นางพิมล ปงกองแก้ว พาณิชย์จังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ระหว่างปี

พบปริมาณการเลี้ยงโคเนื้อลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการส่งเสริมให้หันไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้เลี้ยงและจำหน่ายขาดแรงจูงใจ รวมทั้งบางส่วนมีการส่งไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ขณะที่ราคาของโคเนื้อถือว่าดี สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกรได้ดี ดังนั้น จ.เชียงราย จึงเล็งเห็นโอกาสดังกล่าวและได้ส่งเสริมการเลี้ยง โดยส่วนหนึ่งคือ การจัดงานในครั้งนี้

ด้าน นายนเรศ รัศมีจันทร์ ประธานเครือข่ายนำสมาชิกเครือข่ายผู้เลี้ยงโคเนื้อ กล่าวว่า เครือข่ายมีสมาชิกจำนวน 291 ราย และมีโคเนื้อ ประมาณ 1,300 ตัว ส่วนใหญ่ส่งเสริมเลี้ยงพันธุ์บีฟมาสเตอร์ที่เหมาะสมกับไทย และให้เนื้อคุณภาพดีมาก ซึ่งเครือข่ายจะรับซื้อจากเกษตรกรในกลุ่ม ในราคารับประกันที่ชัดเจนประมาณ 100-105 บาท/กิโลกรัม หมุนเวียนกันอยู่ในระดับนี้ ขณะที่ตลาดมีความต้องการสูงมาก เพราะขาดแคลนโคเนื้อดังกล่าว โดยแต่ละเดือนต้องการมากกว่า 300 ตัว แต่เครือข่ายไม่สามารถทำให้ถึงเป้าได้ ดังนั้น จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระยะเวลาเลี้ยง 6 เดือน ภายใต้การดูแลเป็นอย่างดีเพื่อให้ได้เนื้อมาตรฐาน

“ปัจจุบัน เราพบปัญหาสำคัญอีกประการคือ เราไม่มีโรงเชือดมาตรฐานโคเนื้อในพื้นที่ แต่กลับไปตั้งอยู่ที่ จ.พะเยา ทำให้การเชือดแต่ละครั้งต้องขนโคไป-กลับ และเดินเรื่องเอกสารต่างๆ ครั้งหนึ่งเสียต้นทุนไปประมาณ 4,000-5,000 บาท ล่าสุดเครือข่ายจึงได้หารือกับกรมปศุสัตว์ เพื่อขอเปิดโรงเชือดโคขุนมาตรฐานในพื้นที่ ซึ่งจะใช้งบประมาณราว 15 ล้านบาท คาดว่าจะเห็นผลในปี 2562-2563 ซึ่งก็จะช่วยยกระดับการพัฒนาการเลี้ยงและการจำหน่ายโคขุนในพื้นที่ จ.เชียงราย ได้เป็นอย่างดีต่อไป” นายนเรศกล่าว

“สนธิรัตน์” เผยพาณิชย์เตรียมแผนรับมือสินค้าเกษตรล่วงหน้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง ในฤดูกาลหน้า แนะเกษตรกรเน้นปลูกสินค้าที่มีคุณภาพ ดันราคาให้สูงขึ้น

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “นโยบายและทิศทางการพัฒนาสินค้า ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลัง” ที่จัดโดยสมาคมการค้าพืชไร่ ว่า กระทรวงพาณิชย์มีแผนในการดูแลราคาสินค้าเกษตรสำคัญของประเทศ ทั้งข้าวเปลือก ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และสินค้าเกษตรอื่นๆ โดยได้มีการประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าทุกรายการ และวางแผนช่วยเหลือเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะด้านการตลาดที่จะนำมาส่งเสริมและผลักดันให้เกษตรกรเพาะปลูกสินค้าเกษตรตามความต้องการของตลาด

