นั่นเท่ากับว่า ผู้ปลูกมีรายได้ ต่อโรงเรือน 54,000 บาท ในระยะเวลา

ในที่นี้ หักลบระยะเวลาเพาะกล้าออกไป 9 วัน ซึ่งงานเพาะกล้า มีโรงเรือนเพาะอยู่ต่างหาก ด้วยเหตุนี้ ปีหนึ่งๆ จึงหมุนเวียนใช้โรงเรือนต่อครั้งต่อปีมากขึ้น

ด้วยรายได้อย่างที่แนะนำมา หากปลูกแคนตาลูป 5 ครั้งต่อปี เกษตรกรจะมีรายได้ ต่อโรงเรือน 270,000 บาทต่อปี รายได้ขนาดนี้จึงสามารถคืนทุนโรงเรือนได้ภายใน 1 ปีอย่างที่คุณต๊อกว่าไว้ ดูจากรายได้แล้วถือว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ ผู้สนใจต้องศึกษาให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยปรึกษาผู้รู้ เรื่องการลงทุน การผลิตและที่สำคัญคือ การตลาด

“ตอนนี้ ในโรงเรือน มีทดลองปลูกแตงโมไม่มีเมล็ดด้วย…พื้นที่รอบๆ โรงเรือนควรโล่ง มีลมพัดผ่าน ตอนนี้ผมมีปลูกประมาณ 9 โรงเรือน พื้นที่ไม่ถึง 2 ไร่ดี ราว 7 งาน…มีโครงการคัดเลือกเกษตรกรที่ปลูกพริก ซึ่งตอนนี้มีอยู่ 200-300 ครอบครัว แต่ไม่ได้หมายความว่าให้มาปลูกทั้งหมด คัดเลือกคนที่มีใจรัก ชอบ มีความพร้อม ให้มาปลูกแคนตาลูป ครอบครัวละ 4 โรง เดือนหนึ่งตัด 2 โรง เรามีตลาดให้ หากพื้นที่ปลูกมากก็จะสามารถเก็บผลผลิตได้ทั้งปี” คุณต๊อกเล่า

“ ผมเตรียมขยายพื้นที่ปลูกให้กับผู้สนใจ 50-80 โรง จากนั้นจะขยายตามความต้องการของตลาด เป้าหมายในอนาคตคือ อยากให้มีตัดทุกวัน…วันละอย่างน้อย 1 โรงเรือน เรื่องการลงทุน คงให้เกษตรกรมีส่วนร่วม โดยเฉพาะโรงเรือน…ในอนาคตอาจจะมีการเปิดร้านให้คนมาซื้อผลผลิตโดยตรง มีผลิตภัณฑ์จากแคนตาลูป อาจจะเปิดร้านแถวนี้”

เกษตรกรที่อยู่ใกล้เคียง อยากศึกษาดูงาน หรืออยากเปลี่ยนงานจากทำนา ลองปลูกพืชชนิดนี้ดู ถามไถ่ คุณยศวัฒน์ ศิริอธิพันธ์ ได้ตามที่อยู่ หรือโทรศัพท์ (089) 961-3423

ในภาวะตลาดยางพาราขาลง ทำให้เกษตรกรสูญเสียรายได้ไปจำนวนไม่น้อย ขณะที่ภาวะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำรงชีวิตกลับปรับตัวสูงขึ้น การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางทำเกษตรผสมผสานเช่น ปลูกพืชแซมยาง หรือพืชร่วมยางเช่น สับปะรด อ้อยคั้นน้ำ มะละกอ ข่า ตะไคร้ หน้าวัวตัดดอก ปลูกกาแฟ ไม้ผลหรือเลี้ยงจิ้งหรีด เพื่อเพิ่มรายได้เลี้ยงดูครอบครัว

“คุณภู จันทร์วงศ์ ”เกษตรกรชาวสวนยางพาราในอำเภอกันทรลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในเกษตรกรต้นแบบ ที่ประสบความสำเร็จในการทำเกษตรผสมผสานหลากหลายรูปแบบ เธอปลูกยางพาราเนื้อที่ 18 ไร่และปลูกไม้ผลนานาชนิดแซมในสวนยาง เช่น กล้วย พริก ทุเรียน เงาะ ส้มเขียวหวาน มังคุดฯลฯ ทำให้ผลไม้สำหรับบริโภคและจำหน่ายในท้องตลาดได้ตลอดทั้งปี และมีรายได้จากการขายจิ้งหรีด สร้างเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้เป็นกอบเป็นกำเลยทีเดียว

