นอกจากนี้ ในการจัดกิจกรรมต่างๆ ของศูนย์หนึ่งใจช่วยเหลือ

พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ ได้อำนวยการให้มีการจัดแสดงประวัติ ผลงาน และการแสดงความกตัญญูต่อพระมารดา ของร้อยตำรวจตรี คุณพุ่ม เจนเซน ตลอดอายุขัยของท่าน ให้เกษตรกร เยาวชน และผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้เยี่ยมชม ศึกษาเรียนรู้ เพื่อปลูกฝังความกตัญญูต่อบิดามารดา สถาบันพระมหากษัตริย์ ผู้มีพระคุณ และประเทศชาติ โดยมีร้อยตำรวจตรี คุณพุ่ม เจนเซน เป็นต้นแบบของแสดงความกตัญญูกตเวทีอย่างสูง

ผลงานของ โครงการ “หนึ่งใจ นทพ. จุดประกายให้เยาวชนกลุ่มพิเศษ” ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดย พันเอก กฤตพันธุ์ รักใคร่ นั้น เปรียบเสมือนการหว่านกล้าแห่งคุณธรรมและความสำนึกดี ให้แก่เยาวชนกลุ่มพิเศษ และเยาวชนผู้ด้อยโอกาส เกิดขวัญและกำลังใจแก่เยาวชนที่จะเติบโตเป็นคนดีของสังคมไทยสืบไป

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ รศ.ดร.จุรีย์รัตน์ ลีสมิทธิ์ (อาจารย์แมว) ผู้อำนวยการ ศูนย์ “หนึ่งใจ…ช่วยเหลือเกษตรกร” มูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ฯ ที่ตั้งสำนักงาน คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 อีเมล

คุณดอกไม้ อินอ้น หรือ ป้าดอกไม้ วัย 78 ปี ที่ถือเป็นเกษตรกรที่เริ่มปลูกชะอมไร้หนามรายแรกๆ ของอำเภอตะพานหิน และเป็นประธานกลุ่มผู้ปลูกชะอมไร้หนามบ้านคลองข่อย บ้านเลขที่ 31/6 หมู่ที่ 6 บ้านคลองข่อย ซอย 13 ตำบลไผ่หลวง อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร

การปลูกชะอมไร้หนาม ที่หลายคนมองเป็นเพียงอาชีพรองนั้น กลับสร้างรายได้หลักให้กับ ป้าดอกไม้ และครอบครัวมายาวนานมากกว่า 20 ปี และที่สวนชะอมไร้หนามของป้าดอกไม้ ยังเป็น “ศูนย์เรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่” ประจำตำบลไผ่หลวง เพื่อเป็นจุดเรียนรู้และถ่ายทอดความรู้ เรื่องการปลูกชะอมไร้หนาม สำหรับผู้ที่สนใจหรือเกษตรกร

ปลูกชะอมไร้หนาม เริ่มต้น ในพื้นที่ 3 ไร่ สร้างรายได้ดีกว่าทำนา 10 ไร่

ก่อนที่ป้าดอกไม้จะปลูกชะอมไร้หนามก็ทำนามาก่อน ปัจจุบัน ก็ยังคงทำนาควบคู่ไป ซึ่งนากลายเป็นอาชีพเสริมเท่านั้น ป้าดอกไม้เล่าย้อนกลับไปว่า ได้พันธุ์ชะอมไร้หนามมาปลูกแบบสวนครัวหลังบ้าน เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว วัตถุประสงค์แรกของการปลูกชะอมไร้หนามในตอนนั้น เพียงเพื่อบริโภคภายในครัวเรือน และต่อมาเลยตอนกิ่งชะอมเพื่อขยายต้นปลูกเพื่อเก็บยอดชะอมจำหน่ายให้กับเพื่อนบ้านและตลาดในชุมชนเพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับครอบครัว

หลังจากเก็บยอดชะอมขาย ผลปรากฏว่าปริมาณของความต้องการในตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีรายได้ค่อนข้างแน่นอน มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือนเกือบทุกวัน ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับการทำนา ป้าดอกไม้ บอกว่า ค่อนข้างเหนื่อยกว่ามาก และยังมีค่าใช้จ่ายต่อไร่สูง แล้วการปลูกข้าวยังประสบปัญหาในความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศ และราคา เมื่อเปรียบเทียบรายได้จากการเก็บยอดชะอมไร้หนามขาย ในพื้นที่เพียง 3 ไร่ ที่เริ่มต้นทำนั้น ดีกว่าปลูกข้าว ในพื้นที่ 10 ไร่ ปัจจุบัน ป้าดอกไม้และครอบครัวได้ขยายพื้นที่ปลูกชะอมไร้หนามออกไปถึง 6 ไร่ หรือราวเกือบ 10,000 ต้น และแปลงปลูกกล้วยกับไผ่ เพื่อนำกาบกล้วยและไม้ไผ่มาใช้ในการมัดกำชะอมที่จะต้องใช้เกือบทุกวัน ป้าดอกไม้ยังได้บอกว่า โรคและแมลงศัตรูชะอมมีน้อยมาก และใช้เพียงแรงงานในครอบครัว ในแต่ละครอบครัวที่ปลูกชะอมไร้หนาม ในพื้นที่ 1-2 ไร่ หรือมากกว่านั้น จะมียอดให้เก็บหมุนเวียนได้ทุกวัน มีเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว วันละ 200-300 บาท อย่างสบาย

ชนิดของชะอม ที่ปลูกในบ้านเรา

ชะอม ที่ปลูกกันในขณะนี้ จะแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ ตามลักษณะ คือ ชะอมมีหนาม กับ ชะอมไม่มีหนาม (ชะอมไร้หนาม) ต้นชะอมจะมีหนามทั่วทั้งต้นและกิ่งก้านสาขา รวมถึงส่วนของยอดอ่อนด้วย ในขณะที่ต้นชะอมไร้หนามเกือบจะไม่มีหนามเลย หรือจะพบหนามบ้างเหมือนกันแต่น้อยมาก จะพบเพียงหนามอ่อนห่างๆ เท่านั้น ข้อแตกต่างของชะอมทั้ง 2 ชนิด ป้าดอกไม้ อธิบายว่า ยอดชะอมที่มีหนามจะมีกลิ่นแรงกว่ายอดชะอมไร้หนาม แต่สำหรับรสชาติเมื่อนำไปประกอบอาหารจะใกล้เคียงกันจนแยกไม่ออก แต่กลับรู้สึกว่าชะอมไร้หนามรับประทานง่ายกว่า

เพราะไม่มีหนามให้กวนใจเวลารับประทาน สำหรับเกษตรกรที่คิดจะปลูกชะอมนั้น ชะอมไร้หนามจะสะดวกในเรื่องของการเก็บเกี่ยวยอดเป็นอย่างมาก เนื่องจากการที่ต้นหรือกิ่งไม่มีหนาม ทำให้เก็บได้ค่อนข้างรวดเร็ว และไม่ถูกหนามทิ่มแทงมือหรือร่างกาย นิสัยของการแตกยอดพบว่า พันธุ์ที่มีหนามจะให้ยอดน้อยและแตกยอดช้ากว่าชะอมไร้หนาม ป้าดอกไม้ได้ย้ำว่าลักษณะของการแตกยอดจะเห็นได้ชัดมากในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดชะอมมีราคาแพงที่สุด ราคาจะสูงถึงกำละ 10-15 บาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ชะอมในท้องตลาดมีน้อย จะเห็นได้ชัดเลยว่าต้นชะอมไร้หนามให้ยอดที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

