นอกจากนี้ แอปเปิ้ลเมล่อน ยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นเอกลักษณ์

โดดเด่นเฉพาะตัวและมีความหวาน 12-14 บริกซ์ แอปเปิ้ลเมล่อนมีเนื้อสีเขียวอมขาวรสชาติหวานกรอบ แถมใช้เวลาปลูกดูแลแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 65 วัน หลังหยอดเมล็ด เรียกว่า ให้ผลผลิตไว และให้ผลตอบแทนที่ดี คุ้มค่ากับการลงทุน แถมเป็นผลไม้ที่มากคุณประโยชน์ ครองใจกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกต่างหาก

แอปเปิ้ลเมล่อน ปลูกได้ 2 รูปแบบ

เกษตรกรในจังหวัดราชบุรี ปลูกแอปเปิ้ลเมล่อนใน 2 รูปแบบ คือ 1. ปลูกในระบบโรงเรือน โดยทำค้างเพื่อให้ผลแอปเปิลเมล่อนห้อยลงมาทำให้มีผิวสวยได้ขนาดไม่มีตำหนิ และยังเป็นการป้องกันแมลง ป้องกันฝน

รูปแบบที่ 2 คือ ปลูกกลางแจ้งนอกโรงเรือน ทำให้มีต้นทุนต่ำแต่มีจุดอ่อนคือ ผลแอปเปิ้ลเมล่อนอยู่ติดดิน เสี่ยงทำให้ผิวผลผลิตไม่ค่อยสวยเหมือนกับการปลูกในโรงเรือน เกษตรกรนิยมวางแผนการผลิตเป็นรุ่นๆ ละ 2-3 ไร่ ทยอยปลูกห่างกันประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี

การปลูกดูแล

เมล็ดพันธุ์ เป็นหนึ่งในปัจจัยการผลิตที่สำคัญมาก เกษตรกรนิยมเลือกใช้เมล็ดพันธุ์จากแหล่งผลิตที่ไว้ใจได้ เพื่อให้ได้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดเชื้อโรค สามารถนำมาเพาะขยายพันธุ์ได้ทันที หลายรายนิยมเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์แอปเปิ้ลเมล่อน จาก บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีต้นทุนการผลิต ประมาณ 1 บาทกว่า ต่อเมล็ด

การเพาะเมล็ด ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความสำเร็จ หากดูแลจัดการไม่ดีพอก็เสี่ยงกับการสูญเสียผลผลิตทั้งหมดได้ เกษตรกรนิยมเพาะเมล็ดภายในโรงเรือนปลอดเชื้อ หลังจากนำเมล็ดออกจากถุง จะผสมน้ำให้ชุ่มก่อนนำมาหยอดใส่ถาดเพาะเมล็ด โดยใช้วัสดุเพาะกล้าที่ให้ผลดีที่สุด คือ พีทมอสส์ ทำให้เมล็ดพันธุ์มีอัตราการงอกถึง 95 เปอร์เซ็นต์

สำหรับแปลงปลูกกลางแจ้ง ก่อนลงมือปลูก เกษตรกรจะปรับพื้นที่ในลักษณะแปลงยกร่อง รองพื้นดินในหลุมด้วยปุ๋ยคอก ใช้ผ้าพลาสติกคลุมแปลงปลูก ให้ปุ๋ยในระบบน้ำหยด เมื่อต้นกล้าที่เพาะไว้เติบโตได้ขนาดที่ต้องการ จะย้ายต้นกล้ามาปลูกในแปลงที่เตรียมไว้ โดยขุดหลุมลึก 6-7 เซนติเมตร ปลูกในระยะห่างระหว่างต้น ประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการดูแลจัดการแปลง

โดยทั่วไป เกษตรกรจะให้ปุ๋ยตั้งแต่เริ่มปลูก-เก็บเกี่ยว ประมาณ 7-8 ครั้ง ต่อรุ่น โดยให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เฉลี่ยครั้งละ 5 กรัม/ต้น ประมาณสัปดาห์ละ 1 ครั้ง พร้อมให้น้ำในระบบท่อน้ำหยดควบคู่กันไป การปลูกแอปเปิ้ลเมล่อน ไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานช่วยผสมเกสรเหมือนกับเมล่อนสายพันธุ์อื่นๆ เนื่องจากอาศัย ผึ้ง เป็นตัวช่วยผสมเกสรตามธรรมชาติ เมื่อต้นแอปเปิ้ลเมล่อนเริ่มติดผล เกษตรกรจะคัดเลือกผลผลิตที่มีคุณภาพดีเก็บไว้เพียงต้นละ 1 ลูก เท่านั้น ผลที่ไม่สมบูรณ์จะถูกคัดทิ้ง

