นักท่องเที่ยวทะลัก ขยะ-รถติด-วิถีชุมชนเปลี่ยน “ชุมชนคีรีวง”

หลังประสบอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2531 ชาวบ้านในชุมชนร่วมกันฝ่าวิกฤต จนวันนี้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับต้น ๆ ของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยชูจุดเด่นเป็นสถานที่อากาศดีที่สุดในประเทศทว่าเมื่อมีคนเข้ามาก ปัญหาต่าง ๆ ก็ตามมา โดยเฉพาะเรื่องขยะที่ต้องเร่งแก้ไขด่วน

บ้านคีรีวง ตั้งอยู่ในเวิ้งหุบเขาของ ต.กำโลน อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช เป็นหมู่บ้านประวัติศาสตร์ที่เคยได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2531 พร้อมกับเหตุการณ์ดินโคลนถล่มพื้นที่ ต.กะปูน อ.พิปูน ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นมีความร้ายแรงจากน้ำป่าไหลหลากดินโคลนถล่ม ชาวบ้านต้องสังเวยชีวิตนับร้อยนับพันราย ส่วนผู้ที่รอดชีวิตล้วนต้องฟันฝ่าอุปสรรคมาอย่างยาวนาน

สำหรับบ้านคีรีวง คนในชุมชนได้ปลูกฝังให้รักถิ่นฐานบ้านเกิด แม้ในยามที่ลำบากก็ต้องต่อสู้ ล้มลุกคลุกคลานมาถึงจนวันนี้ ทุกคนได้นำแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.9 มาใช้ โดยช่วยกันก่อร่างสร้างเศรษฐกิจชุมชนขึ้นมาใหม่ และขยายผลจากการนำวัสดุในท้องถิ่นมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเป็นหัวใจของการฟื้นชุมชนคีรีวงจนเกิดผลประจักษ์ชัด

ปัจจุบันบ้านคีรีวงกลายเป็นเดสติเนชั่นใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเยือนไม่ขาดสาย เพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์ มาชมความงามของธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีนักท่องเที่ยวเข้ามาไม่ต่ำกว่า 400-500 คน/วัน หากเป็นวันเสาร์-อาทิตย์จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว ซึ่งจากการที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามามากจึงทำให้เกิดปัญหาตามมาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะปัญหาขยะ ปัญหารถติด รวมทั้งการใช้ชีวิตของชาวบ้านได้เปลี่ยนไปด้วย

สถานการณ์เหล่านี้ทำให้ผู้ดูแลชุมชน คือองค์การบริหารส่วนตำบลกำโลน ต้องหาแนวทางรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีการตั้งคณะกรรมการให้เข้ามาดูแลนักท่องเที่ยว คอยแนะนำเรื่องการทิ้งขยะ/เศษอาหาร รวมทั้งสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมชุมชน

“นิพัฒน์ บุญเพ็ชร” รองนายก อบต.กำโลน กล่าวว่า ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามามากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และปีใหม่ และปี 2560 นี้ปริมาณนักท่องเที่ยวยิ่งเพิ่มขึ้นอีก จึงต้องเปิดศูนย์ดูแลการท่องเที่ยว โดยมีคณะกรรมการดูแลชุมชน เช่น การแก้ปัญหาจอดรถกีดขวางการจราจร การรื้อถอนร้านค้าที่ดูไม่เหมาะสม และมีการปรับแต่งภูมิทัศน์ให้สวยงาม

“ในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ จะมีคนเข้ามาเยอะมาก ตอนนี้จึงห้ามนำรถไปจอดที่บริเวณหน้าวัดคีรีวง เพราะรถติดมาก ซึ่งกำลังเร่งจัดลานจอดรถรองรับได้ประมาณ 100 คัน จะแล้วเสร็จในเร็ว ๆ นี้ โดยเฉพาะรถบัสนักท่องเที่ยว หรือผู้ที่มาดูงาน จะจัดให้จอดเป็นที่เป็นทาง เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชุมชนคีรีวง”