การขยายพันธุ์ ชะอมไร้หนามป้าดอกไม้ ได้บอกถึงวิธีการขยายพันธุ์ชะอมไร้หนาม จะแบ่งเป็น 2 วิธี คือ การตอนกิ่ง ซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่า เพราะรวดเร็วและออกรากได้ดี โดยคัดเลือกกิ่งที่จะตอนไม่ให้แก่และอ่อนจนเกินไป ขั้นตอนเหมือนกับการตอนไม้ผลทั่วไป คือเลือกกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อนที่สมบูรณ์ปราศจากโรคและแมลง ควั่นกิ่งด้านบนและด้านล่าง ให้ห่างกันสัก 3-4 เซนติเมตร ใช้ปลายมีดลอกเอาเปลือกชะอมออก แล้วขูดเยื่อเจริญที่เป็นเมือกลื่นๆ ออก จะทาด้วยน้ำยาเร่งรากหรือไม่ก็แล้วแต่ เพราะชะอมเป็นพืชที่ออกรากได้ง่าย

แต่ถ้าทาด้วยน้ำยาเร่งรากก็จะยิ่งดีขึ้นอีก หุ้มด้วยขุยมะพร้าวที่แช่น้ำมาล่วงหน้าสัก 1 คืน แล้วบีบน้ำออกให้หมาดน้ำ อัดลงในถุงพลาสติก เมื่อทำแผลตอนเสร็จ ผ่าครึ่งถุงพลาสติกที่อัดขุยมะพร้าวและนำไปหุ้มบริเวณที่ลอกเปลือก มัดด้วยเชือกหรือตอกไม้ไผ่ ทั้งบนและล่างรอยแผลตุ้มตอนให้แน่น หลังจากนั้น ประมาณ 40-50 วัน เมื่อกิ่งตอนมีรากเต็มตุ้มตอนและเริ่มแก่เป็นสีเหลืองอมสีน้ำตาล ปลายรากมีสีขาว และมีจำนวนรากมากพอ จึงตัดกิ่งตอนได้ ก็สามารถตัดไปปลูกในแปลงได้เลย ไม่ต้องชำลงถุงให้เสียเวลา เมื่อนำกิ่งตอนปลูกลงดิน ต้นชะอมจะตั้งตัวได้เร็ว

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” รายงานผลการดำเนินงานสำหรับระยะเวลา 9 เดือนแรกปี 2561 ด้วยยอดขาย 398,261 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จากระยะเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยการเติบโตส่วนใหญ่มาจากกิจการในต่างประเทศ

“ด้วยกลยุทธ์การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับองค์กร ซีพีเอฟได้มีการขยายการลงทุนไปยังประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาและมีความต้องการพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ให้ทันสมัยได้มาตรฐาน มาถึงวันนี้ได้มีการลงทุนทั้งสิ้นจำนวน 17 ประเทศ มีการขยายตัวของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ยอดขายจากกิจการในต่างประเทศนี้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 67 ของยอดขายรวม และในรอบระยะเวลา 9 เดือนแรกของปีนี้มีการเติบโตร้อยละ 12 จากระยะเวลาเดียวกันของปีก่อน โดยกิจการในประเทศเวียดนามมีการเติบโตสูงสุด” นายสุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์ ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม และกรรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวถึงการเติบโตของยอดขายที่ผ่านมาในปีนี้

ผลการดำเนินงานของ 9 เดือนแรกปีนี้ บริษัทสามารถทำกำไรได้จำนวน 13,855 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา ร้อยละ 7 ซึ่งได้รับปัจจัยหนุนจากราคาสุกรในประเทศเวียดนามและกัมพูชาที่ปรับตัวสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา คาดว่าผลการดำเนินงานของปีนี้น่าจะเป็นไปตามเป้าหมาย และน่าจะมีการเติบโตต่อเนื่องในปี 2562 จากการขยายตัวของธุรกิจในต่างประเทศ

บริษัทตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ย และกำลังซื้อของผู้บริโภค จึงได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มีอัตราลดลง และการจัดการบริหารด้านการเงินที่มีการออกและจำหน่ายหุ้นกู้ระยะยาวที่เพื่อให้มีต้นทุนดอกเบี้ยที่ต่ำลง

