นอกจากนี้ เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ หาแนวทางการพัฒนา

สร้างแบรนด์กลางนมโรงเรียนใหม่ หรือใช้ตราสัญลักษณ์โบทองที่กระทรวงพาณิชย์เคยศึกษาไว้ให้นำมาขายเชิงพาณิชย์เพื่อช่วยดูดซับนมโคในช่วงที่เกิดปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในช่วงปิดเทอม และเตรียมหารือกับผู้ประกอบการร้านนม อาทิ มนต์นมสด นมโจ ในการเข้ามาช่วยพัฒนาสหกรณ์โคนม ให้สามารถจัดตั้งร้านขายนมสดตามชุมชนต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อเป็นการเพิ่มการเข้าถึงและเพิ่มการบริโภคนมภายในประเทศ รวมทั้งยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับสหกรณ์โคนมอีกทาง

นพ. ธีรวัฒน์ วลัยเสถียร ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ พบว่า จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรครายงานว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-24 พฤษภาคม พื้นที่ 4 จังหวัดดังกล่าวพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกแล้ว จำนวน 464 ราย แยกเป็น นครราชสีมา 196 ราย ชัยภูมิ 33 ราย บุรีรัมย์ 59 ราย และสุรินทร์ 176 ราย แต่ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเด็ก คาดว่าในช่วงฤดูฝนนี้จะมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 ได้ประสานงานไปยังสาธารณสุขทุกพื้นที่ให้ลงพื้นที่ตรวจร่างกายให้ชาวบ้าน และกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสถานศึกษาต่างๆ เนื่องจากช่วงนี้เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน อาจทำให้มีการระบาดของโรคไข้เลือดออกได้ง่าย

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานสภาพอากาศ ประจำวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 ดังนี้

ลักษณะอากาศทั่วไป พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้า ประเทศไทยยังคงมีฝนตกเนื่องในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับทะเลอันดามันมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวรวมทั้งอ่าวไทยตอนบนเดินเรือด้วยความระมัดระวังเรือเล็กในทะเลอันดามันควรงดออกจากฝั่ง

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา พายุดีเปรสชั่น “โมรา” (MORA) บริเวณตอนบนของประเทศเมียนมาได้อ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำแล้ว ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามันและประเทศไทยมีกำลังแรง ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกในภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทยตั้งแต่เวลา 06:00 วันนี้ ถึง 06:00 วันพรุ่งนี้ ภาคเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง สุโขทัย ตาก กำแพงเพชร พิจิตร และพิษณุโลก
อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี และพระนครศรีอยุธยา
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
ส่วนมากบริเวณจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร
อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม.
ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง
ส่วนมากบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่
อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 20-40 กม./ชม.
ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ส่วนบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 3 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่
อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส
ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ที่แปลงนาข้าว ในพื้นที่บ้านโคกกลาง อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร ชาวนาเริ่มลงมือช่วยกันปลูกข้าวอินทรีย์ ขึ้นแล้ว โดยมี นางอังคณา บุญสาม หัวหน้าเกษตรและสหกรณ์จังหวัดยโสธร นำเจ้าหน้าที่ ในหน่วยของตน เข้าร่วมช่วยกันปลูกข้าวในนาข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นแปลงนา ของคุณธนมน วัฒนเรืองโกวิท ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ วิธียโสธร และยังมีวัตถุประสงค์ ที่จะสร้างไอเดียทำศิลปะบนพื้นนาอินทรีย์ ให้มีสีสัน จึงได้เลือกข้าวหอมมะลิและข้าวก่ำ เป็นข้าว 2 ชนิด มาทำการสร้างภาพศิลปะที่เกิดจากต้นข้าวจริงๆ อีกด้วย