โรคแมลงศัตรูพืชการปลูกแอปเปิ้ลเมล่อน มักเจอปัญหาโรคเหี่ยว โดยเชื้อราจะเข้าทางรากต้นพืช ในระยะต้นอ่อนใบเลี้ยงจะเหี่ยว เปลี่ยนเป็นสีเหลือง ร่วง พืชแสดงอาการเหี่ยวเฉาจากส่วนยอดลงมา ส่วนเถาของต้นที่โต จะแสดงอาการใบล่างเหลือง และแสดงอาการหลายอย่าง เช่น ต้นแตก เกิดอาการเน่าที่โคนและซอกใบ เมื่อเกิดอาการเน่า จะพบเชื้อราสีขาวบริเวณรอยแตก ทำให้ต้นพืชแสดงอาการเหี่ยวและตายในที่สุด

แนวทางแก้ไขปัญหาโรคเหี่ยว คือ ถอนต้นที่เป็นโรคไปเผาทำลายทิ้ง และป้องกันโรคโดยใช้สารจุลินทรีย์ เช่น ไตรโคเดอร์มา นอกจากนี้ วางแผนป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในแนวทางอื่นๆ เช่น ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง ของดินปลูกให้เหมาะสมคืออยู่ที่ pH 6.5 พร้อมใส่ปุ๋ยไนเตรทตและไนโตรเจน เพื่อลดความรุนแรงของโรค รวมทั้งใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคใบหงิกในแปลงปลูกแอปเปิ้ลเมล่อน เนื่องจากผืนดินแห่งนี้มี “ไส้เดือนฝอยรากปม” ซึ่งอยู่ในกลุ่มพยาธิตัวกลม ไส้เดือนฝอยรากปมจะใช้ปากที่มีลักษณะคล้ายเข็ม แทงเซลล์พืชและปล่อยเอนไซม์ เข้าทำลายและดูดสารอาหารจากพืช เปรียบเสมือนพยาธิพืชนั่นเอง ทำให้ผลผลิตเสียหายและคุณภาพผลผลิตลดลง เกษตรกรมักแก้ไขปัญหาโดยผสมเชื้อไตรโคเดอร์ม่าในระบบน้ำหยดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

นอกจากนี้ ต้องคอยดูแลใส่ใจป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชประเภทอื่นๆ เพราะหากดูแลจัดการไม่เหมาะสม จะทำให้ผลผลิตเสียหายได้ เกษตรกรจะใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเข้ามาฉีดพ่นเพื่อขับไล่แมลงในแปลงเพาะปลูก ซึ่งปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพดังกล่าว ผลิตจากเศษวัสดุในไร่ คือ ผลแอปเปิ้ลแมล่อนที่ตกเกรด หมักรวมกับสาร พด. ของกรมพัฒนาที่ดิน

สภาวะอากาศแปรปรวน ปลูกดูแลยาก

แอปเปิ้ลแมล่อน เหมือนพืชตระกูลแตงทั่วไป ที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อน โดยช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสำหรับการปลูกอยู่ที่ 25- 30 องศาเซลเซียส ในเวลากลางวัน และ 18-20 องศาเซลเซียส ในเวลากลางคืน ผลผลิตในช่วงฤดูร้อน จะทำให้แอปเปิ้ลเมล่อนเจริญเติบโตได้ไวขึ้น ตั้งแต่ปลูก-เก็บเกี่ยวใช้เวลาเพียง 48-49 วัน เท่านั้น

สภาวะอากาศแปรปรวน นับเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเติบโตของต้นแอปเปิ้ลเมล่อน โดยเฉพาะภาวะอากาศหนาว เพราะผลกระทบจากอากาศหนาวเย็น จะทำให้ต้นแอปเปิ้ลเมล่อนชะงักการเจริญเติบโตได้ตั้งแต่ระยะต้นกล้า การออกดอกติดผลจะล่าช้าอีกต่างหาก ตั้งแต่ปลูก-เก็บเกี่ยว ต้องใช้เวลานานเกือบ 60 วัน

