นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะผลิตกรรมการเกษตร ได้บอกเล่าว่า

โครงการปลูกผักแลกค่าเทอมเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ความรู้แก่นักศึกษาเพื่อนำไปประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้จริง ขณะเดียวกัน ยังช่วยให้สามารถใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ แล้วยังช่วยทำให้มีรายได้เกิดขึ้นเพื่อนำไปใช้เป็นค่าเทอม ช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก

“กิจกรรมนี้มีหน้าที่เผาถ่านไบโอชาร์หรือถ่านชีวภาพ ซึ่งสามารถนำไปใช้ผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ใช้ในอุตสาหกรรมความงาม การดับกลิ่น โดยขั้นตอนวิธีการทำถ่านไบโอชาร์ จะต้องนำเศษไม้แห้ง หรือเปลือกผลไม้แห้งบางชนิดมาอบในถังโดยใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นปล่อยให้เย็นแล้วนำมาตากแห้ง นำมาบดให้ละเอียดแล้วจึงนำไปใช้งาน”

น้องต้นชี้ถึงประโยชน์ของกิจกรรมในโครงการปลูกผักแลกค่าเทอมว่า มีส่วนช่วยในเรื่องการสร้างความสามัคคี การทำงานเป็นทีมเพื่อให้ประสบความสำเร็จที่นอกเหนือจากรายได้จากการขาย

“ช่วยให้มีความรู้ทางวิชาชีพมากขึ้น ได้นำความรู้ ทักษะต่างๆ กลับมาช่วยงานทางบ้าน เพราะที่บ้านทำปุ๋ยหมักมูลสุกรจากที่เลี้ยงไว้จำนวนกว่า 40 ตัว ทั้งนี้ ได้นำมูลสุกรมาผสมกับถ่านไบโอชาร์เพื่อผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพเพราะได้ราคาสูงกว่าการผลิตปุ๋ยมูลสุกรล้วน อย่างถ้าขายปุ๋ยสุกรราคากระสอบละ 50-60 บาท แต่พอนำมาผสมกับถ่านไบโอชาร์สามารถเพิ่มมูลค่าขายได้ราคาสูงกว่าหลายเท่า” น้องต้น กล่าว

ร่วมอุดหนุนผลิตภัณฑ์สินค้าทางการเกษตร แวะไปที่ กาดแม่โจ้ 2477 ได้เป็นประจำทุกวันศุกร์และเสาร์ ทั้งนี้ ไม่เพียงท่านจะได้เลือกซื้อสินค้าพืชผักอาหารที่สะอาดปลอดภัยต่อสุขภาพจากฝีมือการผลิตของน้องนักศึกษาจากแม่โจ้แล้ว ท่านยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนค่าเทอมให้แก่น้องนักศึกษาอีกด้วย

จับตาภาคเกษตรไทย ปี 62 ข้าวไปได้สวย- ‘ยาง’ ยังต้องลุ้น – “ภาคเกษตร” อำลาปี 2561 ด้วยอาการสะบักสะบอม ราคาสินค้าเกษตรส่วนใหญ่ปรับตัวลดลง แต่ภาครัฐยังคงเดินหน้าปฏิรูปภาคการเกษตร ภายใต้ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิตควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม

เพื่อการผลิตสินค้าเกษตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและมีคุณภาพมาตรฐานมากขึ้น การขับเคลื่อนของภาครัฐ ภายใต้การกุมบังเหียนของ นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปี 2561 ภาวะเศรษฐกิจการเกษตร มีการขยายตัว 4.6% เทียบจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาขาพืช ขยายตัว 5.4% สาขาปศุสัตว์ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.9% สาขาประมงขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.0% สาขาบริการด้านการเกษตรขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.0% และสาขาป่าไม้ ขยายตัวเพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับปี 2560

ผลผลิตด้านการเกษตรหลายตัวดีขึ้น อาทิ ผลผลิตข้าวนาปรัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน สับปะรดโรงงาน ยางพารา ปาล์มน้ำมัน ลำไย ทุเรียน และเงาะ โดย ข้าวนาปรัง อ้อยโรงงาน มันสำปะหลัง อ้อยโรงงาน ยางพารา