เลี้ยงจิ้งหรีดทำเงินรุ่นละ 2 หมื่นบาท

จิ้งหรีดเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูง แถมเลี้ยงดูแลง่าย ขายได้ราคาดี แค่ลงทุนซื้อไข่จิ้งหรีดถาดละ 100 บาท ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 35-40 วัน ก็จับจิ้งหรีดออกขายได้แล้ว โดยมีรายได้จากการขายจิ้งหรีดต่อรุ่นประมาณ 2 หมื่นบาท

ขั้นตอนการเลี้ยงจิ้งหรีด เริ่มจากซื้อไข่จิ้งหรีดมาเลี้ยง 13-15 วัน จิ้งหรีดจะฟักออกจากไข่เป็นตัว เกษตรกรจะนำหัวอาหารไก่มาปั่นให้ละเอียดโรยเป็นอาหารเลี้ยงจิ้งหรีด เมื่อจิ้งหรีดอายุประมาณ 20 วัน จะเปลี่ยนใช้ผลไม้สุกที่หาได้ในท้องถิ่นมาใช้เลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อประหยัดต้นทุน เช่น ฟักทอง กล้วยน้ำว้าสุก มะละกอสุก ฯลฯ

ธรรมชาติของจิ้งหรีด เป็นสัตว์ที่หากินตลอด 24 ช.ม. ก็ว่าได้ ในช่วงฤดูร้อน หลังจากให้อาหารไปแล้ว จิ้งหรีดจะกินหมดภายใน 2 ช.ม. จึงค่อยให้อาหารรอบใหม่ ช่วงอากาศหนาวจิ้งหรีดแทบจะถือศีลอดไมค่อยกินอาหารเหมือนปกติ การเลี้ยงจิ้งหรีดว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ขึั้นอยู่กับผู้เลี้ยงจะดูแลจัดการได้ดีแค่ไหน ในช่วง 20 วันแรก หลังจากจิ้งหรีดฟักออกจากไข่ หากดูแลจัดการไม่ดี อาจทำให้จิ้งหรีดอ่อนแอและตายได้ หากผ่านพ้นระยะดังกล่าวไปแล้ว จิ้งหรีดก็จะเติบโตแข็งแรง ไม่ตายง่าย

เมื่อคิดคำนวณรายได้จากการขายยางรวมกับรายได้จากการขายผลไม้ และขายจิ้งหรีดในแต่ละเดือนแล้ว ก็จะมีรายได้หมุนเวียหลักหมื่นบาทต่อเดือน เพียงพอสำหรับการเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างสบาย ไม่มีหนี้สิน เพียงเท่านี้ชีวิตเกษตรกรชาวสวนยางก็มีความสุขแล้ว.

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน นายสมพงศ์ ราชสุวรรณ ประธานกรรมการกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยาง สกย.นาทวี อ.นาทวี จ.สงขลา และประธานเกษตรกร จ.สงขลา เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีคำสั่งให้หน่วยงานภาครัฐใช้ยางพาราไปดำเนินการตามโครงการต่างๆ โดยหนึ่งในแนวทางการแก้ไขปัญหาคือ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใช้ยางพาราทำถนนดินยางพาราซอยล์ซีเมนต์ เพื่อแก้ไขปัญหายางพาราตกต่ำ

“ต้องรอดูว่า อปท.จะมีนโยบายในการทำถนนจริงหรือไม่ และเมื่อทำถนนแล้วจะใช้ถนนดินยางพาราซอยล์ซีเมนต์หรือไม่ เพราะอาจเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดเงื่อนไขอำนาจการต่อรองให้กับชาวสวนยางพาราได้” นายสมพงศ์กล่าว และว่า ส่วนการใช้น้ำยางพาราไปทำถนนแล้ว ยางพาราจะหายไปจากตลาดแล้วราคายางพาราจะขยับขึ้นหรือไม่ ต้องรอดู แต่ขณะนี้เข้าถึงฤดูกาลน้ำยางสดจะออกมาปริมาณมาก ทั้งนี้ วันที่ 23 พฤศจิกายน ในพื้นที่ จ.สงขลา ราคาตกลงมาอยู่ที่ 35 บาทต่อ กก.จากเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน ราคาอยู่ที่ 35.50 บาทต่อ กก. ราคาได้ขยับลง

