นอกจากระบบบริการห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย ที่เปิดบริการ

ให้เป็นพิเศษสำหรับเกษตรกรแล้ว สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังได้เปิดบริการให้บุคลากรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เข้าถึงแหล่งความรู้ด้านการเกษตรทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ ผ่านระบบบริการ “ห้องสมุดดิจิทัลด้านการเกษตร” อีกด้วย นับเป็นมิติใหม่ของวงการเกษตรไทย โดยนักวิชาการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ด้านการเกษตรจากทั่วโลกผ่านบริการห้องสมุดดิจิทัลด้านการเกษตรของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และเกษตรกรไทยจะมีเพื่อนคู่คิดซึ่งเป็นกัลยาณมิตรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตร มีแหล่งความรู้ที่สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลา เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรยุคใหม่ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ในยุค Thailand 4.0

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ความคืบหน้ากรณีการส่งออกรังนกไปประเทศจีน หลังจากกระทรวงควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบ และกักกันโรค AQSIQ ของจีน ได้ออกประกาศอนุญาตนำเข้าผลิตภัณฑ์รังนกของไทยตั้งแต่วันที่ 28 ส.ค. 2560 โดยให้นำเข้ารังนกที่มีสีขาว เหลือง หรือ ทองนั้น คาดว่า ไทยจะสามารถส่งออกสินค้ารังนกล็อตแรก ปลายเดือนพ.ย.นี้ ปริมาณ 112 กิโลกรัม (ก.ก.) มูลค่ากว่า 18 ล้านบาท

ทั้งนี้ หน่วยงาน CNCA ของจีนได้ขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์รังนกของไทยแล้ว จำนวน 2 แห่ง ถ้ำรังนก 21 แห่ง คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมียอดส่งออกผลิตภัณฑ์ รังนกไปยังประเทศจีนได้ต่อเนื่อง และในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยเคยมียอดส่งออกผลิตภัณฑ์รังนกไปประเทศจีนประมาณ 500 ล้านบาท

น.สพ.อภัย สุทธิสังข์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า การที่ไทยสามารถส่งออกรังนกไปจีนได้ ถือเป็นโอกาสดีทางเศรษฐกิจ เพราะรังนกไทยเป็นที่นิยม เนื่องจากมีคุณภาพสูง เนื้อแน่น หอมนุ่ม และไม่ละลายง่าย รวมทั้งจากการที่จีนยกเลิกนโยบายลูกคนเดียวอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ม.ค. 2559 อนุญาตให้คู่สามีภรรยาสามารถมีลูกคนที่สองได้ ส่งผลให้ความต้องการรังนกของตลาดจีนสูงขึ้น เพราะสรรพคุณในการพัฒนาการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้เด็กคลอดออกมาแข็งแรง

โดยจากข้อมูล พบว่า การบริโภครังนกของจีน เพิ่มขึ้นปีละ 22% มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการบริโภค 1,000 ตันต่อปี ทั้งหมดต้องพึ่งพาการนำเข้าทั้งหมด จึงเป็นโอกาสของประเทศไทยที่แหล่งของนกอีแอ่นกินรังตามธรรมชาติ ปัจจุบัน ถ้ำรังนกที่ขึ้นทะเบียนกับประเทศจีน สามารถส่งออกได้มีจำนวน 21 ถ้ำ สามารถผลิตรังนกได้ ปีละ 8 ตัน จึงมีความต้องการแหล่งวัตถุดิบอีกมาก กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรฯ มีความพร้อมที่จะให้การรับรอง แหล่งผลิตรังนกให้มากขึ้น

“นอกจากนี้ กรณีรังนกบ้าน หรือ รังนก คอนโด ปัจจุบันมีจำนวน 10,020 หลัง กรมปศุสัตว์ยังไม่สามารถให้การรับรองได้ เนื่องจาก พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ไม่อนุญาตให้เก็บรังนกอีแอ่น นอกสัมปทาน แต่ในขณะนี้ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้เสนอแก้ไขกฎหมายโดยเพิ่มเติม มาตรา 12 ในร่าง พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. … สามารถขออนุญาตเก็บรังนกอีแอ่น นอกสัมปทาน กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชได้ ซึ่งมีความคืบหน้าเป็นลำดับ หากสามารถปลดล็อกได้ จะเป็นแหล่งวัตถุดิบที่นำรายได้เข้าประเทศได้จำนวนมาก”น.สพ.อภัย กล่าว

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้รายงานผลการดำเนินงานแผนข้าวครบวงจร ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มเก็บเกี่ยวข้าวนาปี หรือข้าวรอบที่แรก 58 ล้านไร่ แล้วคาดว่าจะได้ผลผลิตเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แต่เนื่องจากปีนี้น้ำท่าดีมาก ดังนั้นจึงคาดว่าเกษตรกรจะปลูกข้าวนาปรังหรือทำนารอบ 2 มากกว่าที่กำหนดไว้ ดังนั้นจึงกำชับให้กรมการข้าว ควบคุมพื้นที่ปลูกให้เข้มงวดที่สุด พร้อมทั้งได้ให้ นางจินตนา ชัยยวรรณาการ ที่ปรึกษารมว.เกษตรฯ หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สร้างความเข้าใจและเป็นที่ปรึกษาการเปลี่ยนข้าวเป็นพืชอื่นในพื้นที่ไม่เหมาะสม

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ผลผลิตข้าวนาปีคาดว่าจะได้ผลผลิตตามที่กำหนดไว้ 29.5 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 17.76 ล้านตันข้าวสาร โดยแบ่งเป็นข้าวนาปี 22.6 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวนาปรัง หรือข้าวรอบที่ 2 ผลผลิต 7 ล้านตันข้าวเปลือก โดยข้าวนาปี แยกเป็น ข้าวหอมมะลิ 8.07 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมจังหวัด 1.39 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวหอมปทุม 9.2 แสนตัน ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ 1 ล้านตัน ข้าวเจ้า 7.97 ล้านตันข้าวเปลือก ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ 12.20 ล้านตันข้าวเปลือก ข้าวเหนียว 5.87 ล้านตันข้าวเปลือก ต่ำกว่าแผนที่กำหนดไว้ 6.72 ล้านตันข้าวเปลือก และข้าวอื่นๆ 1.2 แสนตันข้าวเปลือก

ส่วนข้าวนาปรัง ที่จะเริ่มปลูกตั้งแต่ ปลายเดือน พ.ย.นี้เป็นต้นไป ประมาณ 11 ล้านไร่ แยกเป็นในเขตชลประทาน 8.2 ล้านไร่ และ นอกเขตชลประทาน 3.3 ล้านไร่ ผลผลิตประมาณ 7 ล้านตันข้าวเปลือก

อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ปริมาณน้ำเอื้อต่อการเพาะปลูกมาก จึงเป็นไปได้ที่เกษตรกรจะขยายพื้นที่การทำนาปรังมากขึ้น โดยในเบื้องต้นคาดว่าจะมีพื้นที่รวมประมาณ 12 ล้านไร่ หรือเกินกว่าที่แผนกำหนดไว้ประมาณ 1 ล้านไร่ ในภาคอีสานและภาคกลาง ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องทำความเข้าใจและปรับเปลี่ยนให้ทำอาชีพอื่นที่มีรายได้เท่ากับการปลูกข้าว หรือปศุสัตว์ ที่ต้องดำเนินการส่งเสริมให้เร็วที่สุดก่อนเกษตรกรลงมือทำนา