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจอาหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) กล่าวถึงโอกาสในการขยายธุรกิจอาหารว่า บริษัทได้จัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาฯ ขึ้นเพื่อสรรสร้างสินค้าอาหารให้ตอบสนองความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคในทุกระดับอายุ รวมไปถึงสินค้าอาหารเพื่อผู้ป่วยและผู้สูงวัย มองว่าการแข่งขันในธุรกิจอาหารพร้อมรับประทานมีความท้าทายขึ้น การมีนวัตกรรมในการผลิตสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่นต่างๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ

นายสุขสันต์ กล่าวถึงเป้าหมายยอดขายของซีพีเอฟว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้า บริษัทได้ตั้งเป้าหมายที่จะมียอดขายจำนวนมากกว่า 600,000 ล้านบาท โดยกิจการในต่างประเทศเป็นกิจการหลักในการผลักดันการเติบโต และมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าประเทศไทย โดยคาดว่า กิจการในต่างประเทศจะมีสัดส่วนประมาณ ร้อยละ 75 ของยอดขายรวม

ด้วยวิสัยทัศน์ของซีพีเอฟสู่การเป็นครัวของโลกอย่างยั่งยืน มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพ ปลอดภัย สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ยึดมั่นในการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ดูแลและรับผิดชอบต่อสังคมรอบด้านบนพื้นฐานของการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งได้รับการยอมรับด้านความยั่งยืนจากองค์กรทั้งในประเทศและระดับโลกในด้านต่างๆ อันรวมถึง การได้รับคัดเลือกเป็นสมาชิกหุ้นยั่งยืนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเป็นสมาชิกในดัชนีความยั่งยืน DJSI และ FTSE4Good ติดต่อกันมาอย่างต่อเนื่อง นายสุขสันต์กล่าวปิดท้าย

ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี นำนวัตกรรม “โซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำ” รูปแบบโซลูชั่นครบวงจรรายแรกของประเทศไทย ไปร่วมจัดแสดงภายในงาน Asia Clean Energy Summit Conference & Exhibition 2018 ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม – 2 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ เอสซีจี ยังได้รับเกียรติให้ร่วมเป็นวิทยากรเรื่อง The Importance of Material Properties and Design To Make The Solar Pontoon Durable บนเวทีเสวนา International Floating Solar Symposium โดยมี ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ R&D Director และ Emerging Business Director จากธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี เป็นตัวแทนร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์

ดร.สุรชา อุดมศักดิ์ กล่าวว่า ธุรกิจเคมิคอลส์ เอสซีจี ได้พัฒนานวัตกรรมโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำในรูปแบบโซลูชั่นครบวงจร ซึ่งถือเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบพื้นที่ การติดตั้ง การขออนุญาต การต่อระบบไฟ และการดูแลบำรุงรักษา โดย เอสซีจี ได้นำความรู้ความเชี่ยวชาญด้านพอลิเมอร์และการออกแบบด้านวัสดุศาสตร์มาประยุกต์ใช้ในการวิจัยและพัฒนา

ซึ่งต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ทั้งด้านการใช้งาน สิ่งแวดล้อม ลักษณะของพื้นที่ รวมถึงปัจจัยด้านภูมิอากาศ โดยเอสซีจีเลือกใช้วัสดุเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีนเกรดพิเศษคุณภาพสูงที่มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 25 ปี มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานกลางแจ้งและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถทนรังสียูวีและสภาพอากาศที่หลากหลาย ไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของน้ำและสามารถรีไซเคิลได้ ควบคู่กับการออกแบบที่เหมาะกับการใช้งาน ใช้พื้นที่น้อย สะดวกต่อการขนย้ายและติดตั้ง จึงทำให้นวัตกรรมโซล่าร์ฟาร์มลอยน้ำจากเอสซีจี มีความแข็งแรง ทนทานและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