สอน. เร่งพิจารณาเงินช่วยค่าผลิตอ้อยตันละ 50 บาท แก่ชาวไร่ 11 ล้านราย วงเงิน 6,500 ล้าน เป็นของขวัญปีใหม่ พร้อมเร่งเคาะราคาน้ำตาลขั้นต้น 61/62 ราคาอ้อยขั้นปลาย 60/61 มั่นใจ เงินถึงมือชาวไร่-โรงงาน ม.ค.นี้

ให้ของขวัญปีใหม่ – นางวรวรรณ ชิตอรุณ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการบริหารจัดการอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ว่า สอน. เตรียมเสนอคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ที่มีนายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน พิจารณาเรื่องเร่งด่วน 2 เรื่องก่อนเสนอให้นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม พิจารณาแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อนำเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในเดือนธ.ค. และประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้มีผลบังคับใช้ มั่นใจชาวไร่และโรงงานจะได้รับเงินอ้อยภายในเดือนม.ค. แน่นอน

โดยสอน. จะเสนอเรื่องประกาศราคาอ้อยขั้นปลายฤดูการผลิตปี 2560/61 เบื้องต้นเฉลี่ยอยู่ที่ 792 บาทต่อต้นอ้อย ต่ำกว่าราคาอ้อยขั้นต้นฤดูการผลิตปี 2560/61 เป็นเงิน 88 บาทต่อตันอ้อย อยู่ที่ราคา 880 บาทต่อตันอ้อย รวมเป็นเงินที่โรงงานต้องได้คืนจากระบบเนื่องจากจ่ายส่วนเกินดังกล่าวให้ชาวไร่ประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ซึ่งส่วนนี้กองทุนอ้อยและน้ำตาลทรายจะเข้าไปดำเนินการ

นอกจากนี้ จะเสนอ กอน.พิจารณาราคาน้ำตาลขั้นต้นของฤดูการผลิตปี 2561/62 ซึ่งปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่ที่ 700 บาทต่อตันอ้อย จากเดิมคำนวณที่ 680 บาทต่อตันอ้อย เนื่องจากได้อานิสงส์จากการเทขายในตลาดโลกเพื่อทำกำไรในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่าระยะสั้น

“สอน. ยังอยู่ระหว่างเร่งพิจารณาเงินช่วยค่าผลิตอ้อยตันละ 50 บาท แก่ชาวไร่ 11 ล้านรายทั่วประเทศ วงเงิน 6,500 ล้านบาท เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่จากรัฐบาลภายในสิ้นเดือนม.ค. 2562 ตามกำหนดรัฐบาลกำหนด”

สำหรับมติครม. ที่ให้โรงงานกู้เงินกองทุนฯ 9,000 ล้านบาท จ่ายเงินเพิ่มค่าอ้อยขั้นต้นให้ชาวไร่อ้อยตันละ 70 บาทก่อนนั้น ติดปัญหาที่คณะกรรมการบริการกองทุนอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย 2 คนลาออก เนื่องจากกังวลเรื่องความยุ่งยากหลังจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถประชุมพิจารณาอนุมัติวงเงินได้

รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์หน้าทุกกรมในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เตรียมประกาศของขวัญปีใหม่ขั้นต่ำหมด 5-6 เรื่อง อาทิ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) เตรียมงบประมาณ 100 ล้านบาท ทำแพ็กเกจช่วยเอสเอ็มอีและสตาร์ตอัพ ที่จะผ่อนเกณฑ์และเงื่อนไขให้ผู้ประกอบการที่ไม่ใช่นิติบุคคล เช่น ดีไซเนอร์ สามารถยื่นขอเงินกองทุนฯ ที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีอยู่ได้ คิดอัตราดอกเบี้ย 4% วงเงินตั้งแต่ 50,000-1,000,000 ล้านบาท กำหนดพิจารณาอนุมัติภายใน 6 วัน เป็นต้น