ส่วนการจัดการขยะนั้น ทาง อบต.กำโลนจะเข้ามาทำความสะอาดทุกวัน พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้นักท่องเที่ยวที่มาศึกษาดูงาน นำขยะเข้ามาเท่าไหร่ก็ขอให้ใส่ถุงดำนำกลับไปด้วย รวมทั้งพูดคุยกับผู้ประกอบการ ร้านค้าให้มีการแยกขยะด้วย

สำหรับชุมชนคีรีวงมี 4 หมู่บ้าน จำนวนประชากรประมาณ 4,000 คน ส่วนประชากรแฝงไม่มี เนื่องจากคนในชุมชนจะตรวจสอบไม่ให้ใครเข้ามาทำให้วิถีชุมชนเสียหาย ส่วนรีสอร์ทมีประมาณ 20 แห่งซึ่งเป็นรีสอร์ท 5 ดาวทั้งหมด ส่วนโฮมสเตย์มีประมาณ 100 หลัง ซึ่งผู้ประกอบการทั้งรีสอร์ทและโฮมเสตย์เป็นคนในชุมชนถึง 98% โดยมีชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการต้อนรับนักท่องเที่ยว

ส่วนผู้ที่เดินทางมาศึกษาดูงานด้วยรถบัสโดยเฉลี่ยแล้วจะเข้ามาวันละ 4 คัน มาดูงานของกลุ่มอาชีพในชุมชน ซึ่งมีกลุ่มหลักรวม 6 กลุ่ม คือ 1.ผ้าลายเทียนสีธรรมชาติ 2.ผ้าใบไม้สีธรรมชาติ 3.กลุ่มลูกไม้ 4.กลุ่มสบู่หรือกลุ่มสมุนไพร 5.กลุ่มผ้ามัดย้อม และ 6.กลุ่มแม่บ้านทุเรียนกวน ซึ่งทุกกลุ่มประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพนี้ ถือว่าชุมชนบ้านคีรีวงกำลังบูมมากในขณะนี้

ส่วนแนวทางการพัฒนาต่อไปคือต้องการให้คีรีวงเป็นเมืองสวรรค์ เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งได้จัดทำแผนเสนอไปยังอำเภอลานสกา และเสนอจังหวัดต่อไป นอกจากนั้นในอนาคตจะมีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวด้วย เพราะหากปล่อยให้มามากจนเกินไปจะส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อม เพราะเราเป็นชุมชนเล็ก ๆ แต่มีคนเข้ามาเยอะมากตอนนี้

สำหรับแนวทางการจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวนั้น กำหนดให้รถบัสนำนักท่องเที่ยวเข้ามาวันละ 5-6 คัน เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึงเพียงพอ “สิ่งที่จะฝากนักท่องเที่ยวคือ ขอให้เชื่อกฎระเบียบของชุมชน เข้ามาแล้วต้องรักษาขนบธรรมเนียม ประเพณี วิถีชีวิตของชุมชนด้วย และต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม เพราะหากสิ่งแวดล้อมไม่ดี คงไม่มีใครอยากมาอีก”นายพิพัฒน์กล่าวย้ำ

นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของชาวคีรีวง ที่จะรักษาจุดแข็งจุดขายความเป็นธรรมชาติ และวิถีชุมชนกับคลื่นนักท่องเที่ยวที่ยังคงหลั่งไหลเข้าไปเยือนมากขึ้น

รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลางแนะเอสเอ็มอีเร่งปรับตัวรับมือกติกาการค้า กฎหมายภาษีที่ดินฯ ใช้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนถูกต้อง พร้อมต้องทำบัญชีเดียวยื่นสรรพากร-ธนาคาร เริ่ม ม.ค. 2561

นายสมภพ ธีระสานต์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยว่า แม้ว่าประเทศไทยได้รับการจัดลำดับประเทศที่น่าลงทุนโดย World Economic Forum จากอันดับที่ 36 มาเป็นลำดับที่ 34 หรือเป็นที่สามในเอเชีย รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย และตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 เป็นร้อยละ 3.2 ก็ตาม แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งตัว และธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 1.5 ซึ่งดูเหมือนเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่เป็นภาพปกติในทางธุรกิจ เพราะปลายไตรมาสที่ 3 ยอดการผลิตและยอดส่งออกจะสูง เนื่องจากต่างประเทศจะสั่งซื้อสินค้าไปเตรียมจำหน่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ต่างประเทศมีการสั่งซื้อสินค้ามากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และที่สำคัญคือตลาดจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะดีจะนิยมอุปโภคบริโภคสินค้านำเข้า จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

นายสมภพกล่าวอีกว่า การทำธุรกิจในปี 2561 มีเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวหลายประการ เช่น การใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งแรงงานไทยขาดแคลน ต้องใช้แรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องหรือแรงงานนำเข้าแบบ MOU ซึ่งแรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างเสรี จึงต้องแข่งขันกันในการดูแลแรงงานให้มีความภักดีต่อองค์กร

ขณะเดียวกันการเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานดังกล่าว จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการหันไปปรับปรุงใช้เครื่องจักรมากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่มีทุนพอ จะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ได้ และยังมีเรื่องการทำบัญชีเดียว ที่ธนาคารต่าง ๆ จะใช้บัญชีที่ผู้ประกอบการยื่นต่อสรรพากร โดยจะต้องเริ่มลงทะเบียนให้ถูกต้องตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เพื่อเริ่มฐานการพิจารณาในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คือ ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … (มีการยกเลิก พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508) ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นผู้ประเมิน ซึ่งมีความแตกต่างกันแต่ละแห่ง จึงจะใช้ราคาประเมินที่ดินและการประเมินอาคารของสถานประกอบการต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องมีภาระในการชำระภาษีบำรุงท้องที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 5-8 เท่า ดังนั้นผู้ประกอบการต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จึงต้องเตรียมปรับตัวอย่างแรงกับกฎหมายฉบับนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.ในวาระที่ 2 โดยล่าสุดได้ขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีก 60 วัน จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2560 ขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ และเริ่มจัดเก็บภาษีได้ในปี 2562

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วย ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 2 มุ่งเน้น การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ว่า แผนแม่บทดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสมุนไพรที่มีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและความปลอดภัยในการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาด้านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานสารสกัดสมุนไพร มาตรฐานน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยต้องใช้เป็นส่วนผสมหลักด้านสปา ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลางในระดับสากล มีเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่งเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงทำความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำร่างมาตรฐานสารสกัดสมุนไพรให้เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่อไป โดยมาตรฐานดังกล่าว จะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย. เน้นคุณภาพวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ การทดสอบคุณลักษณะ และองค์ประกอบทางเคมี เป็นต้น

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ทางกรมการแพทย์แผนไทยฯ ต้องการให้คนได้รู้จัก เชื่อมั่น ชื่นชอบ และเลือกใช้สมุนไพร และหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่น คือ เรื่องมาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมต้องพัฒนาให้ทัดเทียมสากล ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการระดมสมองที่กรมได้ดำเนินการร่วมกับนักวิชาการจากคณะเภสัชศาสตร์ม.ขอนแก่น องค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2560 เป็นการจัดทำมาตรฐานสารสกัดสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ สารสกัดกระชายดำ ขมิ้นชัน บัวบก ไพล ฟ้าทะลายโจร และน้ำมันหอมระเหย และในปี พ.ศ.2561 สมุนไพรที่จะจัดทำร่างมาตรฐานสารสกัดเพิ่ม ได้แก่ น้ำมันกฤษณาชะมดเช็ด สารสกัดมังคุด ว่านหางจระเข้ บุก มะขามป้อม กวาวเครือขาว และน้ำมันงา ซึ่งจะคัดเลือกมา 5 ชนิดตามลำดับต่อไป รวมถึงแนวทางการจัดทำห้องปฏิบัติการกลางที่มีมาตรฐาน มอก. เพื่อผู้ประกอบการนำไปใช้และทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะได้นำร่างมาตรฐานฯที่สรุปกันเสนอต่อคณะกรรมการวิชาการ รายสาขาคณะที่ 74 สมุนไพรไทย กลั่นกรองพิจารณาต่อไป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 ต.ค. นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ กฟผ.แม่เมาะ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุดินถล่มในเขตบ้านห้วยคิง หมู่ 6 ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง พบว่าถล่มทรุดตัวของพื้นดินขยายเป็นวงกว้างคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 12.5 ไร่ ยุบถล่มเป็นแนวยาว หลายแนวบางจุดลึกกว่า 1 – 3 เมตร ทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงเสียหาย 9 หลัง โดยเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เจ้าหน้าที่ได้อพยพคนที่พักอาศัยในบ้าน 22 คน ออกจากจุดดังกล่าวไปที่พักอาศัยบ้านญาติ และที่พักชั่วคราวที่ กฟผ.แม่เมาะ จัดหาไว้ให้ โดยเจ้าหน้าที่กันพื้นที่บริเวณดังกล่าวเพื่อรอการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน นายทรงพล กล่าวว่าขณะนี้ได้ออกประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอแม่เมาะ พร้อมทั้งตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจโดยมี นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ในการประสานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงการตรวจสอบพื้นที่และเข้าฟื้นฟู ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ขณะที่ นายเด่นโชค มั่นใจ ผอ.ส่วนบริหารทรัพยากรธรณี สำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 1 (ลำปาง) กล่าวว่า การเกิดดินทรุดตัวหรือดินแยกพบว่าว่ามีการแยกตัวของดินเป็นหลายแนว เบื้องต้นสันนิฐานว่าน่าจะเกิดจากน้ำที่อยู่ใต้ดินไหลอย่างรวดเร็ว และนำดินในชั้นใต้ดินไหลตามน้ำไปด้วย ทำให้ชั้นดินด้านบนเกิดการทรุดตัว แต่จากความลาดชันของชั้นดินเพียง 6 องศานั้นซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติและมีความเป็นไปได้ยาก โดยเตรียมนำเจ้าหน้าที่เข้ามาเจาะสำรวจชั้นดินเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลางแนะเอสเอ็มอีเร่งปรับตัวรับมือกติกาการค้า กฎหมายภาษีที่ดินฯ ใช้แรงงานต่างด้าวจดทะเบียนถูกต้อง พร้อมต้องทำบัญชีเดียวยื่นสรรพากร-ธนาคาร เริ่ม ม.ค. 2561

นายสมภพ ธีระสานต์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง เปิดเผยถึงสถานการณ์เศรษฐกิจของไทยว่า แม้ว่าประเทศไทยได้รับการจัดลำดับประเทศที่น่าลงทุนโดย World Economic Forum จากอันดับที่ 36 มาเป็นลำดับที่ 34 หรือเป็นที่สามในเอเชีย รองจากสิงคโปร์ และมาเลเซีย และตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.7 เป็นร้อยละ 3.2 ก็ตาม แต่ค่าเงินบาทยังคงแข็งตัว และธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ร้อยละ 1.5 ซึ่งดูเหมือนเศรษฐกิจจะดีขึ้นแต่เป็นภาพปกติในทางธุรกิจ เพราะปลายไตรมาสที่ 3 ยอดการผลิตและยอดส่งออกจะสูง เนื่องจากต่างประเทศจะสั่งซื้อสินค้าไปเตรียมจำหน่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่

อย่างไรก็ตาม ปีนี้ต่างประเทศมีการสั่งซื้อสินค้ามากกว่าปีก่อน โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และที่สำคัญคือตลาดจีน โดยเฉพาะกลุ่มคนมีฐานะดีจะนิยมอุปโภคบริโภคสินค้านำเข้า จึงเป็นตลาดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

นายสมภพกล่าวอีกว่า การทำธุรกิจในปี 2561 มีเรื่องที่ผู้ประกอบการจะต้องเตรียมตัวหลายประการ เช่น การใช้แรงงานต่างด้าว ซึ่งแรงงานไทยขาดแคลน ต้องใช้แรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องหรือแรงงานนำเข้าแบบ MOU ซึ่งแรงงานสามารถเปลี่ยนนายจ้างได้อย่างเสรี จึงต้องแข่งขันกันในการดูแลแรงงานให้มีความภักดีต่อองค์กร

ขณะเดียวกันการเพิ่มต้นทุนด้านแรงงานดังกล่าว จะเร่งผลักดันให้ผู้ประกอบการหันไปปรับปรุงใช้เครื่องจักรมากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) ที่ไม่มีทุนพอ จะต้องเร่งปรับปรุงและพัฒนาศักยภาพของแรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตให้ได้ และยังมีเรื่องการทำบัญชีเดียว ที่ธนาคารต่าง ๆ จะใช้บัญชีที่ผู้ประกอบการยื่นต่อสรรพากร โดยจะต้องเริ่มลงทะเบียนให้ถูกต้องตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 เพื่อเริ่มฐานการพิจารณาในเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คือ ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … (มีการยกเลิก พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 และ พ.ร.บ.ภาษีบำรุงท้องที่ พ.ศ. 2508) ซึ่งกำหนดให้องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นผู้ประเมิน ซึ่งมีความแตกต่างกันแต่ละแห่ง จึงจะใช้ราคาประเมินที่ดินและการประเมินอาคารของสถานประกอบการต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้สถานประกอบการต่าง ๆ ต้องมีภาระในการชำระภาษีบำรุงท้องที่เพิ่มขึ้นจากเดิม 5-8 เท่า ดังนั้นผู้ประกอบการต่าง ๆ โดยเฉพาะเอสเอ็มอี จึงต้องเตรียมปรับตัวอย่างแรงกับกฎหมายฉบับนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. … อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช.ในวาระที่ 2 โดยล่าสุดได้ขยายเวลาการพิจารณาออกไปอีก 60 วัน จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน 2560

ขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่ากฎหมายฉบับดังกล่าวจะสามารถประกาศใช้ และเริ่มจัดเก็บภาษีได้ในปี 2562 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวถึงแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วย ว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 ยุทธศาสตร์ที่ 2 มุ่งเน้น การพัฒนาอุตสาหกรรมและการตลาดสมุนไพรให้มีคุณภาพระดับสากล ว่า แผนแม่บทดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีสมุนไพรที่มีศักยภาพในการแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลและความปลอดภัยในการนำสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ จึงจำเป็นต้องพัฒนาด้านมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานสารสกัดสมุนไพร มาตรฐานน้ำมันหอมระเหย เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยต้องใช้เป็นส่วนผสมหลักด้านสปา ที่ผ่านมายังไม่มีการกำหนดมาตรฐานกลางในระดับสากล มีเฉพาะของโรงงานแต่ละแห่งเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้กรมการแพทย์แผนไทยฯ จึงทำความร่วมมือกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จัดทำร่างมาตรฐานสารสกัดสมุนไพรให้เป็นมาตรฐานกลาง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมต่อไป โดยมาตรฐานดังกล่าว จะมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัย บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรมการแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาหรือ อย. เน้นคุณภาพวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ การทดสอบคุณลักษณะ และองค์ประกอบทางเคมี เป็นต้น

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ทางกรมการแพทย์แผนไทยฯ ต้องการให้คนได้รู้จัก เชื่อมั่น ชื่นชอบ และเลือกใช้สมุนไพร และหนึ่งในตัวบ่งชี้ที่จะทำให้ประชาชนเชื่อมั่น คือ เรื่องมาตรฐาน โดยเฉพาะมาตรฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมต้องพัฒนาให้ทัดเทียมสากล ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการระดมสมองที่กรมได้ดำเนินการร่วมกับนักวิชาการจากคณะเภสัชศาสตร์ม.ขอนแก่น องค์การเภสัชกรรม สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เมื่อวันที่ 11-12 ตุลาคม 2560 เป็นการจัดทำมาตรฐานสารสกัดสมุนไพรและน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ สารสกัดกระชายดำ ขมิ้นชัน บัวบก ไพล ฟ้าทะลายโจร และน้ำมันหอมระเหย และในปี พ.ศ.2561 สมุนไพรที่จะจัดทำร่างมาตรฐานสารสกัดเพิ่ม ได้แก่ น้ำมันกฤษณาชะมดเช็ด สารสกัดมังคุด ว่านหางจระเข้ บุก มะขามป้อม กวาวเครือขาว และน้ำมันงา ซึ่งจะคัดเลือกมา 5 ชนิดตามลำดับต่อไป รวมถึงแนวทางการจัดทำห้องปฏิบัติการกลางที่มีมาตรฐาน มอก. เพื่อผู้ประกอบการนำไปใช้และทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งทางสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จะได้นำร่างมาตรฐานฯที่สรุปกันเสนอต่อคณะกรรมการวิชาการ รายสาขาคณะที่ 74 สมุนไพรไทย กลั่นกรองพิจารณาต่อไป

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 17 ต.ค. นายทรงพล สวาสดิ์ธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง พร้อมเจ้าหน้าที่ กฟผ.แม่เมาะ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุดินถล่มในเขตบ้านห้วยคิง หมู่ 6 ต.แม่เมาะ อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง พบว่าถล่มทรุดตัวของพื้นดินขยายเป็นวงกว้างคิดเป็นพื้นที่ประมาณ 12.5 ไร่ ยุบถล่มเป็นแนวยาว หลายแนวบางจุดลึกกว่า 1 – 3 เมตร ทำให้บ้านเรือนประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงเสียหาย 9 หลัง โดยเมื่อวันที่ 16 ต.ค. เจ้าหน้าที่ได้อพยพคนที่พักอาศัยในบ้าน 22 คน ออกจากจุดดังกล่าวไปที่พักอาศัยบ้านญาติ และที่พักชั่วคราวที่ กฟผ.แม่เมาะ จัดหาไว้ให้ โดยเจ้าหน้าที่กันพื้นที่บริเวณดังกล่าวเพื่อรอการตรวจสอบหาสาเหตุอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน นายทรงพล กล่าวว่าขณะนี้ได้ออกประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินอำเภอแม่เมาะ พร้อมทั้งตั้งศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจโดยมี นายสุรพล บุรินทราพันธุ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง เป็นผู้อำนวยการศูนย์ในการประสานความช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงการตรวจสอบพื้นที่และเข้าฟื้นฟู ซึ่งเน้นย้ำให้ทุกฝ่ายเร่งช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ขณะที่ นายเด่นโชค มั่นใจ ผอ.ส่วนบริหารทรัพยากรธรณี psyguy.com สำนักงานทรัพยากรธรณีเขต 1 (ลำปาง) กล่าวว่า การเกิดดินทรุดตัวหรือดินแยกพบว่าว่ามีการแยกตัวของดินเป็นหลายแนว เบื้องต้นสันนิฐานว่าน่าจะเกิดจากน้ำที่อยู่ใต้ดินไหลอย่างรวดเร็ว และนำดินในชั้นใต้ดินไหลตามน้ำไปด้วย ทำให้ชั้นดินด้านบนเกิดการทรุดตัว แต่จากความลาดชันของชั้นดินเพียง 6 องศานั้นซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นซึ่งเป็นการผิดธรรมชาติและมีความเป็นไปได้ยาก โดยเตรียมนำเจ้าหน้าที่เข้ามาเจาะสำรวจชั้นดินเพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดอีกครั้งหนึ่ง

นายเจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวถึงสถานการณ์ผลผลิตข้าวของไทยในปีนี้ว่า ในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากปัญหาอุทกภัยในหลายพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกข้าว ทำให้พื้นที่บางส่วนได้รับความเสียหาย แต่ตามปกติหากมีน้ำท่วมพื้นที่ดอนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผลผลิตจะออกมามาก โดย เชื่อว่าจะส่งผลให้ผลผลิตข้าวปีนี้เพิ่มขึ้น 10% โดยคาดว่าผลผลิตปีนี้จะใกล้เคียงกับปีก่อนคือ 32 ล้านตัน แต่ก็ไม่มีปัญหาในการทำการตลาดโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ เพราะตลาดมีความต้องการสูง อย่างไรก็ตาม ในช่วงต้นเดือนพ.ย. สมาคมจะลงพื้นที่สำรวจปริมาณผลผลิตข้าวที่ชัดเจนเพื่อวางแผนทำการตลาดต่อไป

ขณะนี้การส่งออกข้าวจนถึงเมื่อวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา สามารถส่งออกได้แล้วกว่า 8 ล้านตัน ซึ่งหากเฉลี่ย 3 เดือนสุดท้าย สามารถส่งออกได้เฉลี่ยประมาณ 9 แสนตันต่อเดือน ก็จะทำให้ปีนี้ ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้ถึง 10.8 ล้านตัน หรืออาจถึง 11 ล้านตัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงพาณิชย์ต้องการผลักดันให้ส่งออกข้าวได้ถึง 11 ล้านตันเช่นกัน ขณะที่ราคาข้าวโดยเฉลี่ยก็เพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน

โดยขณะนี้ข้าวหอมมะลิราคาอยู่ที่ตันละ 750-800 เหรียญสหรัฐ, ข้าวนึ่ง 5% ราคาอยู่ที่ตันละ 375 เหรียญสหรัฐ, และข้าวขาว 5% ราคาอยู่ที่ตันละ 385 เหรียญสหรัฐ ส่วนราคาข้าวเปลือกในประเทศเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 7,500-8,000 บาท สูงขึ้นจากปีก่อนที่ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 6,000 บาทเท่านั้น ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาที่ไทยสามารถแข่งขันได้ในสภาวะตลาดที่หลายประเทศมีความต้องการซื้อข้าวในปริมาณมาก เพื่อเก็บไว้ใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ สำหรับการส่งออกข้าวในปี 2560 ยังมีแนวโน้มที่ดี ข้าวไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง โดยการส่งออกข้าวในปี 2560 (1 ม.ค.-11 ต.ค. 2560) ตามใบอนุญาตส่งออกข้าวมีปริมาณ 8.97 ล้านตัน มูลค่า 132,754 ล้านบาท หรือ 3,891 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 25.28% และมูลค่าเพิ่มขึ้น 17.41% เมื่อเปรียบเทียบกับจากช่วงเดียวกันปี 2559 ที่มีปริมาณส่งออก 7.16 ล้านตัน มูลค่า 113,064 ล้านบาท หรือ 3,216 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนชนิดข้าวที่มีการส่งออกมากที่สุด คือ ข้าวขาวปริมาณส่งออก 3.91 ล้านตัน หรือ 43.61% ข้าวนึ่ง ปริมาณการส่งออก 2.65 ล้านตัน 29.59% และข้าวหอมมะลิไทย ปริมาณการส่งออก 1.68 ล้านตัน 18.73%

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงกระแสการต่อต้านการนำเข้าเนื้อหมูและชิ้นส่วนจากสหรัฐ ว่า ที่ผ่านมาไทยยังไม่ได้เจรจากับทางการสหรัฐ อนุญาตให้นำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐ ซึ่งจากกระแสข่าวที่ระบุว่า ผู้นำไทยและสหรัฐ ตกลงกันในเรื่องดังกล่าวเรียบร้อยแล้วนั้น ไม่เป็นความจริง แม้ว่าไทยและสหรัฐต่างก็เป็นสมาชิกของโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ หรือ CODEX และการที่ทางสหรัฐควบคุมการใช้สารเร่งเนื้อแดงให้ได้ตามมาตรฐาน CODEX แต่ไทยก็ยังจะต้องศึกษาข้อดี-ข้อเสียที่ชัดเจนก่อน ทำให้ไม่สามารถตกลงอนุญาตให้นำเข้ามาได้เลยทันที โดยนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับผิดชอบดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานที่มาจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู เพื่อมาร่วมกันศึกษาในเรื่องดังกล่าวเป็นการเร่งด่วนแล้ว คาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้