ช่วงฤดูฝน ปลูกดูแลยาก เพราะแปลงปลูกแอปเปิ้ลเมล่อนถูกน้ำฝนบ่อยๆ เสี่ยงเกิดโรคราน้ำค้างระบาดได้ง่ายเพราะต้นแอปเปิ้ลเมล่อนเป็นพืชตระกูลแตงที่มีใบกว้างใหญ่และมีขน เมื่อสัมผัสกับน้ำฝนจะเกิดหยดน้ำค้างบนใบอยู่เสมอ ไม่แห้งง่าย เสี่ยงเกิดเชื้อราน้ำค้างบนใบได้ง่าย ทำให้เกิดอาการใบหงิก สร้างความเสียหายต่อผลผลิตในแปลงปลูกในวงกว้าง

การเก็บเกี่ยว

การเก็บเกี่ยวผลผลิต สังเกตได้จากสีผิวของผลผลิต หากพบว่า มีสีเหลืองอ่อนที่บริเวณขั้วผล แสดงว่า ผลเริ่มสุก สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ในราคาขายส่งที่ ก.ก.ละ 40-50 บาท หากใครมีโอกาส ชิมแอปเปิ้ลเมล่อน รับรองว่าจะต้องติดใจในรสชาติที่หวานกรอบสดๆ ของไม้ผลชนิดนี้อย่างแน่นอน

อย. ปรับแก้ กม. ลูกกรณีวิสาหกิจชุมชนปลูก ‘กัญชา’ ทางการแพทย์ ส่วนปัญหาสิทธิบัตรกัญชาคนละส่วน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม นพ. สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการจัดทำอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกรองรับร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ ว่า ในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษฯ อยู่ระหว่างรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่ระหว่างนี้ ทาง อย. ได้เตรียมกฎหมายลูกรองรับ ขณะเดียวกันยังมีร่างประมวลกฎหมายยาเสพติดก็อยู่ระหว่างดำเนินการ แต่ใกล้เสร็จแล้ว โดยประมวลกฎหมายฯ จะนำร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับกัญชาเข้าไปด้วย ก็ขึ้นอยู่กับว่าอันไหนประกาศก่อน อย่างไรก็ตาม ในส่วนกฎหมายลูกทั้ง 8 ฉบับ ก็จะเหลือแค่รายละเอียด และรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง ก็จะปรับแก้ให้เหมาะสม โดยจะมีเรื่องหลักๆ ทั้งการอนุญาตปลูก การผลิต นำเข้า เป็นต้น

“อย่างการปลูกเดิมคนอาจมองว่า เข้มงวดเกินไป เนื่องจากของเดิมไม่มีการควบคุมวิสาหกิจชุมชน แต่ล่าสุดมีการอนุญาตให้วิสาหกิจชุมชนปลูกได้ เราก็ต้องมาปรับแก้กฎหมายลูก เพื่อให้ไปกับการอนุญาตวิสาหกิจชุมชนด้วย ซึ่งจุดนี้จะให้ชัดเจนในเรื่องการปลูกต้องมีรั้วรอบขอบชิด ซึ่งมีอยู่แล้ว เพียงแต่หลักการต้องให้เข้าใจตรงกันว่า การปลูกจะต้องเป็นระบบปิด ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า ปิดเป็นโรงเรือนอย่างเดียว จริงๆ หมายถึงมีรั้วรอบขอบชิด มีการป้องกันการขโมย การนำไปใช้ในทางที่ไม่ถูก เป็นต้น เช่น ต้องมีระบบเวรยามเฝ้า 24 ชั่วโมง มีกล้องวงจรปิด มีระบบเข้มงวด เป็นต้น ซึ่งในพื้นที่น้อยๆ ก็ไม่น่าใช้งบประมาณมากนัก” นพ. สุรโชค กล่าว

นพ. สุรโชค กล่าวว่า กฎหมายลูกที่สำคัญอีกตัวคือ ใช้กับโรคอะไรได้บ้าง จะเป็นแพทย์หรือแพทย์แผนไทย จะมีระบุคุณสมบัติหมด โดยแพทย์แผนไทยก็สามารถใช้ได้ เพราะจะเป็นสูตรแพทย์พื้นบ้าน โดยแพทย์แผนไทยจะใช้ดอกสด ใบสด ใช้ปริมาณไม่มาก จึงไม่น่าเป็นห่วง เพียงแต่คนที่จะใช้ต้องมีองค์ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย ผ่านการอบรม ก็จะมีระเบียบอยู่ อย่างน้ำมันสนั่นไตรภพ จะไม่ได้สกัดเป็นน้ำมัน แต่จะเป็นการไปหุงไปต้ม เป็นต้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีปัญหาคำขอสิทธิบัตรกัญชาของต่างชาติ จะกระทบกับกฎหมายลูกหรือไม่ นพ. สุรโชค กล่าวว่า ไม่เกี่ยวโดยตรง ในแง่การอนุญาตปลูก การผลิต การนำเข้า เพียงแต่ผู้วิจัยที่จะผลิตกังวลว่าสิทธิบัตรมีอะไรบ้าง แล้วจะไปซ้ำหรือไม่ แต่ในส่วนของ อย. จะเขียนแค่ว่าสูตรไหน ใครเป็นผู้ใช้ และใช้กับโรคอะไร เป็นต้น

นายเยี่ยม ถาวโรฤทธิ์ รักษาการผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทาง กยท. ได้หารือกับกลุ่มบริษัทอาลีบาบา ผู้ประกอบการตลาดสินค้าออนไลน์รายใหญ่ของจีน เกี่ยวกับการจัดทำแพลตฟอร์มซื้อขายยางทางอิเล็กทรอนิกส์ มาแล้ว 2 ครั้ง โดยทางอาลีบาบา รับหน้าที่ออกแบบแพลตฟอร์มการซื้อขายยางในระบบออนไลน์ให้กับไทยเพื่อไว้ใช้ซื้อขายร่วมกัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าไม่เกิน 1-2 เดือน แพลตฟอร์มขายยางร่วมกันน่าจะมีความชัดเจน

ทั้งนี้ ในเบื้องต้น กยท. กำหนดประเภทยางที่จะส่งขายไปยังแพลตฟอร์มออนไลน์กับอาลีบาบา ทั้งหมด 3 ประเภท ได้แก่ 1.น้ำยางข้น 2.ยางแท่ง (STR20) และยางแผ่นรมควันชั้น 3 (Rs3) โดยยางเหล่านี้จะมาจากสถาบันเกษตร หรือ สหกรณ์ที่สามารถผลิตยางและแปรรูปยางพาราได้ นอกจากนี้ การซื้อขายยางออนไลน์ จะส่งผลทำให้ราคายางในประเทศปรับตัวสูงขึ้น เพราะราคายางจะถูกกำหนดโดยผู้ขายโดยตรง

“ปัจจุบัน ราคายางพาราอยู่ในเกณฑ์ดี และเชื่อมั่นว่าราคายางพาราจะเพิ่มขึ้นถึงไตรมาสที่ 2 (เดือน มี.ค.-พ.ค.) เป็นอย่างน้อย เพราะต้นยางจะอยู่ในช่วงผลัดใบ โดยปัจจุบันราคายางแผ่นรมควัน ชั้น 3 (FOB) เฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) และราคาตลาดกลางอยู่ที่ 45 บาท ต่อกิโลกรัม ส่วนราคาน้ำยางสดปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 39-40 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งสาเหตุที่ราคาน้ำยางสดเพิ่มขึ้น เกิดจากโครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่มีการหนุนเวียนการใช้ยางในประเทศ โดยเฉพาะการใช้ยางสร้างถนนพาราซอยด์ซีเมนต์ทั่วประเทศ ของโครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร เป็นต้น”

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยาง เปิดเผยว่า ช่วงปลายในเดือนม.ค.นี้ จะเดินทางไปยังประเทศจีน เพื่อหารือกับอาลีบาบา เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ ในระบบซื้อขายยางออนไลน์ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามสำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายยางอิเล็กทรอนิกส์นี้ กยท. ตั้งใจให้เป็นตลาดล่วงหน้าที่มีการส่งมอบจริง แตกต่างกับตลาดโตคอม (TOCOM) ในประเทศญี่ปุ่น และตลาดไซคอม (SICOM) ในประเทศสิงคโปร์ ที่มีการซื้อขายล่วงหน้าแต่ไม่มีการส่งมอบจริง

“ตลาดล่วงหน้านั้นเป็นตลาดเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งส่งผลทำให้เกิดการกดราคาในตลาดยางทั่วโลก ดังนั้น ถ้าไทยสามารถเปิดตลาดซื้อขายยางพาราได้เอง ก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องการกดราคาของตลาดโลกได้ นอกจากนี้ การซื้อขายยางผ่านแพลตฟอร์มของอาลีบาบา จะทำให้ไทยได้กลุ่มลูกค้าจากจีนโดยตรง รวมถึงลูกค้าจากทั่วโลก ก็สามารถซื้อยางจากประเทศไทยโดยตรงผ่านแพลตฟอร์มนี้ได้”

เมื่อวันที่ 15 มกราคม เฟซบุ๊ก กรมควบคุมมลพิษ ได้รายงานสถานการณ์ฝุ่นละออง PM 2.5 ประจำวันที่ 15 มกราคม 2562 ว่า จากสภาพอุตุนิยมวิทยาที่อากาศในช่วงเช้า มีการลอยของอากาศในแนวตั้งค่อนข้างดีในช่วงระดับต่ำและอุณหภูมิเพิ่มขึ้นตามความสูง (Inversion) ระดับล่าง ระดับ 1 กิโลเมตร อากาศลอยขึ้นไปได้ดี ระดับ Level condensation level (LCL) อยู่ที่ระดับความสูงราวๆ 274 เมตร ระดับ LFC 1,257 เมตร ขณะเดียวกันลักษณะของอากาศ ระดับบนมวลอากาศเย็นกว่าสิ่งแวดล้อมจะกดอากาศที่อุ่นกว่าไว้

คาดการณ์ ว่าคุณภาพอากาศในวันพรุ่งนี้จะอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ และจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา พื้นที่ กทม. และ ปริมณฑล มีโอกาสมีฝน 10% ซึ่งจะครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในด้วย

คพ. ได้ประสาน เพื่อบูรณาการการดำเนินมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหา PM2.5 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กทม. บก.จร. ขนส่ง กองทัพฯ กรมอุตุนิยมวิทยา ผวจ.ปริมณฑล ทั้ง 5 จังหวัด อย่างต่อเนื่อง ดังนี้

1.เพิ่มความถี่ในการกวาดล้างทำความสะอาดถนน และฉีดพ่นน้ำในอากาศ ตั้งแต่เวลา 18.00-06.00 น. ทุกวัน จนกว่าฝุ่นละอองจะลดลงทำให้อากาศไม่สามารถลอยตัวขึ้นไประดับชั้นบรรยากาศระดับบนๆ ลมค่อนข้างสงบในช่วงเช้า ดังนั้น จึงเหมาะในขบวนการเกิดหมอกขึ้น ส่งผลทำให้สถานการณ์ PM2.5 พื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในวันนี้ 15 มกราคม 2562 คุณภาพอากาศโดยรวมยังคงอยู่ในระดับ ‘เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ’ ดังนี้
พื้นที่ริมถนน โดยสถานีวัดคุณภาพอากาศแสดงผลค่าฝุ่นละออง PM2.5 โดยรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 22 พื้นที่ มีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงจากเมื่อวานมากนัก

พื้นที่ทั่วไป (ห่างจากริมถนนสายหลัก) โดยรวมอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ มีค่าเกินมาตรฐาน (50 มคก./ลบ.ม.) อยู่ 15 พื้นที่ มีแนวโน้มลดลง2. แจกหน้ากากอนามัย N 95 ในพื้นที่งานอุ่นไอรัก สวนลุมพินี บางคอแหลม จตุจักร บางกะปิ บางขุนเทียน โดยจะให้ความสำคัญกับกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วย คนชรา เด็ก และผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับแหล่งกำเนิด

3.เข้มงวดตรวจจับรถควันดำและบังคับใช้กฎหมายอย่างเค่งครัด ทั้งรถยนต์ขนาดเล็ก รถยนต์ขนาดใหญ่ รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะ

4.จัดตั้งคณะกรรมการร่วมในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากเส้นทางก่อสร้างรถไฟฟ้า โดยเร่งคืนพื้นผิวการจราจร ณ จุดที่ดำเนินการเสร็จแล้ว สำหรับจุดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ จะปรับพื้นที่ผิวถนนให้กว้างขึ้น โดยบีบหรือลดพื้นที่การก่อสร้างบนพื้นผิวการจราจรให้แคบลง

5.จัดตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจากการก่อสร้างอาคารสูงและระบบสาธารณูปโภคโดยจะดำเนินการติดตามตรวจสอบและสำรวจ ให้ผู้ประกอบการดำเนินการตามมาตรการลดฝุ่นละอองให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ

6.การแก้ไขปัญหาการจราจรที่ติดขัด โดยอำนวยความสะดวกในการจราจรให้ดีขึ้น รวมถึงการเข้มงวดมิให้มีการจอดรถริมถนนสายหลัก

7.เข้มงวดมิให้มีการเผาขยะและการเผาในที่โล่ง

8. รณรงค์ไม่ให้ติดเครื่องยนต์ขณะจอดในสถานที่ราชการ โรงพยาบาล โรงเรียน และพื้นที่ ที่มีมลพิษสูง9. การทำฝนเทียม กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ได้มีการตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็ว จ.ระยอง เพื่อเตรียมทำฝนเทียมในระหว่าง 15-19 มกราคม 2562

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานประดิษฐ์คิดค้น โครงการสื่อมวลชนสัญจร เรื่อง “ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ : อาหารปลอดภัย
ปลาปลอดพยาธิ” ในวันที่ 11 มกราคม 2562 ณ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเผยแพร่ผลงานและกิจกรรมของ วช. ไปสู่สาธารณชนได้รับทราบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์

ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2560 วช. ได้สนับสนุนทุนอุดหนุนการวิจัยการทำกิจกรรมและส่งเสริมการวิจัย โครงการ
ท้าทายไทย : ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ (Grand Challenges Thailand : Fluke Free Thailand)

แก่ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ณรงค์ ขันตีแก้ว และคณะ แห่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อแก้ไขปัญหาโรคพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดีแบบครบวงจร ให้กับประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและ 1 จังหวัดในภาคเหนือ ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ สกลนคร และจังหวัดแพร่ โดยคณะนักวิจัยได้ทำการศึกษาวิจัย ทั้งหมด 11 โครงการ โครงการท้าทายไทยเป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ หรือ คอบช. ที่เริ่มให้การสนับสนุนโครงการวิจัยประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ และมะเร็งท่อน้ำดีแบบครบวงจร ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา

ศาสตราจารย์ ดร. ธิดารัตน์ บุญมาศ นักวิจัยในโครงการวิจัยท้าทายไทย ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ หัวหน้าโครงการ อาหารปลอดภัย : ปลาปลอดพยาธิ กล่าวว่า ได้สำรวจการติดเชื้อตัวอ่อนระยะติดต่อในปลาวงศ์ตะเพียนในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและจังหวัดสระแก้ว เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาส้มปลาร้าปลอดพยาธิและทำต้นแบบฟาร์มปลาตะเพียนปลอดพยาธิ

รวมถึงพัฒนาแนวทางการทำปลาร้าปลาส้มให้ถูกสุขอนามัย โดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีร่วมกับภาคเอกชน ได้แก่ โรงงานแม่เตี้ย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา และความร่วมมือกับคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น จนได้ผลิตภัณฑ์ปลาร้าปลาส้มพร้อมรับประทานในแบบต่างๆ เช่น ปลาส้มทอด ปลาส้มก้อน ลาบปลาส้มก้อน แบบพร้อมรับประทานได้สะดวก โดยใช้ไมโครเวป อุ่นอาหาร ที่ปรุงสำเร็จ ทั้งแบบแช่เย็นและแข็ง โดยใช้ความหนาของปลาในแบบต่าง ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อการอุ่นและรสชาติของอาหาร และยังรักษาคุณค่าอาหารให้ถูกหลักโภชนาการได้เป็นอย่างดี

โดยในวันนี้น างสาวสุกัญญา ธีระกูรณ์เลิศ ผู้ทรงคุณวุฒิ วช. นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมผลงานวิจัยจากโครงการท้าทายไทย ประเทศไทยไร้พยาธิใบไม้ตับ : อาหารปลอดภัย ปลาปลอดพยาธิ ณ โรงงานปลาส้มแม่เตี้ย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ปลาส้มปลาร้าปลอดพยาธิ และพัฒนาแนวทางการทำปลาร้าปลาส้มให้ถูกสุขอนามัย เพื่อลดปัญหาโรคพยาธิใบไม้ในตับแก่ผู้บริโภค อันจะนำไปสู่โรคมะเร็งในท่อน้ำดีซึ่งเป็นโรคหนึ่งที่ทำให้คนไทยเสียชีวิตในลำดับต้นๆ โดยเฉพาะประชากรในภาคอีสาน โดยมี ศ. สพญ.ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รศ.นพ. ณรงค์ ขันตีแก้ว และ ผศ.ดร. รัชฎา ตั้งวงศ์ไชย จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น บรรยายให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน

ต้นกล้วย เป็นสัญลักษณ์ของพืชในเขตร้อนที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นต้นไม้ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ ในครัวอาเซียนเราใช้ใบกล้วยมาทำเป็นกระทงเป็นภาชนะใส่อาหาร หรือแค่ปูใบกล้วยแล้ววางอาหารบนนั้นนั่งล้อมวงใช้มือเปิบไม่ต้องล้างถ้วยชามให้เสียเวลา ประเทศในอาเซียนทุกประเทศรู้จักใช้ใบตองมาห่อใส่อาหารแล้วนำไปทำให้สุก ไม่ว่าจะเป็นของคาวหรือของหวาน

อาหารที่ฉันจะเล่าในตอนนี้ก็ใช้ใบตองมาห่อ มีชื่อว่า “เปเปส อิกัน” (Pepes Ikan) หมายถึง งบปลา นั่นเอง แต่เป็นงบปลาของชาวซุนดาที่อยู่บนเกาะชวาตะวันตก และเกาะบาหลีของประเทศอินโดนีเซีย ที่จริงแล้วสามารถใช้เนื้อสัตว์อย่างอื่นแต่ในเมื่ออยู่บนเกาะมีปลามากมายอยู่แล้ว งบปลาจึงนิยมกินกันมากกว่าอย่างอื่น ปลาที่ใช้ก็เป็นปลาทะเลที่หาได้ง่าย เช่น ปลาอินทรี ปลานวลจันทร์ทะเล และปลาทู

เครื่องแกงประกอบไปด้วย พริก หอม กระเทียม ขิง ข่า ขมิ้น ตะไคร้ มะเขือเทศ ตำรับซุนดานั้นต้องใส่แคนเดิ้ลนัทด้วยซึ่งเป็นเมล็ดของพืชที่จะใส่ในเครื่องแกงให้ความข้น เพื่อความสะดวกเราสามารถใช้เมล็ดมะม่วงหิมพานต์แทนได้ โขลกแล้วก็ปรุงรสให้เรียบร้อยด้วยน้ำตาลโตนด เกลือ น้ำมะขามหรือน้ำมะนาว นำเครื่องแกงนี้ไปหมักกับปลาให้เข้าเนื้อ แล้วจึงนำมาห่อด้วยใบตอง ใส่มะเขือเทศ ตะไคร้หั่นท่อน ใบมะกรูด ใบกระวาน และใบแมงลัก ลงไปในห่อด้วยเพื่อเพิ่มความหอมของสมุนไพร นำไปนึ่งให้พอสุก แล้วจึงนำมาย่างไฟอีกทีให้หอมฟุ้งจรุงใจ

หุงข้าวสวยเอาไว้ เตรียมผักสดไว้กินแนมสักหน่อยพร้อมน้ำพริกกะปิครกเล็กๆ ก็เอร็ดอร่อยกันถ้วนหน้า ไม่ต้องสงสัยว่าอาหารอินโดนีเซียมีน้ำพริกกะปิด้วยหรือ ขอตอบว่ามีค่ะ ชาวอินโดนีเซียรวมถึงชาวมลายูเขาก็มีน้ำพริกกะปิ ที่เรียกว่า “ซัมบัล เบลาชัน” (Sambal Belacan) แต่ของเขาจะใช้พริกแดงทั้งพริกชี้ฟ้า และพริกขี้หนูสีจึงแดงสดแต่เผ็ดน้อย ส่วนหัวหอม กระเทียม กุ้งแห้งนั้นแล้วแต่เพราะน้ำพริกกะปิเขามีสาขาย่อยแตกออกไปได้อีกหลายแบบ ถ้ามีส้มจี๊ดก็ให้ใส่ด้วยจะได้น้ำพริกกะปิแบบต่างชาติ กินงบไทย งบลาวแล้ว ลองงบอินโดดูบ้างค่ะ

กรุงเทพมหานคร โดย สำนักการแพทย์ (สนพ.) และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการขยายผลงานวิจัย DentiiScan เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย” เพื่อส่งเสริมและผลักดันนวัตกรรมไทย สู่การใช้งานเครื่องเดนตีสแกนรุ่น 2.0 ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักการแพทย์ จำนวน 2 โรงพยาบาล ได้แก่ โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ และโรงพยาบาลสิรินธร เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ประชาชน