คุณอังคณา เปิดเผยว่า โดยแปลงนาที่จะได้รับการส่งเสริมนั้น จะต้องไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า รวมทั้งการเผาตอซังข้าว ขั้นตอนการเตรียมดินนั้น จะต้องมีการเตรียมดินด้วยการปลูกปุ๋ยพืชสด เช่น ปอเทืองถั่วพร้า ก่อนจะดำนาก็จะต้องไถกลบปุ๋ยพืชสด และใช้ปุ๋ยชีวภาพ ที่ผลิตขึ้นเอง หรืออาจซื้อเลือกซื้อปุ๋ยชีวภาพที่มีการรับรองคุณภาพ ส่วนการสร้างศิลปะบนพื้นนาในนาข้าวอินทรีย์ ตามวิธีการของเกษตรอินทรีย์วิถียโสธรนั้น ก็เพื่อเป็นการรณรงค์และเพื่อสนับสนุนการขยายพื้นที่ปลูกข้าวอินทรีย์ ของจังหวัดยโสธร โดยการนำของ ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร นายบุญธรรมเลิศ สุขีเกษม ที่ได้มีแนวนโยบายที่จะพัฒนาเกษตรอินทรีย์ วิถียโสธร ให้มีแหล่งท่องเที่ยวเชิงศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลาย โดยให้คนเดินทางมาเรียนรู้ แสวงหาประสบการณ์การทําเกษตรอินทรีย์ผสมผสานการท่องเที่ยวภายในจังหวัดยโสธร

นอกจากนี้ยังได้จัดทำโครงการ “ร่วมลงขัน ชวนกันไปทำนา” ให้ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ ส่งเสริมการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และร่วมรักษาสิ่งแวดล้อม สนองนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการให้ทุกฝ่ายตระหนัก รับรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์ อีกด้วย และในวันที่ 16 มิ.ย. 2560 ก็จะมีการจัดกิจกรรมชวนกัน”ร่วมลงขัน ชวนกันไปทำนา” โดยจะมีการพบปะกันของประชาชนทุกภาคส่วน และผู้ประกอบการ ร่วมกับทาง จังหวัดยโสธร มีการลงนาม MOU ร่วมสร้างจังหวัดต้นแบบด้านเกษตรอินทรีย์ หรือยโสธรโมเดล ก้าวสู่ตลาดโลก วางเป้าขยายพื้นที่ไปทั่วประเทศต่อไป จากนั้นคุณอังคณา ได้สาธิตวิธีการปลูกข้าวแบบนาโยน จากต้นกล้าที่เตรียมมาสำหรับปลูกข้าวอินทรีย์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ง่าย และสะดวก อีกด้วย

กรมการข้าวเตรียมจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ปีนี้ยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” เตรียมเปิดตัวข้าวสายพันธุ์ใหม่สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน 6 พันธุ์ พร้อมโชว์สุดอลังคลังความรู้-เทคโนโลยีด้านข้าวสู่ยุค 4.0 พร้อมพัฒนาข้าวสู่สากลระหว่าง 3-5 มิ.ย.นี้
นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์ไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงให้ความสำคัญต่อกิจการด้านข้าวมาตลอด

ด้วยเหตุผลความสำคัญดังกล่าว คณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงได้มีมติ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2552 ซึ่งเห็นชอบให้วันที่ 5 มิถุนายนของทุก ปีเป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ซึ่งในปีนี้กรมการข้าว จึงได้กำหนดจัดงาน “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” ประจำปี 2560 ขึ้น ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชา นำชาวนาสู่ยุค 4.0” ในระหว่างวันที่ 3-5 มิถุนายนนี้ ณ. บริเวณกรมการข้าว เกษตรกลางบางเขน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานเปิดงานดังกล่าว ในวันเสาร์ที่ 3 มิถุนายน 2560 เวลา 14.00 น. จึงขอเชิญชวนชาวนา เกษตรกร และประชาชนทั่วไปมาเฝ้ารับเสด็จฯ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับชาวนาไทยทั่วประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า ปัจจุบันข้าวเป็นสินค้าส่งออกนำเงินรายได้เข้าประเทศปีละกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งข้าวไทยมีคุณสมบัติโดดเด่น เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศ อาชีพชาวนาเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ มีคุณค่ากับวิถีชีวิตและสังคมไทย นับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงได้มีการจัดงานดังกล่าวขึ้น โดยภายในงานจะมีนิทรรศการแสดงผลงานนวัตกรรม ต่างๆ ในด้านการข้าวไทย อาทิ นิทรรศการเทิดพระเกียรติและพระราชกรณียกิจด้านข้าว “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาข้าวและชาวนา”