โดยงาน Asia Clean Energy Summit หรือ (ACES) ถือเป็นงานประชุมด้านพลังงานสะอาดระดับเอเชียที่สำคัญมาก จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับพลังงานทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเทคโนโลยี นโยบาย การสนับสนุนการลงทุนทั้งจากภาครัฐ หรือสถาบันวิจัยชั้นนำต่างๆ ในประเทศสิงคโปร์ โดยการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการรวมตัวของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา และมองหาโอกาสในการลงทุนเรื่องพลังงานทางเลือกในอนาคต

ผลิตภัณฑ์จาก เป็นอาชีพสำคัญอาชีพหนึ่งของชุมชนในลุ่มน้ำปะเหลียน…โดยจำหน่ายเป็นรายได้เสริมนอกเหนือจากการทำการเกษตร

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจากบ้านนายยอดทอง ตำบลวังวน อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง มีการนำใบจากมาผลิตเป็นวัสดุใส่น้ำที่เรียกว่า “ติหมา” สำหรับบรรจุเครื่องดื่มจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยว
ทดแทนการใช้ถุงพลาสติกซึ่งเป็นวัสดุที่ย่อยสลายยาก แต่ทางกลุ่มยังขาดศักยภาพในการผลิตติหมาให้ได้ตามความต้องการของตลาด เนื่องจากประสบปัญหาในการผลิตในช่วงฤดูฝนไม่สามารถตากใบจากเพื่อนำมาใช้ในการผลิตติหมา

ผศ.นพดล โพชกำเหนิด และ ดร.สุปราณี วุ่นศรี อาจารย์หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ร่วมกับหน่วยวิจัยเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่ มทร.ศรีวิชัยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ทำการพัฒนาเทคโนโลยีการอบใบจากโดยใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์และการใช้พลังงานลมร้อน สำหรับใช้ในการผลิตติหมาให้ได้คุณภาพ เป็นการบูรณาการแบบมีส่วนร่วมกับชุมชน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตใบจากได้มากขึ้น สามารถผลิตใบจากได้ตลอดทุกฤดูกาลทั้งฤดูร้อนและฤดูฝน

ส่งผลให้ชุมชนมีรายได้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีตู้อบใบจากสู่ชุมชนต้นแบบ ทางกลุ่มผลิตติหมาได้เพิ่มขึ้นประมาณ 3.5 เท่า มียอดการจำหน่ายติหมาเฉลี่ยเดือนละประมาณ 16,000 ใบ และนอกจากนั้น ได้เกิดเครือข่ายการผลิตผลิตภัณฑ์ใบจากในชุมชนอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ เมื่อรวมรายได้จากเครือข่ายผู้รับเทคโนโลยีตู้อบใบจากจนกระทั่งถึงปัจจุบัน สามารถเกิดรายได้ในชุมชนได้แล้วกว่า 2,000,000 บาท ซึ่งจะส่งผลให้เกิดช่องทางในการสร้างรายได้ให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนจักสานก้านจากบ้านนายยอดทอง ชุมชนลุ่มน้ำปะเหลียนได้อย่างยั่งยืน

ผศ.นพดล โพชกำเหนิด กล่าวว่า ตู้อบแห้งใบจากพลังแสงอาทิตย์ มีกระบวนการทำงานโดยใช้พลังงานจากแสงแดด ใช้หลักการไหลเวียนอากาศร้อนเพื่อระบายความชื้นด้วยพัดลมระบายความร้อนโดยใช้โซลาร์เซลล์ พร้อมติดตั้งเครื่องวัดความชื้นและอุณหภูมิ สามารถกระจายความร้อนได้อย่างสม่ำเสมอ หากฝนตกสามารถเคลื่อนย้ายได้ จุดเด่นของตู้อบแห้งใบจากพลังแสงอาทิตย์คือ