สินค้าปศุสัตว์ที่สำคัญทุกชนิดเพิ่มขึ้น ได้แก่ ไก่เนื้อ สุกร โคเนื้อ ไข่ไก่ และน้ำนมดิบ สาขาประมงสัตว์น้ำนำขึ้นท่าเทียบเรือภาคใต้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ขณะที่ผลผลิตประมงน้ำจืดหลัก อาทิ ปลานิล ปลาดุก มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน เป็นผลมาจากปริมาณน้ำมีเพียงพอต่อการเลี้ยง เกษตรกรสามารถขยายเนื้อที่เลี้ยง เพิ่มรอบการเลี้ยง และเพิ่มอัตราการปล่อยลูกพันธุ์เพิ่มขึ้น

สาขาป่าไม้ ไม้ยางพารา ครั่ง ถ่านไม้ และรังนกนางแอ่น ขยายตัวดีขึ้น

กระทรวงเกษตรฯ ส่งเสริมการเพาะปลูก ผลผลิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายสินค้า ส่งผลให้ราคาที่เกษตรกรขายได้ปรับตัวลดลง อาทิ ยางพารา อ้อย สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ยาสูบ เป็นต้น ส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องจัดงบประมาณมากกว่าแสนล้าน เพื่อแจกเกษตรกร ทั้งแบบให้เปล่าและเป็นเงินกู้ชะลอการขายข้าว

ทั้งหมดคือ สิ่งที่รัฐบาลทหาร ระบุว่า เป็นความพยายามเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร แต่หากฟังให้เข้าท่าน่าจะเป็นหนทางเดียวที่จะสกัดม็อบเกษตรกร ก่อนการเลือกตั้งได้

ส่วนสาขาที่น่าสนใจและมีการขยายตัวดี เช่น สาขาบริการด้านการเกษตร มีการขยายตัว 4.0% เมื่อเทียบปี 2560 เป็นผลจากการจ้างบริการเตรียมดิน ไถพรวนดิน และการให้บริการเกี่ยวนวดข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกข้าวเพิ่มขึ้น จากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยและปริมาณน้ำที่เพียงพอสำหรับการเพาะปลูก

ส่วนอ้อยโรงงานใช้บริการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกและลงตออ้อยใหม่ทดแทนของเดิม และขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ภาครัฐได้ดำเนินนโยบายลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยมีการส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นกลุ่มเกษตรกรหรือวิสาหกิจชุมชนเพื่อใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมและเครื่องจักรกลการเกษตรทดแทนแรงงานในกระบวนการผลิต ทั้งในด้านการเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา และการเก็บเกี่ยวสาขาป่าไม้

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2562 คาดขยายตัวอยู่ในช่วง 3.0-4.0% จากปี 2561 โดยสาขาพืช คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 3.2-4.2%

สาขาปศุสัตว์ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.3-2.3% สาขาประมง คาดว่าจะขยายตัวในช่วง 1.0-2.0% สาขาป่าไม้ คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 1.2-2.2% และ สาขาบริการทางการเกษตร คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.0-3.0%

น.ส.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ปี 2562 ต้องจับตาราคาผลผลิตสินค้าเกษตรหลักๆ อาทิ ข้าว และยางพารา

หากดูจากราคาในตลาดล่วงหน้า พบว่าทั้งราคาข้าว และราคายางพาราปรับตัวลดลง โดยราคาข้าวส่งมอบในปี 2562 ปรับตัวลดลงประมาณ 1-2% ส่วนราคายางพาราลดลงจากปีนี้ ประมาณ 5% ซึ่งถือเป็นราคาที่ลดลงต่อเนื่อง แต่ในภาพรวมของ จีดีพี ภาคเกษตร หากผลผลิตข้าวที่เพิ่มขึ้นสามารถขายได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้น การส่งออกสินค้าเกษตรก็ไม่น่ามีผลต่อ จีดีพี ประเทศมาก

นายบุญชัย ศรีชัยยงพานิช นายกสมาคมการค้ามันสำปะหลังไทย กล่าวว่า ปี 2561 ผลผลิตมันสำปะหลังอยู่ที่ 28.5 ล้านตัน ราคามันเฉลี่ยอยู่ที่ 2.90 บาท/กิโลกรัม (ก.ก.) ซึ่งเป็นราคาที่เกษตรกรอยู่ได้ แต่จากการสำรวจประเมินว่า ผลผลิตมันสำปะหลังปี 2562 จะออกมาประมาณ 29 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนหน้า แต่ต่ำกว่าปีมาตรฐานที่มีปริมาณ 30 ล้านตัน

ส่วนราคาคาดว่าจะเฉลี่ยอยูที่ 2.60 บาท/ก.ก. เพราะตลาดมันเส้นของจีนรับซื้อน้อยลง เนื่องจากมีสินค้าทดแทนที่จีนสามารถปลูกได้มากขึ้นและราคาถูกกว่าการใช้มันสำปะหลังผลิตแอลกอฮอล์ คือ ‘ข้าวโพด’

โดยราคาข้าวโพดในจีนถูกกว่าการนำเข้ามันสำปะหลังประมาณ 1,000 หยวน/ตัน หรือเกือบ 6,000 บาท/ตัน ประกอบกับค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลงมากทำให้เมื่อซื้อสินค้าไทย ต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้น

ด้าน นายคึกฤทธิ์ อารีปกรณ์ ผู้จัดการ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อการส่งออกไทย กล่าวว่า ปี 2561 ปริมาณการส่งออกไก่ 10 เดือน มีอัตราการเติบโตประมาณ 10-12% ทั้งปีคาดว่าจะส่งออกได้ปริมาณ 8.9 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 12% จากปีก่อนหน้า

ส่วนราคาในช่วง 9 เดือนแรกของปี ดีมาตลอด และราคาเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาสที่ 4 ปี 2561 เพราะค่าเงินของคู่แข่งสำคัญอย่างบราซิลอ่อนค่าลง ประมาณ 20-30% ส่งผลให้ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นตลาดหลักของไก่ไทย หันไปซื้อที่บราซิลแทน

ส่วน ปี 2562 คาดว่าสถานการณ์ราคาไก่และปริมาณน่าจะทรงตัวไม่ต่างจาก ปี 2561 ภายใต้ปัจจัยเสี่ยง คือเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ ได้แก่ข้าวโพด ที่คาดว่าจะราคาสูงขึ้น และคู่แข่งที่ค่าเงินอ่อนตัวมาก

ในตลาดจีนยังถือว่ามีโอกาสเพราะจีนชอบกินไก่ไทยมากขึ้น แต่การตรวจรับรองโรงงานส่งออกไก่ยังมีเพียง 6-7 โรงงานจึงเป็นข้อจำกัดอีกข้อของการส่งออกไก่

นายพายัพ ยังปักษี นายกสมาคมชาวนาและโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวไทยในปี 2561 ถือว่าอยู่ในระดับราคาที่สูงพอสมควร ข้าวพรีเมียมโดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ ปรับตัวขึ้นสูงทะลุ 18,000 บาท/ตัน เกิดจากผลผลิตที่ลดลงและชาวนาไทยผลิตข้าวคุณภาพดีขึ้น และยังสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ประมาณ 70% ของราคาขาย ทำให้ชาวนาในปี 2561 พออยู่ได้ นอกจากนี้ ชาวนายังรวมตัวเป็นวิสาหกิจชุมชน เริ่มแปรรูปเองได้ ขายเองได้ ซึ่งเกิดจากความเชี่ยวชาญของชาวนาเอง

ส่วนปี 2562 คาดว่า ทั้งเรื่องของผลผลิตและราคา จะดีไม่ต่างจากปีก่อนหน้า เพราะเกษตรกรโดยเฉพาะชาวนาเริ่มปรับตัว ทั้งเรื่องของการลดต้นทุน ทำปุ๋ยใช้เอง รวมถึงการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกข้าวของภาครัฐ และส่งเสริมการเพาะปลูกข้าวพรีเมี่ยมมากขึ้น

ในปี 2562 น่าจะเป็นอีกปีที่ชาวนาสดใส

ขณะที่ นายหลักชัย กิตติพล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยฮั้วยางพารา จำกัด กล่าวว่า ความหวังเดียวของชาวสวนยางพารา คือการที่รัฐบาลเดินทางผลักดันการใช้ยางในประเทศ ไม่ต้องรอตลาดล่วงหน้า เพราะไทยเป็นผู้ผลิตยางพารารายใหญ่ หากเร่งดำเนินโครงการสร้างถนนภายใต้โครงการ 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร (ก.ม.) จะทำให้ปริมาณยางส่วนเกินหายไป ราคายางจะปรับตัวเพิ่มขึ้นในที่สุด

การใช้ยางในประเทศถือเป็นทางรอดเดียวของชาวสวน ที่ขณะนี้ราคายางพาราอยู่ที่ ประมาณ 3 ก.ก. 100 บาท ถือว่าต่ำมากกว่าต้นทุน

ส่วน สศก. ระบุว่า ลุ้นเศรษฐกิจโลกหากปรับตัวดีขึ้นจะทำให้การส่งออกพืชและผลิตภัณฑ์ในปี 2562 ดีขึ้น ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ลำไยและผลิตภัณฑ์ ทุเรียนและผลิตภัณฑ์ และมังคุด เนื่องจากสินค้ามีคุณภาพดีและเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ

โจทย์ใหญ่ของเกษตรกรในปี 2562 คือผลิตสินค้าเกษตรให้ได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ‘พาณิชย์’ เผยผลหารือบิ๊กค้าออนไลน์ ดันไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เตรียมใช้ Taobao Village Model แก้จน พร้อมเล็งขยายประเภทสินค้าไทยสู่ตลาดจีนให้หลากหลายมากขึ้น ผ่านช่องทาง Tmall.com เล็งติวเข้มบุคลากรไทย รับการเปลี่ยนแปลง ชงอาลีบาบาดึงสินค้าชุมชนไทยขึ้นออนไลน์

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว. พาณิชย์ (พณ.) เปิดเผย ผลการเดินทางเยือนนครหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน ของ นายพรชัย ตระกูลวรานนท์ ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ พร้อมหน่วยงานส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการ ว่า ผลการหารือกับ Mr.Brian Young, Vice President of Global Initiatives, Alibaba Group และผู้บริหารระดับสูงของอาลีบาบา ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี

ไฮไลท์คือ ร่วมผลักดันประเทศไทยให้ปฏิรูปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เป็นหนทางทำให้ไทยหลุดพ้นจากความยากจนรวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งต้องเริ่มต้นจากบุคลากรที่มีความพร้อม ด้านองค์ความรู้ในเชิงลึก ตั้งแต่บุคลากรภาครัฐ ผู้ประกอบธุรกิจเอสเอ็มอี อาจารย์/บุคลากรทางการศึกษา รวมทั้ง บุคลากรด้านไอทีและเทคโนโลยี

เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาสู่การเป็นบุคลากรดิจิทัล ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติและวิสัยทัศน์ Thailand 4.0 ซึ่งอาลีบาบาพร้อมให้การสนับสนุนองค์ความรู้เชิงลึก โดยกำหนดหลักสูตร New Economy Workshop สร้างองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรภาครัฐที่กำหนดนโยบาย ขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

นายสนธิรัตน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เตรียมนำ Taobao Village รูปแบบค้าออนไลน์ผ่านช่องทาง e-Commerce มาเป็นต้นแบบ ในการพัฒนาช่องทางตลาดค้าขายสินค้าเกษตร/ผลิตภัณฑ์ชุมชน ให้แก่เกษตรกรและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลในรูปแบบออนไลน์ เพื่อสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และแก้ไขปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม

รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรหนุ่มสาวรุ่นใหม่ กลับเข้ามาทำงานในท้องถิ่น เป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาสังคม การลงพื้นที่เยี่ยมชมหมู่บ้านไป่หนิว เมืองหลินอัน หนึ่งในต้นแบบหมู่บ้าน Taobao ที่มีการนำ e-Commerce มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบอาชีพ โดยความสำเร็จของหมู่บ้านไป่หนิว เกิดจากการที่ประชากรในหมู่บ้าน มีหัวใจของการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่ (Entrepreneurial Mindset) ศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง เกี่ยวกับการใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มาเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพ รวมทั้ง เรียนรู้จากบุคคลต้นแบบ ที่ทำการค้าออนไลน์ประสบความสำเร็จ

“ไทยจะได้นำต้นแบบ Taobao Village ไปปรับใช้ในการส่งเสริมพัฒนาวิสาหกิจชุมชน เกษตรกร และผู้ประกอบการของไทย ทั้งที่อยู่ในชุมชนห่างไกลและในเมือง เพื่อใช้เป็นช่องทางในการขยายตลาดให้กว้างขวางมากขึ้น ยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องทางการค้าออนไลน์ (e-Commerce) ในการนำเสนอสินค้าไทยที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดจีน อาทิ ผลไม้ไทย สินค้าเกษตร สินค้าชุมชน เป็นต้น โดยเชิญให้ผู้บริหาร Alibaba และ Taobao เยี่ยมชมพื้นที่หมู่บ้านในไทย เพื่อนำสินค้าชุมชนของไทย จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ของกลุ่มบริษัท Alibaba อีกด้วย”

เมืองไทยก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย กินอาหารเป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหารหากบ้านไหนยังมีที่ดินว่างเปล่า ขอแนะนำให้ซื้อกิ่งพันธุ์ต้นมะขามป้อม ไปปลูกเป็นพืชสมุนไพรใกล้ตัวสำหรับดูแลสุขภาพคนในครอบครัวที่คุณรัก สัก 1-2 ต้น

ที่ผ่านมา กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้แนะนำให้คนไทยหันมาปลูก “มะขามป้อม” เป็นพืชสมุนไพรประจำบ้านมากขึ้น เพราะมะขามป้อมมีสรรพคุณทางยาสูง ในตำราแพทย์แผนไทยใช้มะขามป้อมเป็นส่วนผสมสำคัญในตำรับยามากกว่า 100 ตำรับ เช่น ตำรับยา “สมุนไพรตรีผลา” ซึ่งเป็นกลุ่มยาอายุวัฒนะ

นอกจากนี้ ยังมีผลงานวิจัยทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศยืนยันตรงกันว่า มะขามป้อม จัดเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของสารแทนนินสูงเป็นชนิดที่มีฤทธิ์ในการต่อต้านอนุมูลอิสระต้านสารก่อมะเร็ง เพิ่มภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง กำจัดสารพิษจากโลหะหนักออกจากร่างกายและในผลของมะขามป้อมมีปริมาณวิตามินซีสูงมากกว่าส้มถึง 20 เท่า

“ไร่ครูลออ” อ.ไทรโยค… แหล่งรวมมะขามป้อมพันธุ์ดี

หากขับรถออกจากตัวเมืองกาญจน์ โดยใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 323 (ถนนสายกาญจนบุรี-ไทรโยค-ทองผาภูมิ) ช่วงกิโลเมตรที่ 46 จะเจอน้ำตกไทรโยคน้อย (น้ำตกเขาพัง) อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติไทรโยค นับเป็นน้ำตกที่สวยงามอีกแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี บริเวณน้ำตกมีสภาพธรรมชาติที่สวยงามร่มรื่น โดยเฉพาะช่วงฤดูฝนประมาณเดือนกรกฎาคมถึงตุลาคมจะมีน้ำมาก

จากน้ำตกไทยโยคน้อย ขับรถเลยออกไปเพียงสิบกว่ากิโลเมตร สังเกตด้านขวามือ จะเจอ “ไร่ครูลออ” แหล่งรวบรวมมะขามป้อมพันธุ์ดีที่หลายคนรู้จัก “ครูลออ ดอกเรียง” รับราชการครูในโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี และอาศัยเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำไร่เป็นอาชีพเสริมโดยปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เพื่อขายผลสดและจำหน่ายกิ่งพันธุ์มะขามป้อมแก่ผู้สนใจ

สาเหตุที่ครูลออตัดสินใจปลูกมะขามป้อมเป็นพืชหลัก เนื่องจากประทับใจในคุณประโยชน์ของมะขามป้อมยักษ์ที่มีวิตามินซีสูง ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และใช้บำรุงผิวพรรณ กำลังเป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมอาหาร ยา และเครื่องสำอาง ก่อนหน้านี้ครูลออมีโอกาสไปเยี่ยมชมแหล่งปลูกมะขามป้อมยักษ์ เนื้อที่ 20 ไร่ ของเกษตรกรรายหนึ่ง แค่เก็บผลออกขายอย่างเดียวสร้างรายได้สูงถึง 4 ล้านบาท ยังไม่นับรวมการขายกิ่งพันธุ์แก่ผู้สนใจ ทำให้ครูลออเล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของมะขามป้อมว่า เป็นพืชสมุนไพรที่มีโอกาสเติบโตสดใสในระยะยาว

ครูลออ ได้รวบรวมกิ่งพันธุ์มะขามป้อมยักษ์หลากหลายสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติโดดเด่น และตอบโจทย์ตลาด ในเรื่อง ลูกดก ต้นเตี้ย ทนแล้ง ออกลูกทั้งปี มาปลูกบนเนื้อที่ 4 ไร่ ได้แก่ 1. พันธุ์ท้อพวงองุ่น ( พันธุ์ท้อยักษ์จัมโบ้, ท้อมหากาฬ) ลำต้นสูงปานกลาง ลักษณะผลเหมือนลูกท้อ ผิวสวยใส ลูกมีขนาดใหญ่ เนื้อฉ่ำ ให้ผลดกคล้ายพวงองุ่น 2. พันธุ์แม่ลูกดก เป็นไม้กึ่งเตี้ยกึ่งสูง ที่ให้ผลดกมาก ขนาดผลใหญ่ประมาณเหรียญ 10 บาท

3.พันธุ์แป้นพัชชา (พันธุ์แป้นเตี้ย) เป็นมะขามป้อมสายพันธุ์ไทย กิ่งใหญ่แข็งแรง ต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 1.5-2 เมตร แผ่ขยายไปในแนวกว้าง หากปลูกในระยะห่าง 5×5 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ 64 ต้น พันธุ์แป้นพัชชา จะเริ่มให้ผลผลิตในปีที่ 2-3 โดยปีที่ 3 จะให้ผลผลิต ประมาณ 50-100 กิโลกรัม หากดูแลจัดการแปลงที่ดีจะได้ผลใหญ่ขนาดเท่าฝาแบรนด์เลยทีเดียว

4. พันธุ์ท้อยักษ์ไทรโยค ลักษณะผลก้นมีจะงอย คล้ายผลลูกท้อผิวสวยใส ลำต้นสูง 2-3 เมตร ขนาดผลใหญ่เท่ากับมะขามป้อมสายพันธุ์อินเดีย เฉลี่ยประมาณ 25-30 ผล ต่อกิโลกรัม ออกลูกดกทั้งปี ปลูกดูแลง่าย ทนอากาศแล้งได้ดี ใช้เวลาปลูก 2-3 ปี เก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว มะขามป้อมสามารถปลูกได้ทุกสภาพดินทั่วประเทศ แต่ดินที่ให้ผลผลิตได้ดีคือดินร่วนปนทราย ดินลูกรัง

มะขามป้อมยักษ์ ปลูกดูแลง่าย

ครูลออ บอกว่า มะขามป้อม เป็นไม้ผลที่ปลูกดูแลง่าย ทนแล้งได้ดี ควรปลูกในดินที่มีส่วนผสมของขี้ไก่ แกลบดิน แกลบดำ และดินในอัตราส่วน 1:1:1:2 ปลูกโดยขุดหลุมลึกประมาณ 50×50 เซนติเมตร เทปุ๋ยขี้ไก่หรือขี้วัวรองก้นหลุม ประมาณ 1 กิโลกรัม เติมน้ำลงให้ท่วมหมักไว้ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เกิดการย่อยสลาย คลายความร้อน เติมหน้าดินลงไปเล็กน้อย จึงค่อยนำต้นพันธุ์ที่เตรียมไว้ลงปลูก ปักไม้พยุงต้น เมื่อต้นมะขามป้อมที่ปลูกมีความสูงระดับหัวเข่า ให้ตัดยอดทันทีเพื่อให้แตกกิ่งออกด้านข้างเป็นทรงพุ่ม วิธีนี้จะช่วยบังคับให้ต้นเตี้ย ง่ายต่อการดูแลรักษาและเก็บผลผลิต

การปลูกในปีแรก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ทุกๆ 2-3 วัน/ครั้ง เมื่อย่างเข้าปีที่ 2 หลังหมดฤดูฝน ควรงดให้น้ำเพื่อกระตุ้นให้ต้นมะขามป้อมยักษ์เกิดการสะสมอาหารที่กิ่ง ตาดอก และปล่อยให้ต้นสลัดใบทิ้ง เพื่อจำศีลในช่วงฤดูแล้ง เมื่อฝนตกจะกระตุ้นให้ต้นแตกใบ ออกดอก และติดลูกดี

หลังปลูก ควรให้ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 จำนวน 1 ช้อนชา โรยรอบทรงพุ่ม ทุกๆ 7 วัน/ครั้ง พร้อมใส่ปุ๋ยสูตรเสมอและขี้ไก่ทุก 14 วัน/ครั้ง และโรยปุ๋ยขี้ไก่พร้อมแกลบรอบทรงพุ่ม ประมาณ 1 กระสอบ และฉีดพ่นปุ๋ยน้ำทางใบ เพื่อเร่งต้นโต ผลโต สะสมตาดอกอีกทางหนึ่ง

เทคนิคปลูกเสริมราก

ครูลออ ผลิตกิ่งพันธุ์เสริมรากออกจำหน่ายแก่ผู้สนใจ ก็ได้รับความสนใจจากเกษตรกรทั่วไปอย่างกว้างขวาง เนื่องจากกิ่งพันธุ์เทคนิคเสริมราก เมื่อนำไปปลูกในปีแรก ต้นมะขามป้อมยักษ์จะมีขนาดใหญ่กว่าปกติหลายเท่า ยิ่งปลูกแบบเสริม 10 ราก แค่ปลูกในระยะเวลาเพียง 2 ปี ลำต้นมะขามป้อมยักษ์จะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 3 – 4 เมตรกันเลยทีเดียว

ในระยะแรก ครูลอออาศัยเรียนรู้เทคนิคการเสริมราก จากตำราวารสารการเกษตร และนำมาทดลองเสริมรากกับต้นมะขามหวานจำนวน 10 ต้น ปรากฏว่า ติดรากอยู่เพียงต้นเดียว จึงนำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาปรับปรุง และฝึกฝนฝีมือกับไม้ผลอื่นๆ เช่น ต้นมะม่วง ต้นกระท้อน มะปราง มะยงชิด จนประสบความสำเร็จในเวลาต่อมา

หากใครสนใจเทคนิคเสริมรากต้นมะขามป้อมยักษ์ สูตรครูลออ ก็ทำตามได้ไม่ยาก เริ่มจากเตรียมต้นพันธุ์มะขามป้อมป่า ตามจำนวนที่ต้องการเสริมราก หลังจากนั้นให้นำต้นพันธุ์ปลูกลงดินพร้อมกับต้นพันธุ์ดีที่ต้องการปลูก 1 ต้น หลังปลูก 1 เดือน ให้นำพันธุ์ต้นป่าที่สมบูรณ์ 1 ต้น มาเสริมรากให้ต้นพันธุ์ดี ทั้งนี้เกษตรกรสามารถเพิ่มจำนวนรากได้ตามที่ต้องการ แต่ควรเว้นระยะห่างในการเสริมรากแต่ละครั้งประมาณ 1 เดือน

ครูลออแนะนำเทคนิคการเสริมราก 2 แนวทาง คือ เทคนิคแรก ใช้วิธีการเสียบยอด โดยเลือกต้นพันธุ์ดี มีตุ่มตากำลังแตก มาลิดใบทิ้งเพื่อลดการคายน้ำ จากนั้นตัดกิ่งพันธุ์ให้เหลือความยาวประมาณ 3-4 นิ้ว ทาปูนแดงที่ปลายกิ่งด้านหนึ่งเพื่อป้องกันเชื้อรา ส่วนอีกด้านเหลาให้เป็นลิ่ม ระหว่างนี้ห้ามให้นิ้วมือสัมผัสกับรอยแผล

จากนั้นนำต้นพันธุ์ป่ามาตัดยอดและผ่าลำต้น นำลิ่มกิ่งพันธุ์ดีเสียบเป็นยอด สวมกันให้พอดี แล้วใช้ผ้าเทปพันปิดแผลไว้ไม่ให้น้ำเข้า ก่อนนำถุงพลาสติกมาครอบและมัดปากถุงไว้ ประมาณ 2 อาทิตย์ ต้นพันธุ์จะเริ่มแตกยอดอ่อน รอจนกว่าต้นจะแตกใบจริงแล้วจึงค่อยถอดถุงพลาสติกออก โดยข้อควรระวังคือระหว่างกางถุงพลาสติกห้ามใช้มือเข้าไปคลี่ถุงด้านใน แต่ควรใช้วิธีสะบัดเพื่อป้องกันไม่ให้กิ่งพันธุ์ติดเชื้อ

เทคนิคที่ 2 ใช้วิธีการทาบกิ่งหรือแนบกิ่ง นำต้นเพาะเมล็ดมะขามป้อมพันธุ์ป่า ลงปลูกเคียงกับต้นพันธุ์ดี กะระยะให้ต้นพันธุ์ป่าสามารถโน้มหาต้นพันธุ์ดีได้พอเหมาะ จึงใช้มีดปาดสร้างแผลต้นพันธุ์ป่าและต้นพันธุ์ดี โดยแผลของต้นพันธุ์ดีควรมีความลึกแค่ถึงเนื้อไม้ ความยาวประมาณ 2-3 นิ้ว เพื่อให้แผลมีพื้นที่ในสัมผัสกันได้มากขึ้น

หลังจากนั้นใช้ผ้าเทปพันปิดแผลไว้ ประมาณ 45-60วัน เมื่อแผลติดกันแล้ว จึงค่อยแกะผ้าเทปออก ช่วงแรกที่เปิดแผล ควรใช้เชือกหรือผ้าเทปคล้องทั้ง 2 ต้น ไว้ด้วยกันก่อนเพื่อกันแผลฉีกขาดหรือต้นดีดออกจากกันเพราะแรงลม รอจนครบ 60 วัน เมื่อแผลสมานกันเป็นเนื้อเดียวแล้ว จึงค่อยแกะเชือกออกจากกัน

“ เทคนิคการปลูกแบบเสริมราก มีคุณประโยชน์หลายด้าน ได้แก่ 1 .ช่วยค้ำยันลำต้นไม่ให้ล้มง่าย 2 . มีรากเยอะ ช่วยหาอาหารได้มากขึ้น ทำให้ต้นเจริญเติบโตเร็ว 3. ลำต้นใหญ่ สามารถเลี้ยงลูกได้ดี ไม่มีปัญหาเรื่องผลร่วง 4 . ผลมะขามป้อมมีขนาดใหญ่กว่าปกติ ” ครูลออกล่าวในที่สุด