นิทรรศการทางวิชาการ อาทิ ข้าวพันธุ์ใหม่ แก้ไขปัญหาให้ชาวนา ซึ่งในปีนี้จะมีพันธุ์ใหม่แนะนำถึง 6 พันธุ์ กข 71 กข 73 กข 75 ซีบูกันตัง ดอกข่า50 มะลินิลสุรินทร์หรือมะลิดำ 2 ,และข้าวน้ำตาลต่ำ พิษณุโลก80 และ กข 43 เพื่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน , นิทรรศการเชิดชูเกียรติชาวนา , การยกระดับมาตรฐานข้าวเพื่อชาวนา สู่ยุค 4.0,การจัดแสดงผลงานนวัตกรรม , การแสดงทางวัฒนธรรมด้านข้าว พิธีบวงสรวงแม่โพสพและขบวนแห่บูชาแม่โพสพและวัฒนธรรมประเพณี 4 ภาค รวมถึงนิทรรศการเครื่องจักรกลการเกษตรจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ เครื่องคัดแยกเมล็ดพันธุ์ข้าว , เครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าว การสาธิตการโรยสารด้วยเฮลิคอปเตอร์และอากาศยานไร้คนขับ (Agriculture Drone) เป็นต้น

พล.อ. ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายท่องเที่ยวแห่งชาติ (ททช.) เปิดเผยหลังการประชุม ททช.ว่า ที่ประชุมได้อนุมัติให้ปี 2561 เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยจะโชว์ศักยภาพให้ทั่วโลกทราบว่าไทยมีชื่อเสียง และเป็นที่ยอมรับด้านการท่องเที่ยวจนติดอันดับโลก จนได้รับรางวัลต่างๆ เช่น รางวัลอาหารริมทาง (สตรีตฟู้ด) ยอดเยี่ยม รางวัลแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม เป็นต้น ถือเป็นเครื่องมือในการผลักดันรายได้ภาคท่องเที่ยวของไทยให้สูงขึ้น โดยปี 2561 ไทยจะมีรายได้ท่องเที่ยว 2.97-3 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 10% โดยประเมินว่าภายใน 10 ปีข้างหน้า ตัวเลขจีดีพีด้านการท่องเที่ยวของไทยจะเติบโตสูงขึ้นและติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลกได้

“ที่ประชุมมอบหมายให้ นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานคณะทำงานในการขับเคลื่อนแผนงานตามเป้าหมาย โดยแนวทางจะทำควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานการท่องเที่ยวคือ จัดการยกระดับในเรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวให้สูงขึ้น มีแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีมาตรฐานมารองรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการท่องเที่ยวรูปแบบแปลกใหม่มากขึ้น เบื้องต้นได้อนุมัติให้เดินหน้าทำโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม (ซีเอสอาร์) ปัจจุบันมีชุมชนที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยว 99 ชุมชนเข้าร่วม สามารถสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท/ชุมชนแล้ว และกลุ่มชุมชนเหล่านี้จะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ จะมารองรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบชุมชนจริงๆ ได้ โดยจะร่วมมือกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ทำเรื่องการพัฒนาชุมชนโดยตรงด้วย” พล.อ. ธนะศักดิ์ กล่าว

พล.อ. ธนะศักดิ์ กล่าวว่า สถานการณ์ตลาดนักท่องเที่ยวจีนเดินทางไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบว่าที่มากับกรุ๊ปทัวร์ลดลง 20% แต่คาดว่าช่วงครึ่งปีหลังจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะเริ่มมีสายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) เพิ่มขึ้น แม้ว่าจะมีสัญญาณของทัวร์ผิดกฎหมายกลับเข้ามาบ้าง รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยจะหารือกับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (ซีเอ็นทีเอ) หามาตรการดูแลอย่างเข้มงวดต่อไป ซึ่งระหว่างวันที่ 13-16 มิถุนายนนี้ ผู้บริหารระดับสูงของซีเอ็นทีเอจะมาหารือและสำรวจแหล่งท่องเที่ยวของไทยที่ชาวจีนนิยมไปท่องเที่ยว คือ พัทยา และเชียงใหม่ พร้อมศึกษาโมเดลการทำงานของตำรวจท่องเที่ยวของไทยที่ซีเอ็นทีเอให้ความสนใจมาก และอยากนำรูปแบบตำรวจท่องเที่ยวไทยไปปรับใช้ที่จีน

