นอกจากฝนดาวตกเจมินิดส์แล้วช่วงเดือนธันวาคมยังมีฝนดาวตก

ชุดอื่นให้ชมกันอีก เช่น ฝนดาวตกพัพพิดส์-เวลิดส์ ในคืนวันที่ 7 ธันวาคม อัตราการตก 10 ดวงต่อชั่วโมง และฝนดาวตกเออร์ซิดส์ ในคืนวันที่ 22 ธันวาคม อัตราการตก 10 ดวงต่อชั่วโมง ฯลฯ ถือเป็นเดือนส่งท้ายปีที่เหมาะแก่การสังเกตการณ์ฝนดาวตกเป็นอย่างยิ่ง

“ฝนดาวตกเจมินิดส์เกิดจากการที่โลกเคลื่อนที่เข้าตัดกับกระแสธารของเศษหินและเศษฝุ่นขนาดน้อยใหญ่ที่ดาวเคราะห์น้อย 3200 เฟธอน ทิ้งไว้ในขณะเคลื่อนผ่านเข้ามาในระบบสุริยะชั้นใน เมื่อโลกโคจรผ่านเส้นทางดังกล่าว สายธารของเศษหินและฝุ่นของดาวเคราะห์น้อยจะถูกแรงดึงดูดของโลกดึงเข้ามาเผาไหม้ในชั้นบรรยากาศโลกเกิดเป็นลำแสงวาบ หรือบางครั้งเกิดเป็นลูกไฟที่มีสีสวยงาม (fireball) ฝนดาวตกแตกต่างจากดาวตกทั่วไป คือ เป็นดาวตกที่ มีทิศทางพุ่งมาจากจุดๆ หนึ่งบนท้องฟ้า เรียกว่า จุดศูนย์กลางการกระจาย (Radiant) เมื่อจุดศูนย์กลางการกระจายตรงหรือใกล้เคียงกับกลุ่มดาวอะไร ก็จะเรียกชื่อฝนดาวตกตามกลุ่มดาวนั้นๆ หรือ ดาวที่อยู่ใกล้กลุ่มดาวนั้น เช่น ฝนดาวตกกลุ่มดาวคนคู่ ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต เป็นต้น”นายศรัณย์ กล่าว

ด้านนายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญการถ่ายภาพทางดาราศาสตร์ ได้แนะนำเทคนิคการถ่ายภาพฝนดาวตกว่า แนะนำให้ใช้กล้องที่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องได้ ปรับค่าความไวแสงสูงๆ ตั้งแต่ ISO 1600 ขึ้นไป เพื่อให้กล้องมีความไวแสงในการบันทึกภาพฝนดาวตก ตั้งกล้องบนขาตั้งกล้องที่มั่นคง และใช้เลนส์มุมกว้างเพื่อให้สามารถเก็บภาพท้องฟ้าให้ได้กว้างที่สุด หันหน้ากล้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นทิศของศูนย์กลางการกระจายของฝนดาวตก บริเวณกลุ่มดาวคนคู่ซึ่งจะเริ่มโผล่ขึ้นจากขอบฟ้าตั้งแต่เวลาประมาณสองทุ่มครึ่ง ของวันที่ 14 ธันวาคม เป็นต้นไป

นานมากแล้วที่เราไม่เห็น “เต่ามะเฟือง” ขึ้นมาวางไข่ นานจนเรียกว่าเข้าสถานการณ์วิกฤตแห่งเต่ามะเฟือง แม้ในธรรมชาติเต่ามะเฟืองจะเป็นสัตว์ที่มีอายุยืน แต่หากว่าพวกมันไม่ยอมขึ้นมาวางไข่ย่อมแสดงว่าประชากรของพวกมันก็จะลดลงเรื่อยๆ หากไม่มีใครคิดทำอะไร อาจถึงขั้นสูญหายไปจากทะเลไทยในที่สุดได้