เม็ดพืชที่ขบเคี้ยวกันส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดจากธัญพืช ซึ่งเป็นถั่วชนิดต่างๆ แต่ไม่ได้มีเฉพาะเม็ดธัญพืชที่ขบเคี้ยวได้ เม็ดพืชอื่นๆ คนเราก็นำมาเป็นของกินเล่นได้เช่นกัน เม็ดกวยจี๊ คือเม็ดแตงโมก็เป็นเม็ดพืชขบเคี้ยวยอดนิยมในสมัยก่อน กินมากๆ แสบริมฝีปากเพราะสัมผัสกับความเค็มที่เคลือบเม็ดอยู่ เม็ดกวยจี๊มาจากวัฒนธรรมการกินของคนจีน

ต่อมาเม็ดทานตะวันเข้ามาทดแทนเพราะทะนุถนอมริมฝีปากได้ดีกว่า เนื่องจากเม็ดทานตะวันไม่มีเกลือในการคั่ว ประกอบกับมีคุณประโยชน์มากมายหลายอย่างมากกว่าเม็ดกวยจี๊ เกาลัดป่าซึ่งมีอยู่ในป่าทางภาคใต้ในสมัยก่อน นำมาคั่วขายในงานวัดเป็นสิ่งหนึ่งที่เด็กๆ นิยมกินกัน โดยใช้ฟันขบเปลือกให้แตกกินเนื้อใน เกาลัดป่าจะมีขนาดเล็กและเป็นสีน้ำตาลอ่อน ไม่เหมือนกับเกาลัดจีนที่มีขนาดใหญ่และสีน้ำตาลดำเข้ม

เม็ดกระบกคั่วถือเป็นอัลมอนต์แห่งภาคอีสาน มีกินกันทั่วไปทางภาคอีสาน ระบาดมาทางภาคกลางพอได้ลิ้มรสบ้างแต่ก็มีไม่มากนัก ส่วนเม็ดมะขามคั่วไว้กินเล่นยามขาดแคลนก็ซาความนิยมเนื่องจากแข็งมาก เม็ดบัวทางภาคกลางก็นิยมกินเล่นสดๆ กัน ปัจจุบันก็ไม่ได้รับความนิยม แต่เป็นที่รำลึกถึงความหลังเท่านั้น

ในปัจจุบันนอกจากธัญพืชต่างๆ และเม็ดทานตะวันแล้ว ทางภาคใต้มีเม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรือกาหยี กาหยู หัวครก เม็ดล่อ แล้วแต่จังหวัดไหนจะเรียกกันอย่างไร เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีการจำหน่ายกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ส่งขายกันทั่วประเทศหรือตามร้านสะดวกซื้อทั่วไปก็บรรจุในหีบห่อที่ดึงดูดนักบริโภคนิยมให้ซื้อหาหลากหลายยี่ห้อ

ในสมัยเด็กเม็ดหิมพานต์คั่ว เป็นของทำกินเล่นกันของเด็กในภาคใต้ หลังจากเก็บเม็ดมะม่วงมาเล่นพนันกันจนพอใจแล้ว จะนำเม็ดมะม่วงของเพื่อนทุกๆ คนมารวมกันเพื่อให้ได้มากที่สุดแล้วนำก่อไฟคั่ว สมัยนั้นเราจะนำปี๊บน้ำมันก๊าดหรือปี๊บหน่อไม้ดองมาตัดทางขวาง วางไว้บนไฟนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงคั่ว

ไม้ที่คนเม็ดจะใช้แกนของทางมะพร้าวยาวเหมือนไม้พายเป็นของคน เนื่องจากยางบนเปลือกเม็ดมะม่วงเมื่อโดนความร้อนจะปะทุใส่ ปวดแสบปวดร้อนเหลือหลาย ถ้าโดนเสื้อก็จะซักไม่ออก หรือถ้าร้อนมากถึงกับขาดเป็นรู เป็นอันว่ากลับบ้านต้องโดนไม้เรียวแน่

แต่ในปัจจุบันเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นที่รู้จักและนิยมกันทั่วไปทุกภาค แต่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่นิยมเป็นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ผ่านการทอดด้วยน้ำมัน ไม่ใช่คั่วแบบโบราณ รสชาติและกลิ่นที่ได้จะแตกต่างกัน

