นอร์เวย์ ดินแดนแห่งตะวันหลับดึก คนนอร์เวย์บอกเราแต่แรก

แล้วว่ารถที่นี่เขาจะหยุดให้คนข้ามถนน เพียงแค่เห็นคนยืนริมทางตั้งท่าข้ามถนนเขาจะหยุดรถทันที กระนั้นชาวไทยอย่างเราก็ยังคุ้นชินกับการจราจรแบบบ้านเมืองเราที่ไม่เคยเกรงใจคนข้ามถนน เรารีรอทุกครั้งที่จะข้ามถนนและสะดุ้งเมื่อรถจอดให้โดยดี

แต่รถราที่แบรเก้นไม่ได้คับคั่งอย่างกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่อื่นๆ ของเมืองไทย ส่วนใหญ่ผู้คนจะชอบเดินไปไหนมาไหนถ้าไม่ไกลเกิน ภูมิประเทศที่เป็นภูเขาบ้านเรือนปลูกเป็นหย่อมสูงต่ำไปตามเนินเขา ดูสวยงามแปลกตาสำหรับชาวต่างถิ่น โดยเฉพาะในย่านที่พวกเราพำนัก ถนนปูลาดด้วยก้อนหินแบบเดิมไม่ใช่สวยและมีเสน่ห์น่าเหยียบย่าง เพียงแต่ต้องระวังในยามฝนตกเปียกลื่น แต่รองเท้าของคนที่นี่ก็ผลิตขึ้นอย่างเหมาะกับพื้นที่ของเขา กันเปียก รัดกุมพื้นเกาะถนนอย่างดี ศิลปินสาวไทยที่อยู่นอร์เวย์มานานให้ฉันยืมรองเท้าของเธอ ทำให้เดินบนพื้นหินได้อย่างมาดมั่น

ฉันกับเพื่อนร่วมทางบินจากกรุงเทพฯ มาต่อเครื่องที่ดูไบ จากนั้นผ่านออสโลเมืองหลวงของนอร์เวย์มาลงที่แบรเก้น แม้เราจะไม่ได้สัมผัสเมืองหลวง ทว่าก็คุ้มค่าที่ได้มาแบรเก้นซึ่งนับว่าเป็นเมืองหลวงฝั่งนอร์เวย์ตะวันตก เป็นเมืองใหญ่อันดับสองที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน มีประชากรแค่ประมาณสี่แสนกว่าคน อากาศและสิ่งแวดล้อมดีเยี่ยม ประเทศนอร์เวย์จัดว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างดีเลิศ

แม้แบรเก้นจะเป็นเมืองท่าแห่งหนึ่งที่จัดว่าใหญ่ที่สุดของยุโรป กระนั้นเขาก็ยังคงวัฒนธรรมดั้งเดิมเอาไว้ รักษาดูแลอาคารเก่าแก่นับร้อยปีไว้ ถนนยังปูลาดด้วยก้อนหินแบบเดิม เป็นเมืองที่เติบโตไปกับสิ่งแวดล้อม ไม่ได้ล้ำหน้าทางเทคโนโลยีแบบทำลายสิ่งแวดล้อม แบรเก้นจึงได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในเก้าของเมืองที่เป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมที่สำคัญของยุโรป

แบรเก้นมีธุรกิจประมงและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรใต้น้ำ และการเดินเรือขนาดใหญ่ สถาบันวิจัยสมุทรศาสตร์ของแบรเก้นใหญ่เป็นอันดับสองของยุโรปที่พักของเราอยู่ไม่ไกลจากท่าเรือ ซึ่งเปรียบได้ว่าบริเวณนี้เป็นแหล่งรวมทุกสิ่งอย่างที่นักท่องเที่ยวต้องมาเยือน โชคดีจึงเป็นของเราที่อยากมาแถวนี้เมื่อไรก็เพียงแต่ก้าวขาออกมาจากห้องพัก เดินลัดเลาะลงมาตามถนนปูหิน ซึ่งมีหลายเส้นทางให้เลือกเดิน สองข้างทางเราเพลิดเพลินกับบ้านเรือนสไตล์ยุโรปสวยงาม เมืองนี้เขามีกฎบัญญัติว่าผู้คนสามารถเดินผ่านหลังบ้านหน้าบ้านกันได้โดยไม่เดียดฉันท์กัน แต่แม้จะมีคนเดินผ่านไปมาฉันยังรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัวของบ้านแต่ละหลัง ไม่มีใครละเมิดรบกวน

บริเวณท่าเรือมีตลาดปลาจำหน่ายกุ้งหอยปูปลา อาหารทะลเสดๆ มีเมนูให้เลือกหลากหลาย แน่ล่ะที่ราคาค่อนข้างแพงสำหรับเงินในกระเป๋าของชาวไทยเรา ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนต่ำกว่าเขาหลายช่วงตัว อีกทั้งประเทศนอร์เวย์จัดเป็นประเทศหนึ่งในแถบสแกนดิเนเวียที่ค่าครองชีพสูงลิบลิ่ว อย่างไรก็ตามเราก็อดไม่ได้ที่จะลองชิมรสชาตินอร์เวย์ มื้อแรกระหว่างเดินเล่นท่ามกลางอากาศหนาวชื้นฝนพรำ เราลองลิ้มซุปที่ขายในรถ สิ่งที่ดึงดูดให้เราแวะไปชิมคือรถที่ตกแต่งสวยงาม เมื่อได้เห็นถ้วยซุปก็ยิ่งชอบ เพราะเขาทำจากกาบไม้ชนิดหนึ่ง คล้ายกาบหมากบ้านเรา

