูมิเย็นที่ 20-25 องศาเซลเซียส แล้วยังออกดอกได้ทั่วทั้งต้น อีกทั้งมีผลขนาดโต เนื้อแน่น แล้วไม่แฉะแม้จะมีฝนในช่วงเก็บเกี่ยว”

ท้ายสุด เจ้าของสวนอัมรินทร์ บอกว่า ถึงแม้พันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกอยู่นี้อาจจะยังหาที่มาไม่ได้แน่ชัด และมีความเป็นไปได้อย่างที่อาจารย์ประทีปบอกว่าคล้ายกับพันธุ์นครพนม 1 (นพ.1) มาก แต่เมื่อนำมาปลูกได้ผลประการใดก็จะบอกไปตามข้อมูลจริงที่พบ

ถือเป็นพืชที่เกษตรกรปลูกแล้ว ต้นทุนไม่สูง รายได้ดี ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมเหมาะสม ผู้สนใจปลูกต้องศึกษาพื้นที่สวนของตนเองก่อน ว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

รีบหาให้วุ่น! ไม้ไผ่หายาก รับซื้อ ท่อนละ 5 พัน ไปทำของขลัง
เป็นอีกเรื่องราวที่กำลังพูดถึงในโลกออนไลน์ เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Bom Apisit Srilasak เผยแพร่ภาพประกาศรับซื้อท่อนไม้ไผ่ที่มีตาสวนกัน โดยให้ราคาสูงถึง ท่อนละ 5,000 บาท เพื่อต้องการนำไปเก็บบูชาเป็นของขลังหายาก

โดยได้ระบุว่า “ประกาศรับซื้อท่อนไม้ไผ่ที่มีตาสวนกัน ลักษณะตามภาพนี้เลยครับ ในราคาที่สูงถึง ท่อนละ 5,000 บาท #รีบๆ กันเลยครับ ใครที่พบเห็นหรือเคยเห็นที่ไหน inbox เข้ามาหาผมได้เลยครับ หรือจะโทรมาเบอร์นี้ได้เลย 095-774-5963 บอมครับ ไม่แน่คุณอาจจะได้เงินมาใช้กันแบบง่ายๆ เลย ขอบอกว่า เราจ่ายจริงๆ ครับ #ถ้าคุณหาให้เราได้ เราก็จ่ายให้คุณได้เหมือนกันครับ ขอแบบจริงจังนะครับ เกรียนๆ หลบไป ไม่เล่นกันน่ะคับโตๆ กันแล้ว #ต้องการที่จะเช่ามาเพื่อเก็บไว้เพื่อบูชาเป็นของขลังซึ่งหายากครับ”

นอกจากนี้ ยังระบุว่า สำหรับท่อนไม้ไผ่ที่มีตาสวนกัน เป็นที่ต้องการของไฮโซร้อยล้านชื่อดัง ที่ต้องการนำไปทำเครื่องรางของขลังหายาก โดยในเฟซบุ๊กยังมีภาพรับซื้อท่อนไม้ไผ่ที่มีตาสวนกันแล้ว 2 ท่อน ในราคา 1 หมื่นบาท

7 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงาน เพจเฟชบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้เผยแพร่ อินโฟกราฟิก ข้อมูลเกี่ยวกับพืชเสพติดกัญชา จำนวน 6 แผ่น ในลักษณะการตั้งประเด็นข้อสงสัยเกี่ยวกัญชา และมีการตอบข้อสงสัยในประเด็นนั้นๆ โดยระบุว่า

“ข้อสงสัยเรื่องกัญชา สถานะกัญชาในบ้านเรา (ประเทศไทย)” – กัญชา ยังเป็นยาเสพติด การปลูก ขาย ครอบครอง เสพ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

0. ทำไม? ถึงมีผู้อยากให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย ปลูกได้ ขายได้ ครอบครองได้ เสพได้
เพราะพบว่า สารสกัดจากกัญชา มีสรรพคุณรักษาหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วยโรคบางชนิด

หากมีการทำให้กัญชาถูกกฎหมาย จะเป็นไปในลักษณะใด
เพื่อการศึกษาวิจัยใช้ทางการแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความบันเทิงและสันทนาการ กัญชาเพื่อการศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางการแพทย์ ต้องคำนึงถึงเรื่องใด?
ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงประโยชน์และความปลอดภัยจากการใช้สารสกัดจากกัญชา เคยมีการนำกัญชาหรือสารสกัดจากกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์มาก่อนหรือไม่
เท่าที่ทราบ เคยมีในยาแพทย์แผนไทย และยังไม่มีผลวิจัยชัดเจนที่นำมาใช้ประโยชน์ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ มีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ซึ่งจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่งได้ สำหรับภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน มีฝนน้อย

อนึ่ง ในช่วงวันที่ 10-14 ต.ค. 2561 บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางอีกระลอกหนึ่งจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ยังคงทำให้มีลมตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีอุณหภูมิลดลง 1-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ มีฝนตกต่อเนื่อง และจะมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคใต้

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ มีกำลังอ่อนลง แต่ยังคงมีลมตะวันออกพัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ในขณะที่ร่องมรสุมยังคงพาดผ่านภาคใต้ตอนล่าง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่ง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 17:00 วันนี้ ถึง 17:00 วันพรุ่งนี้
ภาคเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝน ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และตาก อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆบางส่วน กับมีหมอกบางในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 21-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร