นอกจากนี้ รางวัลป่าชุมชนดีเด่นระดับภาค จำนวน 4 รางวัล

ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล แห่งละ 30,000 บาท รางวัลป่าชุมชนดีเด่น ระดับจังหวัด จำนวน 66 รางวัล ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล แห่งละ 25,000 บาท และรางวัลชมเชย จำนวน 66 รางวัล ได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัล แห่งละ 10,000 บาท และเพื่อส่งเสริมและเป็นกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และเครือข่ายป่าชุมชนที่เข้มแข็ง โครงการได้มอบโล่รางวัลให้แก่เจ้าหน้าที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ป่าชุมชนในความรับผิดชอบได้รับรางวัลระดับประเทศ และรางวัลดีเด่นเฉพาะด้าน และยังมอบให้แก่เครือข่ายป่าชุมชนต้นแบบ “กล้ายิ้ม” อีกด้วย

นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย เปิดเผยว่า ภาคเกษตรกรรม ถือว่าเป็นสินค้าที่สร้างรายได้เข้าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดได้มหาศาลต่อปี มีมูลค่าประมาณ 30,000 ล้านบาท จากผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดทั้งหมด 70,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 60% ของรายได้จังหวัด

พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ มะม่วง ส้มเขียวหวาน ละมุด ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มะยงชิด โดยเฉพาะมะม่วงพันธุ์โชคอนันต์ ที่มีพื้นที่ปลูกกว่า 70,000 ไร่ มีมูลค่าตลาดกว่า 100 ล้านบาท/ปี สามารถผลิตผลผลิตออกสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี จึงทำให้ได้ราคาดี นอกจากนี้ ยังจะเดินหน้าส่งเสริมเกษตรกรปลูกละมุด ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจใหม่ ที่กำลังมีอนาคต เพราะจังหวัดสุโขทัยเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกละมุดมากที่สุดในประเทศไทย มีพื้นที่ปลูกมากถึง 5,000 ไร่ เป็นการปลูกละมุดอินทรีย์ ที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดยุโรป เช่น เยอรมนี

ขณะเดียวกันเกษตรกร ยังหันมาปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสต้ามากขึ้น โดยปีนี้คาดว่าผลผลิตจะออกสู่ตลาดมากถึง 5,000 ตัน กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด แนวโน้มจะมีเกษตรกรปลูกเพิ่มมากขึ้น และล่าสุดมีเกษตรกรหันมาปลูกดอกอัญชัน ป้อนให้ตลาดอุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น นางสาวณัฐธิศา พิชยานนท์ พาณิชย์จังหวัดสุโขทัย กล่าวว่า จากนี้ไปจะเดินหน้าทำการตลาดสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น เช่น การจัดงาน 2 งาน ที่กำลังจัดงาน “สุโข Innovation” โชว์สินค้านวัตกรรม และจัดงานโรดโชว์ “สุขโข แลนด์ แดนเกษตร”จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 19-23 กันยายน 2561 ที่ MCC Hall ชั้น 4 The Mall บางกะปิ กรุงเทพมหานคร

เป็นนำสินค้าเกษตรออกจำหน่ายในประเทศมากขึ้น ดึงผู้ประกอบการให้ออกงานแสดงสินค้าใหญ่ เช่น งาน “ไทยเฟกซ์” เจราจรซื้อของกับบริษัทชั้นนำต่างประเทศ ขยายช่องทางการตลาด และยังจะให้ความรู้กับผู้ประกอบการ และเกษตรกร เรื่องของการนำนวัตกรรมใหม่มาปรับใช้ในวงการเกษตร เพื่อเพิ่มมูลค่าเพิ่ม อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้ลงทุนซื้อห้องเย็น เพื่อใช้เก็บสินค้าเกษตรออกจำหน่าย สามารถช่วยเหลือเกษตรกรได้ ส่วนแผนในอนาคตเตรียมของบประมาณวงเงิน 10 ล้านบาท เป็นงบของกลุ่มภาคเหนือตอนล่าง 1 “แผนงานงานนี้

เป็นการส่งเสริมการตลาดและเชื่อมโยงขยายมูลค่าการค้า การลงทุนของผู้ประกอบการ รวมทั้งเป็นการขยายโอกาสในการเผยแพร่สินค้าการเกษตรและผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูป ในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การแสดงและจำหน่ายสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรแปรรูป รวมทั้งสินค้าผลิตภัณฑ์ของดีชุมชนจากผู้ประกอบการ จำนวน 50 ราย การเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการสินค้าเกษตรจังหวัดสุโขทัยกับผู้ซื้อ และผู้ส่งออก อีกทั้งยังเป็นยกระดับขึ้นด้วยนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” นางสาวณัฐธิศา กล่าว

คุณรัศมี สงฆ์เจริญ เจ้าของฟาร์มเห็ดตายาย ตั้งอยู่ข้างในสนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ ซอย 6 FR36 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการผลิตเห็ดขอนขาวมากที่สุดคนหนึ่ง

เดิมทีคุณรัศมีจบการศึกษาคณะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แต่สนใจการเพาะเห็ด จึงได้เริ่มศึกษาวิธีการเพาะเห็ด และผลิตก้อนเชื้อเห็ดมาเป็นเวลา 8 ปี ซึ่งในระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา ได้ลองผิดลองถูกมาหลายวิธี ล้มลุกคลุกคลานมาแล้วหลายครั้ง แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อ จึงเริ่มคิดวางแผนที่จะเพาะเห็ดให้สำเร็จให้ได้

“เริ่มจากเรานำเห็ดที่เราเพาะได้ไปแจกเพื่อนบ้าน และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเปิดตลาดให้ชาวบ้านรู้ว่าเห็ดชนิดนี้คือ เห็ดอะไร รสชาติเป็นอย่างไร สามารถนำไปประกอบอาหารอะไรได้บ้าง หลังจากเอาไปแจกให้ชาวบ้านได้ลองทำอาหาร ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่านำเห็ดขอนไปทำต้มยำ ลาบ แกงลาว อร่อยมาก พอได้ยินแบบนี้แล้วเราก็เกิดกำลังใจมากขึ้น

จึงเริ่มนำเห็ดขอนไปขายที่ตลาดนัด และตลาดน้ำที่มีชื่อเสียงของจังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ขายดีอีก ทีนี้เราก็มาคิดว่าจะทำอย่างไร ให้กลุ่มตลาดเราขยายเพิ่มมากขึ้น เราจึงใช้วิธีเข้าหาโรงงาน เพราะแรงงานส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ชาวอีสานจะรู้จัก และชื่นชอบเห็ดขอนอยู่แล้ว จึงไม่น่าใช่เรื่องยากที่เราจะเจาะลูกค้ากลุ่มนี้ โดยช่วงแรกๆ เราใช้ใจแลกใจเลย เอาตัวเองเข้าไปเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าว่า เจ้าของมาเอง จนช่วงหลังๆ มีแม่ค้ามารับซื้อเองจนผลิตขายไม่ทัน” คุณรัศมี กล่าว

สำหรับท่านที่กำลังมองหาอาชีพเสริม ที่ฟาร์มแห่งนี้มีชื่อเสียงเรื่องเห็ดขอนขาวมาก แถมใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ได้ผลตอบแทนที่ดี ส่วนใหญ่หลายท่านคงจะรู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเห็ดสายพันธุ์อื่นๆ เช่น เห็ดภูฏาน เห็ดฮังการี เห็ดหูหนู หรือเห็ดชนิดอื่นๆ อีกมากมาย แต่มีน้อยท่านที่จะรู้จัก เห็ดขอนขาว

เห็ดขอนขาว เป็นเห็ดที่มีความเหนียว ใช้ประกอบอาหาร ทำต้มแซ่บ หรือต้มยำ อร่อย โดยเห็ดขอนขาวเป็นที่นิยมของชาวอีสาน เพาะได้ในอุณหภูมิปกติ แต่อย่าให้ร้อนมาก ถ้าร้อนมากให้เอาน้ำราดพื้น อุณหภูมิอยู่ที่ 35-40 องศาเซลเซียส กำลังพอดี

ที่ฟาร์มของคุณรัศมีเป็นฟาร์มเห็ดครบวงจร โดยเลือกเพาะเห็ดตามสภาพภูมิอากาศของพื้นที่ ฟาร์มเห็ดของคุณรัศมีตั้งอยู่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา มีสภาพอากาศร้อน ที่ฟาร์มจึงเน้นเพาะเห็ดขอนขาวถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเน้นฉีกตลาดในโซนภาคตะวันออก เพราะภาคตะวันออกยังไม่มีคนทำเห็ดขอนขาว

สูตรผลิตเชื้อเห็ดขอนขาว

คุณรัศมี แนะนำการผลิตก้อนเชื้อ ซึ่งประกอบด้วยขี้เลื่อย 100 กิโลกรัม ต่อ 1 โม่ ปูนขาว 1 กิโลกรัม ยิปซัม 1 กิโลกรัม เคล็ดลับของฟาร์มจะใส่น้ำตาลทรายไปครึ่งกิโลกรัม เหตุผลที่ใส่น้ำตาลทราย เพราะน้ำตาลจะช่วยให้เห็ดสดชื่น หลังจากผสมก้อนเชื้อเห็ดเสร็จ นำไปอบฆ่าเชื้อ 6 ชั่วโมง เมื่ออบเสร็จให้ค้างไว้ 1 คืน แล้วเอาเชื้อเห็ดที่ต้องการที่จะเพาะใส่เข้าไป โดยที่ฟาร์มนี้จะเลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่าง ทำเป็นวุ้น และเขี่ยสายพันธุ์ของเห็ดแต่ละชนิดลงไป

คุณรัศมี ยังบอกอีกว่า เวลาเราไปเที่ยวหรือไปเจอเห็ดขอนขาวสวยๆ หรือของในฟาร์มเราเองที่เป็นดอกอวบๆ เราก็ฉีกดอกออก แล้วเขี่ยตรงกลางคือสปอร์ของเห็ด และนำไปเพาะในอาหารเลี้ยงเชื้อ ที่ฟาร์มจะเน้นแค่ดอกหน้าแรก จะไม่ต่อเมล็ดข้าวฟ่างไปหลายๆ ทอด นี่จึงเป็นสาเหตุทำให้ผลผลิตสวย มีคุณภาพดี

เน้นให้ได้ที่จึงจำหน่าย

“นำเมล็ดข้าวฟ่างลงถุงหรือบ่ม ถ้าเป็นประเภทเห็ดขอน และเป็นช่วงหน้าร้อนจะอยู่ 30 วัน ถ้าหน้าหนาว หน้าฝน จะอยู่ 45 วัน ที่ฟาร์มของเราจะมีชื่อเสียงในเรื่องของคุณภาพ จะไม่หยอดปุ๊บแล้วขายปั๊บ ที่ฟาร์มจะบ่ม ประมาณว่าลูกค้าเอาไปเปิด 3 วัน เปิดดอกได้เลย” คุณรัศมี กล่าวถึงการผลิตก้อนเชื้อ

ขนาดโรงเรือนเพาะเห็ด
เห็ด 2,000 ก้อน ทำโรงเรือน ขนาดกว้าง 3×4 เมตร ใช้งบประมาณไม่เกิน 3,000 บาท ต่อโรง “ที่ฟาร์มของเราจะเน้นให้ประหยัดที่สุด ไม่ต้องเอาหลังคากระเบื้อง หลังคาสังกะสี เราจะบอกลูกค้าว่า เราลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด แล้วเอากำไรให้มาก คือเราไม่ต้องการความสวยงาม แต่ต้องการคุณภาพ แล้วดอกออกมาเยอะๆ ไม่เน้นสวย เน้นกำไร เน้นให้มีแสงแดดเข้า” คุณรัศมี กล่าว

จำหน่ายเชื้อเห็ดก้อน

คุณรัศมี พูดถึงการขายว่า ราคาที่จำหน่าย ก้อนละ 10 บาท ถ้าซื้อ 1,000 ก้อน ขึ้นไป จำหน่ายก้อนละ 8 บาท 1 เดือน ที่ฟาร์มขายก้อนเชื้อเห็ดได้ ประมาณ 16,000-20,000 ก้อน คุณรัศมี ยกตัวอย่างสำหรับท่านที่อยากเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริมว่า หากมีก้อนเห็ด 2,000 ก้อน จะสามารถเก็บเห็ดขายได้ วันละ 500 บาท ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะได้กำไรมาก เพราะดอกเห็ดจะออกยาก ราคาสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาท ขายเป็นระยะเวลา 1 เดือน ก็สามารถคืนทุนได้แล้ว และเห็ดไม่ได้ขายได้แค่ 1 เดือน สามารถเก็บขายได้ถึง 5 เดือน นับว่าเป็นอาชีพเสริม สร้างรายได้ดี

แนะนำสำหรับท่านที่สนใจเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม

“ที่ฟาร์มเห็ดของเราเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ให้มาศึกษาก่อน เราจะให้ศึกษาถึงขั้นตอนก่อนที่จะเพาะ ควรทำอะไรบ้าง เราจะไม่ปล่อยให้ลูกค้าไปลองผิดลองถูกเอง เคยมีลูกค้าไม่เคยเพาะเห็ดมาก่อน เราก็ขับรถตามไปดูว่าโรงเรือนต้องสร้างแบบนี้นะ ต้องทำระบบแบบนี้ เราทำให้ค่ะ คือไปดูเลยไม่คิดค่าใช้จ่าย อยากให้ลูกค้าทำเป็น ไม่อยากให้โดนหลอกอย่างที่เราเคยโดน” คุณรัศมี กล่าว

สำหรับท่านที่อยากเรียนรู้การเพาะเห็ดเพื่อพัฒนาต่อยอด หรือสนใจอยากเพาะเห็ดเป็นอาชีพเสริม สามารถติดต่อได้ที่ คุณรัศมี สงฆ์เจริญ ที่ฟาร์มเห็ดตายาย ข้างในสนามกอล์ฟบางปะกงริเวอร์ไซด์ ซอย 6 FR36 หมู่ที่ 1 ตำบลแสนภูดาษ อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โทรศัพท์ (081) 573-2574

นายประสงค์ ทองพันธ์ ผู้อำนวยการกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ กรมการข้าว เปิดเผยว่า ปัจจุบันความต้องการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้เพาะปลูกอยู่ที่ปีละ 1,398,492 ตัน โดยเกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองปีละประมาณ 685,261 ตัน คิดเป็น 49% ของปริมาณความต้องการใช้ทั้งหมด ขณะที่ส่วนที่เหลืออีก 713,231 ตัน หรือ 51% เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เกษตรกรต้องซื้อหา

ทั้งจากกรมการข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน ผู้ประกอบการ ผู้รวบรวมรวบผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว และซื้อจากเพื่อนบ้านในท้องถิ่น ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หากเกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ตั้งต้นที่ดีมีคุณภาพ ผลผลิตข้าวที่ออกมาก็จะมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นการเพิ่มโอกาสและรายได้ให้กับเกษตรกร

โดยในปี 2562 กรมการข้าวมีเป้าหมายในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพและให้การรับรองตามมาตรฐาน GAP Seed ดังนี้

– พัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของกลุ่มเกษตรกร 2,500 แปลง

– พัฒนาสถานที่รวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ 100 แห่ง – พัฒนาระบบควบคุมภายใน (ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบกลุ่ม) 30 กลุ่ม

ซึ่งคาดว่าจะได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจำนวน 25,000 ตัน

กรมการข้าวมีนโยบายผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีมีคุณภาพและเพียงพอต่อความต่อการใช้ของชาวนา โดยพัฒนาส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพให้กับสมาคม/ชมรมผู้ประกอบการรวบรวมและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าว สหกรณ์การเกษตร ศูนย์ข้าวชุมชน กลุ่มเกษตรกรธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีการผลิตตามแนวทางการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (GAP Seed) เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน เพื่อการจำหน่ายและซื้อหาในท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้เอง

ภายใต้โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว โครงการผลิตเมล็ดพันธุ์ในครัวเรือน โครงการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวหอมมะลิคุณภาพดี เป็นต้น ขณะเดียวกัน กรมการข้าว โดย พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือที่เรียกว่า “สารวัตรข้าว” ออกปฏิบัติการเพื่อตรวจสอบ กำกับ ควบคุม การผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวของผู้ประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานเป็นไปตาม พ.ร.บ. พันธุ์พืชฯ

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ กรมการข้าว โดย กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานข้าวและผลิตภัณฑ์ ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้ประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ e – Rice Regulator System : e – RRS) เพื่อตรวจติดตามสถานประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว และระบบฐานข้อมูลการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (มกษ.4406) ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e – GAP Seed : e – GS) เพื่อตรวจประเมินตามหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าว (มกษ.4406)

โดยนำมาใช้กับแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว (ระดับแปลง) การปรับปรุงสภาพและคัดบรรจุ (ระดับสถานที่รวบรวมเมล็ดพันธุ์ควบคุมเพื่อการค้า) และระบบควบคุมภายใน : ICS (ระดับกลุ่ม) เพื่อยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบรับรองมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว การตรวจสถานประกอบการธุรกิจเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือในระบบคุณภาพและมาตรฐานของเมล็ดพันธ์ข้าวของไทย ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพดี เป็นผลให้เกิดการพัฒนาและยกระดับการผลิตข้าวคุณภาพดีของประเทศไทยต่อไป

คุณทองพูล สุรทัด อยู่บ้านเลขที่ 20 หมู่ที่ 4 ตำบลบึงกาฬ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ เป็นเกษตรกรต้นแบบของพี่น้องเกษตรกรรายอื่นๆ ในจังหวัดบึงกาฬ ที่สามารถเลี้ยงโคเนื้อแบบประณีตคือเลี้ยงในจำนวนที่ไม่มาก ดูแลได้ทั่วถึง ทำให้โคที่เลี้ยงมีสุขภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด โดยมีพ่อค้ามาจับจองขอซื้อถึงบ้านกันเลยทีเดียว

คุณทองพูล เล่าให้ฟังว่า เดิมมีอาชีพทำเกษตรกรรมอยู่แล้วคือ การปลูกข้าวโพดหวาน ต่อมาเห็นบริเวณรอบบ้านยังพอมีพื้นที่ว่างอยู่ จึงมองว่าน่าจะทำเกี่ยวกับเรื่องปศุสัตว์เพื่อเสริมสร้างรายได้ จึงตัดสินใจนำโคเนื้อมาเลี้ยงเพื่อใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการเลี้ยงจะเน้นให้มีแต่โคแม่พันธุ์เท่านั้น เพราะเน้นทำการผสมเทียมเพียงอย่างเดียว

“ปี 2540 ช่วงแรกๆ ตอนที่จะเลี้ยงใช้เงินลงทุนไปประมาณ 30,000 บาท ซื้อเป็นแม่พันธุ์พร้อมลูกมา พอเราเห็นว่าพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้ ก็จะติดต่อให้ทางสำนักงานปศุสัตว์มาผสมเทียมให้ ก็ได้ลูกเพิ่มขึ้นมาโดยไม่ต้องซื้อเข้ามาเพิ่มอีก ซึ่งภายในฟาร์มจะเน้นเป็นสายพันธุ์บราห์มันขาว บราห์มันแดง ที่มีลูกผสมชาโรเล่ส์ ที่ฟาร์มจะมีแต่แม่พันธุ์อย่างเดียว ส่วนพ่อพันธุ์ไม่จำเป็นต้องมี เราสามารถผสมเทียมได้ ซึ่งตอนนี้มีแม่พันธุ์อยู่ประมาณ 7 ตัว สามารถผลิตลูกสร้างรายได้ให้เราได้อย่างดี” คุณทองพูล กล่าว

ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนโคเนื้อที่เลี้ยงจำนวนไม่มาก แต่สามารถทำเงินให้กับเขาได้ถึงปีละ 150,000 บาท และสามารถแบ่งเวลาไปทำการเกษตรด้านอื่นได้อีกด้วย เลี้ยงให้ลูกโค มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป

การทำปศุสัตว์สมัยนี้ไม่เหมือนกับอดีตที่เลี้ยงกันมา โดยไม่จำเป็นต้องปล่อยโคเดินไล่ทุ่งในพื้นที่กว้างๆ เหมือนแต่ก่อน โดยนำมาดัดแปลงเลี้ยงบริเวณพื้นที่ขนาดเล็ก แต่ต้องมีการจัดการที่เหมาะสม ก็สามารถเลี้ยงโคเนื้อที่เป็นสัตว์ใหญ่ได้เช่นกัน

ซึ่งโรงเรือนสำหรับให้โคนอนของคุณทองพูลทำแบบง่ายๆ โดยเน้นให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อโรคสะสม“อาหารที่เราให้กินหลักๆ ก็จะเป็นหญ้าขนที่หาได้จากท้องถิ่น ฟางข้าวบ้าง และก็ต้นข้าวโพดที่ได้จากไร่ที่เราปลูกเอง โคจะกินอาหารในช่วงเช้าเวลา 08.00 น. และช่วงเย็น 16.00 น. ซึ่ง 1 ตัววันหนึ่งจะกินประมาณตัวละ 30 กิโลกรัม ให้กินแบบนี้ทุกวันสลับกันไป ซึ่งถือว่าต้นทุนเราก็ไม่มีอะไรมาก เราหาวัตถุดิบที่หาได้จากพื้นที่ในย่านนี้เองได้” คุณทองพูล กล่าว

เมื่อแม่พันธุ์ที่มีอยู่ 7 ตัว พร้อมผสมพันธุ์ก็จะติดต่อให้เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์มาทำการผสมเทียมให้ จากนั้นรอจนแม่โคออกลูก ถ้าเป็นตัวเมียที่มีลักษณะดีก็จะเก็บไว้เลี้ยงเป็นแม่พันธุ์ต่อไป ส่วนตัวผู้ก็จะเลี้ยงให้มีอายุอย่างน้อย 1 ปี จะทำการจำหน่ายให้กับคนที่มาติดต่อของซื้อต่อไป

ในเรื่องของการดูแลป้องกันโรค คุณทองพูล บอกว่า ทำวัคซีนให้กับโคที่เลี้ยงปีละ 2 ครั้ง เพื่อป้องกันโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยรวมถึงโรคคอบวม ทำวัคซีนในช่วงเดือนมกราคม ส่วนการทำวัคซีนครั้งที่ 2 จะทำในช่วงเดือนมิถุนายนอีกครั้งหนึ่ง ฉีดเฉพาะวัคซีนโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยเพียงอย่างเดียว

“การเลี้ยงโคในชุมชนยิ่งอยู่ใกล้บ้านเรา ใกล้บ้านคน เราต้องมีการจัดการที่ดี อย่างช่วงหน้าฝนพื้นที่เลี้ยงจะแฉะจะทำให้มีกลิ่นได้ วิธีแก้ก็คือเราก็เอาหญ้าให้กิน ข้างในคอก แล้วพวกนั้นจะช่วยซับน้ำก็จะทำให้กลิ่นไม่ค่อยมี พอหมดช่วงหน้าฝน เราก็สามารถเอามูลมาตากแห้ง สร้างรายได้เสริมได้อีกด้วย” คุณทองพูล บอกถึงวิธีการจัดการ

โคที่เลี้ยงมีคนมาติดต่อ ขอซื้อถึงบ้าน

เมื่อลูกโคเนื้อที่เลี้ยงมีอายุครบ 1 ปี จะมีผู้ที่สนใจซื้อมาติดต่อขอดูถึงบ้าน เพื่อนำไปเลี้ยงต่อเป็นโคขุนหรืออาจจะเป็นพ่อแม่พันธุ์ไว้ใช้ภายในฟาร์ม ซึ่งราคาที่ขายตกอยู่ที่ตัวละ 25,000-30,000 บาท ภายใน 1 ปี ขายได้อยู่ประมาณ 5-6 ตัว สามารถทำเงินให้ตกอยู่ที่ปีละ 150,000 บาท

คุณทองพูล บอกว่า แม้จะเลี้ยงอยู่ในเนื้อที่แค่ประมาณ 1 ไร่ ที่มีบ้านของเขาอยู่ในบริเวณเลี้ยงด้วยก็ตาม ยังสามารถทำเงินให้ได้หลักแสนต่อปี จึงถือว่าเป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้เลี้ยงครอบครัวได้

“โคเนื้อมันไม่ได้ขายได้แต่ตัวอย่างเดียว ของเหลืออย่างมูลก็สามารถทำเป็นเงินได้ พอเริ่มมีจำนวนมากก็ขุดออกจากโรงเรือน เอามาตากให้แห้ง ขายอยู่ที่กระสอบละ 50 บาท ตกปีหนึ่งได้เงินจากขายมูลโคอยู่ที่ปีละ 25,000 บาท เพราะคนที่เพาะปลูกเขาก็มาติดต่อขอซื้อเรื่อยๆ มันเหมือนเรามีแต่ได้กับได้ อาหารก็หาเองในพื้นที่ ขอให้เราขยันในเรื่องการหาอาหาร มันก็เหมือนเราลงแรงในการเลี้ยงอย่างเดียว ยังไงก็มีรายได้จากการเลี้ยงแน่นอน” คุณทองพูล กล่าว

การประกอบอาชีพทางด้านปศุสัตว์ให้ประสบผลสำเร็จนั้น คุณทองพูล บอกว่า ขอให้มีใจที่เต็มร้อยเพียงอย่างเดียว เพราะต้องมีความอดทนในการรอเวลาจนกว่าโคที่เลี้ยงจะโตจนขายได้ และที่สำคัญต้องมีกำลังกายที่พร้อมในการหาหญ้าให้โคกิน เมื่อโคเจริญเติบโตจนสามารถจำหน่ายได้ก็จะได้เงินอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย สมกับที่เสียแรงกายในการดูแล แต่ถ้าซื้อโคและนำไปจ้างให้กับคนอื่นเลี้ยง ก็จะทำให้มีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รายได้ก็จะลดลงตามไปด้วย

สำหรับผู้ที่สนใจอยากจะเลี้ยงสัตว์แต่ยังไม่กล้าที่จะตัดสินใจ คุณทองพูล ให้คำแนะนำว่า

“การเลี้ยงสัตว์อย่าเพิ่งไปคิดว่าเราต้องมีเนื้อที่มากๆ แล้วจึงจะเลี้ยง มันเลี้ยงได้หมดถ้าเราจะเลี้ยง มีพื้นที่ไม่ถึงไร่จะเลี้ยงจริงๆ ยังเลี้ยงได้ อย่างที่ผมเจอมา คนส่วนมากคอยจะคิดว่าการเลี้ยงสัตว์ต้องใช้พื้นที่มากๆ มันไม่จำเป็นสำหรับผมมองนะ ขออย่างเดียวให้มีใจเต็มร้อยเท่านั้นแหละ และอีกอย่างให้ลองถามใจตัวเองก่อนว่า เราชอบที่จะเลี้ยงสัตว์ไหม สัตว์ชนิดไหนเหมาะสมกับเรา ไม่จำเป็นต้องเลี้ยงแต่โคเนื้ออย่างเดียวก็ได้ เห็นว่าใจชอบด้วยก็จัดการได้เลย ซึ่งการใช้พื้นที่น้อยก็คือว่าเราดูแลได้ทั่วถึง เลี้ยงแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป ยังไงเราก็มีเงินรายได้อย่างผมแน่นอน”

“ไผ่เป๊าะหวาน” เป็นพันธุ์ไม้เลื้อย ลำต้นไม่ตรง เป็นไผ่เปลือกบางเหนือหนา มีเส้นผ่านศูนย์กลางลำ 6 นิ้ว สูง 8-10 เมตร ปล้องยาวโดยประมาณ 12 นิ้ว เนื้อไม้บาง ลักษณะใบมีสีเขียวเล็กคล้ายหอก ก้านมีสีเหลือง มักพบกระจายพันธุ์ตามชายแดนไทย-พม่า แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดตากมีบ้างเป็นบางพื้นที่ เป็นต้นกล้าที่มาจากเมล็ดจึงไม่ต้องห่วงเรื่องไผ่จะแก่และตายขุยอยู่ได้ไม่ต่ำกว่า 70-80 ปี หน่อมีขนาดใหญ่เต็มที่ 2.5-3 กิโลกรัม รสชาติหวานกรอบ ไม่มีเสี้ยน เนื้อเยอะ นิยมนำมาต้มจืด ผัดหน่อไม้ใส่หมู และใส่ในกระเพาะปลา อร่อยอย่าบอกใคร

สำหรับผู้ที่สนใจอยากปลูกไผ่เป๊าะหวานเป็นอาชีพเสริมมีพื้นที่เพียง 1 ไร่ ก็สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้แล้ว และการปลูกไผ่ยังใช้เงินในการลงทุนน้อยกิ่งไผ่ตอนราคาเพียง 40 บาท 1 ไร่ ปลูกได้ 30-36 ต้น ซึ่งคิดเป็นเงินเพียง 1200- 1500 บาท เท่านั้น ถือว่าปลูกแล้วคุ้มในระยะยาว แต่หากท่านใดอยากปลูกไผ่เป็นอาชีพหลักสร้างรายได้ แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ และในระหว่างที่รอไผ่โต 1-2 ปี แรกเราสามารถปลูกพืชแซมในสวนไผ่ได้อีกด้วย ส่วนพืชที่เหมาะในการปลูเป็นพืชแซมสวนไผ่คือ มะละกอ ถั่ว หรือจะปลูกข้าวโพดแซมล่องกลางยังได้ ถือว่าเป็นการสร้างรายได้สองต่อ เลี้ยงครอบครัวได้สบายๆ และหากดูแลไผ่ดีๆ ปลูกบนพื้นที่ดีๆ ไผ่กอหนึ่งสามารถให้หน่อได้ถึง 10-20 กิโลกรัม ต่อกอเลยทีเดียว

เทคนิคการปลูกให้ได้หน่อเยอะๆ

การปลูกไผ่ให้ได้หน่อเยอะๆ ไม่ใช้เรื่องยาก เพียงบังคับให้ใบร่วงให้ไวที่สุด ยิ่งใบร่วงเร็วเท่าไหร่ ยอดจะแทงออกมาใหม่เร็วเท่านั้น เมื่อยอดออกมาใหม่จนครบหมดต้น คราวนี้อีกไม่นานไผ่เป๊าะจะเริ่มให้หน่อ ให้ผลผลิตออกมา หากมีแรงงานมากก็ให้คนงานตัด เพียงเท่านี้เกษตรกรก็จะได้หน่อเยอะตามที่ต้องการ

เมื่อ วันที่ 23 กันยายน นายพงษ์ศักดิ์ บุตรรักษ์ แกนนำเครือข่ายชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ภาคีเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนมะพร้าว จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากที่สุดในประเทศ และชาวสวนอีกหลายจังหวัดภาคใต้ ได้เชิญนักกฎหมายมาชี้แจงรายละเอียดการปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การชุมนุมในที่สาธารณะ จากนั้นจะรวมตัวเดินทางไปชุมนุมที่

กทม. ไม่น้อยกว่า 10 คันรถบัสภายในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อยื่นข้อเรียกร้องที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ขอให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาลให้ความสนใจเร่งแก้ปัญหาราคามะพร้าวผลตกต่ำในปัจจุบัน จากเดิมราคาผลละ 20-23 บาท เหลือเพียง ผลละ 3-4 บาท โดยนำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะการกำหนดราคากลาง ผลละไม่ต่ำกว่า 15 บาท และการนำเข้ามะพร้าวจากต่างประเทศให้รัฐบาลพิจารณา ทั้งการชะลอนำเข้ามะพร้าวผล น้ำกะทิ มะพร้าวขาวแช่แข็ง