จากข้อมูลของ ธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ระบุว่า เต่ามะเฟืองเป็นเต่าทะเลหายากที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ในประเทศไทยนั้นเต่ามะเฟืองมีสถานะเป็นสัตว์ป่าสงวน บัญชี 1 ตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ขณะนี้สถานการณ์ของเต่ามะเฟืองค่อนข้างวิกฤต คือใกล้จะสูญพันธุ์แล้ว เนื่องจากเราไม่เห็นเต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่เลยตลอด 4 ปีที่ผ่านมา คือ ตั้งแต่ปี 2556 ถึงปัจจุบัน โดยกรมอุทยานฯได้สำรวจและติดตามการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟืองใน 2 อุทยานแห่งชาติ ที่มีประชากรเต่ามะเฟืองมากที่สุดคือ อุทยานฯเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จ.พังงา กับอุทยานฯสิรินาถ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นแหล่งวางไข่ของเต่าทะเล

ที่อุทยานฯเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง สำรวจและติดตามตั้งแต่ปี 2546-2556 บริเวณหาดท่านุ่น หาดเขาปิหลาย หาดโคกกลอยและหาดท้ายเหมือง พบการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟือง 28 รัง จำนวนไข่เต่าทะเลทั้งหมด 2,678 ฟอง จำนวนลูกเต่าที่ฟักได้ 1,574 ตัว คิดเป็นร้อยละ 58.78 ของการฟักตัวทั้งหมด

ส่วนที่อุทยานฯสิรินาถ จ.ภูเก็ต สำรวจและติดตามตั้งแต่ปี 2542-2556 บริเวณแหล่งวางไข่ตั้งแต่หาดในยาง หาดไม้ขาว หาดสวนมะพร้าว พบการขึ้นวางไข่ของเต่ามะเฟือง 16 รัง จำนวนไข่เต่าทะเลทั้งหมด 166 ฟอง โดยเฉพาะการขึ้นมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองบริเวณหาดไม้ขาวพบว่ามีจำนวนน้อยมากและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุมาจากการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งและชายหาด ซึ่งเป็นการรบกวนแหล่งวางไข่ แหล่งหากิน และแหล่งอาศัยของเต่าทะเล 

ธัญญาŽ บอกด้วยว่า ครั้งสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติฯพบเต่ามะเฟืองคือ เมื่อปี 2556 เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ที่หาดไม้ขาวและหาดอื่นๆ ที่เป็นแหล่งวางไข่ แต่หลังจากปี 2556 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ไม่พบการขึ้นมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองเลย โดยเฉพาะในฤดูกาลวางไข่คือตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยปกติเต่ามะเฟืองจะวางไข่ที่เดิม เพราะมีความทรงจำในพื้นที่และจดจำสภาพทางเคมีของน้ำได้ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน หากถึงฤดูวางไข่ เต่ามะเฟืองก็จะกลับมายังหาดเดิมทุกครั้ง วางไข่เสร็จแล้วก็จะหายไปราว 1-3 ปี แล้วจึงกลับมาวางอีกครั้ง แต่ขณะนี้ เต่ามะเฟืองหายตัวไปแล้ว กว่า 4 ปี ยังไม่กลับมาเลย ถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติŽ

ธัญญาเผยข้อมูลที่่น่าเป็นห่วง ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเคยมีประชากรเต่ามะเฟืองจำนวนมาก ถึงขนาดเคยมีการเปิดสัมปทานไข่เต่ามาแล้วก่อนปี 2518 แต่ขณะนี้กลับพบว่าเต่าไม่ขึ้นมาวางไข่เลย จึงต้องหาทางแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เบื้องต้นกรมอุทยานฯ ดำเนินการควบคุมสภาพแวดล้อมแหล่งที่อยู่อาศัยของเต่ามะเฟืองให้มีสภาพธรรมชาติมากที่สุด ไม่ให้มีสิ่งใดมารบกวน หากแม่เต่าขึ้นมาวางไข่Ž

ธัญญาบอกถึงแนวทางแก้วิกฤตเต่ามะเฟือง ส่วนสาเหตุที่เต่ามะเฟืองหายไปนั้น ณัฐพล รัตนพันธุ์ ผู้อำนวยการส่วนกิจการอุทยานแห่งชาติทางทะเล กรมอุทยานฯ ระบุว่า มาจากการลักลอบเก็บไข่เต่าทะเลในฤดูวางไข่ ทั้งเพื่อการบริโภคและการค้า โดยไข่เต่ามะเฟืองขายกันใบละ 150 บาท นิยมนำไปทำไข่ต้มหรือยำไข่เต่า เพราะเชื่อกันว่าเป็นยาโด๊ป ช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้

นอกจากนั้นยังมาจากสาเหตุการทำประมงชายฝั่ง ที่เครื่องมือประมงหลายชนิดมีผลต่อเต่ามะเฟือง เช่น อวนรุน อวนลาก อวนลอย อวนติด เบ็ดราว เต่ามะเฟืองมักจะติดเครื่องมือประมงและเสียชีวิต รวมทั้งโรงแรม รีสอร์ต สิ่งปลูกสร้าง ถนน การวางระบบสาธารณูปโภค แสงไฟส่องสว่าง ก็เป็นปัญหา เพราะทำให้สภาพชายหาดเปลี่ยนแปลง เต่ามะเฟืองรู้สึกไม่ปลอดภัยจึงไม่ขึ้นมาวางไข่ 

ขณะนี้สั่งการให้อุทยานฯทางทะเลเข้มงวดตรวจตราการทำประมงที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะประมงอวนลาก อวนลอยขนาดใหญ่ในระยะ 3 กิโลเมตรจากฝั่ง และระงับการทำประมงด้วยเครื่องมืออวนลอยและเบ็ดราวในระยะใกล้ฝั่ง หน้าบริเวณชายหาดที่เป็นแหล่งวางไข่ รวมทั้งควบคุมไม่ให้มีการปั่นไฟในรัศมี 3 ไมล์ทะเลด้วยŽ ณัฐพลแจกแจงมาตรการ
ขณะที่ มงคล ลิ่ววิริยะกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เผยว่า สถานที่ที่เต่ามะเฟืองชอบมาวางไข่มีอยู่ 3 แห่ง คือ 1.เกาะพระทอง ต.คุระบุรี อ.คุระบุรี จ.พังงา 2.ชายหาดท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา และ 3.อุทยานแห่งชาติสิรินาถ หาดไม้ขาว จ.ภูเก็ต ปัจจุบันแหล่งที่ดีที่สุดในการวางไข่ คืออุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เนื่องจากยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติเหมาะแก่การขึ้นมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองมากที่สุด ส่วนที่เกาะพระทองและอุทยานแห่งชาติสิรินาถ มีการสร้างโรงแรม รีสอร์ต ที่พักจำนวนมาก ไปรบกวนแหล่งวางไข่ อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เต่ามะเฟืองไม่ยอมขึ้นมาวางไข่ ที่เต่ามะเฟืองไม่ขึ้นมาวางไข่ในระยะ 4 ปีที่ผ่านมามีหลายสาเหตุ แต่ที่เห็นอย่างชัดเจนคือ

1.การทำประมงโดยใช้อุปกรณ์ไม่ถูกต้อง เช่น อวนรุน อวนลาก อวนลอย อวนดำ เบ็ดราว ทำให้เต่ามะเฟืองมักจะติดไปกับอวนด้วย เมื่อเต่ามะเฟืองที่มีขนาดใหญ่ติดอวน ชาวประมงจึงต้องตัดอวนทิ้ง หากเศษอวนไปรัดตามลำตัวหรือลำคอจะทำให้เต่ามะเฟืองหายใจไม่ออกและเสียชีวิต และการทำประมงอวนลาก อวนลอยขนาดใหญ่ในระยะ 3 กิโลเมตรจากฝั่ง และการทำประมงอวนลอยและเบ็ดราวในระยะใกล้ฝั่งหน้าบริเวณชายหาดเป็นการไปรบกวนแหล่งวางไข่ของเต่ามะเฟืองอย่างมาก

2.เต่ามะเฟืองจะกินแมงกะพรุนที่อาศัยอยู่ตามปะการังเป็นอาหารหลัก แต่ปัจจุบันปะการังมีสภาพเสื่อมโทรมทำให้แมงกะพรุนก็สูญพันธุ์ตามไปด้วย เมื่ออาหารหลักไม่เพียงพอเต่ามะเฟืองเองก็ไม่มีอะไรกิน

3.พื้นที่วางไข่ของเต่ามะเฟืองเปลี่ยนแปลงผิดไปจากเดิม เนื่องจากเต่ามะเฟืองจะไวต่อแสงแดดมาก หากมีอะไรไปรบกวนก็จะไม่ขึ้นมาวางไข่ ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เต่ามะเฟืองจะขึ้นมาวางไข่คือช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ของทุกปี บางปีพบเต่ามาวางไข่ถึงเดือนมีนาคมก็มี เต่ามะเฟืองขึ้นมาวางไข่ในช่วงเวลาที่น้ำทะเลขึ้นสูงสุดเนื่องจากเต่ามีน้ำหนักตัวมาก ฉะนั้นเวลาขึ้นมาวางไข่จึงต้องใช้แรงให้น้อยที่สุด เมื่อขึ้นมาบนชายหาดแล้วจะใช้เวลาในการวางไข่ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จากนั้นจะกลับลงทะเล

4.เต่ามะเฟืองอาจจะขึ้นไปวางไข่ในพื้นที่นอกเขตอุทยาน ซึ่งยากต่อการที่เจ้าหน้าที่เองจะดูแลทั่วถึง ทำให้มีการลักลอบนำไข่เต่ามะเฟืองไปขาย ราคาใบละ 150 บาท หนึ่งลังมีไข่เต่า 100 ฟอง ได้ลังละหมื่นกว่าบาท เป็นราคาที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีคนนิยมลักลอบขโมยไข่เต่าไปขาย ในส่วนของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ได้จัดตั้งหน่วยประชารัฐอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลจิตอาสาขึ้นมาเพื่อช่วยสอดส่องดูแลบริเวณในพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมืองและพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อป้องปรามไม่ให้มีการลักลอบนำไข่เต่ามะเฟืองไปขาย และจัดชุดเจ้าหน้าที่ของอุทยานออกลาดตระเวนตลอดแนวชายหาดเป็นระยะ 

ส่วนเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมืองก็ติดตามสำรวจการขึ้นมาวางไข่ของเต่ามะเฟืองตั้งแต่บริเวณชายหาดในเขตอุทยานฯ จากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งพังงาถึงเขาหน้ายักษ์ ยังไม่พบการขึ้นมาวางไข่ของเต่าทะเลแต่อย่างใดŽ มงคลย้ำถึงความผิดปกติของเต่ามะเฟืองที่หายไป นับเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงอย่างมากสำหรับ เต่ามะเฟืองŽ ในทะเลไทย จะสูญหายไปตลอดกาล หรือจะพลิกฟื้นกอบกู้ให้ เต่ามะเฟืองŽ กลับมาเหมือนเดิม…

ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นเพียงเรื่องทางวัฒนธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเชื่อมโลกใบนี้ ทั้งยังเป็นพื้นฐานของการต่อยอดเรียนรู้ศาสตร์ต่าง ๆ ระดับสากล

ด้วยความสำคัญของภาษาอังกฤษ ทำให้ภารกิจตลอดเวลา 50 ปีที่ผ่านมาของอีเอฟ เอ็ดดูเคชั่นเฟิร์ส (EF Education First) เกี่ยวข้องกับการเตรียมความพร้อมด้านภาษาอังกฤษ และใช้การเรียนรู้จากประสบการณ์เป็นหลักปรัชญาซ่อนอยู่ในทุก ๆ โปรแกรมมาตลอด ดังนั้น โปรแกรมการศึกษาส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบของการเดินทางไปเรียนภาษาในประเทศเจ้าของภาษา

นอกจากนั้น อีเอฟ เอ็ดดูเคชั่นเฟิร์ส ยังเป็นสถาบันที่มีความชำนาญในการวิจัยด้านภาษาอังกฤษ โดยที่ผ่านมาได้ทำการสำรวจ และจัดทำดัชนีวัดความรู้ภาษาอังกฤษ EF English Proficiency Index (EF EPI) ของผู้ใหญ่ในประเทศ ซึ่งไม่ใช่เจ้าของภาษาที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งปีนี้เป็นครั้งที่ 7 แล้ว

“ลินัส จอนส์สัน” รองประธาน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อีเอฟ เอ็ดดูเคชั่นเฟิร์ส กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรา ได้ทำให้คนทุกวัย ทุกเชื้อชาติ และทุกภูมิหลัง สามารถเดินทางไปศึกษาในต่างแดนมาแล้วนับล้านคน

“เราส่งเสริมการศึกษาให้คนทั่วโลกผ่านโปรแกรมต่าง ๆ มากมาย เช่น นักเรียนแลกเปลี่ยน เรียนต่อต่างประเทศ หรือโครงการซัมเมอร์ต่างประเทศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว รวมไปถึงคอร์สเรียนภาษาต่างประเทศ ซึ่งนอกจากภาษาอังกฤษ เรายังมีโรงเรียนสอนภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี สเปน และจีน ในประเทศเจ้าของภาษากว่า 50 เมือง ใน 5 ทวีปทั่วโลก ที่เป็นการทำให้ผู้เรียนได้ทั้งภาษาและประสบการณ์ใหม่ ๆ ในต่างประเทศ”

“นอกจากโปรแกรมเรียนภาษาแล้ว เรายังมีโครงการทางวิชาการที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไปเรียนต่างประเทศเพื่อพัฒนาทักษะด้านวิชาการ เช่น การเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างประเทศ การเรียนปริญญาด้านธุรกิจ หรือเรียนมัธยมปลายต่างประเทศ”

ในฐานะผู้นำด้านการศึกษาระดับโลก เราจึงใช้เทคโนโลยีมาส่งเสริมเป้าหมายของเราในด้านการเรียนรู้ ดังนั้น เราจึงสร้าง EF Learning Labs ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัย และพัฒนาระดับโลกของเรา โดยมีทีมซึ่งประกอบด้วย วิศวกรซอฟต์แวร์ นักออกแบบ นักภาษาศาสตร์ และผู้ผลิตภาพยนตร์อยู่ประจำการที่เซี่ยงไฮ้ ลอนดอน และบอสตัน ในการปฏิบัติงานเพื่อเปลี่ยนแปลงการเรียนเดิม ๆ ทั้งระบบการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่, เด็กเล็กและเยาวชน, องค์กรรัฐบาลและเอกชน, โรงเรียนและครู, บริการการสอบ และการจัดอันดับความสามารถทางภาษาอังกฤษของผู้ใหญ่ (EF EPI)”

“มินห์ ตรัน” ผู้บริหารอาวุโสด้านการวิจัยของอีเอฟ เอ็ดดูเคชั่นเฟิร์ส กล่าวเกี่ยวกับ EF English Proficiency Index ว่า ฉบับที่ 7 นี้เป็นการจัดอันดับของ 80 ประเทศทั่วโลก โดยใช้ข้อมูลจากผลสอบวัดมาตรฐานภาษาอังกฤษของ EF (EF Set) ของผู้ใหญ่กว่าหนึ่งล้านคนในปี 2016 ซึ่ง EF Set เป็นข้อสอบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เป็นข้อสอบที่มีคุณภาพ และเป็นมาตรฐานที่ใช้โดยกว้างขวางโดยโรงเรียน มหาวิทยาลัย บริษัท และรัฐบาลในหลายประเทศ

สำหรับไฮไลต์สำคัญจากการสำรวจและจัดทำดัชนีวัดความรู้ภาษาอังกฤษ EF EPI ในปี 2017 ประกอบด้วย

หนึ่ง ปีนี้เป็นปีแรกที่เราได้รวมประเทศในแถบทวีปแอฟริกาเข้าร่วมในแบบสำรวจ ซึ่งจากผลลัพธ์พบว่าทักษะภาษาอังกฤษของผู้ใหญ่ประเทศในแถบทวีปแอฟริกามีความแตกต่างในแง่มุมของเพศเป็นอย่างมาก เพราะผู้หญิงแอฟริกันมีความสามารถด้านภาษาอังกฤษมากกว่าเพศชาย โดยมีคะแนนมากกว่าคะแนนเฉลี่ยของโลกเลยทีเดียว

สอง ประเทศในแถบยุโรปมีคะแนนนำเหนือประเทศในทวีปอื่น ๆ ในท็อป 10 ประเทศ ประกอบไปด้วย ประเทศในแถบยุโรปถึง 8 ประเทศด้วยกัน ประเทศในแถบตะวันออกกลางมีคะแนนต่ำที่สุด

สาม ประเทศในแถบเอเชียมีทักษะภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับที่สองของโลก แต่มีช่องว่างของคะแนนระหว่างประเทศสูงที่สุด สี่ ประเทศโคลอมเบีย กัวเตมาลา และปานามา มีการพัฒนาระดับภาษาอังกฤษอย่างเห็นได้ชัด แต่ถึงแม้ว่าประเทศในแถบละตินอเมริกามีการพัฒนาระบบการศึกษาของตัวเอง แต่จากผลการสำรวจพบว่า ประเทศเหล่านี้ก็ยังคงมีคะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ดี

ห้า ผู้หญิงมีความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษดีกว่าผู้ชาย ถึงแม้ว่าความแตกต่างระหว่างเพศชาย และเพศหญิงจะแคบลงก็ตาม เมื่อเทียบกับ EF EPI ปีอื่น ๆ

หก ทักษะภาษาอังกฤษเกี่ยวข้องกับการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาด้านสังคม และนวัตกรรมอย่างเห็นได้ชัด ประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษดีมักจะมีรายได้ต่อหัวโดยเฉลี่ย คุณภาพชีวิต การลงทุน และการพัฒนาสูงกว่าประเทศที่มีทักษะภาษาอังกฤษต่ำกว่า

เมื่อพูดถึงทักษะด้านภาษาอังกฤษของคนในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ “มินห์ ตรัน” บอกว่า ประเทศสิงคโปร์มีระดับภาษาอังกฤษดีเป็นอันดับที่ 5 ของ 80 ประเทศทั่วโลกที่ทำการสำรวจ ซึ่งเป็นประเทศที่ทำได้ดีที่สุดในทวีปนี้ด้วย รองมาเป็นมาเลเซีย อยู่อันดับที่ 13

ฟิลิปปินส์อันดับที่ 15 ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับที่ 53 ในขณะที่กัมพูชาและลาวเป็น 2 ประเทศที่มีอันดับต่ำสุดในทวีป และลาวมีอันดับต่ำสุดใน 80 ประเทศ

“ปีที่ผ่านมาประเทศในเอเชียมีความตื่นตัวในการพัฒนาภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก ด้วยการคิดค้นโครงการมากมาย ตั้งแต่การฝึกอบรมครูและการใช้เจ้าของภาษาอังกฤษมาสอนในโรงเรียนมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองในภูมิภาคนี้ยังคงมองเห็นว่า การเรียนภาษาอังกฤษในโรงเรียนภาคปกตินั้นไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ที่มีกำลังซื้อส่งให้บุตรหลานเรียนภาษาอังกฤษหลังเลิกเรียนด้วย”

“สำหรับประเทศไทย ถึงแม้จะอยู่ในอันดับที่ 53 แต่มีอันดับดีขึ้นกว่าปีที่แล้วที่เป็นอันดับที่ 56 อาจเป็นเพราะว่าการรณรงค์ด้านภาษาอังกฤษของภาครัฐเริ่มส่งผลมากขึ้น และคนไทยเริ่มเข้าใจความสำคัญของภาษาอังกฤษว่าสามารถสร้างข้อได้เปรียบในการทำงาน รวมถึงผู้ปกครองส่งเสริมให้บุตรหลานไปเรียนภาษาอังกฤษที่ต่างประเทศมากขึ้น”

การจะพัฒนาภาษาอังกฤษในประเทศไทย ควรให้ความสำคัญกับ 3 สิ่ง คือ หนึ่ง การสอนภาษาอังกฤษควรใช้ภาษาอังกฤษในการสอน สอง ควรสอนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ให้มีการโต้ตอบ และฝึกฝนจริง ไม่ใช่การท่องจำแกรมม่า สาม ครูต้องส่งเสริมให้นักเรียนใช้สื่อภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน เช่น ข่าว หนัง และเพลง

สิ่งที่อีเอฟ เอ็ดดูเคชั่นเฟิร์ส สมัครเล่น UFABET วางแผนไว้ว่าจะทำต่อจากนี้ คือ การร่วมมือกับนักการศึกษาในประเทศไทย ซึ่งตอนนี้เรามีเครือข่ายหลายร้อยคน ด้วยการเข้าไปพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนภาษาอังกฤษให้พวกเขา เพราะเราเชื่อว่า ครูผู้สอนเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาการเรียนรู้

โรงเรียนคุณธรรม เป็นนโยบายหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จะใช้เป็นแนวทางหนึ่งในการที่จะปลูกฝังให้เยาวชนของประเทศได้เติบโตขึ้นเป็นคนดี มีคุณธรรม ไม่ใช่จะเรียนเก่งเพียงอย่างเดียว
โรงเรียนอนุบาลบางกรวย (วัดศรีประวัติ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) นนทบุรี เขต 1 เป็นโรงเรียนหนึ่งที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนคุณธรรมแกนนำ 1 ใน 5 โรงเรียนของเขตพื้นที่ฯ ที่มีผลการดำเนินงานได้อย่างเป็นรูปธรรม

นายกำจัด คงหนู ผอ.สพป.นนทบุรี เขต 1 กล่าวว่า ทางเขตพื้นที่ฯ ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของคุณธรรมอย่างมาก เพราะเล็งเห็นว่า ถ้าเราปลูกฝังด้านคุณธรรมให้กับเยาวชนตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก เขาก็จะซึมซับสิ่งดี ๆ เข้าถึงจิตใจ เมื่อเติบโตขึ้นก็จะกลายเป็นพลเมืองที่ดีมีคุณธรรม ประกอบกับสถานศึกษาก็เป็นแหล่งผลิตเด็กและเยาวชนออกสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ทางเขตพื้นที่ฯ จึงให้ความสำคัญกับโรงเรียนคุณธรรมอย่างมากและจะขยายผลเพิ่มขึ้นตามลำดับ

นางบุญมี จันทวีผล ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลบางกราย กล่าวว่า ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนอนุบาลบางกรวย ได้รับการยกย่องให้เป็นโรงเรียนคุณธรรมแกนนำของสพป.นนทบุรี เขต 1 เพราะทั้งผู้บริหารและคุณครูได้ร่วมกันค้นหาคุณธรรม อัตลักษณ์ เพื่อพัฒนาพฤติกรรมเชิงบวกนักเรียนตามคุณธรรม เป้าหมาย 3 ด้าน คือ รับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และจิตอาสา จากนั้นโรงเรียนได้นำนโยบายของเขตพื้นที่ฯ ที่เน้นโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยพัฒนาคุณธรรมเป้าหมาย 5 ด้าน คือ ความพอเพียง ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความกตัญญู และอุดมการณ์คุณธรรม จนเกิดการปฏิบัติงานเป็นเลิศ คือ ก้าวแห่งคุณธรรม 12 ประการ จนเป็นวิถีชีวิตของนักเรียนโรงเรียนอนุบาลบางกรวย และปัจจุบันนักเรียนของโรงเรียนอนุบาลบางกรวย มีความเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามคุณธรรม อัตลักษณ์ของโรงเรียนทั้งเรื่อง ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ และจิตอาสา จนเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองและชุมชน

ด.ญ.กัญญาณัฐ ชาปัญญา ประธานนักเรียนและนักเรียนแกนนำของโรงเรียนด้านคุณธรรม กล่าวว่า ได้มีโอกาสจัดทำโครงงานคุณธรรมร่วมกับเพื่อน ๆ และปฏิบัติตามโครงการก้าวแห่งคุณธรรมไปพร้อม ๆ กัน โดยยึดตามโครงการก้าวแห่งคุณธรรม 12 ก้าว ก้าวที่ 1 การก้าวสู่โรงเรียนด้วยความซื่อสัตย์ ก้าวที่ 2 การก้าวเดินเป็นระเบียบตามเส้นทางตามจุดที่กำหนด ก้าวที่ 3 การก้าวด้วยจิตอาสาพัฒนาโรงเรียน ก้าวที่ 4 ก้าวเดินไปเข้าแถวหน้าเสาธง และก้าวเดินออกนอกแถวด้วยการเก็บมือ ก้าวที่ 5 การก้าวเดินขึ้นลงบันไดตามลูกศร ก้าวที่ 6 การก้าวเดินไปเรียนแต่ละจุดถอดรองเท้าวางเป็นระเบียบ ก้าวที่ 7 การก้าวเดินเปลี่ยนชั่วโมงไปเรียนห้องปฏิบัติการต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบและเป็นแถว โดยมีหัวหน้าห้องและรองหัวหน้าห้องดูแล ก้าวที่ 8 การก้าวเดินไปรับประทานอาหารและรับถาดอย่างเป็นแถว ก้าวที่ 9 การก้าวเดินไปรับประทานอาหารอย่างมีระเบียบ และพิจารณาอาหารก่อนรับประทาน ปฏิบัติตามกติกาไม่ดัง ไม่หก ไม่เหลือ ก้าวที่ 10 การก้าวเดินไปล้างถาดอาหารให้สะอาดและคว่ำผึ่งแดดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ก้าวที่ 11 การก้าวเดินไปแปรงฟันหลังอาหารตามจุดนัดพบอย่างพร้อมเพรียงกัน และ ก้าวที่ 12 การก้าวเดินกลับบ้าน ปฏิบัติตามจุดที่กำหนด

“ผลจากการที่เราปฏิบัติตามโครงการก้าวแห่งคุณธรรมไปพร้อมกัน รู้สึกว่านักเรียนมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดีทุกเรื่อง เช่น ช่วยกันทำความสะอาดบริเวณรับผิดชอบ เข้าแถวเป็นระเบียบ เลิกพูดคำหยาบ กินอาหารไม่หกและไม่คุยระหว่างกินอาหาร พวกเราภูมิใจมากค่ะที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กิจกรรมของโครงการโรงเรียนคุณธรรมประสบความสำเร็จ” ด.ญ.กัญญาณัฐ กล่าว

ดังจะเห็นได้ว่าโรงเรียนอนุบาลบางกรวย ได้รับการยกย่องให้เป็นโรงเรียนดีประจำตำบล โรงเรียนสถานศึกษาพอเพียง โรงเรียนวิถีพุทธชั้นนำ โรงเรียนประชารัฐ โรงเรียนคุณธรรมแกนนำของ สพป.นนทบุรี เขต 1 (1 ใน 5 โรงเรียน) และล่าสุดได้เข้ารับรางวัลโรงเรียนคุณธรรมดีเด่นระดับประเทศจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาอย่างภาคภูมิใจ

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่เยี่ยมกลุ่มฝึกอาชีพของสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 5 นครราชสีมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2560 จำนวน 2 กลุ่ม ได้แก่ การฝึกอาชีพให้กับผู้สูงอายุ สาขาการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร (การแปรรูปจากกล้วย) เป็นกล้วยหอมคาเวนดิช หรือกล้วยหอมเขียว ณ บ้านหัวมุม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา และอีกกลุ่มเป็นการฝึกอาชีพให้กับแรงงานนอกระบบ ในสาขาการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า ณ ห้องประชุมเทศบาล ตำบลหัวทะเล อำเภอเมือง ทั้ง 2 สาขา อบรมระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2560 รุ่นละ 20 คน รวม 40 คน เพื่อให้กำลังใจทั้งผู้เข้าอบรม และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่ดำเนินการ อีกทั้งต้องการเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญของการพัฒนาทักษะแก่คนทำงานทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ให้มีงานทำ มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น