ซึ่งปัจจุบันคนกินจะคุ้นกับกลิ่นและรสชาติมะม่วงหิมพานต์ทอดเพราะเป็นที่แพร่หลายมาก่อน คนส่วนใหญ่ครั้งแรกจะได้ลิ้มรสเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดซึ่งทำเป็นการค้า กระบวนการแปรรูปแบบนี้สามารถทำได้รวดเร็วและครั้งละจำนวนมาก ซึ่งเกือบทำให้ภูมิปัญญาแบบชาวบ้านสูญหายไป

แต่การที่ได้ลิ้มรสชาติแบบคั่วโบราณมาก่อนทำให้รู้ถึงความแตกต่างกัน เพราะรสชาติของเม็ดหิมพานต์คั่วแบบโบราณไม่เหมือนกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่ผ่านการต้มและทอดในน้ำมันหรืออบแห้ง การคั่วแบบโบราณจะมีกลิ่นเฉพาะที่จะได้กล่าวต่อไปในกระบวนการผลิต

ผู้เขียนมีโอกาสไปกระบี่พบกับร้านขายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ชื่อร้านโกมัน อยู่เลขที่ 576 หมู่ที่ 2 ถนนตลาดใน ตำบลเหนือคลอง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ซึ่งมี คุณเติมสิทธิ์ กุลเถกิง หรือ โกมัน เป็นเจ้าของอยู่ และได้มีโอกาสได้ซื้อชิมเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วโบราณซึ่งต้องยอมรับว่ารสชาติเป็นแบบโบราณที่ผู้เขียนเคยรับรสนี้มาตั้งแต่เด็กจริงๆ

โกมัน เล่าให้ฟังว่า “เดิมเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนเป็นพ่อค้ารับซื้อสินค้าเกษตร อันมียางพารา หมากแห้ง มะพร้าวแห้ง และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ส่งเข้ากรุงเทพฯ มีช่วงหนึ่งที่เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีราคาถูก พ่อค้าที่กรุงเทพฯ ไม่รับซื้อ แต่เราต้องซื้อเพราะได้ตกลงกับเกษตรกรผู้ปลูกไว้แล้ว ทำให้จำนวนสต๊อกของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ค้างอยู่ในโกดังจำนวนมาก จึงทำให้คิดว่าน่าจะนำมาแปรรูปด้วยวิธีโบราณที่คนในท้องถิ่นเคยทำ ก็เลยให้กลุ่มแม่บ้านในอำเภอเหนือคลองทำดู ได้ผลผลิตมาก็ใส่ถุงพลาสติกธรรมดา ซีลปากถุงด้วยความร้อนจากเทียน วางขายหน้าบ้าน ถุงละ 50 บาท”

ต่อมาเมื่อมีการจะทะเบียนโอท็อป จึงได้นำเข้าไปคัดสรร ปรากฏว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของโกมันได้โอท็อป 4 ดาว ในปี 2559 การรับซื้อยางพาราและสินค้าเกษตรอื่นจึงต้องหยุดลง หันมาดูแลเรื่องกิจการเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วโบราณแต่เพียงอย่างเดียว

ระนองแหล่งปลูกมะม่วงหิมพานต์

มะม่วงหิมพานต์ในจังหวัดกระบี่เมื่อก่อนปลูกมากบริเวณหาดนพรัตน์ธารา หาดยาว เกาะพีพี เกาะลันตา รับซื้อในสมัยก่อนราคากิโลกรัมละ 7-8 บาท ต่อมาสถานที่ติดทะเลเหล่านี้ถูกขายให้นายทุนนำมาสร้างโรงแรมและรีสอร์ต มะม่วงหิมพานต์จึงถูกโค่นทิ้งไปหมด จากที่ต้องขับรถตระเวนไปซื้อเองในสมัยก่อน ปัจจุบันจะมีพ่อค้ารวบรวมมาส่งที่บ้านเองในราคากิโลกรัมละ 50-60 บาท การรับซื้อในแต่ละปีของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ของโกมันที่ใช้ประมาณ 30 ตัน ต่อปี โดยเก็บเม็ดไว้ในกระสอบป่านในอุณหภูมิห้องปกติ

เพื่อให้สามารถเก็บเม็ดมะม่วงหิมพานต์ไว้แปรรูปได้ตลอดปี ส่วนใหญ่จะเป็นเม็ดที่ปลูกในจังหวัดระนอง เม็ดที่รับซื้อมาจากพ่อค้าจะถูกตากแดดจัดไว้อีกประมาณ 7-8 แดด เพื่อให้สามารถเก็บไว้ได้ตลอดทั้งปี 3-4 เดือนจะต้องนำมาตากใหม่อีกรอบเนื่องจากเม็ดมีความชื้นจากอากาศรอบตัว

คั่วแบบโบราณ

เพื่อให้มีความมาตรฐานและถูกสุขอนามัย จึงได้สร้างโรงคั่วเม็ดให้กับกลุ่มแม่บ้านของที่นี่ โดยมีเตาขนาดใหญ่ที่หล่อด้วยปูนแบบชาวบ้าน โดยปกติจะส่งเม็ดดิบให้กับกลุ่มแม่บ้านครั้งละ 50 กิโลกรัม ต่อ 3-4 วัน ถาดที่ใช้แทนกระทะจะสั่งทำเป็นพิเศษจากสแตนเลส มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถคั่วได้คราวละ 2 กิโลกรัม

ถาดสำหรับคั่วจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยกขอบประมาณ 10 เซนติเมตร เจาะรูที่ก้นถาดขนาดรอยตะปู 1 นิ้วทั่วถาด เพื่อให้น้ำมันที่เปลือกหยดลงด้านล่าง ไม้สำหรับคนก็เป็นสแตนเลสต่อด้วยด้ามไม้ยาวเกือบ 2 เมตร ไฟที่ใช้สมัยก่อนให้ถ่าน

แต่ในปัจจุบันจะใช้เปลือกของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่กะเทาะออกมาแล้ว ซึ่งเป็นการประหยัดเชื้อเพลิงได้มาก วิธีคั่ววิธีนี้เป็นวิธีโบราณพื้นบ้านตามแต่ก่อนมา ใช้เวลาคั่วประมาณ 45 นาที ไฟที่ใช้คั่วจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ตามระยะเวลาเพราะน้ำมันที่อยู่ในเปลือกเม็ดจะหยดใส่ไฟด้านล่างยิ่งทำให้ไฟคุแรงขึ้นอีก

ไม้ที่คนจะมีขนาดยาวมากเนื่องจากน้ำมันที่อยู่ในเปลือกจะกระเด็นใส่ ไฟจะลุกในกระทะคั่วเหมือนเราเห็นการผัดผักบุ้งไฟแดง คนคั่วจึงต้องใส่เสื้อผ้าที่หนาเพียงพอไม่ให้เกิดอันตรายจากการคั่ว น้ำมันที่หยดลงไฟและกระเด็นไปด้านบนจะทำให้เม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่คั่วจะมีกลิ่นความหอมเฉพาะไม่เหมือนกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดที่ได้กินกันทั่วไป เมื่อสุกแล้วก็จะนำออกมาเทใส่ภาชนะและใช้ผ้าชุบน้ำดับไฟที่ติดเปลือกตอนคั่ว

กะเทาะทีละเม็ดด้วยมือ

ทิ้งรอไว้ให้เย็นก็จะนำไปกะเทาะเปลือกที่คั่วจนดำแล้วออก โดยจับเม็ดวางบนของแข็งเช่นหินหรือแท่งปูน แล้วใช้แป๊บเหล็กทุบเพียง 2 ครั้งด้วยความชำนาญ ก็จะได้เม็ดที่ล่อนจากเปลือก โดยปกติเม็ดมะม่วง 50 กิโลกรัม จะได้เม็ดที่กะเทาะแล้ว 18 กิโลกรัม เม็ดที่ได้จะเป็นเม็ดคู่ที่ติดกันเป็นส่วนใหญ่ จะมีเป็นมีเม็ดซีกและเม็ดหักบ้าง

หลังจากนั้น ก็จะนำมาเข้ากระบวนการอบด้วยตู้อบ ใช้อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส ครั้งละ 30-45 นาที แล้วทิ้งไว้ให้เย็น 1 วัน หลังจากนั้นจะอบรอบสองอีก 15-20 นาที ก็สามารถนำมาบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมสำหรับกินได้แล้ว

จะเห็นได้ว่ากระบวนการผลิตแบบการคั่วโบราณนี้เป็นวิถีแบบธรรมชาติที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีที่สลับซับซ้อนและสารเคมีในการผลิตเลย ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพกว่าเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่แปรรูปด้วยวิธีอื่น

ขนาดบรรจุของผลิตภัณฑ์เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วโบราณ มี 4 ขนาด คือ ขนาดน้ำหนัก 160 กรัม ราคา 80 บาท ขนาด 200 กรัม ราคา 100 บาท ขนาด 240 กรัม ราคา 120 บาท และขนาด 400 กรัม ราคา 200 บาท ส่วนเม็ดซีก ขนาดน้ำหนัก 200 กรัม ราคา 100 บาท ส่วนเม็ดหัก โกมันได้นำมาผสมน้ำตาลจากดอกมะพร้าววางบนเครกเกอร์เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่

สนใจเม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่วโบราณตามภูมิปัญญาท้องถิ่นสามารถติดต่อ คุณชัยวัฒน์ (เอ) กุลเถกิง ทายาทของโกมันได้ทางโทรศัพท์ (089) 652-3483, (081) 535-6311 FB.Gomun Krabi IG.gomunkrabishop Lind.gomunkrabishop

คุณนเรศ ฝีปากเพราะ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมการเกษตร และมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ร่วมมือกันเพื่อพัฒนาคุณภาพลำไย พร้อมกันนี้ได้สรุปองค์ความรู้เพื่อเผยแพร่และส่งเสริมให้เกษตรกรได้นำไปปรับใช้ในการปฏิบัติดูแลรักษาลำไยเพื่อให้ได้คุณภาพ โดยมี 13 ขั้นตอน การที่ควรปฏิบัติ ดังนี้

ระยะที่ 1 ช่วงเตรียมต้น (กันยายน-ตุลาคม)
ขั้นตอนที่ 1 – การตัดแต่งกิ่ง…เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เปิดกลางทรงพุ่มให้ได้รับแสงสว่างมากขึ้น คลุมโคนต้นด้วยใบลำไยที่ตัดทิ้ง
ขั้นตอนที่ 2 – แตกใบอ่อน ครั้งที่ 1…ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ต้นละ 10 กิโลกรัม และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 และ 0-0-60 (ช่วงแตกใบ ครั้งที่ 1) สัดส่วน 1:1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น
ในระยะนี้ให้ระวังโรคและแมลง ได้แก่ ไรสี่ขา เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง และโรคพุ่มไม้กวาด

ระยะที่ 2 ช่วงก่อนออกดอก (พฤศจิกายน-ธันวาคม)
ขั้นตอนที่ 3 – ขั้นตอนที่ 4 – แตกใบอ่อน ครั้งที่ 2 จนถึงใบแก่สมบูรณ์…ฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลง สารป้องกันกำจัดเชื้อราและฮอร์โมนบำรุงใบ และใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 และ 0-0-60 (ช่วงแตกใบครั้งที่ 2) อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น พร้อมทั้งให้ปุ๋ย สูตร 0-52-34 ใช้อัตรา 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทางใบ
ในระยะนี้ ให้ระวังโรคและแมลง ได้แก่ เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง และโรคพุ่มไม้กวาด

ระยะที่ 3 ช่วงออกดอก (มกราคม-กุมภาพันธ์)
ขั้นตอนที่ 5 – ขั้นตอนที่ 6 – แทงช่อดอก – ดอกบาน…ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เลี้ยงแมลงผสมเกสร งดพ่นสารเคมี ระยะดอกบาน และให้ปุ๋ยทางดิน ครั้งที่ 1 สูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัมต่อต้น พร้อมทั้งให้ปุ๋ยธาตุรองและอาหารเสริม
ในระยะนี้ระวังโรคและแมลง ได้แก่ แมลงค่อมทอง หนอนม้วนใบ เพลี้ยไฟ

ระยะที่ 4 ช่วงติดผลและปรับปรุงคุณภาพ (มีนาคม-กลางเดือนมิถุนายน)
ขั้นตอนที่ 7 – ช่วงติดผล…เพิ่มปริมาณการให้น้ำ ป้องกันผลแกร็นและผลร่วง พร้อมให้ปุ๋ยทางใบ สูตร 13-0-46, 0-52-34 และ 46-0-0
ขั้นตอนที่ 8 – ปรับปรุงคุณภาพ – ผลช่วงต้น…เพิ่มปริมาณการให้น้ำให้เพียงพอ (เมษายน ต้องการน้ำมากสุด) ให้ปุ๋ยทางดิน ครั้งที่ 2 สูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 และ 0-0-60 สัดส่วน 1:1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น และให้ปุ๋ยทางใบ สูตร 13-0-46, 0-52-34 และ 46-0-0
ขั้นตอนที่ 9 – ตัดแต่งช่อผล – ผลช่วงกลาง…กรณีติดผลดก ตัดแต่งช่อผลให้เหลือ 40-60 ผล และตัดช่อผลผลเล็กออก รวมทั้งให้ปุ๋ยทางดิน ครั้งที่ 3 สูตร 46-0-0 ร่วมกับ 15-15-15 และ 0-0-60 ช่วงนี้กำจัดวัชพืชในแปลง เพื่อทำลายแหล่งอาศัยแมลง
ขั้นตอนที่ 10 – ผลช่วงปลาย…ให้ปุ๋ยทางใบ สูตร 13-0-46
ในระยะนี้ ระวังโรคและแมลง ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย มวนลำไย ผีเสื้อเจาะผลไม้ ผลแตก โรคพุ่มไม้กวาด ผลลาย

ระยะที่ 5 ช่วงเก็บเกี่ยว (กลางเดือนมิถุนายน-สิงหาคม)
ขั้นตอนที่ 11 – ผลช่วงปลายใกล้เก็บเกี่ยวก่อน 30 วัน…ให้น้ำสม่ำเสมอ (หากฝนทิ้งช่วง) ให้ปุ๋ยทางดิน สูตร 0-0-60, 13-13-21 สัดส่วน 1:1 อัตรา 1-2 กิโลกรัม ต่อต้น ก่อนเก็บเกี่ยว 30 วัน เพื่อให้ผลพัฒนาคุณภาพ
ขั้นตอนที่ 12 – เก็บเกี่ยวผลผลิต…เก็บเกี่ยวผลใหญ่ ผิวเรียบ รวบรวมผลผลิตและคัดเกรด บรรจุตะกร้า/หีบห่อ เตรียมจำหน่าย
ในระยะนี้ ระวังโรคและแมลง ได้แก่ เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย ผีเสื้อเจาะผลไม้ ผลแตก ผลลาย
ขั้นตอนที่ 13 – หลังการเก็บเกี่ยว…เก็บตัวอย่างดิน ส่งวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ก่อนปรับปรุงบำรุงดิน และตัดแต่งกิ่ง

เกษตรกรสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมวิชาการ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 6 จังหวัดเชียงใหม่ สมัยนี้เงินทองหายากเหลือเกิน จะใช้จ่ายอะไรแต่ละทีต้องคิดหนัก เพราะข้าวของแต่ละอย่าง มีราคาแพง หากใครเจอปัญหาเครื่องสูบน้ำเสีย ซ่อมไม่ได้ จะตักน้ำขึ้นมารดแปลงเพาะปลูก ก็เหนื่อยเสียเวลา สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้วิธีดัดแปลงเครื่องตัดหญ้าที่มีอยู่มาเป็น ” เครื่องสูบน้ำ ” ตามคำแนะนำของ คุณวิไล นาลา เกษตรกรชาวจังหวัดขอนแก่น เพียงเท่านี้ก็ช่วยประหยัดเงินไปได้ก้อนโต

คุณวิไล พื้นที่การเกษตรอยู่นอกเขตชลประทาน ไม่มีไฟฟ้าที่จะเอื้ออำนวยต่อการสูบน้ำในการเพาะปลูกพืช จึงมักทำการเกษตรได้เฉพาะฤดูฝน และบ่อยครั้งต้องประสบปัญหาพืชขาดน้ำ เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้งจึงปล่อยให้พื้นที่ว่างเปล่า เพราะไม่สามารถจัดหาน้ำมาใช้เพาะปลูกพืชได้

แต่คุณวิไลไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้น เธอใช้ภูมิปัญญาดัดแปลงเครื่องสูบน้ำแบบสะพายให้เป็นเครื่องสูบน้ำปลูกพืชผัก ทำรายได้ในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน คุณวิไล นาลา อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 356 หมู่ที่ 9 บ้านนาดี ตำบลกุดธาตุ อำเภอหนองนาคำ จังหวัดขอนแก่น โทร. (090) 586-0378