นอกจากนี้ หากเกษตรกรพบสุกรแสดงอาการป่วย

ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที หรือ Call Center ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและควบคุมโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (War Room) ทุกจังหวัด กรมปศุสัตว์ DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

ด้าน น.สพ. คุณวุฒิ เครือลอย รองกรรมการผู้จัดการ บมจ. ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทฯ มีความห่วงใยผู้เลี้ยงหมูรายย่อยทั่วประเทศ และถือเป็นฟันเฟืองที่สำคัญในการป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร ดังนั้น ความร่วมมือจัดการอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยทั่วภาคอีสานในครั้งนี้ บริษัทฯได้นำสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ เพื่อให้เกษตรกรเข้าใจและสามารถปรับปรุงระบบป้องกันโรคในฟาร์มตนเอง เช่น การห้ามนำเศษอาหารเหลือจากการบริโภคมาให้หมูกิน การล้างทำความสะอาดฟาร์มและอุปกรณ์ด้วยยาฆ่าเชื้อ การใส่รองเท้าบู๊ทในฟาร์ม การพ่นยาฆ่าเชื้อยานพาหนะที่ขนส่งหมูและอาหารสัตว์ การเข้มงวดห้ามบุคคลภายนอกเข้ามาในฟาร์ม เป็นต้น

อนึ่ง ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำงานร่วมกับกรมปศุสัตว์อย่างใกล้ชิด ในการติดตามสถานการณ์การระบาดและเตรียมแผนรับมือมาล่วงหน้าแล้วเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งส่งผลให้บริษัทฯ สามารถดำเนินการป้องกันได้ตามแผนที่วางไว้ทันที พร้อมร่วมมือกับกรมปศุสัตว์และสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จัดสร้างศูนย์พ่นยาฆ่าเชื้อยานพาหนะที่ด่านชายแดน 2 แห่ง ที่เชียงรายและมุกดาหาร ด้วยงบฯ 4,000,000 บาท พร้อมจัดอบรมให้ความรู้เรื่องโรค ASF แก่เกษตรกรรายย่อยทุกจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งที่ผ่านมาได้จัดอบรมผู้เลี้ยงหมูรายย่อยไปแล้ว 9 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ มหาสารคาม สุรินทร์ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ นครราชสีมา มุกดาหาร หนองคาย และกาฬสินธุ์ และร่วมกับปศุสัตว์อำเภอลงพื้นที่ให้ความรู้ มอบยาฆ่าเชื้อ รวมถึงการมอบสื่อความรู้ในการป้องกันโรค ASF ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงหมูรายย่อยสามารถเฝ้าระวังและเตรียมพร้อมในการป้องกันโรค ASFได้

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ ระบุราคาไข่ไก่เพิ่งเข้าสู่ภาวะสมดุลได้ 3 เดือน เกษตรกรผู้เลี้ยงเริ่มกลับมามีกำไรสามารถฟื้นตัวได้ หลังเดือดร้อนแบกภาระขาดทุนมานานร่วม 2 ปี ขอให้รัฐมนตรีใหม่ยังคงการมาตรการรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ต่อไป ให้ราคาไข่ไก่เป็นไปตามกลไกตลาด สร้างความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายสุเทพ สุวรรณรัตน์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ กล่าวว่า สถานการณ์ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มในปัจจุบันเป็นไปตามกลไกตลาด เกิดจากปริมาณการผลิตและความต้องการบริโภคเข้าสู่ภาวะสมดุล ซึ่งต้องขอขอบคุณ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board) ที่ได้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำจากการผลิตล้นตลาดอย่างจริงจังตั้งแต่ปลายปี 2561 ด้วยการปรับสมดุลการผลิตให้เหมาะสมกับความต้องการในการบริโภค และได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายทั้งภาคเอกชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาไข่ไก่คละทยอยปรับมาอยู่ในระดับที่พ้นต้นทุนการเลี้ยงไปไม่มาก แต่ก็ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น หลังจากแบกภาระการขาดทุนมานาน จนทำให้ผู้เลี้ยงหลายรายจำต้องเลิกเลี้ยงไป

“สถานการณ์ราคาไข่ไก่ในช่วงนี้ช่วยให้ผู้เลี้ยงไข่ไก่สามารถลืมตาอ้าปากได้ เริ่มมีรายได้พอที่จะนำมาชำระหนี้และสามารถต่อยอดอาชีพได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงไก่ไข่ขอให้รัฐบาลชุดใหม่ยังคงสานต่อมาตรการสร้างสมดุลการผลิตต่อไปช่วยดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับที่เหมาะสม ผู้บริโภคและเกษตรกรต้องอยู่ได้อย่างยั่งยืน” นายสุเทพ กล่าว

ผู้เลี้ยงไก่ไข่มองว่าราคาไข่ไก่จะมีเสถียรภาพต่อไปแบบยั่งยืน จะไม่เกิดปัญหาไข่ล้นตลาด หรือราคาตกต่ำวนกลับมาเกิดขึ้นซ้ำอีก หากรัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการสร้างความสมดุลระหว่างการผลิตและความต้องการบริโภค สร้างเสถียรภาพราคาอย่างต่อเนื่อง และขอให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ความร่วมมือกันอย่างจริงจังเช่นนี้ต่อไป เช่น ผู้เลี้ยงควบคุมปริมาณการเลี้ยงให้เหมาะสม ปลดไก่ตามอายุที่กำหนด ส่งเสริมให้ผู้บริโภคเพิ่มอัตราการบริโภคไข่ไก่ให้สูงขึ้น เมื่อราคาไข่ไก่เป็นไปตามกลไกของตลาด อยู่ในระดับที่เหมาะสมและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ก็จะก่อให้เกิดผลดีกับตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตไก่ไข่ของประเทศในระยะยาว

สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) สร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าว (Rice of Art) ภายใต้โครงการผืนดินพระราชทานเพื่อการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคล พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จำนวน 4 แบบ บนผืนนาพระราชทาน แปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย ณ ตำบลวัดยม อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก แสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ดร. วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กล่าวว่า “ปี พ.ศ. 2562 ถือเป็นปีมหามงคล เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จ พระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัฐบาลเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ร่วมจัดทำโครงการกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการผืนดินพระราชทานเพื่อการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม

เฉลิมพระเกียรติ เนื่องใน โอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก โดยจัดกิจกรรมปลูกต้นไม้คืนชีวิตให้ผืนดิน จัดแสดงนิทรรศการเผยแพร่พระเกียรติคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระ ปรมินทร มหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และกิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าว (Rice of Art) บนผืนนาพระราชทาน แปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย ตำบลวัดยม อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา”

โฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย ออกเมื่อ 1 ตุลาคม ร.ศ.120 (พ.ศ. 2444) ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นโฉนดที่ดินซึ่งมีพระนาม “สมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์” ทรงถือกรรมสิทธิ์ เป็นโฉนด ที่ 1 เล่ม 1 หน้า 1 ระวาง 17 ต, 3 อ, เลข 117 ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพระราชวัง แขวงเมืองกรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) เนื้อที่ 89 ไร่ 1 งาน 52 ตารางวา (ปัจจุบันกระทรวงการคลังโอนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2533 เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เนื้อที่รังวัดปัจจุบัน 91 – 1 – 99 ไร่)

สำหรับ กิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าว (Rice of Art) บนแปลงโฉนดที่ดินฉบับแรกของประเทศไทย เป็นการจำลองแปลงนาเสมือนเป็นผืนผ้าขนาดใหญ่ และใช้ต้นข้าวเปรียบเสมือนปากกาถ่ายทอดเรื่องราวบนผืนผ้า โดยออกแบบภาพศิลปะบนนาข้าว 4 แบบ ได้แก่

ตัวอักษรเลข 10 (ไทย) “ทรงพระเจริญ” หมายถึง การถวายพระพรชัยมงคล “ทรงพระเจริญ” แก่ในหลวงรัชกาลที่ 10 เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เสด็จเถลิงถวัลราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย
ภาพวาดฝีพระหัตถ์ การ์ตูนจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” หมายถึง ภาพการ์ตูนฝีพระหัตถ์ของในหลวงรัชกาลที่ 10 ที่สื่อถึงครอบครัวที่เป็นสัญลักษณ์ของโครงการพระราชดำริ จิตอาสาด้วยใบหน้ายิ้มอิ่มเอิบอย่างมีความสุข และข้อความ “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ”

พระพิรุณทรงนาค หมายถึง พระวิรุณ หรือ พระวรุณเป็นเทพเจ้าแห่งฝน ตามคติของศาสนาฮินดูเป็นเทพบุรุษมีกายสีน้ำเงิน มี ๒ กร ทรงพระขรรค์เป็นอาวุธ สวมมงกุฎยอดเดินหน สวมอาภรณ์สีทอง ทรงเครื่องประดับด้วยทองคำ ไข่มุกและแก้วเพทาย ทรงพญานาคเป็นพาหนะ เป็นเทพที่คอยรักษาความสงบสุขและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา พระพิรุณทรงรักในความยุติธรรมเป็นอย่างยิ่งและไม่ชอบคนที่พูดจาเป็นเท็จ เชื่อว่าหากผู้ใดมีความซื่อสัตย์ มี ศีลธรรรม พระพิรุณก็จะประทานพรให้ชีวิตมีแต่ความสุข แต่หากผู้ใดพูดจาโป้ปดพระพิรุณ ก็จะทรงลงโทษจนเป็นธรรมเนียมเมื่อมีการกล่าวคำมั่นสัญญาหรือดื่มน้ำสาบานต้องมีการกล่าวอ้างพระพิรุณให้มาเป็นพยานในสัญญาครั้งนี้ จนกลายมาเป็นประเพณี “การถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา” และพิรุณทรงนาค ยังเป็นตราสัญลักษณ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

พญานาค หมายถึง งูใหญ่มีหงอน สัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ ความอุดมสมบูรณ์ ความมีวาสนา และนาคยังเป็นสัญลักษณ์ของบันไดสายรุ้งสู่จักรวาล บางแห่งมีความเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งท้องน้ำ บางแห่งก็ว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฟ้า โดยพันธุ์ข้าวที่ใช้นำมาปลูกเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและเพื่อสร้างสรรค์เป็นรูปแบบต่างๆ นั้น ใช้ข้าวเหนียวดำ หรือข้าวกล่ำ เป็นข้าวสีดำ ใช้ให้เห็นเป็นเส้นและลวดลาย ส่วนพื้นสีเขียว ใช้ข้าวพันธุ์ กข 41 และ กข 77
กิจกรรมสร้างสรรค์ศิลปะบนนาข้าว (Rice of Art) ได้รับความร่วมมือจากคณะผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานราชการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้าง สังกัด ส.ป.ก. จิตอาสาและเกษตรกรในพื้นที่ร่วมดำเนินกิจกรรมปลูกข้าวถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพวาดบนผืนนาเฉลิมพระเกียรติ

เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อเป็นการสืบสานพระราชปณิธาน ศาสตร์พระ ราชาเกษตรทฤษฏีใหม่ ความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ และเป็นการสร้างแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้าไปเยี่ยมชมผลงานทางศิลปะที่เกิดจากความร่วมมือจากหลายๆ ภาคส่วน สร้างรายได้ให้เกิดแก่ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ โดยสามารถเข้าเยี่ยมชมได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 ณ แปลงนาข้าว แปลงโฉนดเลขที่ 1 ตำบลวัดยม อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าชมฟรี

อัศจรรย์ทราวดีแดนอีสาน เรืองนามเมืองปราสาทหิน เคล้ากลิ่นบ้านนาภูเขาไฟ ยลซิ่นไหมลายงามแห่งจังหวัดบุรีรัมย์ เยือนถิ่นเทวสถานของบ้านโคกเมือง ณ ปราสาทเมืองต่ำ ชมความงดงามของสถาปัตยกรรมขอมศิลปะแบบบาปวน เรียนรู้ตำนานอาหารไทยโบราณ พร้อมสืบสานคุณค่างานหัตถกรรมของช่างศิลป์ท้องถิ่นไทย

ค้นหาเสน่ห์เมืองมรดกแห่งวัฒนธรรม สัมผัสความน่ารักของพี่น้องชาวภาคอีสาน ณ หมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว จังหวัดบุรีรัมย์ กับ “จ๊อบ – นิธิ สมุทรโคจร” ที่มาพร้อมกับดูโอ้หนุ่มลูกครึ่งหัวใจไทยแลนด์อย่าง “เจมส์ – กิจเกษม แมคแฟดเดน” ตามรอยอารยธรรมขอมโบราณ เบิ่งเสน่ห์วิถีถิ่นอีสานใต้อย่าง การแสดงรำตร๊ดของชาว “บ้านสนวนนอก” พร้อมสัมผัสวิถีชุมชนแบบลึกซึ้งที่ “บ้านกิจสมบูรณ์” เรียนรู้ภูมิปัญญาผ่านงานทอผ้าลวดลายเป็นเอกลักษณ์ สืบทอดตำนานขนมโบราณอย่าง ขนมนุมอันซอมตรุย หรือขนมกรวย

อันเป็นสูตรลับของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังคงส่งต่อรสชาติถึงมือคนรุ่นหลังได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน จากนั้นไปสัมผัสความอันซีนถิ่นปราสาทหินน้ำล้อม ณ ปราสาทเมืองต่ำ “บ้านโคกเมือง” ชมความงามอันวิจิตรของสถาปัตยกรรมหินแกะสลักตามแบบฉบับศิลปะขอมโบราณ ห้อมล้อมด้วยสระน้ำขนาดใหญ่หรือบาราย กรุขอบสระด้วยศิลาแลงทั้ง 4 ทิศ ถือเป็นอีกหนึ่งโบราณสถานที่มีความสัมพันธ์กับการดำเนินชีวิตของชาวบ้านโคกเมืองได้อย่างสงบร่มเย็นจนน่าอัศจรรย์

เยือนถิ่นท่องเที่ยววิถีวัฒนธรรม ณ หมู่บ้านแห่งความสุขของจังหวัดบุรีรัมย์ ได้พร้อมกัน ในรายการ สมุดโคจร On The Way : ม่วนคัก ฮักISAN – บุรีรัมย์ วันเสาร์ ที่ 13 กรกฎาคม 2562 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 28 (3SD) หรือติดตามข่าวสารต่างๆ ได้ที่ https://www.facebook.com/samudkojorn/

นายประยูร อินสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย นางสาวเยาวรัตน์ เรืองสาตรา สหกรณ์จังหวัดอุทัยธานี และคณะ ลงพื้นที่สหกรณ์การเกษตรศุภนิมิตหนองยายดา จำกัด อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี เพื่อตรวจเยี่ยมการดำเนินธุรกิจรวบรวมและแปรรูปข้าวของสหกรณ์ โดยสหกรณ์ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเป็นหลักมีสัดส่วนธุรกิจมากกว่า ร้อยละ 86 ของธุรกิจทั้งหมด สหกรณ์สามารถรวบรวมข้าวเปลือกจากสมาชิก 1,400 คน ได้กว่า 10,000 ตัน ต่อปี และสหกรณ์ยังมีแผนพัฒนาเพื่อการส่งออกข้าว

เพื่อให้สามารถรองรับการรวมและแปรรูปผลผลิตของเกษตรกรสมาชิก พร้อมทั้งพัฒนาความรู้เพิ่มทักษะด้านการเกษตรให้กับสมาชิก โดยมีเป้าหมายสร้างต้นแบบให้เป็นองค์กรภาคเกษตรที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐได้ครบทั้งวงจร และเพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ก้าวเป็นผู้ส่งออกได้ ในขณะเดียวกันสหกรณ์มีพันธมิตรภาคเอกชนที่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล โดยแลกเปลี่ยนแนวคิดการดำเนินธุรกิจ แนะนำแนวทางการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพข้าวเพื่อยกระดับมาตรฐานข้าวสู่มาตรฐานสากล

ระบบการจัดการข้าวรวมถึงความปลอดภัยกระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่าและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ข้าวของสหกรณ์มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ รองอธิบดีฯ ได้ให้แนวทางการพัฒนาคุณภาพข้าวของสหกรณ์โดยให้บูรณาการร่วมกับภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความรู้และพัฒนาสมาชิกตั้งแต่กระบวนการ ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้มีประสิทธิภาพ เน้นลดต้นทุน ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ จำหน่ายได้ราคาที่เป็นธรรม สร้างรายได้เพิ่มให้กับสมาชิกสหกรณ์ รวมถึงการขยายตลาดเชื่อมโยงกับผู้ซื้อโดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และมุ่งเพิ่มขีดความสามารถให้สหกรณ์เป็นผู้ส่งออกข้าวได้เองในอนาคต

SMART FARM หรือ เกษตรอัจฉริยะ คือการทำเกษตรยุคใหม่ ยุคดิจิทัลไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยี เครื่องจักรและนวัตกรรมต่างๆ ที่มีความแม่นยำสูงเข้ามาใช้ในการทำงาน ที่สำคัญต้องปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกร สิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยในการเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (อะกรีเทค) ภายใต้ สวทช. ได้ริเริ่มโครงการ “การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเกษตรในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม” โดยนำร่องกับเกษตรกรชาวสวนทุเรียน กลุ่มปรับปรุงคุณภาพทุเรียนวังจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง

นางสาววิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (อะกรีเทค) มีบทบาทหน้าที่หลักในการนำผลงานวิจัยจาก สวทช. และพันธมิตรมาต่อยอดสู่การใช้งานจริงในพื้นที่ และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง โดยใช้กลไกความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการปฏิรูปภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีและพัฒนาความเข้มแข็งของชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำ

เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจชีวภาพ สำหรับโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการเกษตรในเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกฯ เป็นการถ่ายทอดความรู้และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีเกษตร 4.0 หรือ สมาร์ทฟาร์มมิ่ง (Smart Farming) เพื่อยกระดับความรู้ความสามารถด้านเทคโนโลยีของเกษตรกรอย่างครบวงจรตั้งแต่การผลิต ไปจนถึงการทำตลาดเกษตร 4.0 หรือการทำเกษตรแบบสมาร์ทฟาร์มมิ่ง (Smart farming) หรือ เทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเน้นการบริหารจัดการ ใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์

ความได้เปรียบของความหลากหลายทางชีวภาพและสังคมวัฒนธรรมในการขับเคลื่อน เพื่อเข้ามาพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การสร้างมูลค่าเพิ่ม การแปรรูป รวมถึงการทำตลาด โดยมีการบ่มเพาะเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เรียกว่ากลุ่ม Young Smart Farmer ซึ่งเป็นเกษตรกรอายุไม่เกิน 45 ปีที่สามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์สภาพของดินที่จะใช้ในการปลูกพืช การจัดการสภาวะของดิน น้ำ ปุ๋ย รวมไปถึงการใช้แอปพลิ เคชั่นต่างๆ ในการบริหารจัดการฟาร์มที่เน้นการทำเกษตรแบบแม่นยำ เน้นการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการที่ใช้ทรัพยากรน้อยแต่ทำ ได้มาก หรือทำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แต่เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค และผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน

นายเฉลิมชัย เอี่ยมสะอาด นักวิชาการอาวุโส ฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเกษตรและชุมชน สท. ซึ่งทำหน้าที่เป็นวิทยากรพี่เลี้ยงในโครงการดังกล่าว อธิบายว่าได้มีการนำเทคโนโลยี Smart IOT คือระบบติดตามและควบคุมการให้น้ำสำหรับพืชไร่-พืชสวนอัตโนมัติ มาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทดลองใช้ในพื้นที่ของตน ระบบนี้ควบคุมได้ง่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ใช้เซ็นเซอร์ช่วยในการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความชื้น แล้วปรับการให้น้ำต้นทุเรียนอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยในการเพิ่มผลผลิตให้มีประสิทธิภาพมากกว่าสวนทุเรียนที่ใช้วิธีการปลูกแบบเดิม

นายสมบูรณ์ งามเสงี่ยม เกษตรกรเจ้าของสวนบัวแก้ว หนึ่งในกลุ่มปรับปรุงคุณภาพทุเรียน วังจันทร์ อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง เล่าว่า การให้น้ำเป็นหัวใจสำคัญของการปลูกไม้ผลต่างๆ รวมถึงทุเรียน ทำให้ทุเรียนออกดอก ติดผล ผลมีลักษณะสมบูรณ์ไม่ร่วง สมัยก่อนที่ยังไม่มีการนำระบบติดตามและควบคุมการให้น้ำสำหรับพืชไร่-พืชสวนอัตโนมัติมาใช้นั้นต้องอาศัยการสังเกตดูสภาพดินด้วยตาตัวเองซึ่งบางครั้งอาจไม่แม่นยำเพียงพอ แต่เดี๋ยวนี้สามารถดูตัวเลข ความชื้นจากระบบเซ็นเซอร์ ถ้าค่าความชื้นของดินต่ำไป ระบบจะเปิดให้น้ำโดยอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังสามารถดูค่าต่างๆ ผ่านอินเตอร์เน็ตด้วยสมาร์ทโฟน จึงสามารถควบคุมดูแลได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ค่าตัวเลขที่ระบบบันทึกไว้ยังช่วยในการเฝ้าระวังโรคและแมลงที่อาจมารบกวนต้นทุเรียนในสวน จึงช่วยในการป้องกันความเสี่ยง ลดความเสียหาย และทำให้ได้ผลผลิตมีคุณภาพ

สวทช. ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และสมาร์ทฟาร์มมิ่งให้กับเกษตรกร ด้วยการส่งเสริมการเข้าถึงและความเข้าใจเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ พร้อมทั้งร่วมมือกับสถาบันการศึกษาที่มีวิทยาเขตหรือเครือข่ายทั่วประเทศ รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร ในการถ่ายทอดความรู้และเป็นพี่เลี้ยงให้เกษตรกร เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต ยกระดับรายได้เกษตรกร ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายพีรพนธ์ กิจโกศล ผู้ตรวจราชการกรม เขตตรวจราชการที่ 13,14 ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ ตำบลปะเคียบ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายเผด็จ ลิ้มอุบัติตระกูล ประธานกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ และคณะให้การต้อนรับ

โรงสีข้าวกลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบได้รับเงินอุดหนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 โครงการไทยนิยมยั่งยืน จำนวน 16,272,000 บาท และทางกลุ่มเกษตรกรสมทบเพิ่มอีก จำนวน 1,808,000 บาท เพื่อจัดซื้ออุปกรณ์การตลาด สำหรับรองรับข้าวเปลือกจากสมาชิก ได้แก่ โรงสีข้าว ขนาด 24 ตัน/วัน พร้อมอุปกรณ์และโรงเรือน จำนวน 1 แห่ง, เครื่องยิงสี ขนาด 130 ช่อง จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องซีลสุญญากาศ ขนาด 1 แรงม้า จำนวน 1 เครื่อง, เครื่องชั่งและบรรจุ กึ่งอัตโนมัติ ขนาด 15-50 กิโลกรัม จำนวน 1 เครื่อง ซึ่งทางกลุ่มฯ ได้ตั้งเป้าที่จะใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์และเครื่องมือที่ได้รับ มารวบรวมข้าวเปลือกหอมมะลิจากสมาชิกในฤดูกาล ซึ่งจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน นี้ ประมาณ 2,000 ตัน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นข้าวสารจำหน่าย เบื้องต้น บริษัท การบินไทย จำกัด ได้สั่งซื้อข้าวสารจากกลุ่มเกษตรกรทำนา ปะเคียบแล้วจำนวนกว่า 100 ตัน

ปัจจุบัน กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ มีสมาชิก 405 คน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทำนา และทำไร่ เลี้ยงสัตว์ และทำประมง เป็นอาชีพเสริม โดยทางกลุ่มฯ ได้ดำเนินธุรกิจบริการสมาชิก ทั้งการให้สินเชื่อเพื่อนำไปประกอบอาชีพ การจัดหาสินค้าและปัจจัยการผลิตมาจำหน่ายสมาชิก และการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อจำหน่ายให้เกษตรกรนำไปใช้เป็นพันธุ์ข้าวเพาะปลูก ธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือก เพื่อแปรรูปเป็นข้าวสาร ปีละประมาณ 1,960 ตัน มูลค่า 39.128 ล้านบาท โดยทางกลุ่มฯ ได้มีการเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์การเกษตรที่รวบรวมข้าวเปลือกในพื้นที่ใกล้เคียง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรพุทไธสง จำกัด สหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด กลุ่มนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ใกล้เคียง และการเชื่อมโยงเครือข่ายในการจำหน่ายข้าวสารกับกลุ่มเลี้ยงโคเนื้อวากิลบุรีรัมย์และสหกรณ์การเกษตรนาโพธิ์ จำกัด

ทั้งนี้ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ให้คำแนะนำกับคณะกรรมการของกลุ่มเกษตรกรวางแผนการผลิตและแปรรูปข้าวสารทั้งปี โดยกำหนดเป้าหมายว่าจะสามารถสีข้าวขายได้ปีละกี่พันตัน และต้องประสานกับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือภาคเอกชนเพื่อหาตลาดรองรับให้ชัดเจนก่อนจึงจะไปส่งเสริมให้สมาชิกปลูก เพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิตตรงกับที่ตลาดต้องการ นอกจากนี้ ควรเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากสมาชิก ตั้งแต่ต้นฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อทยอยสีเป็นข้าวสารและกระจายสู่ตลาด พร้อมทั้งให้พัฒนาบรรจุภัณฑ์ข้าวสารให้มีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์ และสามารถเก็บรักษาคุณภาพของข้าวได้ระยะเวลายาวนาน ซึ่งจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าให้กับข้าวสารของทางกลุ่มฯ ได้ในที่สุด

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ศรีวิชัย จัดกิจกรรมพี่พาน้องขึ้นเขาตังกวน ภายใต้โครงการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ ประจำปีการศึกษา 2562 เพื่อให้นักศึกษาได้สักการะเจดีย์พระธาตุหรือพระเจดีย์หลวงคู่เมืองสงขลาซึ่งมีนักศึกษาใหม่จาก 5 หลักสูตรสาขาวิชา ประกอบด้วย หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม หลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน และหลักสูตรสาขาวิชาเทคโนโลยีปิโตรเลียม เข้าร่วมกิจกรรมกว่า คน 200 คน โดยมีได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปิยะ ประสงค์จันทร์ คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เป็นประธานในพิธีเมื่อเร็วๆ นี้

“ผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ผ้าขาวม้าย้อมสีธรรมชาติจากฟางข้าว” บ้านหนองโกวิทย์ อำเภอเขาฉกรรจ์ จังหวัดสระแก้ว ผลงานการออกแบบโดย อาจารย์กรณัท สุขสวัสดิ์ นักวิจัยและอาจารย์ สาขาวิชาการออกแบบแฟชั่นและเครื่องแต่งกาย คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี พัฒนาลวดลายผ้าขาวม้า เพื่อการแปรรูปผลิตภัณฑ์สิ่งทอ และยกระดับผลิตภัณฑ์สิ่งทอ งบประมาณ ปี 2562 โดยได้รับทุนสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับสินค้า OTOP ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562