สามารถอบใบจากให้แห้ง โดยใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น ผลิตใบจากแห้งได้เฉลี่ย 2,000-3,000 ใบ ต่อรอบ สามารถนำไปผลิตเป็นติหมาครั้งละ 100-200 ใบ การผลิตตู้อบเพื่อผลิตติหมาสามารถลดขยะจากเศษใบจากที่เหลือจากกระบวนการผลิตใบจากสูบ เพื่อนำมาผลิตเป็นติหมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถลดขยะจากการผลิตใบจากสูบในชุมชนได้ประมาณ 1.8 ตัน ต่อปี สร้างความตื่นตัวในการสร้างรายได้จากภูมิปัญญาของชุมชน ส่งผลให้ภูมิปัญญาในการผลิตติหมาได้ถูกถ่ายทอดต่อไปให้แก่คนรุ่นใหม่ในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันเกิดเครือข่ายผู้ผลิตติหมาในชุมชนกว่า 100 คน สมาชิกในครอบครัวได้มีโอกาสทำกิจกรรมร่วมกันมากขึ้น และชุมชนได้เล็งเห็นถึงการขยายผลเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้สนใจในชุมชนต่อไป

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ผศ.นพดล โพชกำเหนิด อาจารย์หลักสูตรวิชาวิทยาศาสตร์ สาขาศึกษาทั่วไป คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย โทรศัพท์ 0-7520-4070

จากสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่มีความฝืดเคือง หรือเรียกว่ายุคข้าวยากหมากแพง อาจทำให้หลายๆ คนมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้รู้สึกติดขัดในเรื่องของสภาพความคล่องตัวทางการเงินมิใช่น้อย ส่งผลให้เกิดสภาวะหนี้สินมากขึ้น

แต่ในทางกลับกันก็ยังมีผู้คนอีกไม่น้อยที่พยายามมองหาอาชีพเสริม เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีมากขึ้นสำหรับพอใช้จ่ายเพื่อให้ตนเองเกิดหนี้สิน แม้จะเป็นเงินเพียงเล็กน้อยอาจไม่มากเท่ากับงานประจำที่ทำ แต่ก็ทำด้วยใจรักจสามารถเป็นงานที่สร้างเงินได้ เหมือนเช่น คุณวรินดา สุวรรณทอง อยู่บ้านเลขที่ 351 ถนนเลียบคลองมอญ แขวงทับยาว เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

คุณวรินดา สาวอินดี้ผู้รักความอิสระ เล่าให้ฟังว่า ปัจุบันตัวเธอทำงานเป็นสาวออฟฟิศ แต่มีความชอบในเรื่องของการปลูกต้นกระบองเพชร มาตั้งแต่ ปี 2551 สมัยเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญในช่วงนั้นคือ ได้ศึกษาวิธีการปลูกเลี้ยงตามโซเชียลมีเดียต่างๆ

“เหตุที่ปลูกต้นกระบองเพชร เพราะว่าช่วงนั้นซื้อมาเพื่ออยากเอาไว้ถ่ายรูป เพราะดูแล้วมันสวยดี คราวนี้พอดูๆ ไป เห็นว่าเอ้ย! มันก็สวยแปลกกว่าไม้อื่น ก็เลยชอบ แล้วก็ปลูกมาเรื่อยๆ ซื้อตามหลายๆ ที่ เจอสายพันธุ์ไหนก็จะซื้อมาเลี้ยงดู พอมาปลูกเยอะจำนวนมากก็คิดในใจนะ คิดว่ามันน่าจะเลี้ยงง่าย ขึ้นชื่อว่าต้นกระบองเพชรไม่น่าจะยุ่งยาก ทนแล้ง แต่พอมาปลูกจริงๆ นี่มันไม่ใช่อย่างที่คิด ก็มีตายเยอะเหมือนกัน” คุณวรินดา เล่าถึงที่มา

จากความชื่นชอบในครั้งนั้น คุณวรินดา บอกว่า ใช้เวลาศึกษาเกือบ 3 ปี กว่าจะปลูกกระบองเพชรให้ประสบผลสำเร็จแบบเข้าใจนิสัยอย่างแท้จริง เรียกง่ายๆ ว่า สามารถขยายพันธุ์และเลี้ยงดูให้เจริญเติบโตจำหน่ายเป็นเงินแบบเป็นรายได้เสริมได้แบบสบายๆ ตามสไตล์สาวอินดี้อย่างเธอ