โดยจะช่วยหาตลาดรองรับ การจำหน่ายภายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าออนไลน์ด้วย ทั้งนี้ ในส่วนของราคาข้าวปัจจุบัน พบว่า ราคายังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากการที่ประเทศผู้นำเข้าข้าวสำคัญ เช่น แอฟริกา จีน ยังมีความต้องการซื้อข้าวเพิ่ม และไทยชนะการประมูลขายข้าวให้กับหลายประเทศ เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย ทำให้มีความต้องการข้าวเพื่อส่งมอบ ทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และรัฐต่อเอกชน (จีทูพี) และไทยยังอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงราคาซื้อขายข้าวจีทูจีกับจีน 1 แสนตันที่ 6 รวมทั้งติดตามและเจรจาให้จีนซื้อข้าวจีทูจีสัญญา 1 ล้านตันที่ 2 ซึ่งหากสำเร็จ ก็จะทำให้มีตลาดรองรับผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปีนี้ไทยจะส่งออกข้าวได้ไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน เพิ่มจากเป้าเดิมที่กำหนดไว้ที่ 9.5 ล้านตัน

อย่างไรก็ตาม จากการที่ข้าวเปลือกหอมมะลิมีราคาสูงขึ้น โดยปัจจุบันราคาส่งออก อยู่ที่ตันละ 1,295 เหรียญสหรัฐ และราคาข้าวเปลือกหอมมะลิ อยู่ที่ตันละ 18,800 บาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ที่ตันละ 11,200 บาท โดยเป็นราคาที่สูงสุดในรอบ 10 ปี ซึ่งกระทรวงพาณิชย์มีความกังวลว่าเกษตรกรจะหันมาเพาะปลูกกันมากขึ้น และเมื่อผลผลิตออกมามาก ก็จะส่งผลกระทบต่อราคาขาย ดังนั้น จึงขอให้เกษตรกรเพาะปลูกเท่าเดิม และเน้นการควบคุมคุณภาพให้ดีขึ้น รวมทั้งหันไปเพาะปลูกข้าวที่มีศักยภาพและตลาดต้องการสูง โดยเฉพาะข้าวพื้นนุ่ม เช่น ข้าวกข 21 กข 59 เพื่อชิงตลาดจากเวียดนาม และข้าว กข 43 ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก

ส่วน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปัจจุบัน ราคาก็เพิ่มขึ้นมาก โดยความชื้น 30% ราคา 7.50-7.70 บาท ต่อกิโลกรัม (กก.) เมื่อเทียบกับปีก่อน 5.00-5.10 บาท ต่อกก. ความชื้น 14.5% ราคา 9.50-9.70 บาท ต่อกก. เทียบกับปีก่อนที่ 6.70-6.90 บาท ต่อกก. ส่วนราคาโรงงานอาหารสัตว์ รับซื้ออยู่ที่ 10.25-10.55 บาท ต่อกก. สูงกว่าปีก่อนที่ 7.90-8.00 บาท ต่อกก. ซึ่งราคายังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูง เพราะเป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยว โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลใหม่

นายสนธิรัตน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงพาณิชย์ ได้เตรียมแผนและมาตรการรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยการประสานผู้ผลิตอาหารสัตว์ และสหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์เข้าไปรับซื้อ การใช้มาตรการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ ผู้รวบรวมที่รับซื้อข้าวโพด เพื่อให้สามารถติดตามดูแลได้ การเชื่อมโยงการซื้อขายระหว่างเกษตรกร ผู้รวบรวม และโรงงานอาหารสัตว์ และกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาการกำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

สำหรับ มันสำปะหลัง ปัจจุบัน ราคาหัวมันสด เชื้อแป้ง 25% ราคา 3.15 บาท ต่อกก. ซึ่งเป็นราคาสูงที่สุดในรอบ 10 ปีเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นผลสำเร็จมาจากการที่กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินหน้าหาตลาดส่งออกให้กับผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง ทั้งตลาดจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และหาตลาดใหม่ เช่น ตุรกี และนิวซีแลนด์ ร่วมมือกับสมาคมที่เกี่ยวข้องกับมันสำปะหลังในการทำตลาด และยังได้ใช้มาตรการกำหนดให้ผู้ซื้อ ผู้จำหน่าย ผู้ครอบครองมันสำปะหลัง ต้องแจ้งปริมาณ สถานที่เก็บ รวมถึงการผลักดันให้นำมันสำปะหลังไปใช้ในการผลิตเอทานอล และที่สำคัญ ได้กำกับดูแลการนำเข้ามันสำปะหลังจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้า จนกระทบต่อราคาภายในประเทศ

นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการดำเนินโครงการประชาสัมพันธ์ศักยภาพผลไม้ไทยตามแผนยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจรของกระทรวงพาณิชย์ ที่มีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยเป็นมหานครผลไม้ของโลก พร้อมกำหนดให้ตลาดจีนเป็นเป้าหมาย โดยกรมร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ดำเนินโครงการ เพื่อแนะนำผลไม้ของไทยให้เป็นที่รู้จักในตลาดจีนเพิ่มขึ้น ผ่านกิจกรรมในหลายรูปแบบ ทั้งการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการไทยกับผู้นำเข้าผลไม้ของจีน การประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยและแจกชิมผลไม้ไทยในห้างสรรพสินค้าชั้นนำในนครเซี่ยงไฮ้ พบว่า ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สามารถขยายตลาดส่งออกผลไม้ไทยเข้าสู่ตลาดจีนได้เพิ่มขึ้น และทำให้ชาวจีนรู้จักผลไม้ไทยเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ ในการเจรจาจับคู่ธุรกิจ ได้เชิญตลาดค้าส่งสินค้าเกษตรและผลไม้ และบริษัทโลจิสติกส์รูปแบบควบคุมอุณหภูมิที่ใหญ่ที่สุดของจีนมาเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งปรากฏว่าสามารถตกลงซื้อขายผลไม้ไทยได้เป็นจำนวนมาก ได้แก่ บริษัท Shanghai Zhengming สั่งซื้อทุเรียนสด 100 ตู้ ทุเรียนแช่แข็ง 200 ตู้ จากบริษัท AJ Fruit Intertrade จำกัด, บริษัท Shanghai Agriculture Product Center สั่งซื้อมังคุด 2 ตัน เพื่อทดลองตลาดจาก บริษัท Fruit Capital จำกัด และ Jiaxing Fruit Market สนใจซื้อมังคุด ทุเรียน ขนุน ลำไย โดยเน้นผลไม้แบรนด์พรีเมี่ยม

ขณะเดียวกัน บริษัทจีนยังมีความต้องการที่จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อเข้าเยี่ยมชมบริษัทและโรงงานผลิตทุเรียนแช่แข็งและสวนเพาะปลูกทุเรียนของ บริษัท AJ Fruit และ บริษัท Queen Frozen Fruit ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งมั่นใจว่าจะทำให้ขยายตลาดส่งออกผลไม้สดและแปรรูปไปจีนได้เพิ่มขึ้น ซึ่งจากการจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยในนครเซี่ยงไฮ้ พบว่า ชาวจีนชื่นชอบผลไม้ไทย โดยเฉพาะทุเรียนหมอนทองและลำไย และการสำรวจตลาดผลไม้ไทยในห้างต่างๆ ยอดขายทุเรียนหมอนทอง มังคุด ลำไย และมะม่วงจากไทยสูงขึ้น

“แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องการแอบอ้างและปลอมปนผลไม้ประเภทเดียวกันกับผลไม้นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะมังคุดและลำไยสด จึงให้ทูตพาณิชย์ไทยในเซี่ยงไฮ้ ติดตามและแก้ไขโดยด่วน” นางจันทิรา กล่าว

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน เวลา 09.30 น. ที่ลานจอดรถโรงแรมวีวัน อ.เมือง จ.นครราชสีมา สำนักงานพาณิชย์ จ.ชัยภูมิ ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ จ.นครราชสีมา, หอการค้า จ.นครราชสีมา และกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด จังหวัดชัยภูมิ ได้นำสับปะรดของเกษตรกรในพื้นที่ ต.ทรัพย์สีทอง และ ต.ท่าหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ จำนวน 7 ตัน มาจำหน่ายให้กับประชาชนในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ในราคากิโลกรัมละ 5 บาท เพื่อเป็นการช่วยเหลือความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ภายหลังจากช่วงนี้สับปะรดราคาตกต่ำมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ เหลือกิโลกรัมละ 2 บาท โดยได้รับความสนใจจากชาวจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียง พากันมาเหมาซื้อจนหมดเกลี้ยงทั้ง 7 ตัน ภายในวันเดียว และเตรียมที่จะนำมาจำหน่ายเพิ่มในวันที่ 13 มิถุนายนนี้

นายล้อม ศรีครั่ง อายุ 50 ปี เกษตรกรผู้ปลูกสับปะรด ชาว ต.ท่าหินโงม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เปิดเผยว่า ใน จ.ชัยภูมิ มีเกษตรกรปลูกสับปะรดมากที่สุดในพื้นที่ 2 ตำบล ได้แก่ ต.ท่าหินโงม และ ต.ทรัพย์สีทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกสับปะรดมากถึงกว่า 1,800 ไร่ โดยสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละ 3 ครั้ง เฉลี่ยไร่ละ 7-8 ตัน ต่อครั้ง รวมทั้งปีมีผลผลิตส่งสู่ตลาดกว่า 37 ตัน ซึ่งปกติเกษตรกรจะเก็บผลผลิตส่งขายให้กับโรงงานใน จ.ระยอง ปีที่ผ่านมาจะได้ราคาประมาณกิโลกรัมละ 13 บาท แต่ปีนี้ราคาได้ตกต่ำลงมาเหลือ กิโลกรัมละ 2 บาท เท่านั้น จึงทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก เนื่องจากต้นทุนการผลิตที่สูง เฉลี่ยไร่ละ 15,000 บาท

แต่สามารถเก็บผลผลิตขายได้เพียงไร่ละ 3,000 บาท เท่านั้น อีกทั้งค่าขนส่งไปขายที่โรงงานใน จ.ระยอง ก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น โดยคิดค่าใช้จ่ายต่อการขนส่งสับปะรด 1 เที่ยว น้ำหนักประมาณ 9 ตัน ต้องมีค่ารถขนส่งประมาณ 8,000 บาท และค่าแรงคนตัดสับปะรดอีก 3,000 บาท ดังนั้น จึงประสบกับปัญหาไม่คุ้มทุน และพากันทิ้งสับปะรดให้อยู่ในไร่เป็นจำนวนมหาศาล จึงขอวอนให้รัฐบาลได้ช่วยเหลือแก้ปัญหาราคาสับปะรดตกต่ำในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการนำสับปะรดมาขายที่ จ.นครราชสีมา ครั้งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรได้ชั่วคราว โดยขายในราคากิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนชาว จ.นครราชสีมา พากันมาซื้อหมดทั้ง 7 ตัน ภายในวันเดียว หลังจากนี้ เกษตรกรก็จะนำสับปะรดมาขายอีกครั้ง ในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ จึงหวังว่าจะได้รับความสนใจจากประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา และจังหวัดใกล้เคียงมาช่วยกันซื้ออย่างล้นหลามเหมือนในวันนี้อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นายเชวงศักดิ์ สงวนวงศ์วิจิตร ประธานกรรมการสหกรณ์โคนมไทยมิลค์ จำกัด จ.สระบุรี ระบุ กรณีนมที่ถูกส่งไปยังโรงเรียนไผทอุดมศึกษา ตามโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน พบว่า บางกล่องมีลักษณะขุ่นข้นไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ล็อต วันที่ 18 เมษายน ที่ผ่านมา ทางสหกรณ์ฯ ตรวจสอบแล้ว จากเครื่องบรรจุมีทั้งหมด 4 เครื่อง พบว่า การซีลของเครื่องบรรจุ 1 เครื่อง ไม่สมบูรณ์เป็นบางช่วง และเมื่อได้รับการกระแทกและกดทับจากการขนส่ง ซึ่งตามเกณฑ์จะต้องวางซ้อนกันได้ไม่เกิน 8 ชั้น แต่การขนส่งบางเที่ยวอาจวางเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ทำให้เกิดรอยรั่วตามแนวซีล และทำให้นมเสียเป็นบางกล่อง

นายเชวงศักดิ์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่า เกิดความผิดพลาดเฉพาะล็อต วันที่ 18 เมษายนเท่านั้น หลังจากนี้จะเข้มงวดในเรื่องการขนส่งและการตรวจสอบเครื่องจักร ซึ่งปกติจะมีระยะเวลาตรวจสอบ ตามชั่วโมงที่กำหนด ของเครื่องจักรแต่ละประเภทอยู่แล้ว ล่าสุด สหกรณ์ได้เก็บคืนนมในล็อตที่พบว่ามีปัญหาทั้งหมด 110,539 กล่อง ซึ่งส่งไปทั้งหมด 12 โรงเรียน ในเขตกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลกลับมาเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งทิ้งทำลายทันที พบว่า มีนมเสียแค่ 20 กล่อง จากทั้งหมดกว่าแสนกล่อง นับเป็นครั้งแรกที่เกิดปัญหาตั้งแต่ดำเนินการมาร่วม 5 ปี

“ยืนยันจะเข้มงวดในทุกกระบวนการ และไม่เกิดปัญหาอีก ซึ่งในวันนี้ได้ส่งหนังสือชี้แจงไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้อำนวยการส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย แล้ว” นายเชวงศักดิ์ กล่าว

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศ ฝนถล่ม หนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทย และคลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ (มีผลกระทบจนถึง วันที่ 11 มิถุนายน 2561)” ฉบับที่ 15 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2561 ระบุว่า

บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีปริมาณฝนลดลง แต่ยังคงมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยจะมีผลกระทบตามภาคต่างๆ ดังนี้

ภาคเหนือ: แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร สุโขทัย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร และเพชรบูรณ์

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ชัยภูมิ นครราชสีมา อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ภาคกลาง: นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท ลพบุรี สระบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี

ภาคตะวันออก: ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

ภาคใต้: เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมามีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กบริเวณดังกล่าวควรงดออกจากฝั่งจนถึง วันที่ 16 มิถุนายน 2561 และประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งของภาคตะวันออกและภาคใต้ฝั่งตะวันตกขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงต่อเนื่อง ในขณะที่ร่องมรสุมได้เลื่อนขึ้นไปพาดผ่านประเทศเมียนมาตอนบน และเวียดนามตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่อง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนสภาพอากาศ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 27-28 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม.

ชาวนาปลื้ม แผนตลาดนำผลิตดันราคาข้าวเปลือกพุ่ง-ต้นทุนลด 15% กรมการข้าว ลุยส่งเสริมข้าวนุ่มหลังผู้ส่งออกเตรียมเปิดตลาดจีนหวังแชร์ส่วนแบ่งจากเวียดนาม

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ได้เข้าพบและหารือกับกรมการข้าว เพื่อเสนอให้กรมการข้าวพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นนิ่ม หรือข้าวนุ่ม เพราะตลาดจีนมีความต้องการสูงมาก แต่ไทยไม่มีข้าวในกลุ่มนี้ขายในตลาดจีน ผู้ครองตลาดจึงเป็นเวียดนาม ที่ส่งออกข้าวนุ่มไปตลาดจีน ประมาณ 3 ล้านตัน จากการบริโภคข้าวของจีนในชนิดข้าวนุ่ม ประมาณ 7-8 ล้านตัน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเข้าใจผิดว่า กรมการข้าวไม่สนับสนุนหรือไม่พัฒนาพันธุ์ข้าวนุ่ม จึงทำให้เสียโอกาสในการขาย

“พันธุ์ข้าวนุ่มของไทย ที่กรมการข้าวพัฒนาพันธุ์มีจำนวนมาก เมื่อผู้ส่งออกต้องการทำตลาด ทางกรมการข้าวจะนำร่องส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เบื้องต้นประมาณ 1 หมื่นไร่ หรือจะได้ผลผลิตข้าว ประมาณ 1 หมื่นตัน ข้าวเปลือก โดยผู้ส่งออกจะรับซื้อทั้งหมด ในราคาตลาดบวก 500 บาท ต่อตัน ซึ่งเชื่อว่าถ้าผู้ส่งออกทำตลาดในจีนประสบความสำเร็จ กรมการข้าวไม่มีปัญหาเรื่องพันธุ์ข้าวนุ่ม ชาวนาก็น่าจะสนใจปลูกข้าวนุ่มกันมากขึ้น เพราะจะได้ราคาสูงขึ้นกว่าข้าวพันธุ์เดิมที่เคยปลูก”

นายอนันต์ กล่าวว่า ส่วนแผนข้าวครบวงจร ปี 2561/62 จะมีการกำหนดเป้าหมายที่สามารถทำได้จริง คือการลดจำนวนรอบการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ซึ่งหลังจากคณะกรรมการข้าวครบวงจรที่มีกระทรวงเกษตรฯ เป็นฝ่ายผลิตได้ร่วมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ในฐานะฝ่ายการตลาด ได้วิเคราะห์อุปสงค์-อุปทาน เพื่อกำหนดแผนการผลิตและการตลาด ประกอบด้วย ด้านอุปสงค์ 30.524 ล้านตันข้าวเปลือก และด้านอุปทาน 33.42 ล้านตันข้าวเปลือก

สำหรับการกำหนดเป้าหมายพื้นที่การผลิต จะใช้ข้อมูลพื้นที่เหมาะสมการปลูกข้าวตามแผนที่การเกษตร ( Agri-Map) ซึ่งตั้งแต่ ปี 2559 ที่เป็นปีแรกของการทำแผนข้าวครบวงจร ได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม ไปเป็นการผลิตพืชและสัตว์ชนิดอื่น มีการตั้งเป้าหมายไว้สูงมาก แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเกษตรกรมีเหตุผลในการเพาะปลูกข้าวในหลายมิติ ทั้ง มิติด้านสังคม วิถีชีวิต วัฒนธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลความจำเป็นที่ต้องเพาะปลูกข้าว ถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่ไม่เหมาะสม

ขณะนี้ การปลูกข้าวปี 2561/62 รอบที่ 1 ดำเนินการไปแล้ว 3.87 ล้านไร่ หรือ 6.65% ทั้งนี้ การดำเนินงานภายใต้แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ตั้งแต่ปี 2559 พบว่า เกษตรกรสามารถปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์และกลไกการตลาดได้ดีขึ้น และหน่วยงานภาครัฐในระดับพื้นที่มีการบูรณาการระหว่างกันเพิ่มขึ้น ตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการตลาด

ส่วนของสถานการณ์การผลิตของประเทศไทย ในปี 2560/61 ไทยมีผลผลิต 20.40 ล้านตันข้าวสาร เป็นอันดันที่ 6 ของโลก รองจากจีน อินเดีย อินโดนีเซีย บังกลาเทศ และเวียดนาม มีการส่งออกข้าวสาร 10.50 ล้านตันข้าวสาร เป็นผู้ส่งออก อันดับ 2 ของโลกรองจากอินเดีย ขณะนี้การปลูกข้าว ปี 2560/61 รอบที่ 2 เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว 10.59 ล้านไร่ หรือ 82% จึงเชื่อว่าสถานการณ์ ผลผลิตและราคาข้าวปีนี้อยู่ในเกณฑ์ดี

แผนการผลิตและการตลาดข้าวครบวงจร ปี 2560/61 มีผลสัมฤทธิ์ ทั้งในเรื่องของราคาที่ดีขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง และผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ดังนี้คือ ราคาข้าวเปลือก ขยับตัวสูงขึ้นและมีเสถียรภาพมากขึ้น อาทิ ข้าวหอมมะลิ ราคา 16,514 บาท/ตัน ข้าวหอมปทุม ราคา 12,055 บาท/ตัน ข้าวเหนียว ราคา 10,113 บาท/ตัน และข้าวเจ้า ราคา 8,128 บาท/ตัน เป็นผลจากการควบคุมปริมาณการผลิตข้าว 32-33 ล้านตัน/ปี