ช่วงหนึ่งในทางเดินผ่าน เราพบตึกเก่าที่เหลือแต่ซากอิฐหินให้เห็น เขาสร้างเรือนกระจกครอบไว้คล้ายเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ชม เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงบ้านเมืองเรา นอกจากไม่เก็บรักษายังรื้อทำลายทิ้ง อนิจจา

จากท่าเรือเราเดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย อากาศเย็นๆ นั้นช่วยให้เดินเพลินไม่เหนื่อยง่าย มาถึงย่านพลุกพล่านที่เต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร รายรอบลานกว้างที่มีคนมาเดินเล่นนั่งเล่น นอกจากเก็บรักษาของเดิมเขายังสร้างสิ่งใหม่ไว้ให้ประชาชนคนที่เดินไปมาได้เพลิดเพลินเจริญใจ ดังเช่นงานศิลปะที่ก่อเป็นรางปล่อยให้น้ำไหลผ่าน แลดูสดชื่นเย็นสบาย ฉันไม่รู้ที่มาแต่คาดเดาว่าน่าจะเป็นงานศิลปะจัดวางถาวรชิ้นหนึ่ง

เมียงมองตามร้านประดามีทั้งรองเท้าเสื้อผ้าล้วนน่าใช้ แต่ราคานั้นไม่น่าหยิบจับเป็นเจ้าของนักหรอก เมื่อเทียบกับค่าเงินไทย เอาไว้ซื้อของบ้านเราดีกว่า แม้ว่าจะชื่นชมหลายสิ่งอย่างที่รัฐจัดไว้ให้ประชาชนของเขา แต่ฉันก็ยังรักบ้านเมืองตัวเองและอบอุ่นใจในแผ่นดินเกิด

เราชวนกันเดินไกลจนมาถึงลานน้ำพุกว้าง ตรงนี้เป็นสถานที่หนึ่งซึ่งเราจะมีการแสดงสดกลุ่มร่วมกับศิลปินอื่นๆ ผู้จัดบอกว่าอาจจะมีศิลปินมาร่วมหลายสิบชีวิต เพราะเป็นพื้นที่เปิดใครสนใจก็เข้าร่วมได้ นกพิราบฝูงใหญ่บินว่อนจิกกินอาหารที่คนโปรยให้ เห็นนกแล้วนึกถึงเสรีภาพ พอนึกถึงเสรีภาพใจก็บินไปถึงประเทศตัวเองที่ร้างไร้เสรีภาพมานานปี อดไม่ได้ที่คิดจะทำแสดงสดเรื่องบ้านเมืองตัวเอง

มีเวลาว่างหลายวันก่อนถึงการแสดงงานศิลปะ เราเดินเล่นกันวันละนิดละหน่อยพอเป็นกระสาย ฉันหมายใจจะดูงานศิลปะในมิวเซียม โดยเฉพาะที่มีงานของเอดเวิร์ด มุ้งค์ ศิลปินคนโปรด แต่พอดูเวลาแล้วก็เกรงว่าจะเดินดูไม่ทั่ว จึงอดใจไว้รอศิลปินสาวอีกสองคนที่จะตามมาสมทบ ไว้ดูพร้อมกันใช้เวลาละเลียดให้นานๆ

เราเดินกลับที่พักขณะที่ฝนโปรยเม็ดบางๆ สวมหมวกกระชับเสื้อโค้ชกันฝนที่เขาให้ยืมใส่ เพียงพอที่จะเดินต่อไปโดยไม่ต้องพัก สังเกตดูว่าคนที่นี่ไม่ค่อยกลัวฝน นั่นอาจเป็นเพราะเขาเตรียมเสื้อผ้ากันเปียกกันหนาวมาเพียงพอ ด้วยสภาพอากาศในฤดูนี้ที่ยังหนาวชื้นได้ตลอดเวลา

ชาวนอร์เวย์เขามีคำกล่าวว่า อากาศแบบไหนไม่ใช่ปัญหา อยู่ที่ว่าเตรียมเสื้อผ้าไว้พร้อมหรือไม่ต่างหากถ้าถามเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเชิงพาณิชย์ทั่วไปว่า มะม่วงพันธุ์ไหนขายได้ราคาดีที่สุดเราจะได้คำตอบว่ามะม่วงพันธุ์ “น้ำดอกไม้” โดยเฉพาะพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง เพราะเป็นที่นิยมทั้งตลาดในประเทศและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศมีการส่งเสริมด้านการตลาดอย่างต่อเนื่อง นัยว่าถ้าพูดถึงมะม่วงไทยก็ต้องน้ำดอกไม้เท่านั้น