“ตอนมาปลูกหลงคิดไปเองว่า กระบองเพชร น่าจะชอบแดด อยู่กลางแจ้งแบบจัดๆ แต่ที่จริงไม่ใช่ เราต้องทำที่ร่มให้อยู่บ้าง สามารถกันเรื่องน้ำฝนได้ ส่วนเรื่องแสงแดดที่แรงมากก็จะใช้ตาข่ายพรางแสงเข้ามาช่วย เพื่อให้ได้แสงพอดีเท่าที่ควร ซึ่งการดูแลหลักๆ ก็อาจไม่มีอะไรมาก ก็พอต้นไหนเริ่มใหญ่เราก็เปลี่ยนกระถาง ส่วนดินที่ใช้ปลูกก็คิดเอง เรียกว่าไม่มีสูตรที่ตายตัว ดูเองว่าพันธุ์ไหนเหมาะที่จะใช้ดินผสมแบบไหน บางครั้งก็นำความรู้ที่ได้จากการอ่านศึกษามาปรับใช้ด้วย ก็ถือว่าได้ประโยชน์สุดๆ เพราะเดี๋ยวนี้การแก้ปัญหาไม่ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน” คุณวรินดา อธิบาย

เมื่อต้นกระบองเพชรที่ทำมีจำนวนมากขึ้น คุณวรินดา บอกว่า ก็จะนำต้นที่สวยๆ มาถ่ายรูปลงในอินสตาแกรม เฟซบุ๊ก ส่วนตัวของเธอ ทำให้คนที่พบเห็นเกิดความสนใจและติดต่อขอซื้อ ทำให้เธอมีรายได้เสริมกับการจำหน่ายต้นกระบองเพชรไปด้วยอีกทาง

“การจำหน่าย ก็จะมีพี่ๆ ที่ทำงานที่บริษัทเดียวกันมาถามบ้าง เพื่อนๆ บ้าง ประมาณว่าตอนนี้มีสายพันธุ์ไหนที่แยกหน่อไว้เยอะๆ พอจะมาขอซื้อได้ไหม ก็จะเอาไปจำหน่ายให้เขา ซึ่งราคาก็อยู่ที่ 20 บาท จนถึงราคา 60 บาท ซึ่งราคาขึ้นอยู่กับขนาดไซซ์และสายพันธุ์ ก็ไม่ได้จำหน่ายราคาแพงมาก ตกเดือนหนึ่งจำหน่ายได้เงินมา 2,000-3,000 ก็ถือว่าคุ้มค่า หรือจำหน่ายได้เดือนเว้นเดือนก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยก็มีรายได้ที่ทำจากสิ่งที่เรารัก ก็ยังดีกว่าที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย เพราะเราทำให้มันเป็นอาชีพเสริม มันก็ใช้พื้นที่ไม่มาก อยู่ในรั้วบ้านเรา ขอให้มีการจัดการที่ดีให้มันสร้างเงิน มันก็เป็นรายได้เสริมมาใช้จ่ายได้” คุณวรินดา กล่าว

สำหรับท่านใด ที่มีความสนใจอยากปลูกต้นกระบองเพชร แต่ปลูกเลี้ยงเท่าไหร่ก็ไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร คุณวรินดา มีคำแนะนำจากประสบการณ์ของเธอว่า