“การทำนาปรังของไทยสูงสุดช่วงที่มีโครงการรับจำนำข้าวและประกันการรับซื้อ อยู่ที่ 15 ล้านไร่ เนื่องจากราคาจูงใจให้ลงทุน แต่พื้นที่การทำนาปรังที่เหมาะสม ไม่เกิน 11 ล้านไร่ ส่วนที่เกินไปนั้นจะอยู่นอกเขต เกษตรกรใช้วิธีการสูบน้ำ ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่า หากทำความเข้าใจส่งเสริมให้ทำพืชอื่นหรือาชีพอื่นที่สร้างรายได้ใกล้เคียงกัน คาดว่าจะจูงใจเกษตรกรได้”นายอนันต์ กล่าว

สำหรับราคาข้าวหอมมะลิ ความชื้น 15% ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับตันละ 12,000-13,000 บาท เป็นที่น่าพอใจ จากเดิมที่คาดว่าราคาจะตกต่ำในช่วงที่เก็บเกี่ยวพร้อมกัน ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการรับจำนำยุ้งฉางของรัฐบาล เพื่อชะลอการระบายข้าวเอาไว้ก่อน ทำให้ระดับราคาข้าวเริ่มปรับสูงขึ้น

นายอนันต์ กล่าวว่า การปลูกข้าวนาปีที่เป็นไปตามแผนข้าวครบวงจร และส่งเสริมการทำนาแปลงใหญ่ 1,172 แปลง 126,497 ราย 1,0806,579 ไร่ นั้น พบว่าเกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้เฉลี่ย 20% เพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้ เฉลี่ย 15% โดยข้าวในโครงการมีผู้ประกอบการค้าข้าว 133 ราย ร่วมโครงการ รับซื้อข้าวอินทรีย์ 32 ราย รับซื้อข้าวอินทรีย์และข้าวจีเอพี 59 ราย และรับซื้อข้าว จีเอพี 42 ราย ได้เชื่อมโยงตลาดกลุ่มเกษตรกร 239 กลุ่ม รวม 19,710 ตัน และเชื่อมโยงกับตลาดกลุ่มเกษตรกร 36 กลุ่ม รวม 20,390 ตัน

นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค ปลัดกระทรวงพาณิชย์ แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ครั้งที่ 6/2560 ว่า สถานการณ์ผลผลิตข้าวโลกปี 2560 จาก 483.8 ล้านตัน ลดลง 3.3 ล้านตัน สถานการณ์การส่งออกข้าวโลก จาก 40 ล้านตัน เพิ่มขึ้นเป็น 44 ล้านตัน

สำหรับการส่งออกของไทยตั้งแต่เดือนมกราคมถึงตุลาคมส่งออกไปแล้ว 9.22 ล้านตัน นับเป็นการปริมาณการส่งออกที่ดีที่สุดในโลก โดยมีอินเดียเป็นอันดับ 2 คาดว่า Quarter ที่ 4 ปริมาณและราคาการส่งออกจะไปได้ดีต่อเนื่อง ซึ่งแนวโน้มการส่งออกในตลาดโลกปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วทุกรายการ ยกเว้นข้าวเหนียว โดยข้าวหอมมะลิไทยจากราคาเฉลี่ยต่อปี 715 เหรียญต่อตันเพิ่มขึ้นเป็น 953 เหรียญต่อตัน สาเหตุเพราะความต้องการสูงและได้ตลาดกลับมาเพิ่มขึ้น ขณะที่ข้าวหอมมะลิเวียดนามราคาเพียง 950 เหรียญต่อตัน

สำหรับสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศจีน (ข้าวขาว 100%) ประมาณ 1 แสนตัน และบังคลาเทศ (ข้าวนึ่ง 5%) ประมาณ 1.5 แสนตัน ญี่ปุ่น (ข้าวสู่อุตสาหกรรม) 2.5 หมื่นตัน นอกจากนี้ยังมี MOU ของเอกชนไทยกับฟิลิปปินส์และฮ่องกง (ข้าวหอมมะลิ) ประมาณ 8 หมื่นตัน
แนวโน้มการส่งออกของภาคเอกชนดีขึ้น