กลุ่มสระแก้วผลิตทั้งน้ำดอกไม้และเขียวเสวยส่งออก ซึ่งมี คุณเจริญ เขื่อนข่ายแก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จ.สระแก้ว และเป็นเจ้าของสวนรุ่งเจริญ เลขที่ 21 หมู่ 17 บ้านชัยมงคล ต.ทุ่งมหาเจริญ อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว 27210 โทร.086-1621835 กล่าวกับว่า เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงเกือบทุกรายจะเน้นแต่มะม่วงน้ำดอกไม้เพียงอย่างเดียวเพราะส่งออกได้ราคาดีกว่ามะม่วงพันธุ์อื่นแต่ผมและกลุ่มของผมมองว่าเราน่าจะทำมะม่วงเขียวเสวยด้วยเพราะในเขต จ.สระแก้ว มีพื้นที่ปลูกมะม่วงเขียวเสวยเป็นจำนวนมาก อีกอย่าง คือ ขณะนี้มะม่วงเขียวเสวยสามารถส่งขายต่างประเทศได้จึงทำให้มีราคาที่สูงกว่าเมื่อก่อน

“สวนรุ่งเจริญ” มีพื้นที่ปลูกมะม่วงประมาณ 500 ไร่ ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้และเขียวเสวยเป็นหลัก โดยมีพื้นที่ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้มากกว่าเขียวเสวยอยู่เล็กน้อย คุณเจริญบอกว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ไม่นิยมปลูกเขียวเสวยเพราะคิดว่าราคาขายสู้น้ำดอกไม้ไม่ได้ แต่คุณเจริญกลับมองว่า ถ้าเราเปรียบเทียบกันจริงๆ รายได้จะไม่ต่างกันนัก ยกตัวอย่างในปีที่ผ่านมาขายมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดเอส่งออกขายได้ราคากิโลกรัมละ 80-90 บาท เกรดรองขายให้แม่ค้าในจังหวัดระยองและตลาดสี่มุมเมืองได้ราคากิโลกรัมละ 60-65 บาท ส่วนที่เหลือ (ผิวไม่สวย)

ขายเข้าโรงงาน “ฟรีซดาย” ที่ จ.จันทบุรี ถ้าเราจัดการกับผลิตได้แบบนี้ก็จะมีกำไรสูง แต่บางครั้งเกษตรกรไม่สามารถหาตลาดส่งออกได้หรือเมื่อคัดมะม่วงเกรดเอส่งออก แล้วส่วนที่เหลือไม่สามารถหาตลาดมารองรับได้ เกษตรกรก็จะมีกำไรน้อย เนื่องจากการผลิตมะม่วงน้ำดอกไม้มีขั้นตอนในการผลิตหลายขั้นเริ่มตั้งแต่จะต้องดูแลผิวให้สวย ต้องห่อผล พอเก็บก็ต้องมาแกะถุง

ซึ่งจะทำให้เรามีต้นทุนการผลิตที่สูงถ้าขายไม่ได้ราคาเกษตรกรจะไม่มีกำไรต่างกับเขียวเสวยที่มีขั้นตอนไม่มาก ไม่ต้องห่อผล เพียงแค่เราดูแลผิวให้สวยก็สามารถเก็บขายได้ราคา ในปีที่ผ่านมามะม่วงเขียวเสวยราคาแพงสุดอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนขายจากสวนได้ราคากิโลกรัมละ 50 บาทส่วนในช่วงอื่นราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 25 บาท และช่วงเดือนมีนาคมจะทำส่งประเทศเวียดนามได้ราคากิโลกรัมละ 38 บาท

ตลาดเวียดนาม ถือเป็นตลาดที่มีอนาคต คนเวียดนามเริ่มนิยมบริโภคมะม่วงเขียวเสวยจากประเทศไทย เพราะรสชาติหวานอร่อยและเราจะเน้นเก็บมะม่วงที่แก่จัดเท่านั้นเพื่อรักษาคุณภาพให้คงที่จะไม่เก็บมะม่วงอ่อนออกขายโดยเด็ดขาด ที่สวนรุ่งเจริญสามารถผลิตมะม่วงเขียวเสวยส่งเวียดนามได้ปีละกว่า 300 ตัน (3 แสนกิโลกรัม)

เทคนิคการผลิตมะม่วงเขียวเสวยให้มีคุณภาพดี ที่สวนคุณเจริญ จะผลิตมะม่วงเขียวเสวยปีละ 3 รุ่น คือ รุ่นแรกจะเก็บประมาณเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน รุ่นสองเดือนกุมภาพันธ์และรุ่นที่สามเดือนพฤษภาคม เนื่องจากปีหนึ่งเก็บผลผลิตมากถึง 3 ครั้งการดูแลจึงต้องดีเป็นพิเศษ คือหลังจากตัดแต่งกิ่งประมาณเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน คุณเจริญจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-0-0 อัตรา ต้นละ 2 กิโลกรัม เมื่อมะม่วงแตกใบอ่อนใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัดเม็ดประมาณต้นละ 2-3 กิโลกรัม การใส่ปุ๋ยอินทรีย์จะช่วยทำให้ต้นมะม่วงสมบูรณ์ ใบเขียวเป็นมัน