เมื่อก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นอกจากการเตรียมพร้อมด้านสุขภาพแล้ว “การชะลอวัย” ก็ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน โดยเฉพาะแนวทางการสร้างเสริมสุขภาพอย่างไรให้ห่างไกลโรค อายุยืนยาวอย่างมีความสุข…

พญ. สิรินทร ฉันศิริกาญจน รักษาการแทนผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้และพัฒนาสุขภาวะผู้สูงอายุแบบครบวงจรและบริบาลผู้ป่วยระยะท้าย คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความรู้ว่า การมีสุขภาพดีในวัยสูงอายุนั้นแท้จริงเกิดจากการดูแลสุขภาพของตัวเองตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น และวัยกลางคน เนื่องจากการมีสุขภาพดี โดยเฉพาะเรื่องความแข็งแรงของกระดูก กล้ามเนื้อหัวใจ และหลอดเลือด ต้องการการพัฒนาตั้งแต่ปฐมวัย และสะสมความสามารถต่างๆ ตั้งแต่ช่วงวัยเยาว์ของชีวิต ที่สำคัญที่สุดบุคคลต้องมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ หรือที่เรียกว่า Health Literacy โดยหากเราตระหนักในเรื่องนี้ไว้ เราก็จะดูแลสุขภาพเร็ว

พญ. สินรินทร กล่าวว่า ในช่วงต้นของชีวิต ถือเป็นช่วงสะสมเหมือนเก็บใส่ออมสินไว้ ทำให้มีต้นทุนมากกว่าคนอื่น ระยะต่อมาถือเป็นช่วงคงสภาพ เริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยกลางคนจนถึงวัยสูงอายุ เป้าหมายสำคัญคือ การคงสภาพและชลอความเสื่อม ถ้าเริ่มต้นดีและจัดการชีวิตได้ดีเสมอมาก็จะได้เปรียบคนอื่นๆ ที่ไม่ได้ดูแลตนเองมาก่อน นอกจากการดูแลตนเองแล้ว ยังมีส่วนของพันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพของบุคคลนั้นๆ ด้วย แต่อย่างไรเสีย ก็ขึ้นอยู่กับร่างกายแต่ละคนด้วย เพราะคนเรามีความแตกต่างกัน ทั้นพันธุกรรม การเจริญเติบโตในครรภ์มารดา และช่วงทารก รวมทั้งการได้พบสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่จะทำให้สมองและร่างกายสามารถพัฒนาไปได้ถึงจุดสูงสุดที่พันธุกรรมได้กำหนดมา

“หลายปีมาแล้วมีบทความจากออสเตรเลีย บอกว่า ถ้าต้องการสุขภาพดีต้องมี SEX เซ็กซ์=กิจกรรมทางเพศ) ทำให้คนฮือฮามาก เนื่องจากเข้าใจว่า ถ้ามี SEX เซ็กซ์ (กิจกรรมทางเพศ) จะช่วยชะลอวัย ทำให้สุขภาพดี แท้จริงแล้ว คำว่า SEX ในบทความนั้นย่อมาจาก S คือ Sleep การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ E คือ Eat การกิน กินอย่างมีประโยชน์ X คือ Exercise กิจกรรมทางกาย ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมในแต่ละวัย ซึ่งการออกกำลังกาย หรือการมีกิจกรรมทางกายสำคัญมาก เพราะจะลดไขมันไม่ดี สร้างไขมันดี และการออกกำลังกายในระดับหนึ่งจะทำให้เรามีความสุขได้ และยังช่วยฟื้นฟูสมอง เนื่องจากเมื่อออกกำลังกายในระยะหนึ่ง จะสร้างสารกระตุ้นสมองที่เรียกว่า BDNF (brain-derived neurotrophic factor) เรียกว่าเป็นปุ๋ยของเซลล์สมองก็ว่าได้

แต่การออกกำลังกายก็ต้องเลือกอย่างเหมาะสมด้วย ถ้าเคยออกกำลังกายสม่ำเสมอมาก่อน ก็ออกกำลังกายตามที่เคย” พญ. สิรินทร กล่าวและว่า แต่สำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังมาก่อน เพิ่งเกษียณและต้องการออกกำลังกายควรเริ่มต้นจากการเดิน ว่ายน้ำ หรือขี่จักรยาน ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความเร็วของกิจกรรมที่ทำตามลำดับ อย่าหักโหม อย่าลืมอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลัง และลดความร้อนของร่างกายในช่วงเสร็จสิ้นการออกกำลังกาย การออกกำลังกายแบบนี้จะช่วยให้ร่างกาย ปอด อวัยวะต่างๆ แข็งแรงขึ้นได้ เมื่ออายุมากขึ้นประมาณ 80 ปี เป็นต้นไป มักจะมีปัญหาเรื่องการทรงตัว เสี่ยงต่อการหกล้มมากขึ้น ช่วงนี้เป็นการออกกำลังกายที่เสริมการทรงตัว เช่น รำมวยจีน โยคะ จะลดโอกาสหกล้ม เมื่อสูงวัยโรคต่างๆ ที่เป็นมาตั้งแต่ช่วงวัยกลางคน เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ที่เป็นมานานและควบคุมได้ไม่ดีจะลามปามจนทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ทำให้สุขภาพเลวลงไปอีก

พญ. สิรินทร บอกอีกว่า เมื่อตั้งเป้าว่าจะอยู่อย่างสบาย การพัฒนาขีดความจำกัดของร่างกย และการป้องกันไว้จะดีที่สุด ด้วยการดูแลตัวเองแต่เนิ่นๆ ซึ่งไม่เพียงแค่การออกกำลังกายที่กล่าวมา การกินก็สำคัญ ต้องกินอาหารที่ดีมีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ถูกหลักอนามัย อย่าลืมการนอนหลับพักผ่อนด้วย ระยะเวลาการนอนในแต่ละคน เวลาจะไม่เหมือนกัน บางคนนอนแค่ 5-6 ชั่วโมง บางคนต้อง 8 ชั่วโมง ซึ่งแต่ละคน แต่ละช่วงอายุก็จะแตกต่าง อย่างตอนเด็กๆ ก็จะนอนมาก เพื่อให้ร่างกายเจริญเติบโตดี จะเห็นได้ว่าอย่างเด็กอนุบาล ยังต้องนอนกลางวัน

สำหรับผู้สูงวัยการงีบหลับกลางวันช่วงสั้นๆ simpleweightlossplans.com น่าจะช่วยทำให้สดใสได้ยาวนานขึ้น ทั้งนี้ ต้องแล้วแต่คนด้วย บางคนไม่เคยนอนกลางวันเลยก็ไม่ต้องไปเคี่ยวเข็ญให้ทำ ต้องดูผู้สูงอายุแต่ละคน และรูปแบบชีวิตคนที่ผ่านมาเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่ผู้สูงอายุจะนอนตอนกลางคืนจะน้อยลง ตื่นง่าย ตื่นเร็ว บางรายที่มีโรคทางกายหรือทางสมอง อาจถูกรบกวนจากโรคทั้งคืนอาจไม่นอน ผู้สูงวัยอาจนอนประมาณ 6-8 ชั่วโมง อาจงีบกลางวันได้บ้าง แต่ไม่นาน แค่ 1 ชั่วโมงก็พอ และไม่ควรงีบหลับหลังบ่าย 3 โมง เนื่องจากจะทำให้ตอนกลางคืนนอนหลับยากขึ้น และเวลาเข้านอนหากเป็นไปได้ควรนอนหลัง 3 ทุ่ม เพื่อให้ไม่ต้องตื่นมากลางดึก อย่างตี 1 ตี 2 นอกจากนี้ การทำสมาธิก็เป็นสิ่งสำคัญช่วยเรื่องการนอน และความจำ ซึ่งไม่ใช่ว่าต้องนั่งสมาธิ แต่เราสามารถทำจิตให้สงบได้ด้วยการทำกิจกรรมให้เกิดสมาธิ อาทิ การปักครอสติช หรือแม้แต่การปอกกระเทียม เด็ดผัก ก็สร้างสมาธิด้วยกิจกรรมได้

นอกจากนี้ พญ. สิรินทร กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งต่างๆ ที่ช่วยทางร่างกายแล้ว สิ่งสำคัญที่ผู้สูงอายุควรมีคือ Social Engagement หรือการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมให้มีโอกาสพบปะ พูดคุย แสดงความคิดเห็น และใช้ทักษะทางสังคม เช่น การออกไปออกกำลังกายนั้นเป็นสิ่งที่ดี ถ้าได้มีการพูดคุย สนทนาทำให้เกิดการกระตุ้นความคิด และเกิดการสร้างภาพให้สมอง

ดังนั้น เพื่อสุขภาพดีรอบด้านทุกอย่างต้องร่วมกันหมด ทั้งการนอน การออกกำลังกาย การกิน การมีสังคม อย่างผู้สูงอายุ บางรายนอนหลับยากแต่หากได้ออกกำลังกายก็จะนอนหลับง่ายขึ้น จึงต้องทำควบคู่กันหมดอย่างพอเหมาะพอควร แค่นี้ก็เป็นแนวทางดูแลสุขภาพต่างๆ

ติดตามกิจกรรม เนื้อหาสาระ ความบันเทิงต่างๆ ได้ในงานเฮลท์แคร์ 2017 “ฟิตเกินวัย ใจเกินร้อย” ระหว่างวันที่ 1-4 มิถุนายน 2560 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายเกริกชัย ผ่องแผ้ว นายอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางตรวจเยี่ยมสวนทุเรียนพิชญ์ธิดา บ้านโนนสำเริง ตำบลน้ำอ้อม ของ นายพิสูจน์ ภูโท ซึ่งให้ผลผลิตเต็มต้น คาดว่าประมาณ 3 สัปดาห์ ทุเรียนจะสุกสามารถกินได้ โดยเป็นทุเรียนภูเขาไฟ เกรดพีเมียมเปลือกบาง ปลูกบนพื้นดินที่เคยเป็นภูเขาไฟในอดีต จึงมีความอุดมสมบูรณ์มาก ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติอร่อย ไม่มีกลิ่นฉุน

“สวนทุเรียนทุกแห่งในอำเภอกันทรลักษ์ เป็นสวนทุเรียนที่มีคุณภาพดีมาก ชาวศรีสะเกษและจังหวัดใกล้เคียงจึงมาซื้อไปกินจำนวนมาก ทำให้เจ้าของสวนขายทุเรียนได้หมดในเวลาอันรวดเร็วมาก ประชาชนที่นิยมกินทุเรียนหมดโอกาสได้กินทุเรียนอำเภอกันทรลักษ์ จึงร่วมกับเจ้าของสวนทุเรียนเปิดให้จองทุเรียนภูเขาไฟ โดยเจ้าของสวนจะไม่นำขายให้ผู้อื่น รวมทั้งผู้จองเปรียบเสมือนเจ้าของสวน หากมีเวลาว่างสามารถแวะเข้ามาดูต้นทุเรียนที่จองไว้ได้ เมื่อทุเรียนสุก เจ้าของสวนจะโทรศัพท์แจ้งให้มารับ โดยขายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท เท่านั้น ขอเชิญชวนประชาชนชาวศรีสะเกษ และประชาชนชาวไทยทั่วประเทศไปจองทุเรียนภูเขาไฟเป็นต้นเอาไว้กินได้ โดยให้ติดต่อกับเจ้าของสวนทุเรียนทุกแห่งได้โดยตรง ทั้งนี้ เพื่อที่จะได้ตรวจดูต้นทุเรียนที่ต้องการจะจองเอาไว้ หากพอใจและชอบทุเรียนต้นใดก็สามารถจองต้นทุเรียนกับเจ้าของสวนทุเรียนได้โดยตรงทันที และรีบจองโดยด่วน เนื่องจากขณะนี้มีผู้สนใจเข้าจองทุเรียนภูเขาไฟจำนวนมาก” นายเกริกชัย กล่าว