ปัจจุบันมีการขออนุญาตเพื่อส่งออกไปแล้ว 11 ล้านตัน ซึ่งสมาคมส่งออกข้าวไทยแจ้งว่าเป้าส่งออกปี 60 ทั้งปี 10 ล้านตัน จะสามารถส่งออกได้เกินเป้าหมาย 10.8 ล้านตัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้แนวโน้มข้าวไทยส่งออกดีขึ้นเนื่องจากได้ส่วนแบ่งตลาดข้าวกลับคืนมามาก โดยเฉพาะฮ่องกงเพิ่มขึ้นเป็น 70-80 % จากเดิม 40 %

นอกจากนี้โครงการใหม่อยู่ระหว่างเริ่มต้นดำเนินการ คือ การเชื่อมโยงข้าวสี ซึ่งเริ่มทำในเดือนพฤศจิกายน โดยประสานกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยนำข้าวสีที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพในการส่งออกทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่ หอมมะลิแดง หอมนิลและไรซ์เบอรี่ ซึ่งได้ทำการเชื่อมโยงใน 4 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษและอุบลราชธานี โดยลองดำเนินการไปแล้ว 1,371 ตัน ตามนโยบายรัฐบาลในการสนับสนุนพันธุ์ข้าวที่มีราคาสูง

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จากข้าวมีแนวโน้มที่ดี เนื่องจาก Order จำนวนมาก อาทิ อาหารเสริมจากน้ำมันรำข้าว ขนมปังจากข้าวไรซ์เบอรี วัสดุปิดแผล สบู่ล้างหน้า แชมพูข้าวหอมนิล คาดว่าในอีก 1 ปีข้าวหน้ายอดขายจะสูงถึง 100 ล้านบาท

ขณะที่ข้าวในสต็อกรัฐบาลประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ข้าวดี (รับประทานได้) ระบายออกหมดแล้ว กลุ่มที่ 2 ข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรม คงเหลือ 1 ล้านตัน ทั้งนี้ เป็นข้าวที่ประมูลไปแล้วแต่มีการฟ้องร้องและตรวจสอบทำให้คู้ค้าบางรายยกเลิกสัญญาซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 13 รายที่ยังต้องการทำสัญญาต่อไป และกลุ่มที่ 3 ข้าวไม่ใช่สำหรับคนและสัตว์รับประทาน คงเหลือ 5 แสนตัน ทั้งนี้ ทั้งหมดประมาณ 1.5 ล้านตัน ได้ขอมติในที่ประชุมนบข.ให้ชะลอการระบายออกไปไปจนถึงปีหน้า

“พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานในที่ประชุมได้ให้ความสำคัญในเรื่องการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน ลงพื้นที่ก็ต้องลงไปด้วยกัน ทั้งภาคการผลิตและภาคการตลาด จะได้บอกกับเกษตรกรได้ว่า พื้นที่ไหนอยู่ระหว่างการดำเนินการขั้นตอนใด พื้นที่ใดเหมาะหรือไม่เหมาะในการปลูกข้าวและจะเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดใด ปลูกแล้วจะขายให้ใคร การจัดหาตลาด ทำงานอย่างบูรณาการเชื่อมโยงกัน ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงสินค้าเกษตรโดยภาพรวม เช่น ปาล์ม ยางพารา ข้าวโพด มันสำปะหลัง”

กว่า 3 ปี ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับโจทย์อันท้าทาย ในการปรับเปลี่ยนระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต ลดความเสี่ยงราคาพืชผลจากรายย่อยสู่การรวมกลุ่มของทุกฝ่าย “ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสสัมภาษณ์ “สมชาย ชาญณรงค์กุล” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะหัวหอกหลักถึงความคืบหน้าและทิศทางการขับเคลื่อนในปี 2561

Q : ความก้าวหน้าแปลงใหญ่ใน 3 ปี ปีแรก 2559 มี 597 แปลง สร้างมูลค่าได้ 4,800 ล้านบาท จากวางเป้าไว้ 962 แปลง แต่เกษตรกรต้องปรับตัวจึงไม่เป็นไปตามเป้า แต่ได้เกินครึ่ง พื้นที่ 1.41 ล้านไร่ ปี 2560 วางเป้าไว้ 1,938 แปลง พื้นที่ 1.97 ล้านไร่ ถ้ารวมผลการดำเนินงานทั้งหมดตอนนี้ได้ 2,535 แปลง พื้นที่ 3.3 ล้านไร่ เกษตรกร 249,106 ราย
ปี 2561 จะเพิ่มให้ได้ 1,838 แปลง ขณะนี้เริ่มรับสมัครแล้ว 6 หน่วย แบ่งเป็นด้านพืช 466 แปลง ปศุสัตว์ 100 แปลง ประมง 70 แปลง หม่อนไหม 16 แปลง ส.ป.ก. 11 แปลง ส่วนด้านข้าวอยู่ระหว่างเสนอคณะกรรมขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ (single command) ระดับจังหวัด พิจารณารับรองแปลง จริง ๆ แล้วไทยมีพื้นที่ปลูกข้าว 60 ล้านไร่ ทำแปลงใหญ่มา 3 ปี ได้ 3 ล้านไร่ ถือว่าค่อนข้างตามเป้า ปีถัดไปกำหนดยุทธศาสตร์ไว้ต้องมีแปลงใหญ่ไม่น้อยกว่า 30% ของพื้นที่ทั้งหมด โดยเฉพาะแปลงใหญ่ข้าวต้องมากขึ้น ส่วนที่เหลือเป็นการเข้าสู่แปลงใหญ่โดยเกษตรกรเอง ภาครัฐไม่เข้าไปผลักดัน ดังนั้น เป้าหมาย 7,000 แปลงภายใน 5 ปี ตอนนี้เกินครึ่งแล้ว กว่าจะถึง 20 ปี เข้าสู่แปลงใหญ่ทั้งหมดได้

Q : ผลักดันแผนเชิงรุกปี 2561

เป้าหมายหลักคือพัฒนาศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.)ให้เข้มแข็งมากขึ้น ปีหน้าจะเน้นการพัฒนาเพื่อต่อยอดการดำเนินงานแปลงใหญ่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เป้าหมาย 26,460 ราย ศพก. 1 แห่งต่อ 30 คน ให้เกษตรกรร่วมกันวางแผนการผลิต การตลาด บริหารจัดการร่วมกัน ทั้งหมด 882 ศูนย์ ที่ผ่านมาได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลแห่งละ 2.5 แสนบาท ตอนนี้กรมได้ปรับแผน แบ่งแปลงใหญ่ เช่น พืชไร่อายุยาว ไม้ผล ข้าว โดยวางแผนทำงานเป็น 4 ไตรมาส เพื่อจะได้เห็นเป้าหมายชัดขึ้น โดยเฉพาะการบริหารงบประมาณปี 2561 จะเป็นการบูรณาการรับฟังความเห็นจากคณะกรรมการแปลงใหญ่ทุกระดับเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ให้มากขึ้น

Q : ปีหน้ายกระดับแปลงใหญ่ 4.0

ขณะนี้คัดเลือกมา 16 แปลง มีข้าว ประมง โคนม โคเนื้อ พืชไร่ ในจำนวนนี้มีการประชุมกำหนดระดับพื้นที่ที่ควรจะเป็น และให้เวลาสำรวจ 1 เดือนว่า สิ่งที่เกษตรกรควรมีคืออะไร สิ่งสำคัญ คือการใช้นวัตกรรม แต่ละแปลงต่างกัน หากแปลงใดขาดอีกแปลงต้องเติมเต็ม มีบริษัทเอกชนเข้ามาช่วยใน 1 แปลงสามารถมีหลายบริษัท รวมถึงมหาวิทยาลัยต่าง ๆ มาช่วย เช่น แปลงใหญ่ลำไยได้ใช้เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ บางพื้นที่ทำเองได้ขึ้นกับพื้นฐานเกษตรกร

เราวางแผนไว้ว่า 5 ปี ต้องได้ 7,000 แปลง ปีหน้าถึงแน่นอน แต่ประเด็นคือ เรื่องพื้นที่ที่ผ่านมาการเข้าไปทำแปลงให้มากขึ้นแต่พื้นที่กลับลดลง แปลงเล็กไม่มีพลัง ถ้าแปลงใหญ่จะได้เข้มแข็งมีอำนาจต่อรอง สิ่งที่ผมทำคือต้องการขยายพื้นที่ ไม่ใช่ขยายจำนวนแปลง ต่อไปเริ่มนำร่องในภาคกลางลุ่มเจ้าพระยา กลุ่มข้าว และไม้ผลคือภาคตะวันออก เช่น แปลงใหญ่ลำไย มีนวัตกรรมตัดแต่งกิ่ง แต่งช่อให้พอดีลูกจะใหญ่ขึ้น ด้วยภูมิปัญญาและนวัตกรรมที่มหาวิทยาลัยมีมาผนวกกัน จะกลายเป็น 4.0

Q : แปลงใหญ่กับปัญหาที่ต้องไขก๊อก

การบริหารจัดการ ต้องยอมรับว่า เกษตรกร ข้าราชการบางที่พื้นฐานแตกต่างกัน บุคลากรของ sc บางคนไม่ได้มาจากสายเกษตร ในการประชุมจึงเห็นควรให้มีการเปลี่ยนแปลง ง่าย ๆ คือ sc ที่กองกำลังไม่มี งบประมาณไม่มี อาจจะไม่ชำนาญ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงสั่งการให้เข้มงวดกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับเครือข่าย ศพก. จะต้องขยายศูนย์ไป แปลงใหญ่ต้องสร้างหัวขบวนให้ได้ 16 แปลง จาก 50 กว่าแปลง ต้องได้ข้อสรุปภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

พล.อ. ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ pasem.org เปิดเผยว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) ได้เดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ของไทยเมื่อต้นสัปดาห์ได้ตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว จากนี้เจ้าหน้าที่อียูกำลังอยู่ในระหว่างการรวบรวมและสรุปข้อมูล เพื่อเสนอสำนักงานใหญ่ของอียู ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม และฝ่ายรัฐบาลไทยมีกำหนดการจะเดินทางไปชี้แจงถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาไอยูยูให้อียูได้รับทราบในเดือนธันวาคมนี้ ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของอียู ประเมินว่าน่าจะเป็นที่พอใจของทางอียู เนื่องจากระบบตรวจสอบย้อนกลับของไทย มีความคืบหน้าไปค่อนข้างมาก และเริ่มมีการปฏิบัติงานที่เห็นผลชัดเจน

นายมงคล สุขเจริญคนา นายกสมาคมประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ของอียูได้เดินทางเข้ามาตรวจระบบการตรวจสอบย้อนกลับอุตสาหกรรมประมงของไทย ให้เป็นไปตามแผนการแก้ไขไอยูยู ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา และคณะกรรมการชุดใหญ่ได้เดินทางมาสมทบเมื่อวันที่ 13-15 พฤศจิกายน โดยได้ตรวจสอบท่าเทียบเรือทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็กของเอกชนด้วย เบื้องต้นคาดว่าจะอยู่ในระดับเป็นที่พอใจ เนื่องจากทุกท่าเทียบเรือได้ปรับตัวเพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ แม้จะไม่แล้วเสร็จ 100% เพราะต้องใช้เวลา ซึ่งสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยพร้อมให้การสนับสนุน โดยวันที่ 22 พฤศจิกายน ทั้ง 273 ท่าเรือประมงทั่วประเทศ จะหารือร่วมกัน เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติและปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

นายมงคล กล่าวว่า การปฏิบัติตามกฎหมายในปัจจุบันยังมีปัญหา เนื่องจากการตรวจสอบตามท่าเรือต่างๆ กรมประมงได้ประสานให้ตำรวจทำหน้าที่แทน ทำให้เกิดความสับสนในการชั่งน้ำหนักปลา ที่ตามกฎหมายสามารถผ่อนผันให้ชั่งได้ที่ตลาดปลาแทนการชั่งที่หน้าท่าเรือได้ ในกรณีปลาดังกล่าวไม่ได้ส่งออกในทันที จึงอยากให้เจ้าหน้าที่กรมประมงเข้ามาทำหน้าที่แทน ในส่วน พ.ร.ก.การประมง 2558 มีการปรับปรุงบ่อยครั้ง เพื่อให้เหมาะสมกับการทำประมงของไทยและสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาไอยูยู แต่การประกาศใช้กฎหมายกระชั้นชิดชาวประมงปรับตัวไม่ทัน จึงอยากให้ภาครัฐพิจารณาเรื่องนี้และเปิดโอกาสให้ชาวประมงปรับตัวก่อน

เชียงใหม่ – นายสมพร เจิมพงศ์ รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ เผยว่า ฟาร์มสุกรของบริษัทที่กระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศตลอดจนเกษตรกรในโครงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสุกรกับซีพีเอฟ ร่วมกันจัดโครงการปันน้ำปุ๋ยให้ชุมชน มาอย่างต่อเนื่องมากว่า 15 ปี

ปัจจุบันมีเกษตรกรจำนวน 120 ราย ที่อยู่ใกล้เคียงกับฟาร์มกับซีพีเอฟ นำน้ำปุ๋ยไปใช้กับการเพาะปลูกพืชหลากหลายชนิด อาทิ นาข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง หญ้าเลี้ยงสัตว์ ยูคาลิปตัส ปาล์มน้ำมัน ต้นสัก ยางพารา ผักสวนครัว มะนาว กล้วย สวนไผ่ ฯลฯ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยให้กับเกษตรกร

น้ำที่แบ่งปันให้ชุมชนผ่านการบำบัดในระบบแก๊สชีวภาพ สู่บ่อบำบัดน้ำหลังระบบ ต่อไปสู่บ่อพักน้ำ จนน้ำที่สะอาดและมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังมีธาตุอาหารที่เหมาะสมกับพืชทุกชนิดตรวจคุณภาพน้ำปุ๋ยในห้องปฏิบัติการ พบว่ามีโพแทสเซียมสูงถึง 297 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร และมีไนโตรเจนถึง 154 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทำให้พืชที่ได้รับน้ำปุ๋ยเติบโตเร็ว ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้นและมีคุณภาพดีขึ้น

สศก. เผยโครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ เกษตรกรพึงพอใจโครงการใน ระดับมาก เมื่อเทียบกับโคเนื้อลูกผสมทั่วไป ต้นทุนการเลี้ยงต่ำกว่า 19.76 บาทต่อกิโลกรัม จำหน่ายได้ราคาสูงกว่า 9.60 บาทต่อกิโลกรัม สร้างรายได้สุทธิสูงกว่าโคเนื้อลูกผสมทั่วไปถึงตัวละ 17,866 บาท

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามโครงการคัดเลือกพ่อพันธุ์กำแพงแสนเพื่อใช้ผลิตน้ำเชื้อ ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกําแพงแสน เสนอของบประมาณจากกองทุน FTA มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน ลดการนำเข้าน้ำเชื้อและเนื้อโคคุณภาพดีจากต่างประเทศ กระจายพันธุ์โคเนื้อคุณภาพที่ผ่านการคัดเลือกพันธุกรรมอย่างเป็นระบบและถูกต้องตามหลักวิชาการสู่เกษตรกร และเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงโคเนื้อและเพิ่มรายได้แก่เกษตรกรในชนบท โดยได้รับงบประมาณ 46,026,400 บาท ระยะเวลาดำเนินโครงการ 9 ปี เริ่มตั้งแต่ 19 ธันวาคม 2550 สิ้นสุดโครงการ 31 ธันวาคม 2559