หลังจากมะม่วงแตกใบอ่อนเสมอกันดีแล้วจะทำการราดสารแพคโคบิวทราโซลชนิด 10 เปอร์เซ็นต์อัตราต้นละ 15 กรัมต่อทรงพุ่ม 1 เมตร ใส่ปุ๋ยทางดินเพื่อเร่งการสะสมอาหารโดยใช้สูตร 8-24-24 อัตราต้นละ 2 กิโลกรัม ทางใบจะฉีดพ่นปุ๋ยสูตร 0-42-56 อัตรา 3 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร ( อัตรา60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร) ร่วมกับสาร “ไฮเฟต” อัตรา 1 ลิตร สารไฮเฟตจะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อน เร่งการสะสมอาหารได้ดี ต่างจากคนอื่นที่จะนิยมใช้ปุ๋ย 0-52-34 ฉีดพ่นจุดนี้คุณเจริญแนะนำว่าถ้าใช้ปุ๋ย 0-52-34 ในการสะสมอาหารต้องใช้ถึง 10 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตรเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วการใช้ปุ๋ยสูตร 0-42-56 จะมีต้นทุนที่ถูกกว่า ในขณะที่ผลผลิตออกมาเหมือนกันจึงเลือกใช้เพราะเป็นการประหยัดต้นทุน

เมื่อสะสมอาหารได้ประมาณ 3-4 ครั้ง หรือนับจากวันราดสารแล้วประมาณ 60 วันขึ้นไปจะทำการเปิดตาดอกโดยใช้ปุ๋ยโปแตสเซี่ยมไนเตรท อัตรา 20 กิโลกรัมร่วมกับไทโอยูเรีย (เช่น ไทเมอร์) อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตรฉีดพ่นจะทำให้มะม่วงออกดอกสม่ำเสมอ ในช่วงดอกจะต้องเน้นการดูแลเป็นพิเศษโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการฉีดพ่นสารโบร่า เพราะจะทำให้มะม่วงติดผลดกและผลมีคุณภาพดี เนื้อแน่นไม่เป็นโพรง ถ้าทำมะม่วงส่งออกต้องเน้นเป็นพิเศษเพราะต่างประเทศเขาพิถีพิถันเรื่องเนื้อขาดเป็นโพรงมาก

ปัญหาดอกบานหน้าฝนกับโรคแอนแทรคโนส ในช่วงดอกบานปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยคือน้ำฝน ฝนจะพาโรคต่างๆ มาทำลายดอกมะม่วงของเรา โดยเฉพาะโรคแอนแทรคโนส คุณเจริญจะใช้วิธีฉีดยาเชื้อราป้องกัน ยาที่ใช้ประจำได้แก่ โวเฟ่น 500 ซีซีผสมกับแอนทราโคล 1 กิโลกรัมฉีดสลับกับอมิสตา 200 ซีซีผสมกับแอนทราโคล 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ฉีดสลับกัน 5-6 วันต่อครั้งถ้าฝนตกบ่อยให้ฉีด 3 วันครั้ง ในเรื่องการใช้สารโพคลอราชฉีดช่อดอกมะม่วงเขียวเสวย นักวิชาการมะม่วงหลายท่านห้ามใช้เพราะจะทำให้ดอกมะม่วงเสียหายแต่คุณเจริญใช้สูตรนี้มาตลอดยืนยันว่าไม่เสียแน่นอน

“จะต้องจำไว้เสมอว่าหลังฝนตกต้องฉีดพ่นยาเชื้อราทันทีห้ามปล่อยทิ้งไว้นานเด็ดขาดเพราะเชื้อโรคจะเข้าทำลายช่อดอก” การขายผลผลิตให้ได้ราคาต้องรวมกลุ่มกันขาย กลุ่มวิสาหกิจผู้ผลิตมะม่วงส่งออก จ.สระแก้ว เกิดจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ทำสวนมะม่วงโดยมีคุณเจริญ เป็นประธานกลุ่ม ปัจจุบันมีสมาชิกอยู่ 22 ราย มีพื้นที่ปลูกมะม่วงรวมประมาณ 10,000 ไร่ ผลิตมะม่วงคุณภาพดีส่งออกตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม ถือว่าเป็นกลุ่มที่ผลิตมะม่วงส่งออกมากที่สุดในประเทศ

คุณเจริญยังบอกด้วยว่า การจะทำสวนมะม่วงให้ประสบความสำเร็จสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือการหาตลาด เมื่อก่อนเกษตรกรไม่มีการรวมตัวกัน การขายผลผลิตก็ต่างคนต่างขายแม่ค้าก็กดราคา ตลาดส่งออกก็ไม่มาติดต่อเพราะไม่มั่นใจในความต่อเนื่องของผลผลิตแต่เมื่อมีการรวมตัวกัน อำนาจการต่อรองก็สูงขึ้น ตลาดต่างๆ ก็มาหามากขึ้น กลุ่มสระแก้วเป็นกลุ่มที่มีการจัดการผลผลิตที่ออกมาอย่างดีเยี่ยม ทุกเดือนจะมีการประชุมของสมาชิกภายในกลุ่มเพื่อให้ทราบว่าผลผลิตของใครจะออกช่วงไหน ปริมาณเท่าไร เพื่อที่จะวางแผนการขายให้มีประสิทธิภาพ เช่นมะม่วงน้ำดอกไม้ จะวางแผนการเก็บให้สามารถคัดแยกเกรดได้หลายระดับ โดยจะคัดแยกเป็นการขายผลสดและเข้าโรงงานแปรรูป

การขายผลสด ก็จะแบ่งเป็นหลายตลาด เช่น ตลาดญี่ปุ่น ต้องการมะม่วงผิวสวย ขนาดผล 200-300 กรัม (ได้ราคาสูง 70-90 บาท) ส่วนผลขนาดใหญ่กว่า 300 กรัมก็จะขายตลาดจีนและเกาหลีใต้ (60-70 บาท) สำหรับมะม่วงที่เกรดรองลงมาก็จะส่งขายตลาดภายในประเทศ มะม่วงที่เหลือจากการคัดขายผลสดก็สามารถส่งขายโรงงานแปรรูปได้ ที่ส่งขายมากที่สุดได้แก่โรงงานฟรีซดายที่ บริษัท จันทรบุรีโกลบอล-เทรด จำกัด จังหวัดจันทบุรี ถือเป็นโรงงานที่รองรับผลผลิตของกลุ่มทั้งหมดเพราะใช้มะม่วงเกรดไม่สูงนัก

มาตรฐานมะม่วงที่จะส่งเข้าโรงงานฟรีซดาย 1.ความแก่ แก่จัด ประมาณ 90 % ขึ้นไป(จมน้ำทุกลูก) , 2.ผิว ไม่ต้องสวย เน้นคุณภาพเนื้อ ผิวสามารถมีร่องรอยการทำลายของแมลงได้แต่ต้องไม่เข้าถึงเนื้อใน , 3.ขนาดผล ผลมีขนาด 300 กรัมขึ้นไป รูปทรงมาตรฐาน , 4.ต้องไม่มีรอยโรคแอนแทรคโนส , 5.ต้องไม่มีการทำลายของแมลงวันทอง , 6.ความหวานไม่ต่ำกว่า 16 องศาบริกซ์ , 7.ตัดผลติดขั้วยาวประมาณ 1 เซนติเมตร , 8.ไม่จำเป็นต้องใช้ถุงห่อเกรด เอ อาจใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อผลกันการกระแทกและกันแมลงวันทองก็พอ , 9.จะต้องมีใบรับรองคุณภาพ GAP , 10.ต้องไม่พบสารเคมีตกค้าง ตามมาตรฐานส่งออก

ส่วนเรื่องแมลงศัตรูคุณเจริญจะเน้นการป้องกันเป็นหลัก เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมาเราจะรู้ว่าระยะไหนแมลงชนิดใดจะเข้าทำลาย ยกตัวอย่างเช่นเมื่อช่อดอกแทงยาวประมาณ 2 นิ้วจะมีหนอนมาทำลายเราก็จะฉีดยาฆ่าหนอน อาจจะใช้ยากลุ่มเมทโทมิล หรือ เซฟวิน-85 ก็ได้ ฉีดพ่นประมาณ 1-2 ครั้ง หนอนก็จะไม่ทำลาย หรือในระยะดอกบานเพลี้ยไฟจะระบาด ทางราชการเขาให้งดการฉีดพ่นสารเคมีเพราะจะไปทำลายแมลงที่มาช่วยผสมเกสรแต่จริง ๆ แล้วถ้าเราไม่ฉีดเพลี้ยไฟกินดอกมะม่วงเราหมดก่อนแน่ก็ต้องฉีด แต่การฉีดจะต้องเน้นใช้ยาที่ไม่ทำลายดอกเช่นกลุ่มยาผงอย่างสารโปรวาโด ส่วนยาน้ำมันที่ลงท้ายด้วย EC ให้พยายามหลีกเลี่ยงเพราะเป็นยาร้อนจะทำให้ดอกแห้ง เวลาฉีดก็ควรฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือเย็นห้ามฉีดเวลากลางวันเพราะอากาศร้อนจัด

ส่วนระยะดูแลผล เมื่อมะม่วงเริ่มติดผลอ่อนจะต้องฉีดปุ๋ยทางใบเพื่อเร่งการเจริญเติบโตและลดปัญหาผลร่วงแนะนำให้ใช้ปุ๋ยเหลวสูตรเสมอหรือสูตรตัวหน้าสูงร่วมกับน้ำตาลทางด่วน ข้อดีของการใช้ปุ๋ยเหลวคือจะช่วยทำให้ผลมะม่วงโตเร็วและลดปัญหาผลแตกสะเก็ด ซึ่งถ้าใช้ปุ๋ยเกล็ดบางครั้งจะพบปัญหาผลแตกสะเก็ดขายไม่ได้ราคา ส่วนเรื่องเชื้อราในระยะนี้จะใช้สารแอนทราโคลฉีดป้องกันไว้ตลอดจนผลใกล้แก่จึงหยุดใช้ยาเพื่อป้องกันสารเคมีตกค้างซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออก

อาการผิวแตกในมะม่วงเขียวเสวย (Bacterial Black Spot) เป็นโรคที่พบการทำลายมากโรคหนึ่งของมะม่วงสายพันธุ์นี้ อาการโดยทั่วไปจะพบรอยแตกของผิวเป็นรูปดาว แตกเป็นสะเก็ด และมักมีน้ำเยิ้มตรงขอบ มากน้อย แล้วแต่ความรุนแรงของเชื้อโรค สาเหตุ เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas Campestris pv. Mangiferaeindicae โดยเชื้อสาเหตุดังกล่าวมักจะหลบอาศัยอยู่บริเวณกิ่งในทรงพุ่มของต้นมะม่วงเขียวเสวยนั่นเองและเชื้อดังกล่าวจะเข้าทำลายเมื่อผิวมะม่วงเริ่มมีรอยแตกหรือเป็นแผลที่ผล

การป้องกัน ป้องกันผลมะม่วงกระแทกกับกิ่งเป็นรอย โดยการตัดแต่งกิ่งในทรงพุ่มให้โปร่ง , ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มที่มีทองแดงเป็นองค์ประกอบ เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ , ในช่วงอากาศร้อน ควรงดการฉีดพ่นปุ๋ยเกร็ด และยากลุ่มน้ำมัน เพราะจะทำให้ผิวแตกได้ง่าย , ปลูกต้นไม้โตเร็ว เช่น กล้วย , ไผ่เลี้ยง ฯลฯ เป็นแนวกันลมเพื่อไม่ให้ลมมีความแรงมากพอที่จะพัดผลมะม่วงเขียวเสวยกระแทกกับกิ่งหรือลำต้น

ชา เป็นผลผลิตทางการเกษตรที่เก็บผลผลิตจากใบ ยอดอ่อน และก้าน ของต้นชา นำมาผ่านกรรมวิธีแปรรูปหลากหลาย ได้ผลิตภัณฑ์จากชาออกมาหลายประเภท ซึ่งชาทุกชนิดสามารถทำได้จากต้นชาต้นเดียวกัน แต่ผ่านกรรมวิธีแตกต่างกันออกไป โดยผลิตภัณฑ์ “หงชา” เป็นชาของมูลนิธิโครงการหลวง ผ่านกระบวนการหมักช่วยลดปริมาณคาเฟอีน

คุณสุภาพ ชาวนา นักวิชาการชา มูลนิธิโครงการหลวง กล่าวว่า หงชา เป็นชาที่ออกสู่ตลาด โดยเป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมัก 100 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชาวัตถุดิบที่นำมาใช้เป็นพันธุ์ชาอู่หลงเบอร์ 12 สำหรับกระบวนการแปรรูปเริ่มจากเก็บใบชาสด 1 ยอด 2 ใบ หรือ 1 ยอด 3 ใบมา แล้วนำใบชาสดมาผึ่งให้ความชื้นลดลง จากนั้นนำใบชาที่ผึ่งแล้วมานวดจนเซลล์เนื้อเยื่อในใบชาแตก ม้วนขดใบชาให้ยาวเป็นเส้น แล้วนำไปวางในชั้นหมักและเข้าสู่กระบวนการหมัก โดยผ่านกระบวนการอ็อกซิเดชั่น (oxidation) หมักจนได้สีและกลิ่นที่ต้องการ แล้วทำการอบแห้งใบชา จากนั้นคัดคุณภาพของชาและอบชาซ้ำอีกครั้ง เพื่อไล่กลิ่นความชื้นและกลิ่นที่ไม่พึ่งประสงค์ก่อนออกจำหน่าย

การหมักชาเต็มที่อาจทำให้ปริมาณสารต่างๆ ในใบชาลดน้อยลง โดยนักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าหงชามีคุณค่าและประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ในหงชามีปริมาณคาเฟอีนน้อย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่ต้องการปริมาณคาเฟอีนที่น้อย ช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย ลดน้ำตาลและคอลเลสเตอรอลในเลือด และกรดไขมันในเลือด ลดปริมาณไกลโคเจน(glycogen) ในตับ ช่วยเพิ่มการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยขับปัสสาวะ ป้องกันมะเร็งปอด มะเร็งผิวหนัง กระเพาะอาหาร ตับ ลำไส้เล็ก ชะลอความชราของร่างกาย ช่วยบำรุงสมองป้องกันโรคพาร์คินสันและอัลไซเมอร์

วิธีการชงที่ให้ได้รสชาติที่อร่อย ตักชาลงในกาชงชาประมาณ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของกาชงชา เติมน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 90-95 องศาเซลเซียส ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 นาที รินใส่ในกาพักชา แล้วจึงรินดื่ม ชาในกาชงชาสามรถเติมน้ำร้อนได้อีก 2 ครั้ง หรือจนกว่ารสชาติจะเจือจาง

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ งานประชาสัมพันธ์ มูลนิธิโครงการหลวง โทรศัพท์ 0-5381-0765 ต่อ 104 หรือ 108 หรือ คุณสุภาพ ชาวนา โทร.08-1951-6019

พื้นที่หมู่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ส่วนใหญ่เกษตรกรใช้พื้นที่ทำการเกษตรในรูปแบบของไร่มะขามเทศ ไร่อ้อย และท้องนา อีกจำนวนหนึ่งปล่อยเป็นที่รกร้างว่างเปล่า เนื่องจากพื้นที่บริเวณนี้ ขาดแคลนน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตร เนื่องจากระบบชลประทานเข้าไม่ถึง จำนวนมากต้องขุดบ่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ สำหรับพืชไร่และพืชสวน ส่วนที่นา อาศัยความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ

หากมีเกษตรกรคนใด ปลูกพืชที่นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น ในบางโอกาสจะถูกมองว่า มีความคิดที่แปลกแตกต่าง แต่ความคิดที่แปลกแตกต่างของเกษตรกรที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จัดว่าเป็นความคิดที่แปลกแตกต่าง เพื่อก้าวสู่การพัฒนา ในแบบฉบับของเกษตรกรตัวจริง

“เทคโนโลยีชาวบ้าน” เดินทางไปยังหมู่ 10 ตำบลห้วยหอม อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพบกับเกษตรกรหนุ่ม คุณณรงค์ ร่างใหญ่ ผู้ซึ่งผันพื้นที่ปลูกอ้อยเกือบ 3 ไร่ มาปลูกมะนาวแทน

“ใครๆ ก็คิดว่าผมบ้า หรือไม่ก็คิดแปลกแยกจากคนอื่น เพราะไม่มีใครคิดทำสวนมะนาวเลย”

คุณณรงค์ มีความรู้ทางด้านกฎหมาย จบการศึกษาระดับเนติบัณฑิต ชีวิตการทำงานก้าวเข้าสู่ระบบลูกจ้างได้เพียง 1 ปี ก็ลาออก ก่อนลงทุนปลูกสร้างอพาร์ทเมนท์ให้เช่า ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพระนครศรีอยุธยา และยังคงเดินทางยังภูมิลำเนาเดิมที่ตำบลห้วยหอมอยู่เป็นประจำ

คุณณรงค์ บอกว่า ในทุกครั้งของการเดินทางกลับมาเยี่ยมมารดาที่ตำบลห้วยหอม คิดเสมอว่า ไม่ควรปล่อยให้เวลาระหว่างการเดินทางไปกลับสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ รถที่ใช้ในการเดินทางเป็นรถกระบะ ควรบรรทุกของหรือใช้ประโยชน์ให้คุ้ม น่าจะเป็นการสร้างรายได้ที่ดีกว่า

“ผมมองเห็นว่าตลาดมะนาวหน้าแล้งน่าสนใจ ราคาแพง ราคาตลาดขายอย่างต่ำลูกละ 6 บาท จึงเริ่มศึกษาจากหนังสือและเว็บไซต์ ผิดบ้างถูกบ้าง และเริ่มทดลองทำในพื้นที่เดิมที่ปลูกอ้อยเกือบ 3 ไร่ เปลี่ยนเป็นปลูกมะนาวเกือบ 500 ต้น เหมือนจะไปได้ดี แต่ไม่นานใบมะนาวเริ่มเหลืองโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้แก้ปัญหาไม่ได้”

คุณณรงค์ ตัดสินใจเข้าอบรมการปลูกมะนาวนอกฤดู ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน เพื่อศึกษาให้ถ่องแท้ และได้ผล คุณณรงค์ กลับมาแก้ปัญหามะนาวใบเหลืองตามความรู้ที่รับการอบรมมา ทำให้การแก้ปัญหาลุล่วงไปด้วยดี

พื้นที่เกือบ 3 ไร่ แบ่งเป็นบ่อกักเก็บน้ำ 1 ไร่ 2 งาน พื้นที่ที่เหลือ ทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ 2 ไร่ จำนวน 300 วงบ่อ ลงทุนครั้งแรกประมาณ 1.4 แสนบาทต่อไร่

ใช้วงบ่อซีเมนต์ขนาด 80 เซนติเมตร วางระยะห่างระหว่างแถว 4 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 3 เมตร

กิ่งพันธุ์ที่ใช้ เป็นมะนาวพันธุ์แป้นพิจิตร 1 และแป้นพวงสาเหตุที่เลือก 2 สายพันธุ์นี้ คุณณรงค์ บอกว่า เป็นพันธุ์ที่ได้รับความนิยมในกลุ่มภาคกลาง เพราะตลาดที่คุณณรงค์มองไว้ คือ ตลาดภาคกลาง และพันธุ์แป้นพิจิตร 1 ทนทานต่อโรคและแมลง ส่วนพันธุ์แป้นพวง ลูกดก

การเตรียมดินสำหรับปลูกในวงบ่อซีเมนต์ คุณณรงค์ นำวัสดุปลูกประกอบด้วยดินนา ขี้วัว กากถั่วแระ กากถั่วเขียว จากนั้นไถผาน 7 ดินนาก่อน ทิ้งดินนาที่ไถแล้วตากแห้งเกือบ 1 เดือน แล้วไถผาน 7 อีกรอบให้ดินร่วนซุย นำขี้วัวและกากถั่วโรยแล้วไถกลับไปมา จากนั้นนำรถไถดันพื้นที่ปลูกให้เป็นคู วางวงบ่อ ตักดินใส่วงบ่อที่มีแผ่นรองด้านล่าง

ระบบน้ำและการให้น้ำ คุณณรงค์ใช้ระบบน้ำหยดกับมะนาวต้นเล็กๆ โดยให้น้ำในช่วงเช้าเพียง 5 นาที หลังจากมะนาวเริ่มโตก็เปลี่ยนระบบน้ำหยดเป็นมินิสปริงเกลอร์ ให้น้ำในช่วงเช้าเช่นเดียวกัน แต่ปรับเวลาเป็น 10-15 นาที

หลังจากมะนาวผลิยอดอ่อนให้เห็น คุณณรงค์จะขลิบยอดทิ้ง จากนั้น 15 วัน พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลในครั้งแรก และอีก 45 ต่อมา พ่นสารแพคโคลบิวทราโซลอีกครั้ง สำหรับอัตราความเข้มข้นของสารแพคโคลบิวทราโซล ชนิดความเข้มข้น 10% ในอัตรา 80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร

สารแพคโคลบิวทราโซล เป็นสารที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของกิ่งใบ เมื่อกิ่งใบน้อยลง โอกาสการออกดอกก็มีมากขึ้นมะนาวที่จะบังคับให้ออกนอกฤดูได้นั้น ควรมีอายุอย่างน้อย 8 เดือนขึ้นไป

คุณณรงค์ อธิบายว่า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมหรือต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นช่วงที่ฝนตก ควรงดให้น้ำ โดยการนำผ้าพลาสติคกันฝนขนาดใหญ่คลุมรอบวงบ่อ สังเกตใบมะนาวจะเริ่มเหี่ยว หลังจากคลุมผ้าพลาสติคประมาณ 10-15 วัน และนำผ้าพลาสติคคลุมออก เมื่อใบสลด เหี่ยวหรือร่วงประมาณ 75-80% ให้น้ำพร้อมปุ๋ย

การให้ปุ๋ยทางดิน ใช้สูตร 0-0-60 หรือ 15-5-20 ส่วนปุ๋ยทางใบใช้สูตร 9-19-34“หลังจากนั้นประมาณ 14 วัน มะนาวจะเริ่มแตกใบอ่อน พร้อมออกดอก ระยะนี้ต้องหมั่นดูแลไม่ให้แมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ซึ่งผลมะนาวจะสมบูรณ์พร้อมเก็บจำหน่ายในช่วงฤดูแล้งพอดี”

โรคและแมลงศัตรูพืช คุณณรงค์ เล่าว่า โรคแคงเกอร์ ซึ่งเป็นโรคที่อันตรายที่สุดสำหรับมะนาว ป้องกันโดยพ่นสารคอปเปอร์หลังจากมียอดอ่อนแทงออกมา แต่ถ้ายังพบโรคแคงเกอร์อีก ให้แต่งกิ่งนำไปเผาทิ้ง นอกจากนี้ควรระวังเพลี้ยไฟ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคใบเหลืองในมะนาว ควรใช้ยาฆ่าเชื้อราพ่นป้องกัน

สำหรับคุณณรงค์ การทำมะนาวนอกฤดูในวงบ่อซีเมนต์ เพิ่งเริ่มต้นในรอบที่ 2 เท่านั้น ซึ่งรอบแรกของการทำมะนาว ผลผลิตที่เก็บเกี่ยวได้ นับเฉพาะ 150 วงบ่อ คือ ครึ่งหนึ่งของจำนวนวงบ่อทั้งหมด สามารถจำหน่ายได้ราคาดี คิดเป็นต้นทุนและกำไรราว 3 แสนบาท ราคามะนาวออกจากสวนลูกละ 5-6 บาททีเดียว

สวนมะนาวนอกฤดูของคุณณรงค์ หาง่ายไม่ไกลแหล่งชุมชน หากท่านใดต้องการปรึกษาหรือเยี่ยมชมถึงสวน คุณณรงค์ยินดีต้อนรับ โทรศัพท์สอบถามกันก่อนได้ที่ 089-1224179 หรือทางเฟซบุ๊ก ในชื่อของ มะนาวสามชาย

กลิ่นปากเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก และเป็นปัญหาในการติดต่อสื่อสารกับเพื่อนร่วมงาน เป็นเรื่องที่ถ้าไม่สนิทกันจริง ก็ยากที่จะบอกกันได้ จึงทำให้ทุกวันนี้ น้ำยาบ้วนปาก ขายดีพอๆ กับยาสีฟัน ความเป็นจริงสมุนไพรของไทยหลายชนิด สามารถแก้ปัญหากลิ่นอันไม่พึงประสงค์ แต่ยังไม่เป็นที่นิยม ประกอบกับด้านวิทยาศาสตร์ มีการพัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น สังเคราะห์และผลผลิตยาจากสารเคมี ในรูปที่ใช้ประโยชน์ได้ง่าย สะดวกสบายในการใช้มากกว่าสมุนไพร

แต่ที่โรงเรียนบ้านค้างปินใจ จังหวัดแพร่ กลุ่มนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา สวนกระแสในเรื่องนี้เพราะเห็นว่า สมุนไพรที่อยู่ในท้องถิ่น นำมาแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นปากได้อย่างสบาย จึงจัดทำโครงงาน น้ำยาบ้วนปาก สูตรสมุนไพรภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีครูผู้ช่วย ครูณชนก แปงอินเต๊ะ ให้คำปรึกษาโครงงาน

เนื่องจากกลุ่มนักเรียนที่ทำโครงงานอาศัยอยู่ในท้องถิ่นชนบทที่มีพืชสมุนไพรธรรมชาติมากพอสมควร และได้รับความรู้จากการบอกเล่าผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน ถ่ายทอดเรื่องราวสมุนไพรที่อยู่รอบบ้าน เริ่มจากต้นข่อยที่มีอยู่ไปทั่วในหมู่บ้าน ใช้ประโยชน์ตั้งแต่รากถึงต้น และใบ เช่น การทำความสะอาดฟันจะใช้กิ่งข่อย ทุบให้นิ่มใช้แปรงฟัน เปลือกของข่อยสามารถรักษาแผล แก้ท้องร่วง ดับพิษภายใน ทาริดสีดวงแก้พยาธิ ผิวหนัง และเมื่อต้มกับเกลือจะได้เป็นยาอมแก้รำมะนาด จึงเกิดโครงการนี้ขึ้นมา โดยเฉพาะนำเปลือกข่อยมาเป็นตัวเอก