“สิ่งแรกที่จะปลูกแล้วสำเร็จ คือต้องเข้าใจนิสัยของมันก่อน มันต้องการอะไรยังไง เพราะบางต้นมันก็ไม่ชอบแดด เราต้องเข้าใจนิสัยของมันให้หมด ดูอีกด้วยว่าเราชอบจริงไหม จะปลูกมัน รักมันแค่ไหน ไม่ใช่เพราะเห็นเขาปลูกก็ปลูกตามกระแส แล้วเราจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกับมัน ในวิถีที่กระบองเพชรเป็น ว่ามันชอบอุณหภูมิแบบไหน สภาพแวดล้อมยังไง แล้วสิ่งที่เราทำด้วยความรัก มันก็จะสร้างเงินให้เราเอง แม้ไม่มากแต่ก็ทำด้วยความสุข เท่านี้ก็ถือว่าสุขใจที่สุดของชีวิตแล้ว” คุณวรินดา กล่าว

กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดร. สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานการประชุมการดำเนิน “โครงการอีสาน 4.0 พลิกโฉมประเทศไทยด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม” โดยมีแกนนำเครือข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แกนนำกลุ่มเกษตรกร แกนนำกลุ่มอาชีพ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและกลุ่มผู้ประกอบการเข้าร่วม

โดยโครงการอีสาน 4.0 เป็นการดำเนินงานร่วมกันระหว่างกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ร่วมกับ 4 มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) และมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) ภายใต้สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค

“การพลิกโฉมอีสาน 4.0 กระทรวงวิทย์ฯ และ 4 มหาวิทยาลัย จะดำเนินการอย่างเป็นกระบวนการ โดย สอว. ที่ดูแลอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคทั่วประเทศ จะนำโดรนทางการเกษตรไปมอบให้กับกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเกษตรผู้ปลูกพริกในอำเภอสำโรง จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพริกสดแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งของประเทศ ไว้ใช้เป็นอุปกรณ์ในการพ่นยา สารเคมี และปุ๋ยน้ำ ได้โดยไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมีโดยตรง โดรนดังกล่าวสามารถบรรทุกสารเคมีได้ 3 ลิตร และพ่นสารเคมีได้คราวละ 1.5 ไร่ ในเวลาประมาณ 2-3 นาที เท่านั้น แจกไก่ 3 โลว์ (LOW) ซึ่งเป็นไก่ที่มียูริกต่ำ ไขมันต่ำ และคอเลสเตอรอลต่ำ หรือเรียกสั้นๆ ว่า ไก่ไม่เกาต์ ที่ได้รับการพัฒนาพันธุ์มา จำนวน 200 ตัว มาแจกเกษตรกรเพื่อนำไปประกอบอาชีพ ถ้าเกษตรกรเลี้ยงไก่ 3 โลว์ ให้ได้ 1 แสนตัว ต่อปี ไก่ดังกล่าวราคาตัวละ 100 บาท ถ้าชุมชนใดผลิตได้ 1 แสนตัว ต่อปี จะสามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนปีละ 10 ล้านบาท ถือเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนทำควบคู่ไปกับการปลูกพืชทางการเกษตร” ดร. สุวิทย์ กล่าว

โคพันธุ์อเมริกันบราห์มัน เป็นอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในการเลี้ยง โดยส่วนมากจะเลี้ยงให้เป็นแบบเลือดร้อยโดยไม่นำสายพันธุ์อื่นเข้ามาผสม ด้วยเอกลักษณะประจำพันธุ์ที่โด่ดเด่น คือเป็นโคที่มีรูปร่างใหญ่ปานกลาง ตะโหนกใหญ่พอประมาณ ขนสั้นเกรียนมีสีขาวเทาและสีแดง และที่สำคัญเจริญเติบโตได้ดี หากินเก่ง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพอากาศและโรคได้ดี

คุณวิสิทธิ์ สุดใจ อยู่บ้านเลขที่ 123 หมู่ที่ 3 ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นเกษตรกรที่เลี้ยงโคสายพันธุ์อเมริกันบราห์มันเลือดร้อย โดยเริ่มจากการที่จะนำมากินหญ้าในสวนมะม่วง แต่เมื่อได้ทดลองเลี้ยงจึงเกิดความชื่นชอบและเลี้ยงมากว่า 10 ปี นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้แล้ว เขายังมีความสุขที่ได้เลี้ยงโคเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย