นางสาวพะเยาว์ เมืองงาม ผอ.ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคใต้ฝั่งตะวันออก

จังหวัดสงขลา กล่าวว่า สภาพอากาศในพื้นที่ในภาคใต้ฝั่งตะวันออกระยะนี้ ช่วง วันที่ 18-20 มิถุนายน 2561 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยตอนบน ทำให้บริเวณภาคใต้ฝั่งตะวันออกมีฝนฟ้าคะนองและมีฝนหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา ขอให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวระมัดระวังอันตรายจากฝนตกหนัก ลมกระโชกแรง น้ำป่าไหลหลากและปริมาณฝนสะสมไว้ด้วย ส่วนคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนบนยังคงมีกำลังแรง ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง เรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนบนควรงดออกจากฝั่งใน 3 วัน ดังกล่าว

ในสังคมที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรไทยจึงต้องปรับตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพเพื่อให้ผลิตผลทางการเกษตรของไทยมีที่ยืนในตลาดสากล

ดวงพร เวชสิทธิ์ หรือ ปุ้ย Young Smart Farmer รุ่นใหม่วัย 41 ปี เจ้าของ “สวนบุษรา” สวนเกษตรผสมผสานบนเนื้อที่ 30 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลพลวง อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี เป็นหนึ่งในเกษตรกรไทยที่มีการปรับตัวให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งในปัจจุบันสวนแห่งนี้ปลูกต้นมังคุด กล้วยหอม กล้วยไข่และลองกอง โดยมีมังคุดเป็นผลผลิตหลัก

คุณปุ้ย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาการจัดการคอมพิวเตอร์ หันหลังให้อาชีพมนุษย์เงินเดือน เพื่อกลับมาสานต่อกิจการสวนบุษราซึ่งเป็นรายได้หลักของครอบครัวในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 แม้คุณปุ้ยไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน แต่ก็พยายามเรียนรู้ฝึกฝนทักษะ จากการขอความช่วยเหลือจากสำนักงานเกษตรจังหวัด และสมัครเข้าร่วมโครงการ Yong Smart Farmer ของกรมส่งเสริมการเกษตร ทำให้มีโอกาสรวมกลุ่มกับเกษตรกรรุ่นใหม่ เธอกล้าคิดวิเคราะห์และลงมือทำ จนได้รับการคัดเลือกให้เป็นประธานกลุ่ม Yong Smart Farmer จังหวัดจันทบุรี ควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการเครือข่าย YSF เขต 3 (ภาคตะวันออก) ทำให้มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมความรู้ด้านเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอ

“สนุกคิดชีวิตเกษตรกร” เป็นคติประจำใจของเธอด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพเกษตรกร เธอมีความสุขกับการวางแผน แก้ไขปัญหา พร้อมกับการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง จนสวนบุษราได้รับการรับรอง ‘การปฎิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืช หรือ GAP: Good Agriculture Practice

คุณปุ้ย เล่าว่า สวนแห่งนี้เป็นมรดกตกทอดมาจากคุณยาย ที่เข้ามาเริ่มทำสวนผลไม้ตั้งแต่พื้นที่บริเวณนี้ยังมีสภาพเป็นป่าดิบ ปัจจุบัน ปลูกต้นมังคุด 2 รุ่น โดยต้นมังคุดรุ่นแรกอายุประมาณ 50 ปี ปลูกบนเนื้อที่ 20 ไร่ ในระยะห่าง 10×10 เมตร ส่วนรุ่นที่สองปลูกบนเนื้อที่ 10 ไร่ เป็นต้นมังคุดระยะชิด มีความห่างระหว่างต้น ประมาณ 6×6 เมตร และด้วยสภาพทางกายภาพของสวนที่เป็นพื้นที่ลุ่ม ติดคลอง ทำให้มังคุดออกดอกช้า ช่วงเก็บเกี่ยวมักเจอปัญหาฝนตกชุก ผลผลิตเกิดความเสียหายด้อยคุณภาพ ขายได้ราคาต่ำ

คุณปุ้ยจึงได้นำการวิเคราะห์ SWOT มาวางแผนการจัดการสภาพแวดล้อมในแต่ละปี ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 10-12 เปอร์เซ็นต์ในปีต่อมา ทั้งยังเรียนรู้เทคนิคการบังคับให้ต้นมังคุดแตกใบอ่อน เพื่อให้อายุใบพร้อมออกดอกในเวลาที่ต้องการ ด้วยการสะสมอาหารให้มากพอก่อนหมดฤดูการเก็บเกี่ยว พร้อมกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ โดยการศึกษาแผนที่อากาศ เพื่อพยากรณ์อากาศรายสัปดาห์ควบคู่ไปกับการจัดการธาตุอาหารที่สำคัญในการออกดอก ให้ทุกอย่างสัมพันธ์กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ เฉลี่ย 100 กิโลกรัม ต่อต้น ซึ่งถือว่าได้ผลผลิตสูงกว่าสวนมังคุดทั่วไป และยังสามารถส่งออกผลผลิตไปยังต่างประเทศได้ในราคาที่สูงกว่า 50 บาท ต่อกิโลกรัม

ทุกวันนี้สาวปริญญาตรีอย่างคุณปุ้ยมีความสุขกับการผันตัวมาเป็นเกษตรกร ภาคภูมิใจในการสานต่ออาชีพที่เป็นรากฐานของคนไทย สมคำร่ำลือที่ว่า “ไทยแลนด์แดนเกษตรกรรม”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา นายสมชัย หยุดกระโทก กำนันตำบลโคกกระชาย นำอาสาสมัครป้องกันภัยตำบล สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่เขตจัดการอุทยานแห่งชาติทับลานที่ 3 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอครบุรี กำลังทหารชุดเฉพาะกิจทับลาน และชาวบ้านในพื้นที่บ้านมาบกราด ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา กว่า 50 คน ออกลาดตระเวนป้องกันและผลักดันช้างป่าไม่ให้เข้าไปทำลายผลผลิตของชาวบ้านที่มีที่ทำกินอยู่ติดกับบริเวณแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน หลังจากในห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝูงช้างป่าเกือบ 10 ตัว ออกมาจากเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเข้าไปหากินและเหยียบย่ำผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านได้รับความเสียหายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ฝูงช้างป่าได้เข้าไปกัดกินสวนกล้วยน้ำว้าและกล้วยไข่ซึ่งอยู่ห่างจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลานเกือบ 2 กิโลเมตร ได้รับความเสียหายทั้งสวนประมาณ 5 ไร่ตลอดจนฝูงช้างป่าใช้เส้นทางเหยียบย่ำไร่มันสำปะหลังและผลผลิตทางการเกษตรของชาวบ้านจนได้รับความเสียหายอีกนับสิบแปลง

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้จัดแบ่งกำลังออกประจำจุดที่เป็นทางเข้าออกของช้างป่าตามแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เพื่อเฝ้าระวังและผลักดันช้างได้ทันทีที่จะออกจากป่า ซึ่งต้องใช้เวลาตลอดทั้งคืนในการผลักดันช้างที่พยายามจะหาทางหลบเลี่ยงออกมาจากป่า ทั้งนี้ ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่รู้จักวิธีการผลักดันช้างที่ถูกต้องและรู้จักพื้นที่เป็นอย่างดี ทำให้การผลักดันช้างเป็นไปด้วยความราบรื่นไม่มีใครได้รับอันตรายแต่อย่างใด

นายสมชัย เปิดเผยว่า ปัญหาช้างป่าออกมาหากินนอกพื้นที่และเข้ามาทำลายผลผลิตของชาวบ้านนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี แต่ในปีนี้ช้างออกมาจากป่าเร็วกว่าปกติ เดิมทีจะออกมาช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกษตรกรเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น แต่ปีนี้ยังอยู่ในช่วงกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งผลผลิตของชาวบ้านยังไม่ได้เก็บเกี่ยว แต่ช้างป่าพากันทยอยออกมาเร็วกว่าปกติ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านจนต้องมีการระดมกำลังออกมาช่วยกันผลักดันช้างกันทุกวัน เพราะหากปล่อยให้ช้างออกมาทำลายผลผลิตตามใจ เกษตรกรก็จะต้องขาดทุนย่อยยับ

แม้ว่าระดับราคาส่งออกข้าวหอมมะลิไทยระดับพรีเมี่ยมสูงสุดถึงตันละ 1,250 เหรียญสหรัฐ ในปีนี้ ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ผู้ส่งออกข้าวหลายรายตั้งข้อสังเกตถึงความสามารถในการแข่งขันของข้าวหอมมะลิไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากมูลค่าการส่งออกข้าวหอมมะลิไทย ภาพที่ติดลบมาตั้งแต่ ปี 2557 เรื่อยมาจนถึง ปี 2559 และแม้จะผงกหัวขึ้นเมื่อ ปี 2560
ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ปัญหาด้านคุณภาพข้าวหอมมะลิลดลง และไทยยังคงใช้พันธุ์ข้าวเดิม แข่งขันรูปแบบเดิม

หากเปรียบเทียบเซ็กเมนต์ตลาดข้าวไทยก็เหมือนพีระมิด โดยยอดพีระมิดจะเป็นข้าวหอมมะลิ ซึ่งมีราคาส่งออกสูงที่สุด แต่ส่งออกในปริมาณที่มีสัดส่วนน้อยที่สุด และมีข้าวขาวอยู่ตรงฐานพีระมิด เพราะมีราคาส่งออกต่ำ แต่ปริมาณมาก แต่จะเห็นว่า “ช่องว่างตรงกลางพีระมิด” ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่นั้น ไทยยังไม่มี “ข้าว” จะมาแข่งขันในจุดนี้

ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนาม และกัมพูชา น้องใหม่วงการส่งออกข้าว เริ่มลงทุนวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวขาวชนิดใหม่ที่มีคุณภาพดีออกมาถล่มตลาดนับกว่า 10 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นการลงทุนทั้งโดยภาครัฐและเอกชน สำหรับราคาที่กำหนดออกมาระดับปานกลางถูกกว่าข้าวหอมมะลิไทย ตันละ 300-400 เหรียญ แต่ด้วยมีความนุ่มมากกว่าข้าวขาวของไทย จึงสามารถชิงส่วนแบ่งตลาดข้าวหอมมะลิของไทยในตลาดสำคัญๆ อย่างจีนไปได้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยคาดการณ์ว่า เวียดนามมีการส่งออกข้าวชนิดนี้ไปจีนผ่านช่องทางการค้าชายแดนปีละ 1-2 ล้านตัน

ย้อนกลับมาที่แผนพัฒนาข้าวของไทย กรมการข้าว มีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณในการวิจัยและพัฒนาข้าวแต่ละสายพันธุ์ ซึ่งต้องใช้เวลาในการพัฒนาหลายปี งบประมาณต้องมีความต่อเนื่อง แต่ในการพิจารณาอนุมัติงบประมาณก็ต้องมีเคพีไอชี้วัด ซึ่งเป็นปัญหาไก่กับไข่

ดังนั้น การวางแผนพัฒนาสายพันธุ์ข้าวของไทยจึงเป็นไปอย่างเงียบๆ กว่าจะได้รับการรับรองพันธุ์ใช้เวลาหลายปี และหลังรับรองแล้วก็ต้องผลิตเมล็ดพันธุ์ ส่งเสริมชาวนาปลูก และสร้างความเข้าใจกับพ่อค้าในการทำการตลาด

แต่ล่าสุดผู้ส่งออกหลายรายพยายามผลักดันขอให้กรมการข้าวเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวขาว พื้นนุ่ม กข 21 พิษณุโลก 80 กข 77 กข 79 ออกมาแข่งขัน เนื่องจากคุณภาพดี ระดับราคาแข่งขันได้ โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยเป็นแกนนำนำร่องส่งเสริมการปลูก 10,000 ไร่ ใน 8 จังหวัด

สวนทางกับภาครัฐที่มุ่งส่งเสริมข้าว กข 43 ขึ้นมาแข่งขัน เพราะข้าวชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษที่ได้รับการการันตีจากโรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ว่าวิจัยแล้วพบว่า ข้าวชนิดนี้มี “ค่าแตกตัวน้ำตาลน้อย และค่าดัชนีน้ำตาลอยู่ในระดับปานกลางค่อนข้างต่ำ คาร์โบไฮเดรตของข้าวมีลักษณะที่ทนต่อการย่อยได้ดีกว่าข้าวอะมิโลสต่ำกว่าพืชอื่นๆ” ซึ่งไม่ใช่ยา แต่เป็นอาหารสุขภาพ เป็น “ซูเปอร์ฟูด” โดย “ชุติมา บุณยประภัศร” รมช.พ าณิชย์ ส่งเสริมเกษตรกรเฉพาะกลุ่ม ประมาณ 3,000 ไร่ ผลผลิตช่วงฤดูนาปรังที่ผ่านมาทำได้ 1,120 ตัน ส่งไปสีแปรที่โรงสีเฉพาะกลุ่มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานโรงงาน GMP และบรรจุถุง โดยจะมีเครื่องหมายรับรอง “ตราหมากรุกสีเหลือง” ซึ่งจดทะเบียนรับรองจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา หากผู้ใดก๊อบปี้มีโทษสูงสุดปรับถึง 4 แสนบาท และจำคุก 4 ปี ออกมาทำตลาดอย่างเป็นทางการเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา

ในวงการค้าข้าวต่างรู้จักข้าวสายพันธุ์ กข 43 เป็นอย่างดี ข้าวนี้มีการพัฒนาพันธุ์มานานแล้ว และมองว่าเรื่องนี้เป็นเจตนาที่ดีในการส่งเสริมของภาครัฐ แต่ได้สะท้อนมุมมองว่า ข้าวชนิดนี้ไม่เป็นที่นิยมปลูก เพราะดูแลรักษายาก และผลผลิตต่อไร่ต่ำ ไม่สามารถแข่งขันในเชิงพาณิชย์ได้ ชาวนาจะไม่นิยมปลูกเพราะไม่คุ้มทุน แม้ว่าจะได้ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรที่ปลูกอยู่ได้ด้วยการสนับสนุนของภาครัฐ แต่หากนำข้าวนี้มาแข่งขันในตลาดปกติ หรือกรณีที่ปรับเปลี่ยนรัฐบาลแล้วหันกลับไปใช้โครงการรับจำนำข้าวแบบเดิม ซึ่งจะมุ่งส่งเสริมการผลิตข้าวที่มีระยะเวลาปลูกสั้น 1 ปี ปลูกได้หลายๆ รอบ ให้ผลผลิตสูง เกษตรกรก็จะหันกลับไปสู่วิถีชีวิตแบบเดิมอีก

ดังนั้น รัฐบาลต้องหาแนวทางแก้ไขข้อจำกัดนี้อย่างจริงจัง และรับฟังเสียงของภาคเอกชนให้มากขึ้นคุณอดิศัย ว่องไวไพโรจน์ อยู่บ้านเลขที่ 92 หมู่ 10 ตำบลหลุมรัง อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี รหัสไปรษณีย์ 71160 เริ่มต้นเลี้ยงจระเข้ เมื่อปี 2542 โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งประกอบด้วย 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ดังนี้

ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ ปีแรกเริ่มทดลองเลี้ยงจระเข้ 50 ตัว โดยใช้เงินทุนของตนเอง และค่อยๆ ทยอยลงทุนเลี้ยงเพิ่มทุกปี ปีละ 50 ตัว จนกระทั่งครบรอบการเลี้ยงและมีผลผลิตออกจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้มีเงินทุนหมุนเวียนและลดความเสี่ยงจากการลงทุน โดยมีหลักในการลงทุน คือ
“มีน้อยใช้น้อย มีมากขยายต่อ”

ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล การเริ่มต้นเลี้ยงจระเข้จะตัดสินใจโดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น พิจารณาว่าจระเข้เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายและใช้แรงงานน้อย เลือกทำเลที่ตั้งฟาร์ม โดยพิจารณาจากราคาที่ดินซึ่งมีราคาถูก ตั้งอยู่ใกล้ฟาร์มเลี้ยงไก่ จึงซื้ออาหารจระเข้ได้ในราคาถูก ลดต้นทุนการเลี้ยง สภาพภูมิอากาศร้อนและมีแสงแดดเหมาะแก่การเลี้ยงจระเข้ ไกลจากแหล่งชุมชน จึงไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งกับชุมชน ไกลจากฟาร์มจระเข้อื่น จึงป้องกันปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อโรคจากฟาร์มอื่นได้ เส้นทางคมนาคมและไฟฟ้าเข้าถึง ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ให้ความสำคัญกับเรื่องความสะอาดและสุขาภิบาลที่ดีร่วมกับการใช้ลูกพันธุ์ที่มีคุณภาพ ทำให้จระเข้ที่เลี้ยงไว้แข็งแรง

ห่วงที่ 3 การมีภูมิคุ้มกันที่ดี เพื่อเตรียมตัวพร้อมรับกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงรอบตัว เช่น จัดสรรเงินทุนสำรองเพื่อใช้ในยามจำเป็น ติดตามสถานการณ์และข่าวสารต่างๆ ทำให้คาดคะเนสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของตลาดได้ระดับหนึ่ง รวมกลุ่มกับผู้เลี้ยงจระเข้เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน และช่วยเหลือกันภายในกลุ่ม พัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจากจระเข้และจำหน่ายภายใต้ชื่อทางการค้า “วารี (waaree) ซึ่งเป็นแบรนด์ของตนเอง เพื่อต่อยอดและเพิ่มมูลค่าจระเข้ให้มากขึ้น

เงื่อนไขที่ 1 ความรู้ การเลี้ยงจระเข้ให้ประสบความสำเร็จ ต้องหมั่นหาความรู้เพิ่มเติมทั้งจากหนังสือ การศึกษาดูงานจากฟาร์มอื่น ขอคำแนะนำจากผู้รู้ และเข้าร่วมการอบรมสัมมนาทางวิชาการต่างๆ โดยนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้และปรับปรุงการเลี้ยงจระเข้

เงื่อนไขที่ 2 คุณธรรม ยึดหลักความซื่อสัตย์สุจริต ความขยันหมั่นเพียร มีความมานะพยายามและอดทน การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และการแบ่งปันให้กับผู้อื่นในสังคม และเนื่องจากฟาร์มตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม มีภูเขาล้อมรอบ มีโอกาสในการประสบปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม หรือน้ำแล้ง จึงคิดวิธีแก้ไขปัญหา ดังนี้

การแก้ปัญหาน้ำท่วม
การที่ฟาร์มตั้งอยู่ในพื้นที่ราบลุ่มมีภูเขาล้อมรอบ ถ้าฝนตกหนักจะทำให้เกิดปัญหาน้ำป่าไหลหลากและท่วมฟาร์มได้ จึงคิดวิธีการแก้ปัญหาโดยขุดคูคลองยาวเชื่อมต่อกับคลองที่อยู่เหนือพื้นที่ขึ้นไป ทำให้น้ำป่าไหลลงสู่
คู คลอง สามารถระบายน้ำได้รวดเร็ว ได้สร้างฝายชะลอน้ำเพื่อเก็บน้ำไว้ใช้ยามจำเป็น

การแก้ปัญหาน้ำแล้ง
การแก้ปัญหาน้ำแล้ง โดยใช้กระสอบทรายปิดกั้นทางน้ำบริเวณฝายชะลอน้ำ ทำให้น้ำล้นออกจากฝายไหลท่วมทั่วบริเวณ ทำให้เกิดความชุ่มชื้น ขุดสระน้ำเพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง ปลูกป่าสะเดาและไม้อื่น ๆ ร่วมกับยูคาลิปตัส เพื่อลดความรุนแรงของน้ำก่อนที่จะเข้ามาถึงตัวฟาร์ม

ผลงานและความสำเร็จของผลงานทั้งปริมาณและคุณภาพ ตลอดจนระยะเวลาที่ปฏิบัติงานและความยั่งยืนในอาชีพ

ปัจจุบัน ฟาร์มเป็นแหล่งผลิตและเพาะพันธุ์จระเข้ที่ดีมีคุณภาพรายใหญ่ที่สุดของจังหวัดกาญจนบุรี และประสบความสำเร็จในการพัฒนาต่อยอดการแปรรูปผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจากจระเข้ ภายใต้ชื่อทางการค้าของตนเอง คือ “วารี (waaree)”

1. อนุบาลลูกจระเข้ อายุ 1 วัน – 8 เดือน ขนาดตัว 30 – 110 เซนติเมตร ในบ่อซีเมนต์ ขนาด
10 x 16 เมตร จำนวน 26 บ่อ ในพื้นที่ 3 ไร่ สามารถอนุบาลจระเข้ได้ 400 ตัว/บ่อ ผลิตลูกจระเข้ได้ 6,500 ตัว/ปี
ขุนจระเข้ อายุ 8 เดือน – 4 ปี ขนาดตัว 110 – 300 เซนติเมตร ในบ่อซีเมนต์ ขนาด 27 x 23 เมตร จำนวน 22 บ่อ ในพื้นที่ 8 ไร่ สามารถขุนจระเข้ได้ 800 ตัว/บ่อ ปัจจุบันมีจระเข้ขุนจำนวน 16,000 ตัว สามารถจำหน่ายได้ปีละ 6,500 ตัว ราคาเฉลี่ยตัวละ 5,000 บาท คิดเป็นรายได้เฉลี่ยปีละ 32,500,500 บาท ปัจจุบัน ได้พัฒนาบ่อแบบใหม่ทำให้สามารถลดระยะเวลาการเลี้ยงได้ถึง 1 ปี
เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ ในบ่อ จำนวน 7 บ่อ พื้นที่ 22 ไร่ มีพ่อแม่พันธุ์จำนวน 2,400 ตัว ใช้สำหรับเพาะพันธุ์ลูกจระเข้ ปัจจุบันผลิตลูกได้ปีละ 4,000 ตัว
จำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องหนังจากจระเข้เฉลี่ยปีละ 500,000 บาท โดยรับคำสั่งซื้อโดยตรง
นำสินค้าไปจัดแสดงในงานต่าง ๆ และจำหน่ายผ่านทางอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
เลี้ยงปลาดุก จำนวน 15,000 ตัว ในบ่อขนาด 2 งาน มีรายได้เฉลี่ยปีละ 225,000 บาท

ความสำเร็จด้านคุณภาพ

ฟาร์มได้รับใบรับรอง GAP ฟาร์มเลี้ยงจระเข้ ใบอนุญาตเพาะพันธุ์สัตว์ป่า ใบอนุญาตค้าสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ และใบอนุญาตครอบครองสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์

การพัฒนาเทคนิคและวิธีการเพาะเลี้ยงจระเข้

1. การพัฒนาการเพาะเลี้ยงจระเข้ โดยเริ่มจากการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่ดีในสัดส่วน ตัวผู้ 1 ตัว ต่อ ตัวเมีย 3 ตัว จัดให้อยู่ในบริเวณที่มีความเงียบสงบ มีการสร้างสิ่งกำบังไม่ให้จระเข้เห็นกันในช่วงผสมพันธุ์ เพื่อป้องกันไม่ให้จระเข้กัดกัน จระเข้จะวางไข่ในเวลากลางคืน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเก็บไข่จะเป็นช่วงเช้า เมื่อเก็บไข่มาแล้วจะทำเครื่องหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการกลับไข่ หลังจากนั้น นำไข่มาล้างทำความสะอาด และตรวจเช็คเชื้อก่อนนำไข่ที่มีเชื้อเข้าห้องฟักที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิด้วยการใช้ระบบน้ำหมุนเวียน

โดยวางไข่ไว้บนตะแกรงที่ทำจากสแตนเลสซึ่งพัฒนาขึ้นเอง เนื่องจากคงทนและทำความสะอาดง่าย สามารถใช้ไฟฉายตรวจเช็คเชื้อไข่สะดวก โดยจะต้องคัดไข่ที่ไม่มีเชื้อหรือไข่เสียออกทุกวัน เมื่อลูกจระเข้เริ่มเจาะเปลือกไข่จะต้องรีบนำออกไปใส่ภาชนะอื่น เพื่อป้องกันเมือกที่อยู่ในไข่รั่วออกมาปนเปื้อนในน้ำที่ใช้หมุนเวียนในห้องฟักไข่ เมื่อจระเข้ออกจากไข่แล้วจะนำไปไว้ในห้องฟัก 7 วัน เพื่อให้จระเข้ปรับตัวและรักษาแผลที่หน้าท้องให้ปิดสนิท หลังจากนั้นจะนำจระเข้ไปเลี้ยงในบ่ออนุบาลโดยให้อาหารเสริมโปรตีนซึ่งมีส่วนผสมของไข่ไก่ดิบ

เนื้อไก่ส่วนหน้าอก และวิตามิน นำมาผสมและบดรวมกันให้จระเข้กินในช่วงอนุบาล ในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม จะดำเนินการคัดขนาดจระเข้เพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อขุน เพราะสภาพอากาศที่เย็นทำให้จระเข้ไม่กินอาหาร จึงสะดวกต่อการเคลื่อนย้ายเปลี่ยนบ่อ จากการดำเนินการดังกล่าวข้างต้น จะพบว่า อัตราการฟักเพิ่มขึ้นจาก 35% เป็น 65% มูลค่าเพิ่มขึ้น 2,215,385 บาท อัตรารอดอนุบาลเพิ่มขึ้นจาก 80% เป็น 100% มูลค่าเพิ่มขึ้น 2,340,000 บาท และอัตราการรอดขุนเพิ่มขึ้นจาก 90% เป็น 100% มูลค่าเพิ่มขึ้น 3,250,000 บาท นอกจากนี้ ยังประสบความสำเร็จในการลดต้นทุนการเก็บรักษาไก่ที่เป็นอาหารจระเข้ จากเดิมใช้ถังน้ำแข็งมีค่าใช้จ่าย 1.50 บาท/ไก่ 1 กิโลกรัม เมื่อเปลี่ยนมาใช้ตู้คอนเทนเนอร์มีค่าใช้จ่ายเพียง 0.67 บาท/ไก่ 1 กิโลกรัม

พัฒนาการเลี้ยงจระเข้ในระบบบ่อแบบใหม่ เนื่องจากบ่อแบบเก่าซึ่งแบ่งพื้นที่บกและน้ำแยกกันจะพบปัญหาพื้นที่กินอาหารน้อย ไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำออกจากบ่อได้หมด จระเข้โตช้า เลี้ยงจระเข้ได้จำนวนน้อย และหนังจระเข้เฉลี่ยเกรดต่ำ จึงได้พัฒนาระบบบ่อแบบใหม่ซึ่งมีพื้นที่บกและน้ำสลับกัน ส่งผลให้จระเข้มีพื้นที่
กินอาหารมากขึ้น สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้หมด จระเข้โตเร็ว เลี้ยงได้จำนวนมากขึ้น จับขายได้ง่าย และหนังจระเข้เกรดสูงขึ้น หลังจากการเปลี่ยนมาใช้ระบบบ่อแบบใหม่พบว่า อัตราการรอดเพิ่มขึ้นจาก 90% เป็น 100% มูลค่าเพิ่มขึ้น 3,250,000 บาท อัตราการโตเฉลี่ยในระยะเวลาการเลี้ยง 3 ปี เพิ่มขึ้นจาก 180 เซนติเมตร เป็น 210 เซนติเมตร มูลค่าเพิ่มขึ้น 5,460,000 บาท สามารถลดระยะเวลาการเลี้ยงได้ถึง 1 ปี และความหนาแน่นในการปล่อยจระเข้เพิ่มขึ้นจาก 1 ตัว/ตารางเมตร เป็น 1.5 ตัว/ตารางเมตร มูลค่าเพิ่มขึ้น 1,203,704 บาท อีกทั้งคุณภาพหนังเพิ่มขึ้นจากเกรด C เป็นเกรด B ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด
พัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าของจระเข้ และในอนาคตมีแผนจะเปิดร้านขายเครื่องหนังจระเข้และขยายตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ

ความเป็นผู้นำ และการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในด้านต่างๆ

เป็นวิทยากรให้ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงจระเข้ เกษตรอินทรีย์ เผยแพร่ความรู้ผ่านทางเฟซบุ๊ก เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเพาะเลี้ยงจระเข้แก่ผู้สนใจทั้งในและต่างประเทศ จัดสถานที่ฝึกงานให้กับนักเรียน นิสิต นักศึกษา เพื่อให้ได้เรียนรู้และเข้าใจในทุกกระบวนการทำงานของฟาร์ม อีกทั้งยังให้ความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการทำวิจัยและการทดลองเพื่อหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับจระเข้ เป็นประมงอาสา รวมถึงช่วยเหลือและให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของภาครัฐ โรงเรียน วัด และชุมชน

การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ

ฟาร์มดำเนินงานในลักษณะ Zero Waste มีการออกแบบและสร้างบ่อเลี้ยงจระเข้โดยถมให้สูงกว่าพื้นที่เดิมและบ่อบำบัด ทำร่องน้ำเพื่อปล่อยน้ำทิ้งให้ไหลผ่านท่อออกสู่ร่องน้ำไปยังบ่อบำบัด โดยไม่ต้องใช้เครื่องสูบน้ำออก ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า มีการนำน้ำจากบ่อบำบัดไปรดพืช สามารถกำจัดน้ำเสียและเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตให้กับพืช ใช้จุลินทรีย์แก้ปัญหากลิ่นรบกวนจากฟาร์มและบ่อน้ำทิ้ง บ่อบำบัดใช้เลี้ยงปลาเบญจพรรณ เพื่อกินเศษอาหารที่เหลือจากจระเข้และสร้างรายได้เสริม ปลูกหญ้าแฝกและยูคาลิปตัสรอบบ่อบำบัด เพื่อลดปัญหาการพังทลายของหน้าดิน เลี้ยงกระบือให้กินหญ้ารอบฟาร์มโดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือยากำจัดวัชพืช มูลกระบือนำไปเป็นปุ๋ย ไข่จระเข้ที่เสียนำมาทำฮอร์โมนบำรุงต้นไม้ ใบอ้อยและยอดอ้อยที่เหลือจากการเก็บเกี่ยวนำมาเป็นวัสดุปูรองสำหรับให้แม่จระเข้ออกไข่ในช่วงที่จระเข้ผสมพันธุ์ ปลูกผักปลอดสารพิษไว้บริโภคในครัวเรือน

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน กู้ชีพทางทะเลฉลามขาวรับแจ้งจากชาวบ้านว่า ได้พบ โลมาหัวบาตรหลังเรียบ หรือ โลมาหัวบาตรไร้ครีบหลังตายและลอยมาติดที่บริเวณสะพานราชนาวีแหลมแท่น หาดแหลมแท่น ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบ พบว่า โลมาหัวบาตรหลังเรียบ อายุประมาณ 3 ปี ความยาวประมาณ 1.45 เมตร ได้ตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน มีสภาพขึ้นอืด ตรวจสอบตามลำตัวไม่พบบาดแผลแต่อย่างใด

จากการสอบถาม นายระวิ สว่างอารมณ์ กู้ชีพทางทะเลฉลามขาว กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุว่า โลมาหัวบาตรหลังเรียบ ตายด้วยสาเหตุใด คงต้องให้เจ้าหน้าที่ผ่าซากพิสูจน์อีกครั้งหนึ่ง ช่วงนี้หลายคนยังติดงานประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการสรุปงานวิจัยทางทะเล คงต้องเก็บซากไว้ที่บ่อบำบัดน้ำเสียของเทศบาลเมืองแสนสุข เพื่อรอการผ่าพิสูจน์ชากอีกครั้งหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีโลมาหัวบาตรหลังเรียบ ลำตัวยาวประมาณ 1 เมตร ตายมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 วัน ได้ลอยมาติดที่บริเวณชายหาด สามมุขเทอเรสคอนโดมิเนียม ตั้งอยู่ที่ 21 ถนนเลียบเขาสามมุข ต.แสนสุข อ.เมือง จ.ชลบุรี โดยไม่ทราบสาเหตุการตายเช่นกัน

พาณิชย์ชี้แจงมาตรการนำเข้าข้าวสาลีเป็นไปตามระเบียบ ไม่ได้เอื้อใคร ขณะนี้การค้าภายในกำลังศึกษา ระบบนำเข้า ชนิด เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์

นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยจากที่มีผู้กล่าวว่า กระทรวงคลัง และ กระทรวงพาณิชย์ เพิกเฉยต่อการจัดเก็บภาษีนำเข้าพืชเศรษฐกิจจากต่างประเทศเข้าข่ายเอื้อผลประโยชน์ให้กับกลุ่มผู้ผลิตอาหารสัตว์รายใหญ่นั้นว่า กระทรวงพาณิชย์ ขอชี้แจงว่า ไทยได้ผูกพันภาษีนำเข้าสินค้าข้าวสาลี (พิกัด 1001) ภายใต้ WTO อัตราอากรตามราคา (Ad Valorem +rate) 27% มาตั้งแต่ ปี2538 ต่อมาได้มีการลดอัตราอากรข้าวสาลีมาตามลำดับ ตั้งแต่ ปี 2542, 2546 และ 2550 โดยเมื่อมกราคม 2550 ลดอัตราอากรตามสภาพ (specific rate) จาก กิโลกรัม ละ 2.75 บาท เหลือ กิโลกรัมละ 0.1 บาท จนกระทั่ง 12 กันยายน 2550 กระทรวงการคลัง ได้ดำเนินการปฏิรูปภาษีศุลกากร ออกประกาศยกเลิกอัตราอากรข้าวสาลี เนื่องจากเป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่สามารถผลิตได้ในประเทศและเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน